ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – ลูกค้าเงินกู้อีซี่บายให้ทนายแจ้งความ ดำเนินคดีฐานทำผิดพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา หวังให้เป็นคดีตัวอย่าง หลังพบมีผู้ถูกเอาเปรียบจำนวนมากแต่ไม่กล้าโวยวาย
วันนี้(26 ส.ค.48) นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความได้เป็นตัวแทนนางสาวชลิตา คำไรยัพ เข้าแจ้งความ ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลภูพิงคราชนิเวศน์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินการกับบริษัทสยามเอแอนด์ซีจำกัด ที่ทำธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่รู้จักกันในชื่อ “อีซี่บาย” ฐานกระทำผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ด้วยการเรียกเก็บเอาผลกำไรอื่นเป็นเงินนอกเหนือจากดอกเบี้ย
ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่นางชลิตา ได้ทำสัญญากู้เงินจากอีซี่บายยอดเงินกู้ 14,000 บาท และมียอดชำระค่างวดคืนทั้งสิ้น 24,072 บาท ปรากฏว่าในสัญญาดังกล่าว นอกเหนือจากการต้องจ่ายดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 0.5 แล้ว ยังจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอีกร้อยละ 2.50 ต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดร้อยละ 15 ต่อปี และเรียกเก็บผลกำไรอื่นนอกจากดอกเบี้ย
นายประเวศ กล่าวว่า การแจ้งความในครั้งนี้เพราะต้องการให้เป็นคดีตัวอย่าง เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากการทำสัญญากับบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคล ในลักษณะเดียวกันนี้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีผู้ใดที่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม จากการที่บริษัทประเภทนี้ เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตามปกติจะยกเว้นให้เฉพาะธุรกิจธนาคารเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ต้องการเรียกร้องให้มีการนำพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาบังคับใช้อย่างจริงจัง และมีมาตรฐานเดียวกัน เพราะพบว่ามีพ่อค้าเงินกู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนี้เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่พบว่า บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นธุรกิจใหญ่เหล่านี้เคยถูกดำเนินคดีเลย ทั้งที่ทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
“ที่ผ่านๆ มาบริษัททำสัญญาในลักษณะที่เอาเปรียบลูกค้ามาตลอด แม้ตามสัญญาจะเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือน แต่เก็บเพิ่มอีกด้วยการเลี่ยงไปใช้ว่าเป็นค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ทว่าที่แล้วมาไม่มีใครโวยวาย ปล่อยเลยตามเลยมาตลอด จึงตั้งใจว่าจะทำให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง สร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้น” นายประเวศ กล่าว
ขณะที่นางสาวชลิตา เปิดเผยว่า กู้เงินจากบริษัทดังกล่าววงเงินกู้ 14,000 บาท ตามสัญญาต้องผ่อน 24 งวดๆ ละ 1,003 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งหมด 24,072 บาท หลังผ่อนชำระไปได้ 18 เดือน จนเหลือเงินค้างชำระอีกประมาณ 6,000 บาท จึงได้เจรจากับทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทดังกล่าว ว่าจะขอชำระเงินทั้งหมด เฉพาะเงินต้นและดอกเบี้ย รวมทั้งค่าธรรมเนียมในงวดล่าสุดได้หรือไม่ ซึ่งได้รับการปฏิเสธ แต่ได้รับการตอบตกลงว่า สามารถลดเงินชำระค่างวดเหลืองวดละ 500 บาทได้
อย่างไรก็ตาม พอถึงเวลาจ่ายค่างวดยังคงถูกเรียกเก็บเงิน 1,003 บาทเหมือนเดิม เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของบริษัทก็ไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ และถูกต่อว่า จึงไม่ยอมจ่ายค่างวดส่วนที่เหลือ เพราะรู้สึกไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ไม่รักษาคำพูด และคิดว่าถูกเอาเปรียบมาตลอดในเรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
หลังจากนั้น ได้ถูกตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทดังกล่าวในการทวงหนี้ โทรศัพท์มาข่มขู่ที่ทำงานอยู่ตลอดว่า จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหากไม่ยอมใช้หนี้ และได้ส่งจดหมายถึงฝ่ายบุคคลของบริษัทที่ทำงานให้ตักเตือน เพื่อติดตามทางหนี้ด้วย จึงได้ปรึกษาทนายความและนำเรื่องฟ้องตัวแทนทวงหนี้ดังกล่าว ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่แล้วฐานละเมิด และหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 10 ส.ค.48 ก่อนที่จะเข้าแจ้งความเรื่องการผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ในครั้งนี้
ทางด้านพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความไว้ และจะทำการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะรายละเอียดสัญญาการกู้เงินจากบริษัท เพื่อดำเนินคดีต่อไป
วันนี้(26 ส.ค.48) นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความได้เป็นตัวแทนนางสาวชลิตา คำไรยัพ เข้าแจ้งความ ที่สถานีตำรวจภูธรตำบลภูพิงคราชนิเวศน์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินการกับบริษัทสยามเอแอนด์ซีจำกัด ที่ทำธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่รู้จักกันในชื่อ “อีซี่บาย” ฐานกระทำผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ด้วยการเรียกเก็บเอาผลกำไรอื่นเป็นเงินนอกเหนือจากดอกเบี้ย
ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่นางชลิตา ได้ทำสัญญากู้เงินจากอีซี่บายยอดเงินกู้ 14,000 บาท และมียอดชำระค่างวดคืนทั้งสิ้น 24,072 บาท ปรากฏว่าในสัญญาดังกล่าว นอกเหนือจากการต้องจ่ายดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 0.5 แล้ว ยังจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอีกร้อยละ 2.50 ต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดร้อยละ 15 ต่อปี และเรียกเก็บผลกำไรอื่นนอกจากดอกเบี้ย
นายประเวศ กล่าวว่า การแจ้งความในครั้งนี้เพราะต้องการให้เป็นคดีตัวอย่าง เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากการทำสัญญากับบริษัทสินเชื่อส่วนบุคคล ในลักษณะเดียวกันนี้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีผู้ใดที่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรม จากการที่บริษัทประเภทนี้ เรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตามปกติจะยกเว้นให้เฉพาะธุรกิจธนาคารเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ต้องการเรียกร้องให้มีการนำพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาบังคับใช้อย่างจริงจัง และมีมาตรฐานเดียวกัน เพราะพบว่ามีพ่อค้าเงินกู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนี้เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่พบว่า บริษัทสินเชื่อส่วนบุคคล ที่เป็นธุรกิจใหญ่เหล่านี้เคยถูกดำเนินคดีเลย ทั้งที่ทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน
“ที่ผ่านๆ มาบริษัททำสัญญาในลักษณะที่เอาเปรียบลูกค้ามาตลอด แม้ตามสัญญาจะเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.5 ต่อเดือน แต่เก็บเพิ่มอีกด้วยการเลี่ยงไปใช้ว่าเป็นค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ทว่าที่แล้วมาไม่มีใครโวยวาย ปล่อยเลยตามเลยมาตลอด จึงตั้งใจว่าจะทำให้คดีนี้เป็นคดีตัวอย่าง สร้างบรรทัดฐานให้เกิดขึ้น” นายประเวศ กล่าว
ขณะที่นางสาวชลิตา เปิดเผยว่า กู้เงินจากบริษัทดังกล่าววงเงินกู้ 14,000 บาท ตามสัญญาต้องผ่อน 24 งวดๆ ละ 1,003 บาท รวมเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งหมด 24,072 บาท หลังผ่อนชำระไปได้ 18 เดือน จนเหลือเงินค้างชำระอีกประมาณ 6,000 บาท จึงได้เจรจากับทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทดังกล่าว ว่าจะขอชำระเงินทั้งหมด เฉพาะเงินต้นและดอกเบี้ย รวมทั้งค่าธรรมเนียมในงวดล่าสุดได้หรือไม่ ซึ่งได้รับการปฏิเสธ แต่ได้รับการตอบตกลงว่า สามารถลดเงินชำระค่างวดเหลืองวดละ 500 บาทได้
อย่างไรก็ตาม พอถึงเวลาจ่ายค่างวดยังคงถูกเรียกเก็บเงิน 1,003 บาทเหมือนเดิม เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ของบริษัทก็ไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ และถูกต่อว่า จึงไม่ยอมจ่ายค่างวดส่วนที่เหลือ เพราะรู้สึกไม่พอใจที่เจ้าหน้าที่ไม่รักษาคำพูด และคิดว่าถูกเอาเปรียบมาตลอดในเรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
หลังจากนั้น ได้ถูกตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทดังกล่าวในการทวงหนี้ โทรศัพท์มาข่มขู่ที่ทำงานอยู่ตลอดว่า จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหากไม่ยอมใช้หนี้ และได้ส่งจดหมายถึงฝ่ายบุคคลของบริษัทที่ทำงานให้ตักเตือน เพื่อติดตามทางหนี้ด้วย จึงได้ปรึกษาทนายความและนำเรื่องฟ้องตัวแทนทวงหนี้ดังกล่าว ต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่แล้วฐานละเมิด และหมิ่นประมาท เมื่อวันที่ 10 ส.ค.48 ก่อนที่จะเข้าแจ้งความเรื่องการผิดตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ในครั้งนี้
ทางด้านพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งความไว้ และจะทำการรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะรายละเอียดสัญญาการกู้เงินจากบริษัท เพื่อดำเนินคดีต่อไป


