ศูนย์ข่าวนครราชสีมา- นายกเล็กโคราช “เด็กสุวัจน์” พร้อมทีมบริหารดิ้นเปิดแถลงข่าวโต้กรมศิลปากร อ้างไม่ได้ทำลายกำแพงเมืองโบราณ แต่ต้องฝังกลบเพื่อรองรับโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ 77 ล้านบาท อันสำคัญยิ่งยวดของเทศบาล เผย ผู้ว่าฯ เตรียมเรียกทั้ง 2 ฝ่ายเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง 12 ธ.ค.นี้ ด้าน ผอ.สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ระบุ กำแพงเมืองโบราณโคราชสร้างสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ประกาศในกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปี 2479 ใครทำผิด พ.ร.บ.โบราณสถานฯ โทษหนักจำคุก 10 ปี ปรับ 1 ล้านบาท หรือทั้งจำและปรับ
วันนี้ (10 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานเทศบาลนครนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายเชิดชัย โชครัตนชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาล กลุ่มโคราชชาติพัฒนนา ที่มี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรองหัวพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เป็นผู้สนับสนุนได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่กรมศิลปากร เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมืองนครราชสีมา ให้ดำเนินคดีกับนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ในข้อหาทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ โบราณสถานกำแพงเมืองโคราช ต่อสื่อมวลชนโดยได้ระดมผู้นำชุมชนในเขตเทศบาลนครฯ จำนวน 39 ชุมนุม มาเข้าร่วมแถลงข่าวเป็นจำนวนมาก
นายเชิดชัย โชครัตนชัย นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา เปิดเผยว่า ข่าวที่ปรากฏตามสื่อไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากที่กรมศิลปากร โดยสำนักงานศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ได้ทำการขุดค้นพบกำแพงเมืองโบราณ เมื่อประมาณเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่บริเวณสวนอนุสรณ์สถาน ข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีทั้ง 2 ด้าน จำนวน 7 หลุม ขนาด 3X15 เมตร โดยพบสภาพกำแพงเมืองที่ไม่สมบูรณ์ และมีแนวที่ไม่ชัดเจนจำนวน 6 หลุม ทางกรมศิลปกรจึงได้ทำการกลบ เหลือเฉพาะหลุมที่อยู่บริเวณสวนรัก ที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด จากการประชุมร่วมกันของเทศบาล และกรมศิลปากร ได้มอบหมายให้กรมศิลปากร จัดทำรายละเอียดโครงการบูรณะกำแพงเมืองเพื่อขอรับการสนับสนุนจากเทศบาล
“ที่ผ่านมา ทางเทศบาลให้ความร่วมมือและติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรมาโดยตลอด ทั้งเรื่องงบประมาณในการขุดค้นจำนวนกว่า 2 แสนบาทก็เป็นเงินของเทศบาลทั้งนั้นและเมื่อทำการขุดพบแล้วก็ช่วยดูแลเป็นอย่างดี มีฝนตกลงมา น้ำเข้าหลุมขุดค้นก็ให้เจ้าหน้าที่ไปวิดน้ำออกเพราะเกรงว่าจะทำให้อิฐโบราณเกิดการชำรุดสึกกร่อน” นายเชิดชัย กล่าว
นายเชิดชัย กล่าวต่อว่า ในช่วงระหว่างที่รอรายละเอียดโครงการบูรณะกำแพงเมืองจากกรมศิลปากร เทศบาลจึงได้มีการประสานงานกับสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา และได้ข้อสรุปว่าให้กลบดินหลุมที่อยู่บริเวณสวนรักเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามรูปแบบเดิมก่อนขณะรอแบบแปลงจากกรมศิลปากร เพราะในพื้นที่ดังกล่าว ทางเทศบาลมีโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองโดยการสร้างสวนสาธารณะซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของเทศบาลนครนครราชสีมาใช้งบประมาณรวม 77 ล้านบาทเพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและจัดกิจกรรมนันทนาการต่างๆ
โดยได้จัดทำเป็น “โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์สวนเมืองทอง สวนรัก และสวนอนุสรณ์สถานฯ” ซึ่งเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาไปก่อนหน้าที่จะมีการขุดพบกำแพงเมืองโบราณคือเมื่อประมาณเดือน เม.ย.2549 ฉะนั้นหากไม่ฝังกลบก็จะเป็นเหตุผลที่ผู้รับเหมานำมาอ้างในการขอยืดระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาการก่อสร้างได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงการไม่แล้วเสร็จตามกำหนดได้
ภายหลังจากทางเทศบาลทำการฝังกลบหลุมที่ขุดแต่งประมาณ 2 สัปดาห์ ทางสำนักศิลปากรที่ 12 จึงได้จัดส่งรายละเอียดโครงการบูรณะกำแพงเมืองบริเวณสวนรักพร้อมแจ้งวงเงินจำนวน 7.7 แสนบาท มาเมื่อวันที่ 28 พ.ย.2549 โดยในช่วงที่มีการกลบจนถึงวันที่ส่งรายละเอียดโครงการบูรณะกำแพงนั้น สำนักงานศิลปากรที่ 12ไม่ได้มีการแจ้งประสานถึงปัญหาเกี่ยวกับการกลบหลุมที่ขุดแต่งแต่อย่างใด
ฉะนั้น การดำเนินการกลบหลุมขุดแต่งของทางเทศบาลฯ จึงไม่ได้เป็นการทำลายกำแพงเมืองหรือทำความเสียหายต่อโบราณสถาน และไม่ได้มีการจัดหาผู้รับจ้างหลังจากมีการขุดพบกำแพงเมืองตามที่ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.เมือง นครราชสีมา แต่อย่างใด
“ที่ผมออกมาให้ข่าวในวันนี้เพื่อต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองและองค์กร อย่ามองว่าผมเป็นลูกแกะจะทำอะไรก็ได้ ผมไม่ยอม ผมทำงานผมให้เกียรติคนอื่นเสมอและผมก็น่าจะได้รับเกียรติจากคนอื่นบ้าง ข่าวที่ปรากฏตามสื่อนั้นเหมือนกับว่านายกฯ ไม่รู้กฎหมายอะไรเลย ดื้อรั้นทำลายวัตถุโบราณ ข้อหานี้เป็นข้อหาหนัก ผมรักและหวงแหนโบราณวัตถุเช่นกัน” นายเชิดชัย กล่าว
เมื่อทางกรมศิลปากรมีการแจ้งความดำเนินคดีกับทางเทศบาลฯ แล้ว ก็จะตั้งนิติกรขึ้นมาต่อสู้คดี และให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในวันอังคารที่ 12 ธ.ค.นี้ นายสมบูรณ์ งามลักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา จะเรียกตนและสำนักงานศิลปากรที่ 12 มาพูดคุยชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบ ซึ่งการดำเนินการต่อไปจะชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลังการหารือ นายเชิดชัย กล่าวในตอนท้าย
กรมศิลป์ชี้เป็นความผิดสำเร็จแล้ว-โทษหนัก 10 ปี
ทางด้านนายอนันต์ ชูโชติ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา เปิดเผยว่า กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานกำแพงเมืองโคราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตามประกาศกรมศิลปากร เรื่อง กำหนดโบราณสถานสำหรับชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 35 วันที่ 27 ก.ย.2479
โดยกำแพงเมืองโคราชหรือเมืองนครราชสีมา นับเป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของ จ.นครราชสีมา ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่า เมืองนครราชสีมา และกำแพงเมืองสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) พระมหากษัตริย์ ลำดับที่ 27 แห่งกรุงศรีอยุธยา
ภายหลังจากทำการขุดค้นพบกำแพงเมืองโบราณก่อด้วยอิฐ กว้าง 3 เมตร ความยาวของการขุดค้นประมาณ 37 เมตร ด้านทิศตะวันตก (บริเวณสวนเมืองทอง สวนสุรนารี และสวนอนุสรณ์สถาน) ในช่วงระหว่างเดือน ส.ค.- ก.ย. 2549 ทางสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา จึงได้จัดทำโครงการบูรณะกำแพงเมืองโคราชเพื่อที่จะดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานแห่งนี้ให้คงความเป็นของแท้และดั้งเดิมสืบทอดต่อไปในอนาคต
แต่ปรากฏว่า ทางเทศบาลฯ กลับมาทำการฝังกลบหลุมขุดค้นดังกล่าว และยังให้ หจก.ไทยเจริญศรีษะเกษ เข้าทำการปูพื้นหินอ่อนทับบริเวณดังกล่าว ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งาติ พ.ศ. 2504 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 7 ทวิ มาตรา 10 กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย เคลื่อนย้ายโบราณสถานหรือส่วนต่างๆ ของโบราณสถานหรือขุดค้นสิ่งใดๆ หรือปลูกสร้างอาคารภายในบริเวณโบราณสถาน
ฉะนั้น การกระทำดังกล่าวของทางเทศบาลนครนครราชสีมา และ หจก.ไทยเจริญศรีษะเกษจึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งตนได้รับมอบอำนาจจากนายอารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้ง 2 ราย แล้วเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมาที่ สภ.อ.เมืองนครราชสีมา ในข้อหา “ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า ทำให้ไร้ประโยชน์ โบราณสถานกำแพงเมืองโคราช อ.เมือง จ.นครราชสีมา”
“ทางเราได้แจ้งกับเทศบาลนครฯไปแล้วว่าจะทำการบูรณะ เพราะเราได้ทำการขุดแต่งไว้ยาวเกือบ 40 เมตร และทางเทศบาลก็เป็นคนให้งบประมาณมาทำการขุดค้นเอง แต่ทำไมวันนี้มาไถกลบจนเกลี้ยงเลย ใครเห็นก็รู้ว่าตรงนั้นเป็นกำแพงเมือง ทุกคนก็รู้ว่าเป็นกำแพงเมืองมีการนำเสนอข่าวไปทั่วประเทศ บริเวณที่เราขุดไว้ก็กว้าง แต่ทำไมถึงมาทำลายซะเอง และทางกรมศิลปากรก็มีการประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่ปี 2479 และกรณีนี้ถือว่ามีความผิดได้สำเร็จไปแล้ว แม้ทางเทศบาลจะกลับมาทำการขุดรื้อขึ้นมาใหม่ก็ถือว่ายังมีความผิดตามกฎหมายอยู่ดี” นายอนันต์ กล่าว


