xs
xsm
sm
md
lg

มหาเศรษฐีเงินบริจาค!! “เบิก-จ่าย-จบ” ครบในคนเดียว!! “ช่องโหว่มูลนิธิ” สร้างมิจฯ คราบนักบุญ? [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สะเทือนศรัทธาคนใจบุญอย่างแรง หลัง “มูลนิธิองค์กรทำดี” ถูกขุดเละ “โอนเงินหลักล้าน”ใช้ส่วนตัวเป็นว่าเล่น “เบิก-จ่าย” ไม่ถูกระเบียบ ไม่ผ่านกรรมการ สะท้อน “ช่องโหว่มูลนิธิ” ในไทยที่ “ไร้การตรวจสอบ”จนสร้าง “มิจฉาชีพในคราบนักบุญ”





** ผิดที่(พี่น้องประชาชน)ไว้ใจ”!!? **

เบิกจ่ายยังไง? ทำไม “เงินบริจาค”ถึงกลายไปเป็น “พูลวิลล่า”ส่วนตัวได้ นี่คือคำถาม ที่สังคมยังรอคำตอบจาก พิธีกรดังและอดีตนางสาวไทย อย่าง “บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”

กับปม “เส้นเงินบริจาค”ของ “มูลนิธิองค์กรทําดี”ที่เธอเป็นคนก่อตั้ง และเป็นประธานมูลนิธิ ที่ถูกแฉว่า พบการ “โอนเงิน”จาก บัญชี “องค์กรทำดี โดย น.ส. ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”

เป็นจำนวนเงินเบื้องต้น รวมกว่า “45 ล้านบาท”ไปหา “ช่างเอ๋”ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่รับสร้างพูลวิลล่า ในภูเก็ต ให้กับสามีของบุ๋ม อย่าง “ก๊อต-อธิป อนันทวรรณ”


                                                         {“บุ๋ม-ปนัดดา” หัวเรือมูลนิธิ อ้างพลาดเพราะไว้ใจ}

ความน่าตกใจ นอกจากเคสนำเงินมูลนิธิไปสร้างพูลวิลล่า ยังมีเงินจากบัญชี “องค์กรทำดี โดย น.ส. ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” อีกส่วนนึง ที่ไม่เกี่ยวกับการก่อสร้าง แต่กลับถูกโอนให้ช่างเอ๋ ก่อนจะถูกโอนคืนกลับไปเข้า “บัญชีส่วนตัว” ของ “สามี”

และไม่ใช่แค่ช่างเอ๋ ที่กลายเป็นตัวกลางดึงเงินจากมูลนิธิ เข้ากระเป๋าสามี แต่ยังมี “ผู้รับเหมา” อีกรายอย่าง “ช่างเอ็ม” ที่รับงานก่อสร้าง “มูลนิธิองค์กรทำดี” จ.ปทุมธานี ที่เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน

คือมีการโอนค่าก่อสร้าง จากมูลนิธิให้ผู้รับเหมา หลังจากนั้นทางสามีก็จะบอกให้ผู้รับเหมา “โอนเงินคืน” กลับมาที่ “บัญชีตัวเอง”

เรื่องนี้นอกจากประเด็น การใช้เงินมูลนิธิผิดวัตถุประสงค์แล้ว ยังเกิดคำถามอีกว่า นี่คือการพยายาม “โยกย้าย” เงินบริจาค มาเป็นของตัวเองหรือเปล่า? และมันเกิดอะไรขึ้น กับระบบการเบิกจ่ายภายในมูลนิธิ

เพราะถ้ากางระเบียบของ “มูลนิธิองค์กรทำดี” มาดู จะเห็นว่า “ประธาน” หรือ “บุ๋ม-ปนัดดา” มีอำนาจเบิกจ่ายเงินได้ไม่เกิน “500,000 บาท/ครั้ง”

