ศูนย์ข่าวขอนแก่น - “กลุ่มมิตรผล” เตรียมวางศิลาฤกษ์สร้างโรงงานน้ำตาลมิตรลาว มูลค่า 1.2 พันล้านบาท ในแขวงไชยะบุรี ต้นเดือนหน้า ประเดิมพื้นที่ปลูกอ้อยป้อนโรงงาน 1.5 หมื่นไร่ กำลังผลิตเฟสแรกใช้อ้อย 5,000 ตันอ้อย/วัน ก่อนขยับอีกเท่าตัว ระบุเป็นโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรที่ใหญ่สุดในลาวแห่งแรก เผยเหตุขยายฐานผลิตเข้า สปป.ลาวเพื่อลดความเสี่ยงพื้นที่ปลูกอ้อยในไทยที่ลดลงเพราะถูกยางพารา ยูคาลิปตัสแย่งพื้นที่ปลูก
นายพรชัย ศรีสาคร ผู้อำนวยการบริษัท น้ำตาลมิตรลาว จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสัมปทานพื้นที่ปลูกอ้อยและสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลในลาวตอนกลางว่า ในราวต้นเดือนกรกฎาคมนี้ บริษัทได้กำหนดวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างโรงงาน คาดว่าจะแล้วเสร็จในราวเดือนธันวาคม 2551 และในต้นปี 2552 จะสามารถเปิดหีบอ้อยได้ โดยโรงงานผลิตน้ำตาลจะตั้งอยู่ในแขวงไชยะบุรี ใช้งบประมาณสร้างโรงงานดังกล่าวประมาณ 1,200 ล้านบาท โรงงานน้ำตาลมิตร ลาวถือเป็นโรงงานแปรรูปสินค้าด้านการเกษตรแห่งแรกใน สปป.ลาวที่ใหญ่ที่สุด
บริษัท น้ำตาลมิตรลาว ในกลุ่มบริษัท น้ำตาลมิตรผล ได้ทำสัญญาสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาวเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2549 มีอายุสัมปทาน 40 ปี หลังจากนั้นสามารถต่อสัญญาได้อีก 20 ปี การดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าล่าช้าไปจากแผนการการลงทุนเนื่องจากติดปัญหาการจัดหาพื้นที่ปลูกอ้อย ส่งผลให้ทางบริษัทต้องเลื่อนการก่อสร้างโรงงานมาเป็นเดือนกรกฎาคม 2550
นายพรชัย กล่าวว่า ตามที่ระบุในสัญญา ทางการลาวต้องจัดหาพื้นที่ให้แก่บริษัทเพื่อปลูกอ้อยป้อนโรงงานทั้งหมด 60,000 ไร่ โดยมีพื้นที่เป้าหมายในแขวงไชยะบุรี และเมืองจำพอน บนเส้นทางหมายเลขที่ 13 ลงไปทางแขวงจำปากสัก อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพบว่าหลายพื้นที่มีปัญหาไม่สามารถจัดสรรเป็นพื้นที่ปลูกอ้อยของโรงงานได้ จึงพยายามขยายเขตพื้นที่สำรวจไปพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ตอนนี้ได้พื้นที่รองรับปลูกอ้อยใกล้เคียงเป้าหมายแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อให้ทันกับการหีบอ้อยตามแผนงานที่กำหนดไว้ ทางบริษัทได้ลงแปลงเพาะพันธุ์อ้อยไว้แล้วราว 7,000 ไร่ และเตรียมพื้นที่ปลูกอ้อยให้เพียงพอกับการเดินเครื่องระยะแรกจำนวน 15,000 ไร่ นอกจากนี้ยังได้ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยด้วยการทำ Contact Farming กับเกษตรกรชาวลาวในแขวงสะหวันนะเขต และไชยะบุรี อีกราว 1,500 ไร่
