xs
xsm
sm
md
lg

พบสำนักสงฆ์โคตรจนที่แปดริ้วใช้เมรุเป็นที่เรียนหนังสือ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ศูนย์ข่าวศรีราชา -พบสำนักสงฆ์โคตรจนที่แปดริ้ว เป็นแหล่งสถานศึกษาเล่าเรียนทางธรรมของเด็กชนบทที่ขาดโอกาส มาบวชเป็นสามเณร ใช้เมรุเป็นห้องเรียน จำวัดตามโคนต้นไม้กลางทุ่งนา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ว่า สำนักสงฆ์ในชนบทอยู่ห่างออกไปจากวัดโสธรวราราม ที่ถือได้ว่าเป็นวัดที่ร่ำรวย มีรายได้มากที่สุดในประเทศไทย ประมาณ 50 กม. คือ สำนักสงฆ์ บ่อเงิน บ่อทอง ตั้งอยู่ ม.15 ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เป็นสำนักสงฆ์ที่มีการก่อตั้งมาแล้วประมาณ 9 ปี บนเนื้อที่ 13 ไร่เศษ โดย พระวิมล สิริปุญโญ พระเจ้าสำนัก และมีพระมหาขุนแผน ฐิติธมโม เป็น พระอาจารย์ผู้จัดการเรียนการสอน

พระมหาขุนแผน ฐิติธมโม พรรษา 28 อายุ 48 ปี กล่าวถึงความเป็นมาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแห่งนี้ว่า เดิมทีพระภิกษุ และสามเณรรวมกว่า 100 รูปเรียนอยู่ที่วัดท้องคุ้งวิทยาคม ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ มานานนับสิบปี โดยมีเด็กๆที่มาบวชเป็นสามเณรเรียนจบไปแล้วหลายรุ่น กว่า 800 รูป แต่ต่อมาหลังมีสามเณรมาบวชเรียนเพิ่มมากขึ้นจึงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความเป็นอยู่ และสถานที่ จึงได้ย้ายมาอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้

ทั้งนี้ ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สำนักสงฆ์บ่อเงินบ่อทอง เป็นสถานที่สงเคราะห์การศึกษาของ พระภิกษุสามเณร ขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการเปิดสอนตั้งแต่มัธยมต้นจนถึงมัธยมตอนปลาย และแผนกนักธรรมตรี – โท- เอก และแผนกพระบาลีเปรียญธรรม โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น โรงเรียนเป็นผู้จัดหาทุนทรัพย์ให้โดยอาศัยจากญาติโยมพุทธศาสนิกชนสงเคราะห์ เช่น ภัตตาหาร ผ้านุ่งห่ม ยารักษาโรค และอุปกรณ์การศึกษาตามกำลังศรัทธา

ปัจจุบัน มีพระภิกษุรวมทั้งสามเณรอยู่ภายในสำนักสงฆ์แห่งนี้ 90 รูป มีพระอาจารย์ผู้สอน 5 รูปสถานที่แห่งนี้จึงเป็นสถานที่ให้การศึกษาสงเคราะห์แก่ผู้ยากไร้ ผู้ที่เข้ามาบวชศึกษาเล่าเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ขาดที่พึ่ง พ่อแม่แยกทางกัน หรือตายจากกันไป บางคนอาศัยอยู่กับตายายไม่มีทุนทรัพย์ในการครองชีพ ไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ จึงได้เปิดโอกาสให้เด็กๆเหล่านี้ เข้ามาบวชเรียนศึกษาต่อทั้งฝ่ายทางโลกและทางธรรม เป็นธรรมทายาทผู้สืบต่อพระพุทธศาสนาเป็นคนดีของสังคม ตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เมื่อศึกษาเล่าเรียนจนจบและสึกลาเพศไป

สำหรับสภาพความเป็นอยู่ในขณะนี้แล้ว และกล่าวอีกว่า พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ ยังขาดห้องเรียน และที่พักอาศัยโดยห้องเรียนอาศัย อาคารฌาปณกิจศพ หรือเมรุเป็นห้องเรียนและสถานที่ฉันอาหารรวมถึงเป็นที่พักอาศัยหลับนอนจำวัดบางส่วน

ส่วนสามเณรและพระอาจารย์บางรูปยังไม่มีที่หลับนอน ต้องอาศัยปักกรด ปูเสื่อหลับนอนอยู่ตามโคนต้นไม้รอบๆ สำนักสงฆ์