ถ้าเกินกว่านั้น ต้องได้รับ “อนุมัติ” จาก “คณะกรรมการมูลนิธิ” โดย “เสียงข้างมาก” แต่จากหลักฐานสลิปการโอนเงินแต่ละครั้ง กลับสูงถึง “หลักล้าน”


              {“มูลนิธิองค์กรทำดี” โดนโยกเงินบริจาค เข้ากระเป๋าส่วนตัว? ขอบคุณภาพ : Facebook "มูลนิธิองค์กรทำดี"}

แบบนี้ “กรรมการมูลนิธิ” รู้(กัน)หรือเปล่า? หรือ “บุ๋ม” ทำคนเดียว?

ล่าสุดทาง “ก๊อต-อธิป”ก็ได้โฟนอินเข้าไปกลางรายการ “โหนกระแส”พร้อมสารภาพกลายๆ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะตัวเองเป็นคน “หลอก”ให้ “บุ๋ม”โอนเงินไป โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ใช้ “สร้างมูลนิธิ”

พร้อมยืนยันว่า ภรรยา “ไม่รู้เรื่อง”การสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต แต่ตรงนี้หลายคนคิดว่า นี่คือการออกมา “รับจบคนเดียว”หรือเปล่า? เพราะตอบคำถามด้วยบทวนซ้ำ เหมือนท่องไว้ว่าพูดได้แค่นั้น ไม่ตอบประเด็นคำถามอื่นๆ เลย

“จริงๆ แล้ว ในช่วงนั้น คุณบุ๋มเขายุ่งมาก กับการลงพื้นที่ช่วยเหลือ เพื่อแบ่งเบาภาระของคุณบุ๋ม ในการก่อสร้าง ผมก็เลยได้ดูแลการก่อสร้างมูลนิธิคลอง 8 (ปทุมธานี) เองทั้งหมดเลยครับ”

“ทุกครั้งที่ ผมแจ้งค่าใช้จ่าย ในการก่อสร้างกับคุณบุ๋มไปเนี่ย ผมจะแจ้งว่า เป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างมูลนิธิคลอง 8 ทุกครั้งไปนะครับ”


                         {“ก๊อต-อธิป” ยืดอก “รับจบคนเดียว” แทนภรรยา ขอบคุณภาพ : Instagram @godatip6060}

ต่อมา ทางรายการก็มีการโทรติดต่อหาฝั่งภรรยา อย่าง “บุ๋ม-ปนัดดา” เช่นกัน และเธอก็ยอมรับข้อนึงว่า การโอนเงิน “หลักล้าน” แต่ละครั้ง เธอทำ “คนเดียว” โดยไม่ได้ปรึกษากรรมการมูลนิธิเลย

แต่ก็ยืนยันว่า ที่โอนเงินไป เพราะเข้าใจว่า เป็นค่าก่อสร้างมูลนิธิจริงๆ เพราะเชื่อคำของสามี และให้เป็นคนดูแลเรื่องการก่อสร้างทั้งหมดด้วย“ความไว้ใจ” ทั้งๆ ที่ “ก๊อต” ไม่มีตำแหน่งใดๆ เลยในมูลนิธิ

ล่าสุด ช่วงเช้าวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา บุ๋มได้เข้า “แจ้งความ” ตัวสามีเรียบร้อยแล้ว เพื่อยันยืนความบริสุทธิ์ใจของตัวเองว่า ไม่หนีแน่นอน พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“บุ๋มอยากขอโทษสังคม แล้วก็ขอโทษผู้ที่ร่วมบริจาคทุกท่านค่ะ ขอโทษจากใจเลยค่ะ บุ๋มยอมรับเลยค่ะ มันเป็นความผิดพลาด ที่บุ๋มไว้ใจคนข้างตัว คนใกล้ตัว ที่เราไว้ใจมากที่สุด”

“มันเป็นความผิดพลาดของบุ๋มเองค่ะ ดังนั้น วันนี้บุ๋มถึงมาแจ้งความดำเนินคดี เพื่อเอาทรัพย์สินมาคืนมูลนิธิ ให้ได้มากที่สุด”

