ยืนยันชัด “กะเพรา 4 สายพันธุ์ใหม่” ที่เพิ่งขึ้นทะเบียน “สิทธิในพันธุ์พืช” ไม่กระทบต่อ “เกษตรกรไทย” และพี่น้องชาวไทย “ผู้บริโภคกะเพรา” แน่นอน เพราะเป็นการปลูกไว้ใช้เฉพาะอุตสาหกรรมแช่แข็งของบริษัทเท่านั้น
ตอนนี้ คำถามที่นักเคลื่อนไหวด้านพันธุ์พืช อยากให้คนในสังคมช่วยกันตื่นตัว คือเรื่อง “การแบ่งผลประโยชน์”ให้กับ “ชุมชนเจ้าของพันธุ์กะเพราต้นทาง”มากกว่าว่า ข้อตกลงที่เป็นอยู่ มัน “คุ้มค่า” กว่าคำว่า “เศษเงิน” แล้วจริงๆ ใช่ไหม? และ “โปร่งใส-ตรวจสอบได้” ในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือยัง?
** พันธุ์ใหม่ ไม่กระทบใครเลย **
นายทุนใหญ่ กำลังกินรวบพืชพันธุ์ไทย นี่คือข้อกังวลของคนไทย หลังเห็นข่าวการขอขึ้น “ทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช” ที่เกิดขึ้นกับ“กะเพรา”สายพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ จาก “CPRAM”บริษัทในเครือของ “ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)”หรือ “CPALL”
โดยสายพันธุ์ใหม่ที่ขอขึ้นทะเบียนคือ “แก้วจุรี 01”, “แก้วจุรี 02”, “แก้วจุรี 03” และ “แก้วจุรี 04” ด้วยการให้ “ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน”ของ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” เป็นคน “ศึกษาวิจัย”และ “ปรับปรุงพันธุ์” ให้
ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีการขึ้นทะเบียนตั้งแต่ “ปี 67” และได้สิทธิ์คุ้มครองเป็นเวลา “12 ปี” หรือจนถึง “ปี 79” แต่เพิ่งกลายเป็นข่าวเมื่อไม่นานนี้เอง
จนทำเอาชาวบ้านแตกตื่น และเกิดข้อกังวลว่า ถ้าตาสี ยายสาเอาพันธุ์กะเพราพวกนี้ ไปปลูกผัดข้าวขาย โดยไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ จะโดน “ฟ้อง” ไหม?
และกะเพราพันธุ์ใหม่พวกนี้ จะหาทางไป “ผสมข้ามสายพันธุ์” กับต้นกะเพราทั่วไป หรือกะเพราพื้นเมืองหรือเปล่า?
{กะเพราพันธุ์ใหม่ “แก้วจุรี” ขอบคุณภาพ : Facebook "Somjai Pradutchon"}
เรื่องนี้ “ผศ.ดร.ชัชมาศ กาญจนอุดมการ”หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชี้แจงให้คล้ายกังวลแล้ว ในเวทีเสวนา “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน วิจัยนี้เพื่อใคร?” เรื่อง “กะเพรา...คุยให้ชัด”
สรุปว่ากะเพรา 4 สายพันธุ์เหล่านี้ ถูกปรับปรุงพันธุ์เพื่อเอาไปใช้ในอุตสาหกรรม “อาหารแช่แข็ง” ของจาก CP โดยตั้งโจทย์ว่า กะเพราพันธุ์ใหม่นี้ ต้องมี “กลิ่นคงทน”และ “มีใบหนา”
เลยเป็นที่มาที่ทาง CPRAM นำ “เมล็ดกะเพรา” ที่ตัวเองเพาะเลี้ยง มา “จ้าง” ให้ทาง “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” ปรับปรุงพันธุ์ต่อให้
จากปกติแล้ว ทางมหาวิทยาลัยเองมีการปรับปรุง “พันธุ์กะเพรา”ของตัวเองนานมากแล้ว จนมีองค์ความรู้ในการปรับปรุงพืชชนิดนี้ กระทั่งไปเข้าตา CPRAM
ส่วนเรื่องมันจะเกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ไหม? เรื่องนี้เป็นไปได้น้อยมากๆ เพราะกะเพราพันธุ์ใหม่นี้ มี “โครโมโซม 4 ชุด (4X)” ในขณะที่กะเพราทั่วไปมี “โครโมโซม 2 ชุด (2X)”
ความแตกต่างของจำนวนชุดโครโมโซมนี้เอง ทำให้การผสมข้ามสายพันธุ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเมล็ดที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์นี้ จะ “เป็นหมัน”หรือ “ฝ่อ”ไปเอง
“ทาง CPRAM เขามีเมล็ดมา ให้ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กําแพงแสน เป็นคนพัฒนาพันธุ์ใหม่ ซึ่งเขาก็มีโจทย์มาชัดเจน ว่าเขาต้องการพันธุ์ที่มีกลิ่นคงทน มีใบหนาขึ้น เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแช่แข็งของเขา”
“พันธุ์กะเพราพันธุ์ใหม่ ที่คุ้มครองไป เป็นกะเพรา 4X ถามว่าสามารถผสมกับกะเพรา 2X ได้หรือไม่ ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว เราจะไม่มีทางพูดว่าอะไรเป็นไม่ได้นะคะ โอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ 1 ในล้าน”
“เราก็บอกว่า มันมีโอกาสเป็นไปได้ แต่ที่เราทำก็คือ เรามีการผสมกะเพรา 4X กับ 2X แล้วไม่ติดนะคะ”
