ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ชาวบ้าน ต.ชำนิ อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ สุดทนรวมตัวบุกที่ว่าการอำเภอ ร้องขอความเป็นธรรม และให้ตรวจสอบเอาผิดการทุจริต กรณีถูกเลือกปฏิบัติไม่ได้รับค่าชดเชยช่วยเหลือจากภัยน้ำท่วมไร่นาพืชผลการเกษตรได้รับความเสียหาย แฉ กรรมการสำรวจฯ ล้วนเป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่นมุ่งจ่ายให้แต่ญาติพี่น้อง-พวกพ้อง และหัวคะแนนของตัวเอง ทั้งที่ไร่นาไม่ได้รับความเสียหายจริง และบางรายได้รับเงินชดเชยเกินความเป็นจริง
บ่ายวันนี้ (22 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้าน บ.โคกยาง ต.ชำนิ อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ กว่า 50 คน ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอชำนิ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับทางอำเภอ กรณีที่ชาวบ้านในหมู่บ้านกว่า 70 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนไร่นาถูกน้ำท่วมเสียหายจริง แต่กลับไม่มีรายชื่อได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือจากรัฐบาล
ในทางกลับกัน กลุ่มชาวบ้านที่ไม่ได้ทำนาที่เป็นญาติพี่น้อง พวกพ้อง และเป็นหัวคะแนนของ นายประมาณ ศิริวาณิชย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ชำนิ, นายบุญเหลือ จำเนียนกูล รองนายก อบต.ชำนิ, นายสมพงษ์ กิมาวหา กำนันตำบลชำนิ และเป็นญาติของคณะกรรมการตำบล กลับมีรายชื่อได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือ
พฤติกรรมดังกล่าวส่อถึงการกระทำทุจริต ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ จึงเรียกร้องให้ทางอำเภอเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว และพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมจริงทั้ง 70 คนดังกล่าวด้วย
นางวงเดือน ชำนิพันธ์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 142 ม.5 ต.ชำนิ อ.ชำนิ หนึ่งในจำนวนผู้ได้รับความเดือดร้อนที่มาชุมนุมขอความเป็นธรรม ระบุว่า การสำรวจพื้นที่ความเสียหายในเบื้องต้น ได้มีคณะกรรมการ ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่น จะคัดเลือกเอาแต่เครือญาติ หรือครอบครัวของตัวเอง เข้ามารับเงินชดเชย ทั้งที่ส่วนมากไร่นาไม่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม หรือบางรายได้รับเงินชดเชยเกินความเสียหายจริง
ความเดือดร้อนดังกล่าวที่ผ่านมาชาวบ้านเคยเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่ออำเภอชำนิ โดยมี นายวัชรินทร์ เอมปรัชญา ปลัดอาวุโส ตัวแทนอำเภอ ออกมารับเรื่อง พร้อมได้ตกลงกับชาวบ้านว่า ผู้ที่ตกหล่นจากการสำรวจพื้นที่ประสบภัยทั้งกว่า 70 คน ใน บ.โคกยาง ให้เข้ามาลงชื่อแจ้งกับสำนักงานเกษตรอำเภอ จากกรณีภัยน้ำท่วม เป็นกรณีภัยแล้ง โดยจะขออนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินปัญหาภัยแล้งของอำเภอที่มีอยู่ 500,000 บาท มาจ่ายให้กับเกษตรกร แต่เรื่องก็เงียบหายไป
“การกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงเกษตรกรผู้เดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการชุดดังกล่าวให้พ้นผิดมากกว่า จึงร้องขอให้ทางอำเภอชำนิเข้าไปตรวจสอบเพื่อเอาผิดคณะกรรมการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งคณะด้วย” นางวงเดือน กล่าว
ด้าน นางสำเนียง ชาญสิงห์ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมอีกราย กล่าวว่า จากที่ชาวบ้านเข้ามาร้องเรียนในวันนี้ (22 มี.ค.) ได้มี นายทอง ชัยมั่น นายอำเภอชำนิ มารับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยได้ให้ นายสมดุลย์ สานรัมย์ เกษตรอำเภอชำนิ นายนำชัย พรหมมีชัย ผู้อำนวยการศูนย์เพาะเลี้ยงเพาะพันธุ์พืชที่ 11 อ.ชำนิ และนายแก้ว สนโสม เกษตรตำบลชำนิ เข้ามารับฟังปัญหา และสรุปรายงานให้นายอำเภอทราบ เพื่อที่จะหาแนวทางในการแก้ไขช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน และเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว
พร้อมกันนี้ ในวันที่ 26 มี.ค.อำเภอชำนิได้นัดให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนที่มาร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ มารับฟังการชี้แจงของ นายวัชรินทร์ เอมปรัชญา ที่มารับเรื่องและสัญญาจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นคนแรก ว่า ได้รับปากจะช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงหรือไม่
“อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทางอำเภอชำนิ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่อย่างไร ทั้งๆ ที่นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมารับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกรทั้งหมดทุกหน่วยงานแล้ว” นางสำเนียง กล่าว
บ่ายวันนี้ (22 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้าน บ.โคกยาง ต.ชำนิ อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ กว่า 50 คน ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าที่ว่าการอำเภอชำนิ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเป็นธรรมกับทางอำเภอ กรณีที่ชาวบ้านในหมู่บ้านกว่า 70 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนไร่นาถูกน้ำท่วมเสียหายจริง แต่กลับไม่มีรายชื่อได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือจากรัฐบาล
ในทางกลับกัน กลุ่มชาวบ้านที่ไม่ได้ทำนาที่เป็นญาติพี่น้อง พวกพ้อง และเป็นหัวคะแนนของ นายประมาณ ศิริวาณิชย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ชำนิ, นายบุญเหลือ จำเนียนกูล รองนายก อบต.ชำนิ, นายสมพงษ์ กิมาวหา กำนันตำบลชำนิ และเป็นญาติของคณะกรรมการตำบล กลับมีรายชื่อได้รับเงินชดเชยช่วยเหลือ
พฤติกรรมดังกล่าวส่อถึงการกระทำทุจริต ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติ จึงเรียกร้องให้ทางอำเภอเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว และพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมจริงทั้ง 70 คนดังกล่าวด้วย
นางวงเดือน ชำนิพันธ์ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 142 ม.5 ต.ชำนิ อ.ชำนิ หนึ่งในจำนวนผู้ได้รับความเดือดร้อนที่มาชุมนุมขอความเป็นธรรม ระบุว่า การสำรวจพื้นที่ความเสียหายในเบื้องต้น ได้มีคณะกรรมการ ซึ่งส่วนมากเป็นกลุ่มการเมืองท้องถิ่น จะคัดเลือกเอาแต่เครือญาติ หรือครอบครัวของตัวเอง เข้ามารับเงินชดเชย ทั้งที่ส่วนมากไร่นาไม่ได้รับความเสียหายจากภัยน้ำท่วม หรือบางรายได้รับเงินชดเชยเกินความเสียหายจริง
ความเดือดร้อนดังกล่าวที่ผ่านมาชาวบ้านเคยเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่ออำเภอชำนิ โดยมี นายวัชรินทร์ เอมปรัชญา ปลัดอาวุโส ตัวแทนอำเภอ ออกมารับเรื่อง พร้อมได้ตกลงกับชาวบ้านว่า ผู้ที่ตกหล่นจากการสำรวจพื้นที่ประสบภัยทั้งกว่า 70 คน ใน บ.โคกยาง ให้เข้ามาลงชื่อแจ้งกับสำนักงานเกษตรอำเภอ จากกรณีภัยน้ำท่วม เป็นกรณีภัยแล้ง โดยจะขออนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ กรณีฉุกเฉินปัญหาภัยแล้งของอำเภอที่มีอยู่ 500,000 บาท มาจ่ายให้กับเกษตรกร แต่เรื่องก็เงียบหายไป
“การกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงเกษตรกรผู้เดือดร้อน เพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการชุดดังกล่าวให้พ้นผิดมากกว่า จึงร้องขอให้ทางอำเภอชำนิเข้าไปตรวจสอบเพื่อเอาผิดคณะกรรมการ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งคณะด้วย” นางวงเดือน กล่าว
ด้าน นางสำเนียง ชาญสิงห์ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วมอีกราย กล่าวว่า จากที่ชาวบ้านเข้ามาร้องเรียนในวันนี้ (22 มี.ค.) ได้มี นายทอง ชัยมั่น นายอำเภอชำนิ มารับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว โดยได้ให้ นายสมดุลย์ สานรัมย์ เกษตรอำเภอชำนิ นายนำชัย พรหมมีชัย ผู้อำนวยการศูนย์เพาะเลี้ยงเพาะพันธุ์พืชที่ 11 อ.ชำนิ และนายแก้ว สนโสม เกษตรตำบลชำนิ เข้ามารับฟังปัญหา และสรุปรายงานให้นายอำเภอทราบ เพื่อที่จะหาแนวทางในการแก้ไขช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน และเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว
พร้อมกันนี้ ในวันที่ 26 มี.ค.อำเภอชำนิได้นัดให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนที่มาร้องขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ มารับฟังการชี้แจงของ นายวัชรินทร์ เอมปรัชญา ที่มารับเรื่องและสัญญาจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นคนแรก ว่า ได้รับปากจะช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงหรือไม่
“อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทางอำเภอชำนิ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลือหรือไม่อย่างไร ทั้งๆ ที่นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมารับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกรทั้งหมดทุกหน่วยงานแล้ว” นางสำเนียง กล่าว


