สุรินทร์ - เด็กดีศรีเมืองช้าง ด.ช.อภิเดช สร้อยจิตต์ นักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนรัตนบุรี เก็บสร้อยคอทองคำ หนัก 2 บาท แจ้งตำรวจประกาศหาคืนเจ้าของ “แม่สอนว่าถ้าไม่ใช่ของเราห้ามเอาเด็ดขาด” เผยฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี พ่อเสียชีวิตเหลือแต่แม่ที่มีรายได้จากอาชีพรับจ้างทั่วไปแบกภาระเลี้ยงลูกชายตั้ง 3 คน
เป็นข่าวดีที่อยากให้มีทุกวัน เด็กนักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนรัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เก็บสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทได้ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ตามหาเจ้าของมารับคืน น้องเขาบอกว่าแม่สอนไว้ หากไม่ใช่ของของเราอย่าเอา ทั้งๆ ที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี มีแม่คอยหาเลี้ยงคนเดียวเพราะพ่อตายไปหลายปี
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากอาจารย์ปวันรัตน์ บุญหนุน ครูที่ปรึกษาโรงเรียนรัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ว่า มีเด็กนักเรียนโรงเรียนรัตนบุรีเก็บสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทได้ที่บริเวณหน้าร้านค้าตรงข้ามตลาดสดเทศบาลรัตนบุรีเมื่อวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา จึงอยากจะประกาศให้ผู้ที่เป็นเจ้าของให้มารับคืน
โดยเด็กได้ไปแจ้งให้ลงบันทึกประจำวันไว้กับ ร.ต.อ.พงษ์พิทักษ์ ประณมศรี ร้อยเวรสอบสวน สภ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ เพื่อเป็นหลักฐาน และเก็บทองไว้คืนเจ้าของ
หลังทราบเรื่อง ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 9 ถนนบ้านหวาย ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของเด็กชายอภิเดช สร้อยจิตต์ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.1/8 โรงเรียนรัตนบุรี ที่เก็บทองคำหนัก 2 บาทได้แล้วนำส่งให้เจ้าหน้าที่ประกาศตามหาเจ้าของมารับคืน
สภาพบ้านเป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ ภายในบ้านพบเด็กชายอภิเดชกำลังกวาดบ้านอยู่ จึงได้เข้าไปสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
เด็กชายอภิเดช สร้อยจิตต์ หรือน้องมาร์ค อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.1/8 โรงเรียนรัตนบุรี เล่าว่า ช่วงบ่ายของวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา ตนขี่รถจักรยายนต์จะไปซื้อของที่ตลาดสด พอมาถึงบริเวณหน้าร้านขายของ ซึ่งอยู่ตรงข้ามตลาดสดเทศบาลรัตนบุรี ก็ได้สังเกตเห็นถุงสีแดงเล็กๆ ตกอยู่บนฟุตปาธหน้าร้านขายของร้านเจริญรัตน์ จึงได้จอดรถแล้วลงไปหยิบขึ้นมาเปิดดู ปรากฏว่าเป็นสร้อยคอทองคำ ทราบภายหลังว่ามีน้ำหนักถึง 2 บาท ตอนแรกตนรู้สึกตกใจและกลัวว่าจะมีความผิด
จึงได้รีบไปพบตำรวจจราจรที่อยู่หน้าตลาดสดให้พามาที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งลงบันทึกประจำวันไว้ และให้ประกาศติดตามหาเจ้าของมารับคืน โดยไม่คิดอยากได้ เพราะแม่เคยสอนไว้ว่าถ้าไม่ใช่ของของเราอย่าเอาของเขา และตนก็คิดว่าหากเจ้าของเขารู้ว่าของเขาหาย เขาคงจะเสียใจ จึงอยากจะนำมาให้เจ้าของคืน
ด้านนางมาลี นิลจันทร์ อายุ 42 ปี มารดาของน้องมาร์ค กล่าวว่า ตนมีลูก 3 คนเป็นผู้ชายทั้งหมด น้องมาร์คเป็นลูกคนที่ 2 ตนรู้สึกภูมิใจในตัวลูกชายมากที่สอนให้เขาเป็นเด็กดีได้สมความตั้งใจ หลังจากที่พ่อเขาเสียชีวิตมาได้เกือบ 5 ปีตนก็หาเลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด โดยมีอาชีพรับจ้างทั่วไป แล้วแต่ใครจะจ้างให้ทำงานอะไร พอมีรายได้มาเลี้ยงลูกบ้าง แต่ก็ไม่พอใช้จ่ายหรอก
ซึ่งก็ยังดีที่มีญาติทางสามีที่เสียชีวิตไปแล้วช่วยในเรื่องค่าเทอมให้หลานๆ ส่วนค่าอาหารการกินตนก็จะเป็นผู้หาเงินมาดูแลลูกๆ หากไม่พอก็อาศัยหยิบยืมจากญาติๆ ในยามที่ไม่มีใครจ้างไปทำงาน ตนอยากจะให้ลูกๆ ได้เรียนสูงๆ จนจบปริญญาตรี จะได้มีงานทำดีๆ ไม่ต้องมาลำบากหางานรับจ้างเหมือนแม่
โดยลูกชายคนโตก็จะจบ ม.6 ในเทอมนี้แล้ว และน้องมาร์คหรือเด็กชายอภิเดชก็จะขึ้นชั้น ม.2 ในเทอมหน้า ส่วนลูกชายคนเล็กก็จะขึ้น ม.1 ตามๆ กันมา ตนขอให้ลูกๆ เป็นคนดีก็พอ แม้ตนจะลำบากแค่ไหนก็จะทนสู้เอาเพื่อลูก
ขณะที่ นางปวันรัตน์ บุญหนุน ครูที่ปรึกษา บอกว่า เด็กชายอภิเดชเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม มีนิสัยดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ในครั้งนี้ถือว่าเป็นความดีที่น่ายกย่อง แม้ทางบ้านจะมีฐานะไม่ค่อยดี แต่เขาเก็บทรัพย์สินของผู้อื่นได้แล้วเอาไปคืนเจ้าของโดยไม่คิดอยากได้เป็นของตนเอง จึงเป็นความดีที่ควรจะยกย่อง และอยากให้เยาวชนในสังคมได้เอาเป็นแบบอย่าง


