ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ - ผ่าปัญหารุกที่สาธารณะ 2 บึงใหญ่สุดของประเทศ ทั้งบึงสีไฟในพิจิตร และบึงบอระเพ็ดของปากน้ำโพ เผยทั้งหน่วยงานรัฐ/เอกชน/นักการเมืองรุมทึ้ง 2 บึงใหญ่สุดของไทยจนเกือบหมดสภาพ เหลือพื้นที่ไม่ถึง 30-40%เท่านั้น
จากการตรวจสอบของ ผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับสภาพพื้นที่ของบึงสีไฟ จ.พิจิตร และบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ 2 บึงขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เมื่อคราวเดินทางตรวจราชการภาคเหนือตอนล่าง - ภาคกลางตอนบนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
โดยจะจัดงบประมาณไว้ฟื้นฟูบึงสีไฟ 300 ล้านบาท บึงบอระเพ็ด อีก 100 ล้านบาท พบว่า จนถึงวันนี้ บึงน้ำจืดขนาดใหญ่ของประเทศทั้ง 2 แห่ง ถูกบุกรุกจนแทบจะไม่เหลือสภาพของบึงแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงเป็นประจำทุก ๆ ปี
บึงสีไฟ ทุนใหญ่-นักการเมืองยึด
กรณีของ "บึงสีไฟ จ.พิจิตร" มีทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และนักการเมือง บุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่รับน้ำของบึงในอดีต จนอยู่ในสภาพตื้นเขินไม่เหลือสภาพบึง แม้ว่าบึงดังกล่าวจะถูกประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ ตามมติ ครม.ปี 34 พิจารณาตามหลักเกณฑ์พืช สัตว์ที่มีอยู่ใกล้สูญพันธุ์
ทั้งนี้แต่เดิมบึงสีไฟมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศรองจากบึงบอระเพ็ดและกว๊านพะเยา แต่ปัจจุบันบึงน้ำจืดอันดับ 3 ของไทยไม่มีทั้งสัตว์ - พืชหายาก คงเหลือแต่สภาพทุ่งบัว นาข้าว และต้นยูคาลิปตัส พื้นที่ส่วนใหญ่ของบึงกลายเป็นเกาะ มีถนนตัดผ่านไปยังสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทั้งของหน่วยงานราชการ และชาวบ้าน ซึ่งสิ่งปลูกสร้างของรัฐที่ตั้งอยู่กลางบึงสีไฟรายล่าสุดก็คือ สำนักงานศูนย์พิทักษ์บึงสีไฟ ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จและปล่อยทิ้งร้างอยู่กลางบึง ขณะที่สำนักงานโครงการชลประทาน กรมประมง เทศบาล วัด โรงเรียน ฯลฯ ตั้งอยู่รายรอบบึง
ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เคยตั้งงบประมาณโดยกล่าวอ้างว่าจะใช้พัฒนาบึงสีไฟขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี มีตั้งแต่งบปลูกต้นไม้ขึ้นไป แต่บางปีหน่วยงานรัฐบาลบางหน่วยก็ของบเพื่อถอนต้นไม้ที่ปลูกไว้ก่อนหน้านี้เพื่อทำถนน เป็นต้น
นายตระการ คุณวุฒิ อาสาสมัครกลุ่มแสงตะวัน พิจิตร บอกว่า การพัฒนาบึงสีไฟ ที่จริงต้องมีรายละเอียดและแนวทางจัดการชัดเจน เพราะหลายปีที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรไม่เคยพัฒนาบึงสีไฟอย่างจริงจัง จุดอ่อนคือไม่สามารถระดมพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการเข้ามามีส่วนรวม แม้จัดเวทีแลกเปลี่ยน ก็ไม่สำเร็จ ควรหาเจ้าภาพถาวรอาทิเช่น อบจ.พิจิตรควรทุ่มบูรณาการงบประมาณ เพื่อพัฒนาและรับผิดชอบบึงสีไฟ เป้าหมายบึงสีไฟ ควรเป็นสิ่งเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในตัวเมืองพิจิตร แต่ไม่ใช่ตั้งงบประมาณเพื่อซื้อของเล่น ลักษณะนำสิ่งของแปลกปลอมเข้ามาในบึงสีไฟ