“วันนี้ก็เปิดจากใจเลยค่ะว่า ในส่วนที่ต้องรับผิดชอบ หรืออะไรที่ขาดไป อะไรที่พลาดไป บุ๋มก็จะเอาทรัพย์สินส่วนตัว มาจัดการให้ถูกต้องให้มากที่สุด”



** “อำนาจ” กระจุกตัว “ใช้เงิน” ยังไงก็ได้ **

เคสนี้สะท้อนภาพชัดมากว่า นี่คือปัญหาเรื่อง “ความโปร่งใส”ในการ “ใช้เงิน” และ “อำนาจเบิกจ่าย”ภายในมูลนิธิ

ถือเป็นเรื่องภายในมากๆ ถ้าไม่มีการออกมาแฉกัน ชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา ผู้เป็นเจ้าของเงินบริจาค ก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เบื้องหลังมีการพยายามโยกย้ายเงินไปใช้ส่วนตัว หรือใช้เงินมูลนิธิผิดวัตถุประสงค์

“มหาหมี” (ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา)รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นักกฎหมายรายนึงที่ติดตามคดีเงินบริจาค ทั้งจากวัดและจากมูลนิธิมาหลายคดี ช่วยชี้ให้เราเห็นช่องโหว่

อย่างแรกคือ “อำนาจ”ที่ “กระจุกตัว” ภายในองค์กร จนไม่เกิดการตรวจสอบกันเอง จริงอยู่ว่าในมูลนิธิ จะประกอบได้ด้วย “ประธาน” “กรรมการคณะ” “เหรัญญิก”ฯลฯ ที่แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันไป

แต่ในความเป็นจริงของหลายๆ มูลนิธิ “คนคนเดียว”กลับรับเหมาหลายหน้าที่ ตั้งแต่ “ดูงบการเงิน” “ตั้งงบเบิก-จ่าย” รวมถึงการจะ “ปั้นโครงการ”อะไรขึ้นมา มันเลยไม่เกิดการถ่วงดุล และการตรวจสอบกันเองในองค์กร

หรือต่อให้ไม่ใช่คนคนเดียวถือครองอำนาจ แต่ถ้า “ประธาน”ใช้อำนาจแต่งตั้ง “คนใกล้ชิด” หรือ “ญาติพี่-น้อง”มาเป็น “กรรมการ”ปัญหาก็จะออกมาเหมือนกัน คือใครจะกล้าตรวจสอบ หรือคัดค้าน “การใช้เงิน” ของคนที่แต่งตั้งตัวเองมา


                                                     {ขอบคุณภาพ : Facebook "มูลนิธิองค์กรทำดี"}

หนักๆ อาจกลายเป็นการล่มหัวจมท้าย ช่วยกัน “ปลอมแปลงเอกสาร-ตกแต่งบัญชี”เพื่อปกปิดการทุจริตภายในมูลนิธิด้วย

“ปัญหาคือ พอมีกรณีการที่จะต้องใช้เงินมูลนิธิ ก็กลายเป็นว่า กรรมการท่านที่ควบคุมมูลนิธินั่นแหละครับ สามารถที่จะเลือกผู้รับเหมา รับทราบราคางาน อนุมัติจ่าย”

“พอคนกลุ่มเดียวกันเนี่ย ให้อำนาจกับคนคนเดียว ในการบริหารจัดการ มันกลายเป็นว่า สามารถที่จะชี้เป็นชี้ตาย ในเรื่องการจัดทำเอกสาร เพื่อให้สอดรับกับนิติกรรมสัญญา ที่ตัวเองทำขึ้นมาครับ”

