ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
www.tjanews.org
ห้องเล็กๆ เนื้อที่เพียงไม่กี่ตารางเมตรที่ซ่อนตัวอยู่ด้านในสุดของอาคารสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในย่านที่เรียกว่า อัมปัง ปาร์ค (Ampang Park) หากใครไม่สังเกตป้ายที่ติดไว้หน้าประตูให้ดี คงไม่รู้ว่าที่นี่คือ “ชมรมไทยคลับ” (Thai Club) ศูนย์รวมของผู้หญิงไทยในมาเลเซีย
แม้ “ไทยคลับ” จะไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมาคมอย่างเป็นทางการตามกฎหมายมาเลย์ แต่ก็มีสมาชิกถึง 400 คน และมีบทบาทช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับผู้หญิงไทยจำนวนมากที่ต้องมาเผชิญชะตากรรมรูปแบบต่างๆ ในดินแดนที่ไม่ใช่แผ่นดินเกิดของพวกเธอ
สายๆ วันศุกร์ก่อนสิ้นเดือนตุลาคม ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีโอกาสไปเยือน “ไทยคลับ” แล้วก็ได้สัมผัสกับกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ อันแสนอบอุ่นที่ทางชมรมจัดขึ้นทุกๆ วันศุกร์ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยไกลบ้านที่มาใช้ชีวิตในมาเลเซีย
เมื่อทีมงานของศูนย์ข่าวอิศราเดินทางไปถึง หญิงไทยกลุ่มใหญ่เกือบสิบคนตั้งแต่วัยสาวใหญ่จนถึงสาวน้อย กำลังตั้งวงพูดคุยกันในบรรยากาศสรวลเสเฮฮา โดยห้องอันเป็นที่ทำการของ “ไทยคลับ”นั้น ยังแบ่งซอยย่อยออกเป็นห้องเล็กๆ อีก 2 ห้อง คือห้องสันทนาการ ซึ่งด้านหนึ่งจัดเป็นสถานที่พบปะพูดคุยกัน ส่วนอีกด้านหนึ่ง จัดไว้เป็นมุมหนังสือและนิตยสารรูปลักษณ์คุ้นตาจากประเทศไทย
ขณะที่ห้องด้านในมีลักษณะคล้ายห้องสมุด แต่อัดแน่นไปด้วยม้วนวิดีโอ และแผ่นวีซีดีทั้งที่เป็นภาพยนตร์ ละคร และรายการเกมโชว์ยอดนิยมที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในเมืองไทย เพื่อให้สมาชิกได้หยิบยืมไปดูบรรเทาอาการคิดถึงบ้าน โดยทาง “ไทยคลับ” ขอเก็บค่าเช่าเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนำไปเป็นทุนรอนในการจัดหาละคร หรือเกมโชว์ตอนใหม่ๆ มาบริการให้สมาชิกได้รับชมกัน
“ตอนนี้เรื่องที่สมาชิกนิยมเช่าไปดูมากที่สุด คือละครบางรักซอย 9 เรียกว่าหาแผ่นมาให้เช่ากันไม่ทันเลยทีเดียว” เป็นเสียงบอกกลั้วหัวเราะของ นางสมหมาย รัตนพิทักษ์ชิน สาวใหญ่วัยล่วงเลย 60 กะรัต หรือที่สมาชิกชมรมเรียกกันจนติดปากว่า “อาจารย์สมหมาย” ซึ่งนั่งแป้นเป็นนายกไทยคลับมาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2543 กระทั่งปัจจุบัน
สาเหตุที่อาจารย์สมหมาย ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพนับถือจากผู้หญิงไทยในมาเลเซีย จนผูกขาดเก้าอี้นายกไทยคลับนั้น นอกจากวัยวุฒิที่ดูจะสูงกว่าเพื่อนสมาชิกแทบทุกคนแล้ว ยังเป็นเพราะเธอย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในมาเลย์ตั้งแต่ พ.ศ.2518 หรือเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
“พี่เป็นคนราชบุรี จบสัตวแพทย์ จากจุฬาฯ แล้วก็พบรักกับตำรวจมาเลย์ ก็เลยแต่งงานกัน จากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้สามีพี่เกษียณอายุราชการแล้ว” อาจารย์สมหมาย เล่าความเป็นมาของตัวเอง
