“น้ำท่วมสีรุ้ง” หลักฐานของสารพิษตกค้างใน “ปราจีนฯ”ที่ไม่ได้อยู่แค่ในบ่อขยะ หรือรอบโรงงานอีกแล้ว
แต่ตอนนี้กระจายไปทั่วพื้นที่ ระบาดไปถึงแหล่งชุมชน ทำน้ำเป็นพิษจนปลาตาย และกำลังสะสมแทรกซึมลงดิน เข้าสู่ “ห่วงโซ่อาหาร” เล็ดลอดสู่ “ระบบน้ำประปา” เรียบร้อยแล้ว
** พิษท่วมปราจีนฯ แพร่เป็นวงกว้าง **
“ปราจีนบุรี” เสี่ยง “สารพิษ” แพร่ทั้งจังหวัด นี่คือความกังวลหนัก หลัง “กรมควบคุมมลพิษ” เผยผลการตรวจแม่น้ำปราจีนบุรีทั้ง 5 จุดแล้ว พบว่ามี “สารโลหะหนัก”อย่าง “อะลูมิเนียม”ปนเปื้อนในแม่น้ำสูงมาก
คือมีค่าพุ่งสูงอยู่ที่ “0.559–3.547”มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่ง “สูงเกินค่ามาตรฐานสากล”ที่กำหนดเอาไว้ว่า ต้องไม่เกิน “0.087 มิลลิกรัมต่อลิตร”
จุดนี้เองที่ทาง “ดร.สนธิ คชวัฒน์”ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ช่วยชี้ให้เราเห็นวิกฤตในครั้งนี้
ชัดเจนว่าปัญหา “สารพิษปนเปื้อน” จาก “บ่อขยะ”และ “โรงงานขยะรีไซเคิล”ใน “ปราจีนบุรี” จะไม่ได้กระจุกตัวแค่เฉพาะใน “พื้นที่ที่ตั้งโรงงาน” หรือบริเวณ “บ่อลักลอบทิ้งขยะ”อีกต่อไปแล้ว
แต่กำลังเผชิญการ “แพร่กระจาย” ของ “สารพิษ” จากเหตุการณ์ “น้ำท่วม”ที่พัดเอาสารพิษจากโรงงานและบ่อขยะ กระจายออกไปนอกพื้นที่ และขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ
“ถามว่าไอ้สารพวกนี้มาจากไหน มาจากตะกอนดินทั้งหลาย ที่มันเกาะอยู่ แต่ส่วนใหญ่มันก็จะมาจากโรงงานอุตสาหกรรม”
“ที่ผ่านมา เราเจอบริษัทจีน (โรงงานขยะ) ไปตั้งอยู่ในทางน้ำไหลน้ำหลาก อย่างนี้ไปให้ตั้งได้ไง แล้ว พอฝนตก น้ำท่วมมัน ก็ชะออกมาหมด ไอ้หลุมฝังกลบที่ฝังไว้ มันก็ซึมออกมา มันแพร่ไปหมดแล้วนะ”
ความน่ากลัวของ “สารโลหะหนัก”ที่พบพวกนี้คือ มัน “ไม่ละลายน้ำ”สุดท้ายสารพวกนี้ก็จะ “ตกตะกอน”และ “ตกค้าง”อยู่ใน “ดิน”
นอกจากจะทำให้ “ปลา”ในแม่น้ำและในกระชัง “ตาย”แล้ว มันยังไป “ปนเปื้อน” อยู่ใน “เนื้อปลา” “พืชน้ำ”กระทบไปทั้ง “ระบบนิเวศ”
จากสถานการณ์น้ำปนเปื้อนสารพิษพวกนี้ ที่ไหลเข้าท่วม “พื้นที่การเกษตร”ทำให้ไร่นาของชาวบ้าน เต็มไปด้วยโลหะหนักพวกนี้ตกค้าง
นอกจากจะทำให้พืชผลทางการเกษตร “ล้มตาย”แล้ว พืชพันธุ์บางส่วนที่รอด ก็จะ “ดูดซึม”สารพิษที่ตกค้างในดิน เก็บสะสมเอาไว้ไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งมีปริมาณสารพิษมากๆ ก็อาจยิ่งเป็น “อันตราย”ต่อ “คน”ที่บริโภคได้
“ตอนนี้ น้ำมันหลากเข้าไปในสู่พื้นที่การเกษตร เราเห็นน้ำสีรุ้ง สีอะไร เพราะฉะนั้นเนี่ย ในพื้นที่เกษตร มันมีการปนเปื้อนอยู่แล้ว”