อีกจุดที่น่าสังเกตคือ ตัวบัญชีที่สร้างขึ้นซ้ำซ้อนกัน เริ่มจาก “บัญชีแรก” ที่เปิดขึ้นมาก่อนตั้งมูลนิธิ โดยใช้ชื่อว่า “องค์กรทำดี โดย น.ส. ปนัดดา วงศ์ผู้ดี” ซึ่งภายหลังบัญชีนี้ กลายเป็นเหมือน “บัญชีส่วนตัว”ของ “บุ๋ม-ปนัดดา”ไปแล้ว

ทั้งที่จริงๆ แล้ว หลังจดจัดตั้งมูลนิธิสำเร็จแล้ว มีบัญชีทางการอย่าง บัญชี “มูลนิธิองค์กรทำดี”ตามหลักต้อง “ปิดบัญชี”ก่อนหน้าทันที

เพราะเมื่อเป็นมูลนิธิแล้ว จะมีสถานะเป็น “นิติบุคคล”ดังนั้น ต้องทำการแยกระหว่าง “เงินบริจาค”และ “เงินส่วนตัว”ให้ชัดเจนตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์

“หลังจากที่มีการจดจัดตั้งมูลนิธิแล้วเนี่ยนะครับ จะต้องปิดบัญชีนั้น แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ เพราะถ้าเงินส่วนบุคคลเนี่ย มันไปปะปนกับเงินมูลนิธิ มันตอบยากว่า เงินก้อนไหนเป็นเงินบริจาค”


                              {“ดร.ประยุทธ” มูลนิธิทนายกองทัพธรรม ขอบคุณภาพ : Facebook "@MahameeFc"}

นอกจากนี้ การมี 2 บัญชีทั้ง “บัญชีส่วนตัว”และ “บัญชีมูลนิธิ”เปิดรับบริจาคคู่ขนานกันอย่างนี้ ยังมีผลต่อการตรวจสอบ “รายได้”และ “การใช้เงิน”ของมูลนิธิด้วย

เพราะการส่ง “รายงานประจำ”ให้ “กรมการปกครอง” ตรวจ หรือ “ยื่นภาษี”ให้ทาง “กรมสรรพากร” ทางมูลนิธิก็อาจจะส่งแค่ “ตัวบัญชีทางการ”ของมูลนิธิไปให้ตรวจ

ทำให้ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้วมีเงินอยู่ในมูลนิธิเท่าไหร่กันแน่ และแบบนี้จะไม่ทางรู้เลยว่า เงินในบัญชีที่ 2 ที่เป็นบัญชีส่วนตัวนั้น ถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิจริงหรือเปล่า?

“สมมติว่า เงินมูลนิธิมีอยู่ 1 ล้านบาท เงินที่เข้ามาบัญชีส่วนตัวก็มี 1 ล้านบาท ถ้าการตรวจสอบภายในล้มเหลว กลายเป็นว่าประธานมูลนิธิหรือกรรมการ ทำบัญชีกันเอง”

“เขาก็รายงานไปตามนั้น ผมถามว่า กรมการปกครอง กับสรรพากร เขาจะตรวจสอบไหมครับ เขาไม่ตรวจนะครับ เขาก็ดูแค่ว่า เงินบริจาคที่เป็นรายรับเท่าไหร่ เงินที่ใช้ไปเท่าไหร่ เงินคงเหลือเท่าไหร่”

“เพราะฉะนั้น ไอ้เงิน 1 ล้านบาท ที่อยู่ในบัญชีส่วนตัวนั้น ถ้าไม่มีการยื่น ใครจะตรวจสอบล่ะครับ ไม่มีนะครับ ตรงนี้ผมมองว่า มันเป็นจุดอ่อน และเป็นช่องว่างของการตรวจสอบเงินมูลนิธิครับ”


                                                             {ช่องโหว่ คนใน “ฮั้ว” กันเอง แบบนี้ไม่มีใครรู้}

** ช่องโหว่ใหญ่ มูลนิธิไทย “ไร้ตรวจสอบ” **

เรื่องนี้เราต้องยอมรับว่า มันทำให้คนหมดศรัทธา กับคำว่า “มูลนิธิ” ในภาพรวมจริงๆ แม้เราจะบอกว่า ต่อไปมูลนิธิต้อง “โปร่งใส” แสดงหลักฐานให้ชัดเจน แต่ความจริงที่เป็นโหดร้ายกว่านั้น

เพราะต่อให้มูลนิธิ “แสดงเอกสารการใช้เงิน”ให้สังคมได้รับรู้แล้วก็ตาม แต่ถ้า “คนในฮั้วกัน”เอกสารต่างๆ ก็จะถูกแก้ เพื่อตบตาได้อยู่ดี

ยกตัวอย่างเคส “บุ๋ม-ปนัดดา”ถ้าไม่นับเรื่องการโอนไปสร้าง “พูลวิลล่า”เอาแค่เรื่อง “สร้างมูลนิธิ”ที่ปทุมธานี ดูแค่เอกสารจะเห็นว่า เงินที่โอนไป ก็เป็นเงินที่เอาไปให้ผู้รับเหมาจริงๆ

แต่ถ้าไม่มีการ “แฉ”ใครจะรู้ว่า “สามี”อย่าง “ก๊อต”สั่งให้ผู้รับเหมาคนนี้ ไป “ถอนเงินสด” ที่ได้มา แล้วเอากลับไปให้ตัวเองอีกที?


                                                       {ขอบคุณภาพ : Facebook "มูลนิธิองค์กรทำดี "}

ประเด็นนี้ นักกฎหมายรายเดิมชี้ว่า นี่คือช่องโหว่ใหญ่ของเมืองไทย ที่เรามีการ “ตรวจสอบมูลนิธิ” กันน้อยเกินไป ของฝั่ง “ภาครัฐ” และฝั่ง “ประชาชน” เอง ก็ไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ

สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า นักธุรกิจเทาๆ หลายคน ใช้ “มูลนิธิ” เป็นศูนย์กลางในการ “ฟอกเงิน” ทั้งโยกเงินออกจากมูลนิธิ ใช้มูลนิธิถือทรัพย์สินแทน เปิดบริษัทนอมินี แล้วให้มูลนิธิไปซื้อของจากบริษัทตัวเอง

ช่องโหว่ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นมาจาก “หน่วยงานรัฐ” ที่ “ไม่ทำงานเชิงรุก” คือถ้าไม่เกิดเรื่องก็ไม่ตรวจสอบ ทั้งจริงๆ ควรใช้ระบบ “สุ่มตรวจบัญชีมูลนิธิ” เพื่อป้องกันมิจฉาชีพในคราบนักบุญ

“รัฐไม่ได้สุ่มตรวจนะครับ กฎหมายมีอยู่แล้วว่า ให้ส่งบัญชีใช่ไหม รัฐก็สุ่มตรวจเลย บัญชีนี้ จ่ายเท่านี้ คุณไม่มีบัญชีอื่นใช่ไหมนู่นนี่นั่น ซึ่งผมมองว่ารัฐทำได้นะ”

“ถ้าทำอย่างนั้น มันก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระประชาชน ในการตรวจสอบครับ”



ต่อมาคือ “ประชาชน” มีอำนาจน้อยไป ในการตรวจสอบมูลนิธิ ทุกวันนี้แม้เราจะบอกว่า เราตรวจสอบมูลนิธิได้ แต่ก็ทำได้แค่ หาว่ามูลนิธินี้ จดทะเบียนถูกต้องไหม มีวัตถุประสงค์อะไรในการตั้ง

“ปัจจุบันเนี่ย ไม่มีกฎหมายใดที่จะให้ประชาชนตรวจสอบ แม้รัฐจะบอกว่าตรวจได้นะ เนี่ย..คีย์คอมฯ เข้าไปชื่อมูลนิธิ ปรินท์วัตถุประสงค์ออกมาได้เลย”

