ศูนย์ข่าวขอนแก่น- เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบ้านจ้อก้อ ต.หน่อม ฝากความหวังกับคาราวานแก้จนนายกฯทักษิณ ที่จะช่วยฟื้นฟูอาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกามให้เฟื่องฟูขึ้นมาอีกครั้ง หลังผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยล่มสลายไปแล้ว เพราะทนปัญหาขาดเงินทุน-แหล่งน้ำไม่ไหว จนเหลือแต่เจ้าของบ่อกุ้งรายใหญ่ไม่กี่ราย จากอดีตเป็นแหล่งกุ้งก้ามกามขึ้นชื่อมีบ่อกุ้งนับร้อย
บ้านจ้อก้อ ต.หน่อม อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เข้าไปพบปะกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งกาม เป็นหนึ่งในภารกิจเรียลิตี้โชว์แก้จน ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างหนักในขณะนี้ กว่า 20 ปีที่เกษตรกรในหลายหมู่บ้านใน ต.หน่อม หลายร้อยรายยึดอาชีพการเลี้ยงกุ้งก้ามกาม
โดยเฉพาะ บ้านจ้อก้อ ขึ้นชื่อมากว่ากุ้งก้ามกามตัวใหญ่ และมีรสชาติอร่อย ที่ใครมาถึงร้อยเอ็ดแล้วไม่ได้ลิ้มรสกุ้งก้ามกามถือว่า “ยังมาไม่ถึง” จ.ร้อยเอ็ด
นายสาย เสาคมเหล็ก อายุ 62 ปี ชาวบ้านบ้านจ้อก้อ เล่าว่า 2-3 ปีก่อนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านถือว่าดีมาก นอกจากมีบ่อกุ้งนับร้อยบ่อแล้ว บริเวณหน้าบ้านของเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จะมีเพิงร้านค้าขายอาหารที่ทำมาจากกุ้งก้ามกามทุกประเภท บ้านไหนที่ไม่มีบ่อกุ้ง ก็มีรายได้จากการรับจ้างจากคนที่มีบ่อกุ้ง แต่หลังจากนั้น ไม่กี่ปี จำนวนเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งก็ลดลง ทยอยหยุดเลี้ยงกุ้ง จนถึงปัจจุบันนี้ในบ้านจ้อก้อ มีคนเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพจริงๆ เหลือไม่ถึง 10 ราย
สาเหตุที่ชาวบ้านเลิกเลี้ยงกุ้งกันมาก เพราะมีปัญหาด้านเงินทุน เพราะการเลี้ยงกุ้ง ต้องใช้หมุนเวียนค่อนข้างมาก ทั้งค่าพันธุ์กุ้ง ค่าซื้อน้ำลงบ่อ ค่าหัวอาหาร และอื่นๆ อีกจิปาถะ บ่อกุ้งที่ยังเห็นมีคนเลี้ยงอยู่ในตอนนี้ คือ บ่อกุ้งของคนที่ค่อนข้างมีฐานะดีเท่านั้น
“คนที่เคยเลี้ยงกุ้งตอนนี้ต้องเข้ากรุงเทพฯ รับจ้างหาเงินมาใช้หนี้ที่เคยกู้ยืมมา โดยเฉพาะหนี้ ธ.ก.ส.หนี้จากนายหน้าเงินกู้" นายสาย กล่าว
อาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกาม ใน ต.หน่อม เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2525 ม.ล.ประทีป (ไม่ทราบนามสกุล) นายอำเภออาจสามารถ ในขณะนี้เป็นผู้ส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงกุ้ง เพราะมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ สภาพน้ำเหมาะต่อการเลี้ยงกุ้ง และเริ่มเลี้ยงกันมากนับร้อยรายในปี 2536-2537 นอกจากบ้านจ้อก้อแล้ว ยังมีบ้านกลอย บ้านโนนสมบูรณ์ บ้านแมดที่เลี้ยงกุ้งกันมาก
การเลี้ยงกุ้งสร้าง รายได้ดีมากกว่าการทำนาทำไร่ ราคาขายส่งสูงสุดในสมัยนั้นสูงถึงกิโลกรัมละ 190 บาท แต่เมื่อคนเริ่มเลี้ยงเยอะขึ้น พ่อค้ามีบ่อกุ้งให้เลือกมากราคาเริ่มลดลง ราคาขายส่งเหลือ 140-150 บาท
นางอารี ภรรยา นายปรีชา พรมศร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองฮาง ต.หน่อม เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่ยังเลี้ยงกุ้งเป็นอาชีพนอกเหนือจากรับราชการครู โดยนางอารี เล่าว่า ปัจจุบันตนมีบ่อกุ้งจำนวน 4 บ่อ และบ่อเลี้ยงปลาทับทิมอีก 5 บ่อ แต่ละบ่อมีขนาด 1 ไร่ เธอบอกว่าอาชีพเลี้ยงกุ้งไม่ได้เลี้ยงกันง่ายๆ อย่างน้อยต้องมีเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ชาวบ้านทั่วไปที่ฐานะไม่ค่อยดี หมดสิทธิเลี้ยงแม้จะมีที่นาก็ตาม
การเลี้ยงกุ้งก้ามกาม ต้องเปลี่ยนน้ำในบ่อทุก 3 เดือนต่อครั้ง เพื่อรักษาสภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ หากไม่เช่นนั้นจะมีปัญหากุ้งตาย ซึ่งเป็นมูลเหตุที่ทำให้ชาวบ้านหลายต่อหลายราย ต้องเลิกเลี้ยงเพราะขาดทุน
