xs
xsm
sm
md
lg

รายงาน โสมแดงทิ้งถิ่น - ไทยถูกดึงสู่วังวนวิกฤตโสมแดง(จบ)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รายงาน
บัณรส บัวคลี่ / เอกรัตน์ บรรเลง
ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

.........

ปัญหาที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีที่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร .. ไม่ได้อยู่ไกลตัวคนไทยอีกต่อไปแล้วในเวลานี้ ประเด็นเรื่องชาวเกาหลีเหนืออพยพเพื่อขอลี้ภัยจากแผ่นดินเกิด กลายเป็นประเด็นระดับโลกที่ชาติมหาอำนาจโลกเสรีให้ความสำคัญ และยังแสดงบทบาทในการอุ้มชูผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นอย่างออกหน้า

ปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี เกิดจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศเป็นหลัก ข่าวคราวที่ทยอยสู่ชาวโลกคือการเจรจาปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีเพียงประเทศไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่เข้าไปเจรจา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องผู้อพยพ/ลี้ภัยออกจากประเทศเกาหลีเหนือ ที่ดูเหมือนจะเป็นประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชน แต่กลับมีมิติทางการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอย่างแยกไม่ออก

สหรัฐอเมริกา พี่เบิ้มมหาอำนาจโลกเสรี ได้ผ่านกฎหมายพิเศษเพื่อรับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ จากเหตุด้านสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2548 และได้รับชาวเกาหลีเหนือกลุ่มแรกจำนวน 6 คน เป็นหญิง 4 ชาย 2 เข้าประเทศเป็นกลุ่มแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา และที่สำคัญรายงานข่าวที่ปรากฏออกมาระบุว่า ชาวเกาหลีเหนือที่เข้าอเมริการอบดังกล่าวเดินทางมาจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งที่ไม่ระบุชื่อประเทศ

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทย ก็เข้าข่ายที่เป็น "ต้นทาง" ของเส้นทางการลี้ภัยรอบนี้ด้วย

กฎหมายดังกล่าวชื่อว่า The North Korea Human Rights Act ได้จัดงบประมาณวงเงินสูงถึง 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 860 ล้านบาท) ต่อปี เพื่อกิจกรรมการช่วยเหลือตั้งถิ่นฐานในประเทศอเมริกาและกิจกรรมด้านข่าวสารเกี่ยวข้องกับการหลบหนีของชาวเกาหลีเหนือนอกประเทศ

ไม่นับรวมวงเงินงบประมาณของกระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้ ที่ทำหน้าที่อ้าแขนรับชาวเกาหลีเหนือให้ตั้งรกรากในประเทศของตนอีกส่วนหนึ่ง

รัฐสภาสหรัฐอเมริกา ถือว่า เรื่องของชาวเกาหลีเหนือลี้ภัยเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองในฐานะประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน และมีรายงานประจำปีออกมาต่อเนื่องทุกปี

ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการตั้งหน่วยงานช่วยเหลืดชาวเกาหลีเหนือลี้ภัยขึ้นในรูปของเอ็นจีโอเอง ก็ได้รับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศเช่นกัน สถิติเมื่อปี 2548 ได้รับไปแล้วกว่า 100 คน (ข้อมูลจาก Life Funds for North Korean Refugees-LFNKR)--

ส่วนองค์กรสากลอย่าง สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่สหประชาชาติ (UNHCR) เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ถึงกับเคยมีหนังสือรับรองสถานะผู้ลี้ภัย ให้ชาวเกาหลีเหนือหลบหนีเข้าเมือง 16 คนที่ถูกจับกุมตัวล็อตใหญ่ 175 คนกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 แสดงให้เห็นว่า แม้จะไม่มีการจับกุมตัวตามกระบวนการพรบ.คนเข้าเมือง 2522 ชาวเกาหลีเหนือที่ "ลอดรัฐ"เข้ามา ก็ยังสามารถประสานเชื่อมโยงกับองค์กรสากลได้โดยสะดวก