“มันก็ได้แค่วัตถุประสงค์ กับชื่อมูลนิธิ แต่เราไม่สามารถตรวจการใช้เงินของมูลนิธิได้เลย”

และทุกวันนี้ เวลามีคนเรียกร้องให้มูลนิธิชี้แจง “เส้นเงิน” หรือ “เอกสาร” เขาก็จะชี้แจงคร่าวๆ แค่นั้น บางมูลนิธิไม่ยอมเปิดเอกสารให้ดูด้วยซ้ำ

ตรงนี้ อาจต้องใช้สิทธิ์ของ “ประชาชนผู้บริจาค” ในการ “ขอเรียกเอกสาร” จากมูลนิธิได้ ถ้าสงสัยว่ามีการ “โกง” กันเกิดขึ้น ด้วยการกำหนดให้มูลนิธิต้อง “เปิดเอกสาร” และ “เส้นเงิน” ให้ดูด้วย



หรือถ้ากลัวว่าอำนาจการตรวจสอบตรงนี้ จะนำไปสู่การ “กลั่นแกล้ง”กัน ก็ต้องให้ “หน่วยงานรัฐ”สักหน่วย มาเป็นคนกลางคอยรับเรื่องจากประชาชน ถ้า “มีมูล”หน่วยงานค่อยเรียกให้มูลนิธิ เข้ามาเปิดเผยเอกสารหลักฐาน

“ประชาชนต้องสามารถเรียกเอกสารได้ ในกรณีที่เป็นผู้บริจาค เนื่องจากว่าเงินที่บริจาคไป ก็บริจาคให้เอกชนด้วยกัน เขาเรียกว่ามันเป็นนิติกรรม ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน”

“พอเป็นเอกชนด้วยกันเนี่ย มันจะต้องมีการเปิดช่อง ให้ผู้บริจาคสามารถตรวจสอบเงินตัวเองได้ มันไม่เสียหายนะครับ มันจะเสียหายอะไร ในเมื่อมูลนิธิบอกว่า ทำเพื่อสาธารณะใช่ไหมครับ เพื่อประชาชน”

                                                      {ขอบคุณภาพ : Facebook "มูลนิธิองค์กรทำดี "}





ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official)







@livestyle.official …เงินบริจาคอาจพุ่งสูงถึง "800 ล้าน" ที่ถูกโอนไป "ใช้ส่วนตัว" ได้แบบง่ายๆ เพราะ "ช่องโหว่ระบบมูลนิธิ" หนุนการโกง... . พอๆ กับการละเลยของภาครัฐ ที่ไม่เคยทำงานเชิงรุก "สุ่มตรวจ" บัญชีมูลนิธิอย่างจริงจัง . "ถ้าการตรวจสอบภายใน ล้มเหลว ประธานมูลนิธิ หรือกรรมการ ทำบัญชีกันเอง เขาก็รายงานไปตามนั้น ผมถามว่า กรมการปกครอง กับสรรพากร จะตรวจสอบมั้ย? ไม่ตรวจนะครับ" . "ไอ้เงิน 1 ล้านบาท ที่อยู่ในบัญชีส่วนตัวนั้น ถ้าไม่มีการยื่น ใครจะตรวจสอบล่ะครับ ไม่มีนะ" . อ่าน "สกู๊ปพิเศษ" ฉบับเต็ม : https://bit.ly/live-Qcharitycheck . @boompanadda @godatip6060 . สัมภาษณ์และเรียบเรียง : LIVE Style . LIVE Style​ - ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ ประเด็นสดใหม่เสิร์ฟมุมมอง . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #บุ๋มปนัดดา #ก๊อตอธิป #มูลนิธิ #องค์กรทําดี #มูลนิธิองค์กรทําดี #เงินบริจาค #บริจาค #ทําบุญ #สะพานบุญ #ฉ้อโกงประชาชน #ยักยอกทรัพย์ ♬ original sound - LIVE Style


สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **