ระยอง - นายก ส.ประมงระยอง ประชุมร่วมกลุ่มประมง และผู้ประกอบการในพื้นที่ หลัง กม.กรมเจ้าท่า ที่ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวประมงปากน้ำระยอง เผยหากบังคับใช้จริงกระทบภาวะเศรษฐกิจใน จ.ระยอง ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้าน และจะมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนมาก
วันนี้ (11 พ.ค.) นายไพฑูรย์ รัตนพรวารีสกุล นายกสมาคมประมงระยอง พร้อมด้วย นายธันว์ วิตนากร เจ้าของแพปลาศรีสมุทร นายฉัตรชัย ใจดี เจ้าของแพปลาโชควันดี นายบุญยง โชคนาวีสกุลรัตน์ เจ้าของเรือโชคศรีสมุทร พร้อมกลุ่มชาวบ้าน และชาวประมงที่พักอาศัยริมแม่น้ำระยอง ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายของกรมเจ้าท่า ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เรื่องการให้กลุ่มประมงที่รุกล้ำลำน้ำ รวมทั้งแพปลา คานเรือ และท่าเรือประมง ต้องไปรายงานตัวที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาระยอง ซึ่งหากพ้นวันที่ 22 มิถุนายน 2560 หากไม่รายงานตัวจะถูกดำเนินคดี และมีโทษจำคุก ว่า กำลังส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการประมงในพื้นที่ และทั่วประเทศ ซึ่งการหารือดังกล่าวจัดขึ้นที่สมาคมประมงระยอง ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง
นายไพฑูรย์ เผยว่า กฎหมายดังกล่าวหากมีการบังคับใช้จริง ชาวประมงจำนวนมาก รวมถึงชาวบ้านจะต้องทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นแพปลา หรือแม้แต่ที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่บริเวณริมปากน้ำระยอง ที่ซึ่งใช้ทำมาหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน ที่สำคัญยังจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดระยองไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ไม่นับรวมความเสียหายทางสังคม และวัฒนธรรม
“ในวันนี้ชุมชนปากน้ำ และผู้ประกอบการแพปลา รวมถึงเรือประมงที่ได้รับผลกระทบด้านกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้มาร่วมกันเพื่อพูดคุยหารือเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อน เพื่อจะนำข้อมูลที่ได้เสนอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบให้พิจารณาหาทางออก เพราะเรือประมงปากน้ำระยอง ที่อาศัยริมปากน้ำระยองมีมากกว่า 1,200 ลำ แพปลากว่า 40 แพ ไม่รวมกลุ่มประมงเรือเล็ก ผู้เกี่ยวข้องอีกนับหมื่นคน และผู้อยู่อาศัยอีกจำนวนมากที่จะได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งบางครั้งเราก็อยากให้ฟังเสียงของประชาชน เพื่อหาจุดลงตัวให้บ้านเมืองเดินไปได้ด้วยกันได้ และไม่อยากให้รัฐบาลนิ่งเฉย เพราะอาจเกิดปัญหาขึ้นได้” นายไพฑูรย์ กล่าว
ด้านตัวแทนกลุ่มประมงอวนล้อมปลากะตักวิธีใหม่ กล่าวว่า การทำประมงอวนล้อมปลากะตักวิธีใหม่ที่ไม่ปั่นไฟ จะทำในช่วงข้างขึ้น 7 ค่ำ ถึงแรม 6 ค่ำ ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมของการประมงไทย ที่มีการจับปลาชนิดเดียวเป็นส่วนมากกว่าจับปลาแบบปนกันมาในอัตราส่วนร้อยละที่ชัดเจน แต่ด้วยความกลัว และความยึดมั่นในตัวแม่บทกฎหมาย จึงทำให้เครื่องมือดังกล่าวไม่สามารถพัฒนาไปอย่างถูกต้องโดยวิทยาศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่สอดคล้องต่อการพัฒนาด้านความคิดหลักการ เหตุผล และความถูกต้องที่แท้จริง
ที่สำคัญการทำประมงอวนล้อมปลากะตักแบบใหม่ จะไม่อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากกฎหมาย พ.ร.ก.มาตรา 69 ที่ว่าด้วยการจับปลาที่ห้ามใช้อวนตาที่มีขนาดต่ำกว่า 2.5 เซนติเมตร ทำประมงในเวลากลางคืน ซึ่งมาตรา 60 เปรียบเสมือนอาวุธ หรือของมีคมแต่ไม่มีดวงตา ถ้าสัมผัส หรือถูกเข้าก็จะเกิดการบาดเจ็บถึงขั้นล้มตายได้ จึงขอความกรุณาผู้ที่มีความกล้าคิด กล้าทำ และกล้าเปลี่ยนแปลง ร่วมหาเหตุผล และความถูกต้อง เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติ และเศรษฐกิจของชาติยั่งยืนต่อไป


