ศูนย์ข่าวหาดใหญ่...รายงาน
ไม่แปลกที่ชาวประมงจำต้องเบือนหน้าหนีทะเลที่เคยเป็นแหล่งรายได้งดงาม ที่ได้มาจากการเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติด้วยความเจ็บปวด หันมาจับงานรับจ้างบนฝั่งพอหารายได้ประทังชีวิตกับอีกหลายปากท้องที่รออยู่ที่บ้าน แม้จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐมาแล้วหลายครั้ง แต่การสื่อสารยังไม่สามารถจะจูนคลื่นให้ตรงกันได้อย่างที่ควรจะเป็น
นายโสภณ ชุมยวง คณะกรรมการสมาคมประมงจังหวัดสงขลา เป็นอีกผู้หนึ่งที่เป็นแกนนำในการเข้าเจรจาต่อผู้แทนรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาของชาวประมง ซึ่งถือว่าปี 2548 เป็นปีแห่งความล่มสลายที่เจ็บปวดแสนสาหัสที่สุดเท่าที่เคยมีมาของชาวประมง ได้สรุปปัญหาหลักของชาวประมงว่ามีอยู่ 4 ด้านด้วยกันที่ทำให้ชาวประมง ณ ปัจจุบันนี้ต้องหนีตายจากทะเลขึ้นฝั่งหาช่องทางต่อลมหายใจชีวิตใหม่ คือ
1.ไม่มีทรัพยากรทางทะเลเหลือให้จับได้อีกแล้ว
2.ไม่มีพื้นที่ทำกิน
3.ราคาน้ำมันแพง
4.สัตว์น้ำราคาตกต่ำ
นายโสภณ บอกว่า สภาพของชาวประมงในเวลานี้ไม่ต่างอะไรจากคนที่ตายแล้ว แต่ฮึดสู้ขึ้นมาใหม่ด้วยการลงทุนหาอาชีพใหม่เพื่อต่อลมหายใจชีวิต และช่วยเหลือเพื่อนชาวประมงอีกครั้งด้วยการรับจ้างทั่วไปร่วมกับเพื่อนชาวประมง เรียกว่า “ต้องกอดคอกันหนีตายจากทะเล มาดิ้นสู้ชีวิตต่อบนฝั่งในภาวะที่อัตคัดด้านทุนรอน”
“อาชีพใหม่” ที่ว่านี้ก็คือ “งานรับจ้างทุบตึก” โดยลงทุนประมาณ 200,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องมือสำหรับการประกอบอาชีพ ไม่รวมรถบรรทุกขนาดเล็กที่ต้องมีไว้ขนเศษอิฐ ปูนไปทิ้ง ต้องยอมเป็นหนี้ร้านค้า โดยชักชวนเพื่อนชาวประมงที่เคยเป็นเจ้าของเรือ 5-6 คนมาร่วมกันทำงาน จ่ายค่าแรงให้วันละ 300 บาท หากเลยเวลา 5 โมงเย็นก็จะจ่ายเป็นรายชั่วโมงๆ ละ 50 บาท ส่วนเศษเหล็กที่ได้จะชั่งกิโลขายก่อนจะเอาเงินมาแบ่งกัน ส่วนงานที่ได้มาจะอาศัยความมีพวกและรู้จักคนมากเลยได้รับการจ้างวานทำให้มีงานเข้ามาเรื่อยๆ
อีกงานหนึ่งที่พอจะสร้างรายได้ คือ การตระเวนซื้อไม้กระถินของชาวบ้าน เมื่อได้เต็มรถบรรทุกสิบล้อก็จะแจ้งกับบริษัททำเฟอร์นิเจอร์เจ้าประจำให้มารับ ซึ่งมีรายได้ดีพอสมควร จึงมีหลายคนสนใจติดต่อมาทำร่วมกัน
ด้านเจ้าของเรือคล่องสมุทร ซึ่งเป็นหุ้นส่วนอาชีพใหม่กับนายโสภณ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ชาวประมงขึ้นมาตายบนฝั่งเสียมากกว่า เพราะไม่สามารถทำประมงได้ท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อย ซึ่งเริ่มส่อเค้ามาตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว โดยราคาอุปกรณ์ด้านการทำประมงสูงขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 50% เมื่อบวกกับปัญหาอื่นในปัจจุบันนี้จึงต้องเลิกอาชีพไปโดยปริยาย
“อาชีพการทำประมงนั้นไม่มีความแน่นอน บางคืนหาปลาขายได้ครั้งละ 4,000 บาท บางคืนขาดทุนเพราะไม่คุ้มค่าน้ำมัน นอกจากนี้ยังต้องเสี่ยงดวงต่อภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นเพื่อแลกกับรายได้อีก แต่พวกเราก็อาศัยประสบการณ์จากการทำประมงมาค่อนชีวิตเอาตัวรอดในยามคับขันมาได้ เช่นครั้งหนึ่งที่เรือล่มแถวปัตตานี ลูกเรือต้องลอยคอกลางทะเลนาน 15 ชั่วโมงโดยไม่มีเสื้อผ้าใส่ แต่ก็รอดกลับมาได้ แต่พอมาเจอปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ พวกเราชาวประมงไม่ว่าจะมีประสบการณ์เพียงใดก็อยู่ไม่ได้”