“จากเดิมเรากำหนดเปิดโรงงานด้วยการหีบอ้อยโดยใช้วัตถุดิบ 1หมื่นตันอ้อยต่อวัน แต่ได้ปรับแผนลดเหลือ 5,000 ตันอ้อยต่อวันแทน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องของวัตถุดิบ หลังจากนั้นสักระยะค่อยขยายเต็มกำลังการผลิต”นายพรชัย กล่าว และว่า
การปลูกอ้อยป้อนโรงงาน ถือเป็นอาชีพใหม่ที่เกษตรกรชาวลาวไม่เคยมีประสบการณ์ บริษัทจึงจ้างชาวลาวเข้ามาทำงานในไร่อ้อยเพื่อจะได้เรียนรู้ขั้นตอนการปลูกอ้อย ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ การเตรียมดิน การปลูกตลอดจนการดูแลรักษา เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้อาชีพปลูกอ้อยไปตัว ระยะยาวจะทำให้เกษตรกรชาวลาวสามารถปลูกดูแลรักษาไร่อ้อยเป็น และท้ายที่สุดจะจ่ายต่อการส่งเสริมในรูปของ Contact Farming
นายพรชัยระบุถึงมูลเหตุที่กลุ่มมิตรผลขยายฐานการลงทุนมายัง สปป.ลาว เนื่องจากพื้นที่การปลูกอ้อยในประเทศไทยเริ่มมีปัญหา ปริมาณการปลูกอ้อยของเกษตรกรลดลง จำนวนไม่น้อยที่หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นแทน โดยเฉพาะยางพารา ไม่นับรวมยูคาลิปตัส และมันสำปะหลัง ที่เข้ามาแย่งพื้นที่ปลูกอ้อย ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้หลายปีที่ผ่านมาโรงงานน้ำตาลต่างแย่งรับซื้ออ้อยจากเกษตรกร
การขยายฐานเข้ามายัง สปป.ลาวของมิตรผลก็เพื่อหนีปัญหาดังกล่าว และยังสามารถที่จะควบคุมการผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานได้อย่างเต็ม อย่างน้อยพื้นที่ 6 หมื่นไร่ก็เป็นการปลูกของมิตรผลเอง รัฐบาลลาวเองก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่
“ปัญหาขาดแคลนอ้อยป้อนโรงงานเชื่อว่าโรงงานที่มีอยู่ในไทยขณะนี้ 46 แห่งต่างประสบปัญหาไม่ต่างกัน ในแต่ละปีที่เปิดฤดูหีบอ้อย ปัญหาวัตถุดิบถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องตามแก้ แต่ละโรงงานควบคุมวัตถุดิบที่จะเข้าโรงงานไม่ได้ ต้องพึ่งอ้อยจากชาวไร่เป็นหลัก ครั้นจะปลูกอ้อยเอง ก็ไม่มีพื้นที่ให้ปลูก”นายพรชัยให้ความเห็น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่เพียงแต่กลุ่มน้ำตาลมิตรผลเท่านั้นที่พยายามหาทางออกปัญหาดังกล่าว ด้วยการขยายฐานการผลิตเข้ามายังแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ห่างจากตัวเมืองแขวงสะหวันนะเขตไปทางชายแดนเวียดนามราว 80 กม.ก็เป็นที่ตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลสะหวันนะเขต ภายใต้การร่วมทุนของกลุ่มน้ำตาลบ้านโป่งและกลุ่มบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จากเมืองไทยเช่นกัน
สำหรับเป้าหมายทางการตลาดของโรงงานน้ำตาลมิตรลาวในกลุ่มน้ำตาลมิตรผล นายพรชัย กล่าวว่า ในเบื้องต้นผลผลิตน้ำตาลที่ได้คงต้องส่งป้อนตลาดภายใน สปป.ลาวเป็นหลัก ปัจจุบันความต้องการบริโภคน้ำตาลใน สปป.ลาวอยู่ที่ 30,000 ตัน/ปี เหลือจากการจำหน่ายภายในก็จะส่งออกไปยังต่างประเทศ