ทั้งนี้ หากญาติโยมพุทธสาสนิกชน ที่มีจิตรศรัทธาทำบุญสงเคราะห์โอกาสให้แก่ เด็กๆ สามเณรผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ ก็สามารถ นำสิ่งของจำพวกข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องประกอบอาหาร ผงซักฟอก สบู่ยาสีฟัน อุปกรณ์การศึกษา เช่น สมุด ปากกาดินสอ ยางลบ ไม้บรรทัด ได้ที่สำนักสงฆ์แห่งนี้หรือจะสอบถามข้อมูลได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 01-9408541

นอกจากนี้ วัดกำลังเตรียมจัดหาทุนทรัพย์ในการสร้างอาคารเรียน เพื่อให้สามเณรเหล่านี้มีสถานที่เล่าเรียนศึกษา ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ทุนทรัพย์ในการก่อสร้างประมาณ 1 ล้านบาท เป็นอาคารเรียนคอนกรีตเสริมเหล็กชั้นเดียว ขนาด 7 ห้องเรียน กว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร เพื่อให้ พระภิกษุ สามเณร ได้ใช้อาคารเรียนหลังนี้ได้รับความสะดวกสบายขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันนั้น อาศัยเรียนตามโคนต้นไม้และในศาลาเมรุ โดยสามารถรองรับพระภิกษุ สามเณรได้เป็นจำนวนมากขึ้นถึง 200 รูป เป็นประโยชน์แก่บรรดาเยาวชนของประเทศชาติที่ไร้ผู้อุปการะให้มีการศึกษา ทั้งฝ่ายทางโลกและทางธรรม ทำให้พระภิกษุ สามเณร มีความมั่นใจในการศึกษาเล่าเรียนอย่างมั่นคง และปลอดภัยสมกับเป็นโรงเรียนของพระภิกษุ สามเณร และขณะนี้ยังไม่มีทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง

ด้าน สามเณรทิวากร พุ่มเพชร อายุ 14 ปี เดิมอยู่บ้านเลขที่ 25/3 ม.1 ต.สังเม็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า เดิมอยู่กับแม่ที่บ้าน ครอบครัวมีอาชีพทำนา แต่ทำนาไม่ค่อยได้ผลผลิต ฐานะยากจน มีพี่น้องรวมกันสามคน โดยมีพี่ชายคนโตเพิ่งเรียนจบ ม.3 แล้ว และมีน้องสาวอายุ 13 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 ช่วงก่อนที่จะตัดสินใจมาเรียนที่นี่นั้น พี่น้องเรียนกันทั้งสามคน แม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน และเห็นว่าเรียนที่นี่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น จึงตัดสินใจมา ขณะนี้เรียนอยู่ชั้น ม.3 ซึ่งปัจจุบัน หลังพี่ชายเรียนจบ ม. 3 ก็ไม่ได้เรียนต่ออีก สามเณรทิวากร กล่าว

ขณะที่ พระอาคม กุลอนงค์ อายุ 23 ปี ซึ่งบวชเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ มาตั้งแต่เป็นสามเณร รวม 7 พรรษา ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของพระภิกษุ สามเณรที่นี่ว่า ในช่วงเช้ารับอรุณตั้งแต่ช่วงเวลา ประมาณตรี 5 พระภิกษุ และสามเณรกว่า 80 ชีวิต ต้องนั่งรถไปบิณฑบาตร ในตัวอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ด้วยรถบัส และรถบรรทุก 6 ล้อสภาพเก่าแก่

จนบางครั้งก็เสียกลางทาง เดินทางไปไม่ถึงที่บิณฑบาตร ซึ่งรถเมล์บัสดังกล่าวอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมไม่มีแม้แต่เบาะเก้าอี้นั่งต้องปูเสื่อนั่งไปกับพื้นรวมถึงล้อยางที่อยู่ในสภาพเหี้ยนโล้นไม่มีดอกลายยางที่จะเกาะถนน อยู่ในสภาพไม่น่าใช้งาน แต่ก็จำเป็นที่จะต้องนำออกไปบิณฑบาตรเพราะไม่สามารถบิณฑบาตรในหมู่บ้านให้เพียงพอต่อจำนวนภิกษุสามเณรได้
พระอาคม กล่าว