“ตอนนั้นคนไทยที่มาตั้งรกรากอยู่ในมาเลเซียยังมีไม่มากเหมือนในปัจจุบัน พี่ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ กระทั่งอดีตเอกอัครราชทูตสุจิตรา มาดำรงตำแหน่งที่นี่เมื่อปี 2532 และได้เดินทางไปเยี่ยมคนไทยทั่วมาเลเซีย จนพบว่ามีผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับคนมาเลเซียแล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่จำนวนมาก และก็มีไม่น้อยที่ต้องประสบปัญหาในด้านต่างๆ ท่านจึงมีดำริให้จัดตั้งห้องสมุด เพื่อเป็นศูนย์กลางของการพบปะพูดคุย ปรึกษาปัญหาระหว่างคนไทยด้วยกัน”
และจากจุดเริ่มต้นตรงนั้นเองที่ทำให้รัฐบาลไทยเล็งเห็นความสำคัญ โดย นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ได้จัดสรรงบประมาณให้ก้อนหนึ่ง เป็นเงิน 500,000 บาท เพื่อเป็นทุนประเดิมในการจัดตั้งห้องสมุด และบ้านพักฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้หญิงไทยที่ประสบปัญหาชีวิตในมาเลเซีย
นั่นเองจึงเป็นที่มาของ “ไทยคลับ” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในอีก 1 ปีถัดมา
“ตั้งแต่นั้นเราก็ได้งบสนับสนุนจากรัฐบาลไทยอีก 2 ครั้ง แล้วก็จัดกิจกรรมต่างๆ เรื่อยมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นกิจกรรมเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหญิงไทยในมาเลเซีย โดยอิงกับประเพณีและวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นแฟมมิลี่ เดย์ งานวันเด็ก วันสงกรานต์ หรือวันลอยกระทง
ขณะเดียวกันก็มีการจัดทำจดหมายข่าวไทยคลับ ออกราย 3 เดือน เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข่าวสารของสมาชิก และเสริมความรู้ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในมาเลเซีย”
อาจารย์สมหมาย บอกว่า การจัดงานในช่วงแรกๆ บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้น เพราะไทยคลับ เปิดกว้างให้หญิงไทยพาสามีและลูกๆ มาร่วมงานได้ ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติไหนก็ตาม ทำให้บางปีมีคนมาร่วมงานหลายร้อยคน
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลของ 2 ประเทศ ส่งผลกระทบถึงกิจกรรมเล็กๆ ของชมรมเช่นกัน ทำให้ 2 ปีมาแล้วที่ไทยคลับต้องงดกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการรวมกลุ่มของคนไทย เพื่อไม่ให้ตกเป็นที่จับตาของทางการมาเลเซีย
“ปัจจุบันเราจึงต้องหันไปจับกิจกรรมในลักษณะช่วยเหลือสังคม เช่น จัดขายอาหารไทย เพื่อหารายได้บริจาคแก่บ้านคนชราในมาเลเซีย”
แม้กิจกรรมในลักษณะสานสัมพันธ์คนไทยในมาเลเซียจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบไปตามแรงกดดันที่ต้องเผชิญ แต่สิ่งหนึ่งที่ไทยคลับยังคงทำหน้าที่อย่างเหนียวแน่น ก็คือภารกิจบรรเทาทุกข์ให้หญิงไทยในมาเลย์
อาจารย์สมหมาย เล่าว่า ระยะหลังๆ อาจจะเป็นเพราะเมืองไทยเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้หญิงไทยนิยมเดินทางมาทำงานในมาเลเซียกันมาก ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เพราะเข้าใจว่าค่าจ้างแพง
ขณะที่อีกบางส่วนก็เลือกแต่งงานกับคนมาเลย์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสายจีน อินเดีย หรือแม้แต่เชื้อสายมาเลย์ โดยมีไม่น้อยที่เข้าใจผิดคิดว่าคนมาเลเซียนั้นร่ำรวย ซึ่งหญิงไทยทั้ง 2 กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีปัญหา
“หญิงไทยเหล่านี้ก็จะโทรศัพท์มาปรึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาครอบครัว เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกันค่อนข้างมาก ขณะที่กฎหมายมาเลเซียเองก็ซับซ้อน เราก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก ก็ทำหน้าที่รับฟัง บางคนเครียดมาก พอได้พูดภาษาไทย ได้ระบายปัญหาออกมาบ้าง ก็รู้สึกดีขึ้น แล้วก็กลับไปสู้ชีวิตต่อ”
“บางคนก็โทร.เข้ามือถือตอน 4-5 ทุ่ม เพราะถูกสามีทำร้าย และถูกไล่ออกจากบ้าน ไม่รู้จะไปไหน ก็ขอให้เราช่วย เราก็ต้องประสานไปทางสถานทูตให้แจ้งตำรวจไปช่วยเธอ ส่วนบางคนก็เดินทางมาทำงาน ต้องการเก็บเงินส่งให้ทางบ้านมากๆ แต่เมื่อรายได้ไม่มากอย่างที่คิด ก็ต้องลำบาก เครียดหนัก ก็โทร.มาระบายให้ฟัง...” อาจารย์สมหมายเล่า และว่าขณะนี้ทางชมรมต้องตั้งกองทุนขึ้นมา เพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับช่วยเหลือหญิงไทยที่ประสบมรสุมชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน
ภาพชีวิตที่ได้รับรู้ผ่านประสบการณ์ของอาจารย์สมหมาย ทำให้ต้องตระหนักว่าชีวิตผู้หญิงไทยในต่างแดน หลายๆ ชีวิตก็ไม่ได้เลิศหรูเหมือนกับที่คนในเมืองไทยอีกหลายๆ คนคาดหวัง
อย่างหญิงไทยคนหนึ่ง แต่งงานกับชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งในประเทศไทยและในมาเลเซีย โดยที่ไม่รู้ว่าสามีของเธอนั้นติดเฮโรอีน
ความลับมาแตกเอาก็เมื่อเธอมีลูก และสามีของเธอถูกจับเข้าเรือนจำ ด้วยความผิดหวัง เธอจึงไปมีสามีใหม่ แต่คราวนี้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ดังนั้นเมื่อเธอมีลูกอีกคนหนึ่งกับสามีใหม่ ลูกของเธอจึงไม่ได้รับสัญชาติมาเลเซีย หรือที่เรียกว่า Non CitiZen ทำให้ไม่ได้รับสิทธิต่างๆ เท่าเทียมกับเด็กมาเลเซีย จนต้องยกลูกให้ไปเป็นบุตรของน้องชายสามีใหม่
ต่อมาเธอตัดสินใจหย่ากับสามีเก่า แต่การหย่าร้างในมาเลเซียไม่สามารถนัดกันไปหย่าที่อำเภอได้ง่ายๆ เหมือนในประเทศไทย แต่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลเท่านั้น เรื่องราวยุ่งขึ้นไปอีก เพราะสามีเก่าของเธอยังอยู่ในเรือนจำ และไม่ยอมหย่าให้โดยดี มิหนำซ้ำยังติดปัญหาทะเบียนสมรสที่จดไว้ในเมืองไทย ซึ่งเธอเปลี่ยนนามสกุลไปใช้ของสามีแล้วอีกด้วย
หลังจากที่เธอใช้ความพยายามอยู่นานนับปี เธอจึงหย่าได้สำเร็จ แต่ก็ต้องยอมตกลงให้สามีเก่ายืมเงินถึง 5,000 ริงกิต และสุดท้ายต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล ขอรับลูกของตัวเองซึ่งไปยกให้น้องชายสามีใหม่ไว้ กลับมาเป็นบุตรบุญธรรม!