“ประเด็นสำคัญคือตอนนี้ต้องไปตรวจตะกอนดิน ในพื้นที่ทำการเกษตรของไร่นา ที่ถูกน้ำท่วม ถ้ามันเกินหรือมันสูงนะ ไอ้อย่างนี้ ปลูกพืชลำบากแล้ว มีปัญหาแล้ว”
แถมเรื่องนี้ ยังกระทบกับ “ระบบสาธารณูปโภค”อย่าง “น้ำประปา” ภายในจังหวัดด้วย เพราะ “ระบบกรองน้ำ”ของน้ำประปา อาจไม่สามารถขจัดโลหะหนัก ที่รั่วไหลออกมาเยอะขนาดนี้ได้หมด
ตอนนี้สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือ หน่วยงานอย่าง “กรมอนามัย” “กรมควบคุมโรค”ต้องลงพื้นที่เก็บตัวอย่าง “ดิน” “พืช” “อาหาร” “น้ำประปา”ไปตรวจหาสารพิษได้แล้ว
ไม่ใช่ให้แค่ “กรมควบคุมมลพิษ”มาเดินเก็บ “ตัวอย่างน้ำ” จากแค่แม่น้ำแหล่งเดียว มาตรวจเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
“ปราจีนบุรี ตอนนี้มันมีสารโลหะหนักกับสารพิษ ที่มันแพร่กระจายจากโรงงาน ลงคลองลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี”
“สุดท้าย ไปรวมกับแม่น้ำนครนายกที่บ้านสร้าง ไปที่ฉะเชิงเทราด้วย มันแพร่กระจายไปไกลแล้ว”
“ต้องไปตามตรวจดู ประเด็นต่อมาคือว่า โลหะหนักมันตกตะกอน เพราะฉะนั้นเนี่ย มันจะแพร่กระจายไปท้องไร่ท้องนา ไปเข้าสู่ระบบห่วงโซ่อาหารครับ”
{“ดร.สนธิ” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ}
** ตรวจช้า จนหาต้นตอไม่ได้ **
ประเด็นที่คนคาใจคือเรื่อง “การตรวจมลพิษ” ใน “น้ำ” ของหน่วยงานราชการว่า มี “ประสิทธิภาพ” และทำอย่าง “ตรงไปตรงมา”จริงๆ หรือเปล่า?
เพราะตอนที่เกิดภาพ “น้ำสีรุ้ง”เข้าท่วมไร่นาของชาวปราจีนบุรีใหม่ๆ ชาวบ้านกังวลเรื่องน้ำปนเปื้อนสารเคมีกันมากๆ แต่รัฐบาลกลับใช้เวลาหลายวัน กว่าจะลงพื้นที่ตรวจสอบ
แถมพอตรวจสอบแล้ว ตอนแรก “กรมโรงงานอุตสาหกรรม” ยังมาบอกว่า เป็นแค่ “คราบน้ำมัน”ไม่พบสารโลหะหนักอันตรายเฉียบพลัน
แต่ข้อมูลล่าสุดจาก “กรมมลพิษ”ที่ได้เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำไปตรวจ กลับได้ผลในทางตรงกันข้าม คือเจอว่าแม่น้ำปราจีนบุรี มี “โลหะหนักปนเปื้อน”ในปริมาณที่สูงมากจนเกินเกณฑ์
เกี่ยวกับเรื่องนี้ กูรูด้านสิ่งแวดล้อมรายนี้ บอกกับเราตรงๆ เลยว่า การเข้ามาตรวจหาสารพิษของรัฐบาล มัน “ช้ามาก” และที่น่าตกใจคือ ขนาดว่ามาเก็บตัวอย่างน้ำที่ปนเปื้อนช้าขนาดนี้ ค่าพิษในน้ำยังสูงขนาดนี้
คือทางการเข้ามาเก็บในช่วงที่สารเคมีส่วนมาก ถูกพัดไปที่อื่น และมีน้ำใหม่ไหลมาผสม จนสารที่ตกค้างในแม่น้ำปราจีนบุรี เริ่มเจือจางไปบ้างแล้ว
{ขอบคุณภาพ : Facebook "ปราจีนไทม์"}
แต่ยังคงพบ “สารโลหะหนัก” ที่เกินค่ามาตรฐานสูงมาก นั่นก็แปลว่า ถ้าตรวจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่น้ำท่วม ต้องพบสารพิษที่รั่วไหลออกมา ค่าสูงมากๆ แน่ๆ