แม้เรื่องนี้จะยังไม่ใช่ปัญหาความมั่นคงอย่างเต็มสถานะ เหมือนกับประเด็นผู้หลบหนีเข้าเมือง/หรือลี้ภัย สัญชาติอื่นๆ รอบๆประเทศซึ่งเข้ามาปักหลักและกลายเป็น "ภาระ" ให้แก่รัฐบาลไทย เพราะว่าชาวเกาหลีเหนือแทบทั้งหมดจะเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามต่อทันที แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนในระยะยาว

พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย สรุปว่า หากประเทศที่ 3 อ้าแขนรับคนเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ทิ้งไว้เป็นภาระของไทย ปัญหาจะไม่ใหญ่ มีเพียงปัญหาเรื่องการจัดการและงบประมาณที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น เกาหลีใต้หรือมิตรประเทศต้องให้คำมั่นว่าจะรับไปทั้งหมด

แต่จากสถิติการรับชาวเกาหลีเหนือหลบหนีเข้าเมือง และยื่นคำร้องขอเดินทางต่อไปประเทศที่สามของปี 2549 พบว่า ในช่วงสิ้นปี มีชาวเกาหลีเหนือที่ตกค้างให้กับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองรับดูแล 300-500 คน

คิดเป็นงบประมาณอยู่ระหว่าง 13,500-22,500 บาท/วัน - แม้ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยหากคิดว่าทรัพยากรของชาติควรจะได้รับการใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประเด็นปัญหาเรื่องงบประมาณดังกล่าวองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านนี้ เช่น Life Funds for North Korean Refugees เปิดพื้นที่ขอรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลืองบประมาณด้านนี้แก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย

ขณะที่มุมมองของผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม ระบุว่า "เกาหลีใต้คัดเฉพาะคนที่มีคุณภาพ เป็นหมอ เป็นวิศวกร เอากลับไป แต่ทิ้งชาวนาชาวไร่ที่ไม่ต้องการเอาไว้ให้คนไทยเลี้ยงดู" ประเด็นดังกล่าวแม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างเป็นทางการแต่ก็น่าสนใจไม่น้อย

เพราะปัจจุบันเกาหลีใต้มีค่ายอบรมให้ความรู้ก่อนปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่มากกว่า 1 แห่ง เฉพาะที่ Hanawon สามารถอบรมได้ครั้งละ 400 คน/2 เดือน แสดงว่า ขีดความสามารถในการรับเข้าไปอบรมถึงปีละ 2,400 คน แต่จากสถิติที่กระทรวงการรวมชาติแสดงออกมา(ล่าสุดถึงปี2548) นั้น ระบุว่า รัฐบาลเกาหลีใต้รับชาวเกาหลีเหนือเอาไว้ปีละไม่ถึง 2,000 คนเท่านั้น

ประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้สร้างความสบายใจให้กับประเทศไทยในฐานะ "ประตู" หน้าด่านที่ต้องรองรับปริมาณผู้เข้าเมืองที่มีแนวโน้มมากขึ้นทุกขณะ ตามตัวเลขที่เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านนี้ประมาณการไว้ เวลานี้มีชาวเกาหลีเหนือมากกว่า 5,000 คน ที่จ่ออยู่ตามพรมแดน จีน-พม่า และ จีน-ลาว รอคอยการเดินทางมายังไทย ไม่นับรวมกลุ่มที่อยู่ในจีนอีกหลายแสนคน

นี่เป็นปัญหาที่ผู้บังคับการตำรวจภูธรเชียงรายระบุ เพื่อต้องการให้ประเทศที่สามรับผู้หลบหนีเข้าเมืองทั้งหมดโดยเร็วและไม่มีข้อแม้ !