ดร.พรเทพ พิมลเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวยอมรับว่า บึงสีไฟมีทั้งเทศบาล โยธา ชลประทาน อบต. อบจ.ขอใช้พื้นที่และดูแล แต่คอนเซ็ปต์การพัฒนาบึงสีไฟวันนี้ คือ ไม่ใช่ก่อสร้างใหม่ แต่ต้องปรับปรุงให้ใกล้ธรรมชาติมากที่สุดให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นปอดของคนพิจิตรควรปลูกต้นไม้ เลี้ยงจระเข้ ขั้นแรกต้องนำน้ำสูบเข้าบึงสีไฟให้เต็ม จัดระเบียบเกษตรกรปลูกบัว ดึงผู้ประกอบการฟาร์มจระเข้มาเลี้ยงภายในบึงสีไฟ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ลักษณะเชิญชวนนักลงทุน ไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐ
"อดีตคนพิจิตรบุกรุกบึงสีไฟ แม้กระทั่งศาลากลางจังหวัดพิจิตร จากเมืองโอฆะนครคือเมืองชุ่มน้ำ ปัจจุบันกลับไม่ใช่ แต่ต้องยอมรับความจริง วันนี้ทำได้เพียงกันเขตผู้บุกรุก ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้นำเสนอปัญหาแก่นายกรัฐมนตรีถึงปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งใน จ.พิจิตร โดย พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่างบประมาณพัฒนาบึงสีไฟไม่น่าเกิน 300 ล้านบาท ล่าสุดสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิจิตรนำเสนอรายละเอียดของโครงการพัฒนาบึงสีไฟ"
พล.ท. พรชัย กรานเลิศ รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหาร ระบุว่า บึงสีไฟปัจจุบันมีสภาพพื้นที่เป็นเกาะ 4 เกาะใหญ่ เนื้อที่ทั้งหมด 5,582 ไร่ ต้องมีการขุดลอกคลองจำนวน 6.9 ล้านลบ.เมตร เพื่อถมที่ในเขตบึงสีไฟจำนวน 1.7 ล้านลบ.เมตร จากนั้นดำเนินการจัดภูมิทัศน์ โดยมี 5 หน่วยงานเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาบึงสีไฟ ขั้นแรกต้องผันน้ำเข้าบึงสีไฟและปลูกต้นไม้เป็นรั้ว พร้อมกับลงทะเบียนผู้ปลูกบัวรอบบึง
เขาบอกอีกว่า การฟื้นฟูบึงสีไฟต่อไปต้องขุดลอกคลองขึ้น โดยขุดดินขึ้นมาสร้างทำนบ เพื่อทำเป็นอ่างเก็บน้ำ เพราะบึงสีไฟไม่มีน้ำเข้า เว้นแต่ฝนตก จำเป็นต้องผันน้ำจากแม่น้ำน่านเข้ามาภายในบึงสีไฟที่ตื้นเขิน โดยทำท่อส่งน้ำขนาดใหญ่จากแม่น้ำน่านมายังบึงสีไฟ แต่ทหารพัฒนาจะไม่ไล่ประชาชนที่บุกรุกออกไปเพราะเป็นเรื่องของจังหวัดต้องแก้ไขความขัดแย้ง
บอระเพ็ดวันนี้เหลือแค่ 30%
ขณะที่บึงบอระเพ็ด บึงน้ำจืดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ที่เดิมมีพื้นที่มากกว่า 250,000 ไร่ แต่ปัจจุบันเหลือพื้นที่รับน้ำเพียงไม่ถึง 30 %เท่านั้น
ในอดีตบึงบอระเพ็ดเป็นที่ราบลุ่ม ที่แวดล้อมไปด้วยป่าเบญจพรรณ เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก บึงจะทำหน้าที่รับน้ำเหนือที่ไหลหลากลงมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้นครสวรรค์หรือปากน้ำโพ ไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมเหมือนทุกวันนี้
สำหรับสภาพที่แท้จริงของ "บึงบอระเพ็ด" บึงน้ำจืดใหญ่ที่สุดของประเทศนั้น ในปี พ.ศ.2469 รัฐบาลไทยได้ว่าจ้างที่ปรึกษาชาวสหรัฐอเมริกา DR.H.M.Smith เป็นที่ปรึกษาด้านการประมงเพื่อวางรากฐานการประมงของประเทศไทย DR.Smithได้สำรวจนิเวศวิทยาของบึงบอระเพ็ด