โดย 1 ในเหตุผล ที่ทำให้เกิด “ความล่าช้า”ขึ้น เพราะ “หน่วยงานท้องถิ่น”เอาแต่ “รอส่วนกลาง”ให้มาตรวจสอบ ทั้งที่จริงๆ แล้ว หน่วยงานระดับจังหวัด มีอำนาจจัดการโดยตรงตัวเอง
ทั้ง “สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด” หรือ “สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด” ที่จริงๆ แล้ว ต้องลงไป “เก็บตัวอย่างน้ำ” ตั้งแต่ “วันแรก” ได้แล้ว ถ้าจะบอกว่า จังหวัดหรือเขตพื้นที่ตัวเอง ไม่มีห้องแล็บที่สามารถตรวจได้ ก็สามารถ “ส่งตัวอย่าง”มาให้ส่วนกลางได้ แต่ถามว่าทำไม “ไม่ทำ”
“ทรัพยากรจังหวัด หรืออุตสาหกรรมจังหวัด พอมันมีปัญหาปลาตาย น้ำเน่าเสีย แล้วก็มีน้ำสีรุ้ง คุณต้องเก็บตัวอย่างเลย ต้องทำเลย ไม่ใช่ไปรอส่วนกลางมาเก็บ คุณต้องเก็บตัวอย่างน้ำแล้วส่งให้ส่วนกลาง”
“แต่นี่มันส่งช้าไง มันช้าเกินไป หลังจากน้ำท่วมมา 7 วันแล้วค่อยมาเก็บตัวอย่าง มันเจือจางหมดแล้วครับ มันถึงเจอน้อย แต่ขนาดเจอน้อยก็ยังเจอนะ”
“เราก็พูดลำบากนะว่า ทำไมเขาถึงช้านะครับ แต่ว่าทุกวันนี้ มันกลายเป็นรอส่วนกลางมาเก็บ”
{ขอบคุณภาพ : Facebook "หาญณรงค์ พินทิสืบ"}
อีกประเด็นที่น่าตั้งคำถาม คือ “ความจริงจัง” ในการตรวจสอบความเดือดร้อนตรงจุดนี้ จากฟาก “รัฐบาล” ที่ทำแค่ออกมาแถลงว่า รัฐบาลยังหา “ต้นตอ”ของ “สารโลหะหนัก” ไม่ได้เลยว่า รั่วไหลมาจากไหน
ทั้งที่ถ้าจะตรวจสอบจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่ให้ “สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด” กางข้อมูลออกมา เทียบดูว่า มีโรงงานไหนบ้างในจังหวัดที่นำเข้าขยะ
หรือมีแหล่งไหนบ้าง ประกอบกิจการที่ทำให้เกิดสารเคมี ที่ตรงกับสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ข้อมูลพวกนี้ หน่วยงานนต้องมีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะหากันจริงๆ จังๆ หรือเปล่า?
“คนที่มีข้อมูลทั้งหมด คืออุตสาหกรรมจังหวัด เขามีข้อมูลว่า โรงงานเนี่ยผลิตอะไร มีวัตถุดิบมาจากไหน โรงงานถ้ามีการฝังกลบกาก หรือรีไซเคิล มันสามารถย้อนกลับได้หมด”
“เพราะฉะนั้น ถ้าจะล้างบางจริงๆ หรือจะดูแลจริงๆ คุณจะต้องเอาข้อมูลนั้นมาเปิดว่า โรงงานที่อยู่ต้นน้ำเนี่ย ที่น้ำมันไหลลงมา มันมีโรงงานอะไรบ้าง เอาข้อมูลมาเปิดว่า คุณผลิตอะไร คุณเอากากมาจากไหน”
“อุตสาหกรรมจังหวัดมีข้อมูลหมด ย้อนหลังได้ แต่อยู่ที่ว่าจะเอาจริงหรือเปล่า แค่นั้นเอง”
{ขอบคุณภาพ : Facebook "กรมควบคุมมลพิษ"}
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