{“ผศ.ดร.ชัชมาศ” ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน}
ส่วนพันธุ์กะเพราที่ขึ้นทะเบียนไปแล้วแบบนี้ เอามาปลูกไว้กินไว้ขายได้ไหม? ตรงนี้ “กรมวิชาการเกษตร” เคยออกมาอธิบายแล้วว่า สามารถทำได้ คือปลูกไว้กินเอง และเก็บใบมาขายได้เลย
แต่ที่ “ทำไม่ได้”อย่างเดียวคือ “ขายเมล็ดพันธุ์” หรือเอาไปเพาะเพื่อ “ขายต้นกล้า”ดังนั้น ประเด็นที่ถกเถียงกันว่า กะเพราพันธุ์นี้จะกระทบเกษตรกร หรือตลาดกะเพราไหม? จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะบริษัทตั้งใจปลูกไว้ใช้กับ “อุตสาหกรรมอาหาร” ของตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่า กะเพราสายพันธุ์นี้ จะไม่ “หลุด”ออกมาจากระบบการปลูก เหมือนเคสต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป
{ขอบคุณภาพ : Facebook "Kasetsart University"}
** คุ้มไหม? “ท้องถิ่น” ได้อะไร **
ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้ และเป็นคำถามใหญ่มากๆ คือ “การแบ่งปันผลประโยชน์” ระหว่าง “บริษัทใหญ่” กับ “ชุมชนเจ้าของพันธุ์” ที่นายทุนไปหยิบมาปรับปรุงพันธุ์
เพราะในเคสนี้ แม้จะบอกว่า “CPRAM” เป็นคนเอา “เมล็ดพันธุ์” กะเพราของ “ตัวเอง” มาให้ “ม.เกษตรศาสตร์” ปรับปรุงพันธุ์ให้
แต่มันก็เป็นการไปเอา “เมล็ดพันธุ์กะเพรา” จากแถบ “จ.กาญจนบุรี” ที่ทาง CPRAM เอามาขยายพันธุ์ ก่อนส่งให้มหาวิทยาลัย เป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์ต่อ
คำถามมีอยู่ว่า ในเมื่อพันธุ์เริ่มต้นมาจาก “ชุมชนท้องถิ่น” แต่เวลาปรับปรุงเสร็จแล้ว สิทธิประโยชน์ทั้งหมดกลับตกไปอยู่ในมือบริษัท แบบนี้ผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นอยู่ตรงไหน?
ประเด็นนี้ทาง “ธิดากุญ แสนอุดม” ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร ชี้แจงไว้แล้ว
โดยอธิบายว่า ใน “พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542” มาตรา 52 ระบุว่า ใครที่เอา “พืชป่า” “พืชพื้นเมือง” มาทำการ “วิจัย” หรือ “ปรับปรุงพันธุ์” เพื่อ “การค้า”
ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ และต้องมาทำ“ข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์”กับท้องถิ่น โดยกฎหมายกำหนดให้จ่ายเป็นตัว“เงิน”
และเงินที่ว่านี้ ก็จะเข้าไปที่“กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช”โดยกองทุนก็จะ “ปันเงิน” ที่ได้ ลงไปยังชุมชนที่ขึ้นทะเบียนว่า มี“พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น”
ส่วนเรื่อง ต้องแบ่งปันผลประโยชน์เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ กฎหมายไทย “ไม่ได้กำหนด”ว่าต้องจ่ายสัดส่วนแบบไหน บอกไว้แค่ว่าให้เป็นการเจรจา ระหว่าง “เอกชน” กับทาง “กรมวิชาการเกษตร”
ซึ่งเคสนี้ การที่ CPRAM ลงไปเก็บกะเพราที่ “กาญจนบุรี” มีการขออนุญาตมาตั้งแต่ปี 62 แล้ว แต่คำถามว่าจ่ายเงินแบ่งผลประโยชน์เท่าไหร่ ตัวแทนฟากกรมวิชาการเกษตรรายเดิมบอกว่า “เปิดเผยไม่ได้”
“ด้วยความที่มันเป็นสัญญา ระหว่างกรมวิชาการเกษตร กับผู้ขอเข้าถึงหลักก็คือ เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น ส่วนนี้เป็นในส่วนที่เป็นสัญญาของ 2 ฝ่าย และเราไม่ได้มีการตกลงกันว่า ให้เปิดเผยไม่ได้”
แต่เรื่องที่ทำให้งงคือ กลายเป็นว่า จ.กาญจนบุรี “ไม่มี”พันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น เลยไม่มีชุมชนที่อยู่ในกองทุนนี้
กลายเป็นคำถามคำโตๆ อีกว่า แล้วเงินแบ่งปันผลประโยชน์ส่วนนี้ จะตกไปอยู่ที่ใคร? และนี่คือคำตอบจากทางตัวแทน “กรมวิชาการเกษตร”
“ปัจจุบันกาญจนบุรียังไม่มี สรุปว่า ชุมชนที่อยู่ตรงนั้นก็จะไม่ได้รับแบ่งปัน ไม่นับ แต่มันจะลงไปองค์การปกครองสวนท้องถิ่น ของตำบลนั้น ซึ่งกฎหมายก็ไม่มีข้อกำหนดอีกว่า ต้องใช้เงินแบบไหน”
{“ธิดากุญ” ตัวแทนจาก “กรมวิชาการเกษตร” ขอบคุณภาพ : Facebook "@agrimediathai"}
ถ้าคือ มีการแบ่งปันผลประโยชน์จริงๆ แต่ไม่รู้ข้อมูลว่าให้เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าเงินก้อนนั้น กลับมาตอบแทนชุมชน ที่เป็น “เจ้าของพืชพันธุ์ต้นทาง”จริงๆ หรือเปล่า?