ผลสำรวจ พบว่า เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญ ทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ปลา ความหลากหลายของพันธุกรรม แหล่งหากิน สืบพันธุ์ วางไข่ของสัตว์น้ำในประเทศไทย จึงได้ให้คำแนะนำแก่กระทรวงเกษตราธิการ ในสมัยนั้น ให้สงวนรักษาไว้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ รวมทั้งให้รักษาระดับน้ำไว้ตลอดปี โดยการจัดสร้างฝายกั้นน้ำและประตูระบายน้ำ
ปี พ.ศ.2470 กระทรวงเกษตราธิการได้จัดสร้างทำนบและประตูระบายน้ำ ต่อมาในปี พ.ศ.2471 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ประกาศกำหนดเขตบึงบอระเพ็ดเป็นที่รักษาพืชพันธุ์ในปี พ.ศ.2473 ได้มีการประกาศพื้นที่หวงห้ามไว้ 250,000ไร่
ต่อมารัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 4 สิงหาคม 2480 ถอนการหวงห้ามเหลืออยู่เพียง 132,737 ไร่ 56 ตารางวา โดยมีอาณาเขตติดต่อในพื้นที่ 3 อำเภอคือ อำเภอเมือง อำเภอชุมแสง และอำเภอท่าตะโก
ในปี พ.ศ.2490 กระทรวงเกษตรได้แบ่งเขตรักษาพืชพันธุ์ออกเป็น 2 เขต คือ
เขตที่ 1 เป็นเขตหวงห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการประมงโดยเด็ดขาดในพื้นที่ 38,850ไร่
เขตที่ 2 เป็นเขตหวงห้ามที่อนุญาตให้ราษฎรทำการประมง โดยใช้เครื่องมือบางชนิดที่กำหนดให้ใช้ได้ ในพื้นที่ 93,887ไร่
อย่างไรก็ตามปัญหาใหญ่ของบึงบอระเพ็ด คือการขาดผู้ที่รับผิดชอบที่แท้จริง เนื่องจากมีทั้ง กรม ชลประทาน กรมประมง และกรมป่าไม้ รับผิดชอบในพื้นที่ ในปี 2523 ส.ส.จังหวัดนครสวรรค์ ได้มีหนังสือถึง รมว.เกษตรและสหกรณ์ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรในบริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการสูบน้ำจากแม่น้ำน่านผ่านบึงบอระเพ็ดต่อไปยังอำเภอท่าตะโก
กระทั่งวันที่ 21 มีนาคม 2544 กรมชลประทานได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรฯ ให้ดำเนินการจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด แต่จนถึงวันนี้ ผลการศึกษายังไม่เสร็จสมบูรณ์
ล่าสุด 31 มีนาคม 2547 ในโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและรับทราบปัญหาบึงบอระเพ็ด จึงเร่งให้มีการปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำโดยเฉพาะบึงขนาดใหญ่ของประเทศทั้งหมดให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ สำหรับผู้ที่บุกรุกเข้าทำกินในเขตบึงต้องย้ายออกทั้งหมด
ขณะนี้บึงบอระเพ็ด ไม่หลงเหลือความยิ่งใหญ่ อีกต่อไป พื้นที่กลางบึงกลายเป็นเกาะแก่ง มีประชาชนลงหลักปักฐานอยู่รอบบึง นายทุนใหญ่ได้เข้าบุกรุกพื้นที่ในบริเวณด้านตะวันออกของบึงเนื้อที่กว่าหมื่นไร่โดยใช้รถแบกโฮขุดเป็นร่องน้ำใช้ทำนาตลอดทั้งปี
วันนี้บึงบอระเพ็ดเหลือปริมาณพื้นที่เก็บกักน้ำเพียง 30-40% เท่านั้น จากเดิม มีพื้นที่ถึง 132,737ไร่ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งพันธุ์สัตว์ พันธุ์พืช นานาชนิด ปัจจุบันเหลือพื้นที่อยู่เพียง 7 หมื่นไร่
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ได้กล่าวยอมรับว่า ปัญหาบึงบอระเพ็ดส่วนใหญ่เกิดการบุกรุก ผู้บริหารของจังหวัดหลายท่านไม่อยากเข้าไปจับปัญหานี้ เพราะเกรงว่าจะมีกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ออกมาประท้วง และอาจมีกลุ่มบุคคลอาศัยโอกาสเข้ามาสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงอีกทอดหนึ่ง ปัญหาของบึงจึงไม่ได้รับการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที