xs
xsm
sm
md
lg

"อัศวิน" ปฏิเสธข่าวยศ พ.ต.ท.พัวพันคดีฆ่าโหดสองผัวเมียลาว

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีสังหารโหดสองผัวเมียชาวลาวยังทำงานหนักเพื่อตามจับกุมคนร้าย
หนองคาย- “อัศวิน” ลั่นจับคนร้ายสังหารโหดสองผัวเมียลาวได้แน่ เผยคนร้ายทำงานเป็นขบวนการ ปฏิเสธข่าวมีตำรวจยศ พ.ต.ท. พัวพันคดีไม่ได้หลุดออกมาจากปากคณะทำงาน ใครทำผิดกฎหมายจะไม่ไว้หน้า ขณะที่ตำรวจวางกำลังคุ้มครองพยานหนาแน่น และยังไม่ได้สอบปากคำใครเพิ่ม

จากกรณีคนร้ายก่อเหตุยิง นายอนุวงศ์ เศษฐาธิราช อายุ 50 ปี ชาวลาวสัญชาติอเมริกัน เสียชีวิตพร้อม นางอุไรวัน เศษฐาธิราช อายุ 37 ปี ภรรยา ภายในศาลาแก้วกู่ ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย เมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา ระหว่างที่ทั้งคู่เดินทางเข้ามาเที่ยวในเมืองไทย ค้นในตัวนายอนุวงศ์พบนามบัตรระบุชื่อ “สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ เศษฐาธิราช องค์ที่ 4” และเอกสาร รวมทั้งโปสเตอร์มีข้อความระบุถึงการเป็นเชื้อพระวงศ์ของลาวรวมอยู่ด้วย

ภายหลังเกิดเหตุ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผบช.ก.พร้อมตำรวจกองปราบปราม ลงพื้นที่ร่วมคลี่คลายคดี

โดยเบื้องต้นตำรวจมุ่งปมสังหารเกี่ยวโยงไปที่ประเด็นขบวนการกู้ชาติลาว เนื่องจากพบว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีชาวลาวที่ออกมาเคลื่อนไหวถูกสังหารไปแล้วหลายราย

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (23 ม.ค.) คณะทำงานชุดคลี่คลายคดี นำโดย พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผบก.ป. พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น ผบก.ทท. พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก.หน. ศส.บช.น.ได้ประชุมหารือกันภายในห้องพักโรงแรมรอยัลแม่โขงหนองคาย เป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

ถัดมาเวลา 12.15 น. วันเดียวกันนี้ ทั้งหมดได้ลงจากห้องพัก โดย พล.ต.ต.อัศวิน ขวัญเมือง รอง ผบช.ก.เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ความคืบหน้าของคดีขณะนี้ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นเยอะแล้ว เจ้าหน้าที่จะต้องต่อจิ๊กซอว์ให้ได้ระหว่างคดีที่เกิดขึ้น อาวุธปืนที่ใช้มีการพิสุจน์ทราบว่าเป็นอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุมาหลายรายแล้ว จะต้องดูประเด็นที่เชื่อมโยงกับคดีที่เคยเกิดขึ้นแล้วมากน้อยเพียงใด

การคลี่คลายคดีดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างตำรวจกองปราบ, ตำรวจท่องเที่ยว ส่งกำลังเจ้าหน้าที่มาช่วยกันสะสางคดีนี้ อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนในขณะนี้ก็ยังไม่ถือว่าชัดเจนเท่าไหร่ แต่ตอบได้ว่าเราจะทำงานให้สำเร็จจนได้ หากจับตัวคนร้ายไม่ได้ก็จะไม่กลับ

ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมีกี่คนไม่สามารถเปิดเผยได้ บอกได้เพียงว่า มีการทำเป็นขบวนการหลายคน คงไม่ใช่แค่คนสองคนต้องมีมากกว่านั้นแน่นอน

ส่วนข่าวที่ออกมาว่า มีตำรวจยศ พ.ต.ท.มีส่วนพัวพันกับคดีนั้น พล.ต.ต.อัศวิน กล่าวว่า ข่าวที่เกิดขึ้นก็คือข่าว แต่เรื่องที่เล่าออกไปไม่ได้หลุดออกมาจากปากของคณะทำงาน แต่ก็ไม่ได้โทษใคร ซึ่งจะเป็นใครก็แล้วแต่ถ้ามาเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดครั้งนี้ตนก็จะไม่ปล่อยไว้ ไม่ละเลยหรือปล่อยให้ข้ามไปอย่างแน่นอน

ต่อข้อถามที่ว่า การฆาตกรรมท้าวอนุวงศ์ และนางอุไรวัน ครั้งนี้เป็นนโยบายเนื่องจากมีผู้ใหญ่ในพื้นที่อ้างว่าเป็นการร้องขอของผู้ใหญ่ในระดับประเทศที่ได้รับการประสานงานจากทางการลาว ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงภายในของประเทศลาวจริงหรือไม่นั้น

พล.ต.ต.อัศวิน กล่าวว่า นโยบายอะไรก็สั่งไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เราอยู่ในกระบวนการรักษากฎหมายและเรามาจากองค์กรส่วนกลางจะเป็นนโยบายอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ซึ่งนโยบายอะไรก็แล้วแต่จะต้องชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมาย และขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายในลักษณะนี้ออกมาแน่นอน

สำหรับพยานชี้ตัวและพยานที่เห็นเหตุการณ์นั้น ไม่สามารถเปิดเผยให้สื่อมวลชนรู้ได้ เพื่อความปลอดภัยของพยานเอง ซึ่งทางตำรวจได้ให้ความดูแลรักษาความปลอดภัยให้อย่างเต็มที่ เพราะพยานเริ่มกลัวต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เชื่อว่า ไม่มีปัญหา

ด้าน พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รอง ผบก.หน. ศส.บช.น. กล่าวว่า ทางกงสุลสหรัฐอเมริกา เห็นว่า ผู้ตายเป็นคนอเมริกันก็ต้องดูแลเต็มที่ แต่ไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเราได้ทำงานตามกระบวนการของตำรวจไทยอยู่แล้ว ทางกงสุลสหรัฐก็ขอให้ตำรวจทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ร้องขอกรณีใดเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าตำรวจจะสามารถหาข้อเท็จจริงได้

พล.ต.ต.อัศวิน กล่าวอีกว่า สำหรับการทำงานนั้นไม่ได้มีการแยกส่วนในการปฏิบัติงาน แต่เป็นการแบ่งงานกันทำ พอพูดคุยกันเสร็จ ผบก.ทท.ก็ส่งทีมตำรวจท่องเที่ยวออกทำงาน ส่วน ผบก.ป.ก็สั่งตำรวจกองปราบออกทำงานเช่นกัน เมื่อได้ข้อมูลมาก็มาคุยกันตอนกลางคืนว่าตลอดทั้งวันมีความคืบหน้าอะไรบ้าง ได้มีการจัดตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม มีการแจกจ่ายงานในพื้นที่แต่ละส่วน

แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ากระจายกำลังไปที่ไหนบ้าง ตอนนี้พยายามติดตามดูความเคลื่อนไหว ยังไม่ได้สอบปากคำผู้ใด และยืนยันด้วยเสียงหนักแน่นว่า “จับได้แน่ ไม่ต้องห่วง”