“พี่อยากจะบอกผู้หญิงไทยทุกคนไว้เลย ให้ระลึกไว้ 2 ข้อ คือ 1.อย่าคิดว่ามาทำงานในมาเลย์แล้วจะได้ค่าจ้างสูงอย่างที่คิด ที่บริษัทจัดหางานบางแห่งไปโฆษณาว่าจะได้เงินเดือนถึง 3,000 ริงกิต (ราว 30,000 บาท) นั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะค่าจ้างที่ได้รับกันส่วนใหญ่แค่ประมาณเดือนละ 1,000 ริงกิตเท่านั้น เนื่องจากที่นี่เป็นเมืองมุสลิม ไม่ค่อยสนับสนุนให้ผู้หญิงทำงาน ขณะที่ค่าครองชีพในมาเลเซียก็สูงมาก”
“ข้อ 2 ต้องจำไว้ว่าคนมาเลย์ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่คิด การที่คนมาเลย์ไปเที่ยวเมืองไทยกันเยอะนั้น เป็นประเพณีของคนที่นี่ที่ชอบไปเที่ยวเมืองไทยเวลามีวันหยุดยาวๆ และที่บางคนไปใช้เงินจับจ่ายซื้อของได้ทีละมากๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขารวย แต่เป็นเพราะค่าเงินริงกิตสูงกว่าค่าเงินบาทไทย” อาจารย์สมหมายกล่าวเสียงเข้ม คล้ายกับจะย้ำเตือนไปถึงผู้หญิงในเมืองไทยที่กำลังมีค่านิยมชอบแต่งงานกับชาวต่างชาติ
สำหรับหญิงไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประสบปัญหาบ่อยครั้งในปัจจุบัน ก็คือผู้หญิงที่ลักลอบเข้ามาขายบริการในมาเลเซีย ซึ่งมีทั้งที่สมัครใจมาเอง และถูกหลอกให้มา
“เราได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงเหล่านี้เป็นประจำ” อาจารย์สมหมายว่า “ส่วนใหญ่จะบอกว่าถูกหลอกให้มาทำงานโรงแรม รายได้สูง แต่สุดท้ายก็ถูกบังคับให้ขายบริการ ซึ่งการจะช่วยหญิงไทยที่เจอกับปัญหานี้ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ต้องโทรศัพท์ไปแจ้งความกับตำรวจ วันดีคืนดีตำรวจก็เข้าไปทลายสถานบริการ แต่ก็กลายเป็นว่าไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งที่สมัครใจมา เราก็ถูกต่อว่าอีก”
และแม้บทบาทของไทยคลับ จะช่วยเหลือผู้หญิงไทยที่ถูกหลอกมาขายบริการได้จริงๆ แต่กระบวนการยังไม่จบแค่นั้น เพราะผู้หญิงที่ถูกจับกุมทุกคน จะถูกนำไปขังในสถานกักกัน เพราะลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย กว่าศาลจะตัดสินให้ส่งกลับเมืองไทย ก็กินเวลาอีกนานหลายเดือน
“สถานกักกันในมาเลย์น่ะโหดมากนะ” อาจารย์สมหมายเน้นเสียง และว่า “พี่กับคนในชมรมเคยไปเยี่ยมหญิงไทยคนหนึ่งที่ติดอยู่ในนั้น เอาอาหาร เอาขนมไทยไปให้ ปรากฏว่าเธอบอกว่า พี่มาเยี่ยมหนูทุกวันได้มั้ย เพราะอยู่ในนี้กินอะไรไม่ได้เลย”
2 ชั่วโมงของการพูดคุยกับสมาชิกไทยคลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกของพวกเราในฐานะคนไกลบ้านคงไม่ต่างอะไรกับหญิงไทยอีกจำนวนมากที่เดินทางมายังชมรมแห่งนี้ แล้วได้มาพูดคุย ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไทยด้วยกัน
ประตูห้อง “ไทยคลับ” ปิดลงเมื่อเราจากมา แต่ประตูบานเดียวกันนี้ก็พร้อมจะเปิดขึ้นทุกเวลา เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หญิงไทยในมาเลเซีย
แม้คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีที่ไหนสุขใจเหมือนบ้านเรา” จะเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ในยามที่ต้องห่างไกลจากแผ่นดินเกิด การได้มีเพื่อนหรือที่พึ่งในวันอ่อนล้า ย่อมเป็นพลังให้ยืนหยัดต่อไปได้เสมือนอยู่ในบ้านของเรา