นายไสว บัวเรือ เจ้าของเรือประมงโชคมณี 3 ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ 315 แรงม้า ที่ยึดน่านน้ำทะเลเป็นที่ทำกินกว่า 10 ปี เผยว่า ตลอดระยะเวลาการลากอวนกลางทะเลอ่าวไทยรายได้ต่อเดือนตกประมาณ 300,000 บาทเมื่อหักลบค่าใช้จ่ายแล้วยังมีกำไรเฉลี่ยเดือนละ 100,000 บาท แม้แต่ละวันจะมีน้ำมันเป็นต้นทุนวันละ 500 ลิตรในการเดินทาง แต่ก็นับว่าคุ้มค่ากับการลงทุนและความเสี่ยงกับภัยธรรมชาติ เพราะมีความเชี่ยวชาญทางด้านทะเลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“พูดง่ายๆ เวลาออกเรือกลางทะเลยังมีน้ำมันเถื่อนให้ซื้อมาเติม ราคาถูกว่าบนฝั่งประมาณลิตรละ 2 บาท เมื่อมีเรือก็จ้างไต้ก๋งและลูกเรือให้ไปหาปลา ส่วนผมอยู่กับครอบครัวที่บ้าน เดือนหนึ่งเรือถึงจะกลับเข้าฝั่งไม่ลำบากมากนัก เมื่อเทียบกับปัจจุบันนี้เหมือนหน้ามือกับหลังมือ เพราะทนทำไปก็มีแต่ขาดทุน ยกเว้นคนที่ไม่มีหนี้สิน แต่มองเห็นแล้วว่ายิ่งสู้ก็ยิ่งขาดทุนเพราะน่านน้ำไทยไม่มีปลาชุกชุมดังเช่นประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการลักลอบเข้าไปจับปลาและเป็นที่มาของการถูกจับกุมและยึดเรือไปเลยในที่สุด” นายไสวกล่าวและว่า
เรือประมงที่ประกอบอาชีพส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้ระบบหนี้ที่ต้องกู้ยืมมาใช้เป็นเงินหมุนเวียน ทั้งก่อนจะออกเรือแต่ละครั้งต้องใช้เครดิตค่าน้ำมัน อุปกรณ์จับปลาที่สึกหรอ ค่าจ้างแรงงานต้องจ่ายล่วงหน้า ไม่เหมือนอาชีพอื่นที่ได้งานก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง แต่ชาวประมงต้องจ่ายเงินก่อนโดยยังไม่รู้ชะตากรรมว่าออกเรือเที่ยวนี้จะได้ปลามาขายคุ้มทุนหรือไม่
“กระทั่งโชคร้ายก็มาถึงครอบครัวเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ต้องประสบกับการขาดทุนอย่างย่อยยับติดต่อกันเป็นเวลานาน ผมต้องขายเรือใช้หนี้เพื่อเอาตัวรอดไปเมื่อ 4 เดือนก่อน และกลายเป็นลูกจ้างทำงานหาเงินซื้อข้าวกินรายวัน ซึ่งไม่ต่างไปกับเจ้าของเรือประมงขนาดเล็กอีกกว่า 500 ลำในพื้นที่ 6 อำเภอริมชายฝั่งสงขลา ที่ขณะนี้ต่างก็จอดเรือเกยตื้นทิ้งร้าง บ้างตัดสินใจขายเรือในราคาเศษเหล็กกิโลกรัมละ 4 บาท ทั้งที่ลงทุนไปกว่า 100,000 บาท แต่เมื่อถึงยามทุกข์ยากกลับขายได้ราคาเพียงกว่า 20,000 บาทเท่านั้น” นายไสวกล่าว
แม้ความทุกข์ยากในวันนี้จะยังคงไร้แนวทางในการขอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่การต่อสู้บนสังเวียนชีวิตที่ต้องหาเช้ากินค่ำก็ยังดำเนินต่อไป ด้วยสำนึกเดียวกันที่ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ที่ชาวประมงต้องกลายเป็นปลาหนีตายขึ้นบกรับจ้างงานไม่เลือกหน้า ทิ้งกลิ่นไอทะเล และเปลวแดดไว้เบื้องหลัง ฝังใจว่าแม้มีลูกก็ไม่อยากให้มือเปื้อนคาวทะเลเหมือนคนรุ่นพ่อ ชาวประมงเรือแตก ลอยคอเกาะขอนไม้ในทะเลชีวิต ประกาศขอล้างมือล้างหนี้แล้วดิ้นต่อไปด้วยความทรหดอดทน เป็นความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ทุกลมหายใจ