โทโมฮารุ เอบิฮาร่า อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่ ซึ่งจับงานช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือและติดตามปัญหาเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือมาโดยตลอด กลับมองกว้างออกไป

โดยเขามองว่า ประเด็นเรื่องคนเกาหลีเหนือหลบหนี เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหาเกี่ยวข้องกับคาบสมุทรเกาหลี การจะแก้ปัญหานี้ได้คือจีน จะต้องเปลี่ยนนโยบายหากมีการหลบหนีเข้าเมืองมา ก็น่าจะให้สิทธิผู้หลบหนีเหล่านั้นเลือกว่าจะเดินทางต่อไปประเทศที่ 3 หรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นได้ ปริมาณคนเกาหลีเหนือหลบหนีเข้าเมืองมาไทยจะลดลงหรือไม่มีเลย เพราะไม่ต้องเดินทางไกล และยากลำบาก หากแต่ว่า แนวคิดนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก


เอบิฮาร่า ยังมองว่า ปัญหาในคาบสมุทรเกาหลีเกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง และมีมากกว่ามิติเรื่องคนหลบหนีเข้าเมืองด้วยซ้ำไป

**สายลับโสมปลอมตัวเป็นคนไทย

เรื่องแรก
- เอบิฮาร่าเป็นผู้ติดตามกรณีลักพาตัว นางสาวอโนชา ปันจ้อย สาวเชียงใหม่มายาวนาน ซึ่งกรณีดังกล่าวเอบิฮาร่าระบุว่า ประเทศเกาหลีเหนือลักพาคนของประเทศต่างๆ อย่างน้อย 12 ประเทศ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ฝึกสอนภาษาให้กับสายลับ กรณีดังกล่าวกลับไม่ได้รับความสนใจจากคนไทยเท่าที่ควร แตกต่างจากชาวญี่ปุ่นซึ่งให้ความสนใจเรื่องที่คนของตนเองถูกลักพาไป

เรื่องที่สอง -เกี่ยวข้องกับเรื่องแรก เพราะประเทศเกาหลีเหนือได้ใช้สายลับของตนปลอมตัวเป็นคนไทย และดำเนินการจารกรรมในประเทศที่ตรงข้ามกับตน

เอบิฮาร่า ยืนยันว่า ล่าสุดได้มีการจับกุมจารชนชาวเกาหลีเหนือที่ปลอมตัวเป็นคนไทยได้แล้ว 1 ราย

กรณีดังกล่าว มีรายงานในสื่อมวลชนของเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2549 อ้างว่าหน่วยงานที่ชื่อว่า National Intelligence Service (คล้ายกับ ตำรวจสันติบาลของไทย) รายงานต่อคณะกรรมาธิการข่าวสารสภาผู้แทนราษฎรว่า ได้จับตัว นาย จุง ยง ฮัก อายุ 48 ปี สายลับเกาหลีเหนือได้ เขาต้องสงสัยเนื่องจากเข้ามาเกาหลีใต้ถึง 3 ครั้งโดยใช้หนังสือเดินทาง และแจ้งสถานภาพว่าเป็นคนไทย เพื่อจะถ่ายภาพโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จานเรดาร์ ค่ายทหารอเมริกัน ฯลฯ

ต่อจากนั้น นาย จุง คนดังกล่าวก็เดินทางกลับประเทศไทย

ข้อมูลที่พบคือ นาย จุง ยง ฮัก ได้ใช้ชื่อไทยว่า นาย มาโนชญ์ ศิรินทร์ ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นชื่อจริง นามสกุลจริง เป็นคนที่มีตัวตนจริงแต่ปัจจุบันเสียชีวิต

เอบิฮาร่า บอกว่า นายจุง ที่ใช้ชื่อไทย และหนังสือเดินทางไทย ส่งมอบรูปถ่ายจารกรรมทั้งหมดให้กับ สถานทูตเกาหลีเหนือในกรุงเทพฯ

หมายความว่า ประเทศไทยได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจารกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และถูกใช้ชื่อคนไทยบังหน้าในภารกิจดังกล่าว

สมาคมช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวโดยชาวเกาหลีเหนือ (NARKN) รายงานว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สายลับเกาหลีเหนือปลอมตัวเป็นคนไทย เพราะก่อนหน้านี้พบเพียงการปลอมตัวเป็นชาวฟิลิปปินส์ และ มาเลเซียเท่านั้น

ครั้งที่แรก รัฐบาลเกาหลีใต้ยิงเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือได้ ปรากฏสายลับในเรือฆ่าตัวตายหมดทั้งลำ เมื่อตรวจสอบศพพบเป็น สายลับที่ปลอมตัวใช้ชื่อและหนังสือเดินทางเป็นชาวมาเลเซีย เรื่องดังกล่าวเกิดเมื่อปี 2541

ครั้งที่สอง สายลับเกาหลีเหนือปลอมเป็นศาสตราจารย์ชาวฟิลิปปินส์ สอนวิชาอิสลามศึกษา ใช้ชื่อ Muhammad Kansu สอนในมหาวิทยาลัยในกรุงโซล นานหลายปี ก่อนถูกจับเมื่อปี 2548

กลุ่มช่วยเหลือผู้ที่ถูกลักพาตัวโดยเกาหลีเหนือ (เชียงใหม่) ARNKA ซึ่งเอบิฮาร่าสังกัดอยู่ มองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลและคนไทยน่าจะให้ความสำคัญ เพราะหากว่า สายลับที่ปลอมตัวเป็นคนไทย ถือหนังสือเดินทางและใช้ชื่อไทย ไปกระทำการก่อการร้าย ณ ที่ใดที่หนึ่งและประสบความสำเร็จ ผู้ที่ถูกสงสัยและถูกตำหนิจากสังคมโลกว่าเป็นผู้ก่อความไม่ถูกต้องก็คือ คนไทยและประเทศไทย ทั้งๆที่ถูกแอบอ้างใช้จากสายลับเกาหลีเหนือ !

ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรเกาหลีนั้น ไม่ได้ไกลตัวคนไทยเลย

................................................

ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีเหนือ

หลังจากสงครามเกาหลีสิ้นสุด ทำให้ประเทศแยกออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้โดยมีเส้นขนานที่ 38 กั้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับ เกาหลีเหนือ ที่ขาดกันตั้งแต่ตอนสงครามเริ่มต้นขึ้นใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากในปี 2515 ที่เริ่มการแลกเปลี่ยนการติดต่อในด้านการค้าและกีฬาอย่างไม่เป็นทางการ

ต่อมาในปี 2517 เกาหลีเหนือแสดงความสนใจที่จะขอเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น

8 พฤษภาคม 2518 ไทยและเกาหลีเหนือได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน และมีการแลกเปลี่ยน เอกอัครราชทูตระหว่างกันในเวลาต่อมา โดย เอกอัครราชทูตเกาหลีเหนือประจำสหภาพพม่า (ในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงเปียงยาง

15 มีok8, 2534 เกาหลีเหนือได้ยกระดับสำนักงานผู้แทนการค้าของเกาหลีเหนือในกรุงเทพฯ (ที่ตั้งขึ้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2522) เป็น สถานเอกอัครราชทูตแต่ไทยล่าสุดยังไม่ได้เปิด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเปียงยาง โดยขณะนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เป็นผู้ดูแลอยู่เช่นเดิม

ในทางการทูตถือว่า แม้มีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่ก็ไม่แนบแน่นเหมือนกับประเทศที่มีการตั้งสถานเอกอัครราชทูตแลกเปลี่ยนกันโดยตรง

ในทางเมืองระหว่างประเทศ เกาหลีเหนือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศพม่า ถือว่า แนบแน่นที่สุดในบรรดาประเทศย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ข่าวกรองการทหารถึงกับเคยจับตาว่า ประเทศเกาหลีเหนืออาจจะมีส่วนเข้ามาสนับสนุนกิจการด้านนิวเคลียร์ในพม่า ในมิติทางด้านความมั่นคง จัดว่ายังเป็นท่าทีหวาดระแวง

ปัญหาความขัดแย้งเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งมีประเทศเกี่ยวข้องหลักๆ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สหรัฐอเมริกา และ รัสเซีย ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยหลุดออกไปจากวังวนความขัดแย้งดังกล่าว เนื่องจากจะต้องปฏิบัติตามมติองค์การสหประชาชาติในฐานะชาติสมาชิก

สำหรับท่าทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เช่นกัน โดยล่าสุดเมื่อ 17 ตุลาคม 2549 นายนิตย์ พิบูลย์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงมติการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยระบุว่า คงต้องพิจารณาเพราะมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเป็นสิ่งที่เราต้องปฏิบัติตามพันธกรณี