และตัวเลขนึงที่น่าตกใจคือ ตอนนี้ “กองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช”มีเงินอยู่เพียงราวๆ “5 ล้านบาท”ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก ถ้าเทียบกับจำนวน “สิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่” ที่มาขึ้นทะเบียน
จุดนี้เองที่กลายมาเป็นข้อสงสัยจาก เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) อย่าง “วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ”ที่วิเคราะห์ไว้ว่า สิ่งที่ชุมชนได้รับกลับมา หลังให้ฟากเอกชนไปจดทะเบียน และผูกขาดพันธุ์ปรับปรุงใหม่ มัน “คุ้มค่า”แล้วจริงๆ ใช่ไหม?
เพราะจากที่ BioThai ตรวจสอบ “เงินตอบแทน”ที่ได้รับจากข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ตั้งแต่ปี “2561- 2568”พบว่า มีเงินเข้ากองทุนเพียง “4 แสนกว่าบาท”เท่านั้นเอง
“เอ๊ะ!! อันที่ 1 เลยนะครับ ก็คือว่า การให้การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่คราวนี้เนี่ย ไอ้ตัวที่ควรจะเป็นผลประโยชน์ของประเทศ มันสมเหตุสมผลไหม ตอนนี้ไม่มีใครรู้เลย เพราะทุกอย่างเปิดเผยไม่ได้”
“แต่ว่าเราพอเดาได้นะครับ คือไปดูรายละเอียดของกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืชเนี่ย เราบวกมาแล้วนะครับ ตั้งแต่ปี 61 ถึง ปี 68 เนี่ย ประมาณ 4 แสนกว่าบาท ไอ้ตัวผลประโยชน์ที่ได้เนี่ย มันน้อยมาก”
{“วิฑูรย์” เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ขอบคุณภาพ : Facebook "BIOTHAI"}
เกิดเป็นคำถามที่ว่า นี่อาจถึงเวลาแล้ว? ที่บ้านเมืองเราต้องแก้กฎหมาย “ช่องโหว่ผลประโยชน์” ตรงนี้ โดย “กำหนดเกณฑ์” ให้ชัดๆ ไปเลยว่า เอกชนต้องแบ่งรายได้ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของผลประกอบการ
ยกตัวอย่าง “อินเดีย” เค้ากำหนดไว้เลยว่า ถ้าเป็น SME รายย่อย อาจจะไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าเป็นรายใหญ่ที่สร้างกำไรจากพืชพันธุ์ได้มหาศาล จะต้องแบ่งปัน “ผลกำไร 0.2-0.6%”
หรืออย่างน้อยๆ ถ้าจะไม่กำหนดเปอร์เซ็นต์เอาไว้ตายตัว ก็ต้อง “เปิดเผยข้อตกลง” ให้คนทั่วไปได้รับรู้ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดกับ “ชุมชนเจ้าของพันธุ์พืชต้นทาง” และ “ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ”
“ของอินเดียเนี่ย (ค่าตอบแทน) ตั้งแต่ 0-0.6% ถ้า 0% ดูจาก ถ้าคุณเป็น SME เป็นชาวบ้าน หรือนักวิจัยเนี่ย คุณไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นเนี่ย เราก็จะจ่ายนะครับ”
“หมายความว่าตัวระบบแบบนี้ ในฐานะที่เราดูแล ทรัพยากรชีวภาพ ผมคิดว่าประเทศไทย ต้องมาทบทวนแล้วล่ะนะครับ พอเราปล่อยแบบนี้ ไม่เป็นประโยชน์เลย ในการคุ้มครอง”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