น้ำที่ใช้เปลี่ยนถ่ายในบ่อกุ้ง เจ้าของบ่อต้องซื้อจากสถานีส่งน้ำบ้านท่าคร้อ ปล่อยให้ไหลมาตามคลองส่งน้ำ เจ้าของบ่อต้องจ่ายในอัตรา 70 บาท/ชั่วโมง จนกว่าน้ำในบ่อจะได้ระดับที่พอเหมาะ แต่ละครั้งที่เปลี่ยนน้ำใช้เวลาราว 10 ชั่วโมง คิดเป็นเงินแต่ละบ่อเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้งหลักพันบาทขึ้นไป มีบ่อกุ้งมากต้องจ่ายค่าน้ำมากขึ้นตาม
กุ้งก้ามกามที่เธอและสามีเลี้ยงนั้นต้องใช้อาหาร 3 กระสอบ ทุก 3 วัน ราคากระสอบละ 400 บาท เมื่อคิดค่าใช้จ่ายทั้งค่าซื้อน้ำและอาหารแล้วค่อนข้างสูงพอสมควร ทั้งค่าน้ำค่าอาหารเฉลี่ยแล้วราว 5,000 บาทต่อเดือน เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับชาวบ้านทั่วไปที่คิดจะเลี้ยงกุ้ง
“รายได้จากการเลี้ยงกุ้งปีหนึ่งจะได้ 2 ครั้ง จับกุ้งขึ้นมาขาย 5-6 เดือนครั้ง เมื่อหักค่าต้นทุนแล้ว จากบ่อกุ้ง 4 บ่อ เราจะได้กำไร 5-6 หมื่นบาทต่อรอบ ก็เป็นรายได้ที่ดีกว่าการทำนาปลูกข้าวที่ได้ปีละครั้ง” นางอารี กล่าวและว่า
หากนายกฯจะช่วยเหลือผู้เลี้ยงกุ้ง ตนก็อยากให้ช่วยจัดหาแหล่งพันธุ์กุ้ง และอาหารกุ้งที่มีราคาถูก ปัญหาตอนนี้ค่าอาหารกุ้งสูงมาก ถ้าแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เชื่อว่า ชาวบ้านที่เคยเลี้ยงและเลิกไป น่าจะกลับมาเลี้ยงกุ้งได้เหมือนเดิม เศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านแถบนี้ จะดีขึ้นเหมือนกับหลายปีก่อน ยอมรับว่า คนที่เลี้ยงกุ้งอยู่ตอนนี้จะเหลือเฉพาะคนที่มีฐานะดีๆ เท่านั้น จากที่เคยเลี้ยงในบ้านจ้อก้อหลายสิบรายเหลือไม่ถึง 10 ราย
นายบรรจง แข็งขัน นักการภารโรงโรงเรียนบ้านจ้อก้อ อีกหนึ่งในจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในบ้านจ้อก้อ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ดีมากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้มาพบปะกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาให้นายกฯได้รับทราบ
นายบรรจง กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกามของตน ทำมาหลายปีเช่นกัน จากเดิมมีไม่กี่บ่อ ตอนนี้ได้ขยายขุดบ่อเพิ่ม รวมแล้วมีทั้งหมดกว่า 30 บ่อ บนพื้นที่ 70 ไร่ โดยตนทำตามหลักการเกษตรแบบผสมผสาน ลงทุนไปแล้วหลายล้านบาท ยอมรับว่า การเลี้ยงกุ้งนั้น คนเลี้ยงต้องพร้อมทั้งเวลาและเงินทุน แม้รายได้จะดี แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงมาก ต้องวางแผนเป็นระบบ ทั้งระบบบัญชี และการประเมินสถานการณ์ตลาดล่วงหน้า ถึงจะสามารถอยู่ได้
ก่อนหน้าที่นายกฯจะเดินทางมาสาธิตแก้จน ในอาจสามารถ และทางอำเภอแจ้งว่า จ้อก้อ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่คณะนายกฯจะเดินทางมาพบรับฟังปัญหาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งใน ต.หน่อม ก็ได้รวมตัวกันตั้งเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ มีตนเป็นประธานสหกรณ์ มีสมาชิก78 ราย จ่ายค่าลงทะเบียนรายละ 1,050 บาท เพื่อเป็นเงินกองกลางเป็นเงินทุนซื้ออาหารและพันธุ์กุ้งมาขายให้สมาชิกในราคาที่ถูกลง เป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะแก้ปัญหาการเลี้ยงกุ้งก้ามกามด้วยตัวเอง
ส่วนข้อเสนอที่ขอให้นายกฯช่วยเหลือผู้เลี้ยงกุ้งนั้น ประเด็นหลัก คือ ให้ช่วยจัดทำระบบชลประทานเพื่อให้มีน้ำเลี้ยงกุ้งสะดวกขึ้น พร้อมกับหาแนวทางจัดสร้างโรงงานผลิตอาหารกุ้ง อาหารปลาในจังหวัดร้อยเอ็ด จำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก หรือแนวทางอื่นๆ ที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งนายกฯก็รับปากว่าจะช่วยเหลือเต็มที่ที่จะฟื้นฟูอาชีพเลี้ยงกุ้งให้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง และคาดว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ต.หน่อม จะกลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกามขนาดใหญ่


