ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - เกิดเหตุไฟไหม้โรงเรียนโคราชซ้ำซากอีกเป็นครั้งที่ 6 ทำให้อาคารเรียน ร.ร.รวมมิตรพัฒนา อ.ประทาย ขนาด 5 ห้องถูกเพลิงเผาวอดทั้งหลัง ขณะ ผอ.-ครู-ตำรวจและชาวบ้านร่วมกันเข้าเวรเฝ้าอยู่ในอาคารที่เกิดเหตุ ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 8 หมื่นบาท ตร.ยังมึนตึ้บหาสาเหตุไม่ได้ ด้าน ผอ.ยืนยันเพิ่งตรวจสอบปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าภายในอาคารใหม่เมื่อเดือนที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คืนนี้ (11 ก.พ.) เมื่อเวลา 21.35 น.ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเรียนโรงเรียนรวมมิตรพัฒนา บ.หนองช้างตาย ต.โนนเพ็ด อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นอาคารไม้ ชั้นเดียวแบบ ป.1 ฉ ยกพื้นสูง 90 เชนติเมตร ขนาด 5 ห้อง แบ่งเป็นห้องพักครู 2 ห้อง,ห้องเรียนชั้นอนุบาล 1, 2 และห้องสมุด 1 ห้อง
โดยเพลิงได้โหมลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ทำให้นายอำนาจ แสงสุระ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ครูเวร, เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมชาวบ้านรวม 9 คนที่ร่วมกันเข้าเวรรักษาความปลอดภัยซึ่งกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องพักครูภายในอาคารที่เกิดเหตุได้พยายามช่วยกันนำน้ำมาดับเพลิงอย่างโกลาหล พร้อมทั้งได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อ.ประทาย และประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลประทาย อ.ประทาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 14 กิโลเมตร เข้ามาช่วยดับไฟแต่กว่ารถดับเพลิงจะมาถึงใช้เวลาร่วม 30 นาที ไฟได้ไหม้อาคารเรียนที่เป็นไม้หลังเก่าสร้างมาตั้งแต่ปี 2510 หรือกว่า 40 ปี ขนาด 5 ห้องเสียหายทั้งหมด จากนั้นเปลวไฟได้ลุกลามไปยังอาคารเรียนหลังใกล้เคียง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่สามารถสกัดเพลิงไว้ได้ก่อน
ต่อมาหลังได้รับรายงาน พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 (ผบช.ภ.3) ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.อำนาจ อันอาตย์งาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.)พร้อม พ.ต.อ.วีระ มีมุข ผู้กำกับการ (ผกก.) สภ.อ.ประทาย และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยเร่งด่วน
พ.ต.อ.วีระ มีมุข ผกก.สภ.อ.ประทาย กล่าวว่า โรงเรียนรวมมิตรวิทยาที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) มีนักเรียนทั้งหมด 192 คน ครูจำนวน 14 คน อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมาเขต 7 และอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 7 ซึ่งมี นายพงษ์พิช รุ่งเป้า เป็นอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย (ทรท.)
จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยครูเวร เจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านได้ร่วมกันเข้าเวรรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในโรงเรียน โดยหลังจากได้พากันเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณโรงเรียนแล้วได้มานั่งดูโทรทัศน์ร่วมกันอยู่ภายในห้องพักครูของอาคารที่เกิดเหตุดังกล่าว
จากนั้นได้เกิดกระแสไฟฟ้าดับทุกคนจึงออกจากห้องมาอยู่ด้านนอก และเห็นมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากบริเวณภายในห้องเรียนชั้นอนุบาล อยู่ห่างจากห้องพักครูไป 3 ห้อง โดยไฟได้โหมลุกไหม้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ทุกคนจึงได้พยายามวิ่งหาน้ำมาดับเพลิง และตะโกนเรียกชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงให้มาช่วยกันดับไฟ พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและประสานขอรับการสนับสนุนรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลประทายดังกล่าว
“ส่วนสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ครั้งนี้ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้สอบปากคำพยานอยู่ในที่เกิดเหตุไปส่วนหนึ่งแล้ว และพรุ่งนี้เช้า (12 ก.พ.) เจ้าหน้าที่กองวิทยาการเขต 22 จะเดินทางมาตรวจสอบและเก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์หาสาเหตุเพลิงไหม้ที่แท้จริงต่อไป” พ.ต.อ.วีระ กล่าว
พ.ต.อ.วีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่มีข่าวลือสะพัดในพื้นที่ก่อนเกิดเหตุไฟไหม้โรงเรียนรวมมิตรพัฒนาว่าจะมีการลอบวางเพลิงโรงเรียนในพื้นที่ สพท.เขต 7 จำนวนหลายแห่งนั้น เป็นกระแสข่าวพูดคุยกันในวงการครูแต่ไม่มีความชัดเจนอะไร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ประมาทหรือนิ่งนอนใจและได้เพิ่มมาตรการป้องกันเข้มงวดมากขึ้นโดยส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปนอนเข้าเวรยามร่วมกับครูและชาวบ้านภายในโรงเรียนแต่ก็ยังเกิดเหตุขึ้นจนได้
ส่วนที่มีการระบุว่าก่อนหน้านี้ 1 วัน มีการพบแกลลอนน้ำมันอยู่ภายในโรงเรียนใกล้เคียง คาดว่าเป็นการเตรียมการเพื่อลอบวางเพลิงตามโรงเรียนต่างๆ นั้น ไม่ได้รับรายงานแต่อย่างใด
ด้าน นายอำนาจ แสงสุระ ผู้อำนวยการโรงเรียนรวมมิตรพัฒนา ซึ่งร่วมเข้าเวรยามอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย กล่าวว่า ห้องเรียนชั้นอนุบาลต้นเพลิงดังกล่าวได้มีการปิดล็อกใส่กุญแจอย่างแน่นหนา และยืนยันว่าภายในห้องนี้ไม่มีการเปิดสวิตช์ไฟฟ้าหรือเสียบปลั๊กใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้อย่างแน่นอน อีกทั้งคัตเอาต์ก็ติดตั้งอยู่ด้านนอกห้องเรียน แต่มีข้อน่าสงสัยคือ ต้นเพลิงได้เกิดอยู่ภายในห้องเรียนดังกล่าวได้อย่างไร และทำให้ไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงตั้งแต่เริ่มแรกได้ ไฟจึงโหมไหม้ลุกลามอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าและสายไฟฟ้าภายในอาคารที่เกิดเหตุเพลิงไหม้นี้ ถึงแม้จะเป็นอาคารเก่าสร้างมานานร่วม 40 ปี แต่ได้มีการดูแลปรับเปลี่ยนสายไฟใหม่ให้อยู่ในสภาพดีมาโดยตลอด และล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาได้มีคณะนักเรียนการอาชีพ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เข้ามาตรวจสอบเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมตามมาตรการป้องกันเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนของฝ่ายความมั่นคง ผลการตรวจสอบก็ยืนยันว่าสายไฟ ระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ในอาคารอยู่ในสภาพดีสมบูรณ์
“สาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไร ส่วนความเสียหายประเมินมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 80,000 บาท” นายอำนาจ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับตั้งแต่มีการยึดอำนาจการปกครองของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา แล้วถึง 6 ครั้ง ประกอบด้วย 1.ร.ร.บ้านน้อยกุดคล้า อ.สูงเนิน เกิดเหตุวันที่ 1 ต.ค.49, 2.ร.ร.บ้านโนนรัง อ.ชุมพวง วันที่ 4 พ.ย.49, 3. ร.ร.ประสารวิทยา อ.สีคิ้ว วันที่ 24 ธ.ค. 49, 4.ร.ร.หนองแวงวิทยาคม อ.สีคิ้ว เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.49, 5. ร.ร.สกัดนาควิทยา อ.เสิงสาง วันที่ 16 ธ.ค. และครั้งที่ 6 คือ ร.ร.รวมมิตรพัฒนา อ.ประทาย เกิดเหตุเมื่อคืนที่ 11 ก.พ.ดังกล่าว ส่วนพื้นที่ 8 จังหวัดอีสานตอนล่างในเขตรับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 3 ยังคงเป็นพื้นที่มีเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเรียนมากที่สุดรวมถึง 23 แห่งแล้ว


