ใจหายกันทั้งประเทศ หลังมีมติ “ยุบตำแหน่งบรรณารักษ์” ลือหนัก เตรียม “ทุบหอสมุด” ทั้งประเทศทิ้งไปด้วย!! เพราะไม่ตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิทัล สมาคมผู้จัดพิมพ์แนะ ให้ห้องสมุดเร่งปรับตัว อย่าทำหน้าที่เป็นแค่ “ที่เก็บหนังสือ”
** “หนังสือเล่ม” ยังจำเป็น ในยุค “อ่านผ่านจอ” **
ประกาศยุบตำแหน่ง “บรรณารักษ์” ทิ้ง ต่อไปคงต้องทุบ “ห้องสมุด” ทิ้งไปด้วย!!
นี่คือความกังวลของหลายๆ คน หลังรัฐบาลมีมติเห็นชอบ ให้ “ยุบ 11 สายงาน” ที่ไม่จำเป็น ตามแนวทางการปฏิรูป ระบบการบริหารจัดการกำลังคนของภาครัฐ
โดย 1 ในนั้นคือ ตำแหน่ง “บรรณารักษ์” แต่ “ยกเว้น” บรรณารักษ์ที่สังกัดใน “กรมศิลปากร” และ “กระทรวงวัฒนธรรม”
เหตุเพราะยุคนี้ผู้คนสามารถอ่านหนังสือจากมือถือได้แล้ว แถมสามารถเก็บหนังสือไว้ในรูปแบบ E-Book ได้ เลยไม่จำเป็นต้องจ้างคนมาดูแลหนังสืออีกต่อไป
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “อุ้ย-ธีรภัทร เจริญสุข” ที่ปรึกษาด้านรัฐกิจและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ช่วยวิเคราะห์เอาไว้
โดยมองว่า นโยบายที่จะเริ่มทำในปี 70 นี้ อาจจะไม่ถึงกับ “ยุบทิ้ง” แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง จากการจ้าง “บรรณารักษณ์” ที่เป็นข้าราชการ ให้มาเป็น “พนักงานอัตราจ้าง” โดยให้เอกชนเข้ามาดูแล
ส่วนประเด็นที่โยงกันว่า “ห้องสมุด” หรือ “หอสมุด” กำลังจะถูกยุบ หรือถูกทุบทิ้งไปด้วยนั้น อาจเป็นแนวคิดที่ยัง “เกินจริง” ไปหน่อย
เพราะยังไงห้องสมุดก็ยังมีความจำเป็น เรื่องช่วยเก็บหนังสือที่มีอยู่ เพราะถึง E-Book จะเก็บได้ตลอดไป แต่ไฟล์พวกนี้ก็ “ถูกแก้-ถูกลบ” ออกจากระบบได้
เพราะงั้น ยังไงก็ยังควรเก็บหนังสือเล่มจริงๆ เอาไว้ เพื่อให้เหลือหลักฐาน ที่สามารถสืบค้นต้นตอของแหล่งที่มาได้
ที่สำคัญคือ ถึงทุกวันนี้จะอ่านผ่านหน้าจอได้ แต่ในฐานะนักอ่านคนนึง ยังไง E-Book ก็ไม่สามารถทำให้คนมีสมาธิ จดจ่อกับการอ่านได้เท่าหนังสือเล่มได้อยู่ดี
“ไฟล์ดิจิทัล มันเหมือนเก็บไว้ได้นานก็จริง แต่มันถูกดัดแปลง ปรับเปลี่ยน แก้ไข รวมถึงทำลายออกไป จากระบบได้ง่าย”
“เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะหาข้อมูล แล้วเก็บข้อมูลไว้ ให้สามารถสืบค้นต้นต่อไปได้มากที่สุด ยังไงเราก็ต้องมีที่เก็บเป็นกระดาษพิมพ์ไว้ อันนี้อันที่ 1”
“อันที่ 2 การอ่านใน E-Book ทางจอ มันไม่สามารถทำให้คน อยู่กับมันได้นานเท่ากระดาษ"
** เสี่ยง “โดนปิด” เป็นเหมือนกันทั้งโลก!! **
จริงๆ แล้ว ปัญหา “ห้องสมุดไม่มีคนเข้า” จน “เสี่ยงโดนทุบทิ้ง” เป็นปัญหาที่เกิดในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่แค่ในบ้านเรา โดยเฉพาะ “ห้องสมุด” ของ “ราชการ” ที่ไม่มีการปรับตัว
เพราะเวลาเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วรัฐบาลต้องรัดเข็มขัด สิ่งแรกๆ ที่จะโดนตัดทิ้งก็คือตรงนี้แหละ
“ก็ต้องยอมรับว่า ห้องสมุดแบบดั้งเดิมของราชการไทยเนี่ย มันไม่ได้น่าเข้าใช้ นับสถิติคนเข้าใช้จะน้อย ถ้าเอาแต่ตัวเลขล้วนๆ เนี่ย มันก็มีความเสี่ยง”
“ผมไปคุยกับผู้บริหารห้องสมุด ของญี่ปุ่น หรือว่าของจีนเองก็ตามเนี่ย เขาก็มีลักษณะปัญหาคล้ายๆ กัน รวมถึงในยุโรปด้วย”
“เพราะว่าพอเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือว่าภาวะที่งบประมาณไม่เพียงพอเนี่ย ในส่วนของการศึกษา แล้วก็ในส่วนของพวกนี้(ห้องสมุด) จะถูกตัดก่อน”
ลองวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ที่ทำให้คนไทย “เข้าห้องสมุดน้อยลง” ของ “ไทย” มองว่าน่าจะไม่ใช่เพราะพฤติกรรมของนักอ่าน ที่เปลี่ยนไป “ติดจอ” แต่เป็นตัวห้องสมุดเองนั่นแหละ ที่ผลักให้เกิดเรื่องนี้
อย่าง “การเข้าถึงยาก” ของห้องสมุดบางแห่ง ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ เช่น ไปตั้งอยู่ในหลืบในมุม ที่คนก็ไม่รู้ว่า มีห้องสมุดซ่อนอยู่
รวมถึงปัจจัยสำคัญๆ อีกอย่างคือ “หนังสือ” ที่อยู่ข้างในนั้น มัน “ไม่ตอบโจทย์” กับคนอ่านอีกต่อไปแล้ว
ยิ่งหลายๆ แห่ง “ถูกตัดงบประมาณ” จนไม่มีเงินไป “ซื้อหนังสือใหม่ๆ” ไว้คอยอัปเดต คนอ่านเลยไม่รู้ว่า จะเข้าไปอ่านอะไรในนั้น สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหางูกินหาง คนไม่เข้า หนังสือไม่มี ถูกตัดงบ และเตรียมถูกยุบในที่สุด
“พอยิ่งมีแต่หนังสือเก่าเนี่ย คนก็ไม่เข้า ตัวชี้วัดก็ยิ่งน้อยลง ยิ่งทำให้ถูกปิดเข้าไปใหญ่”
“มันก็เลยกลายเป็นวงจรว่า เพราะไม่มีหนังสือใหม่ คนเลยไม่เข้าไปอ่าน พอคนไม่เข้าไปอ่าน ก็ถูกตัดงบ ก็ยิ่งไม่มีหนังสือใหม่เข้าไปอีก มันก็เลยต้องปิด”
** ห้องสมุดต้องไม่ใช่แค่ “ที่เก็บหนังสือ” **
แต่จะโทษว่า “คนไทยอ่านน้อย” เข้าห้องสมุดน้อยลง เลยทำให้ห้องสมุดเสี่ยงถูกปิด ก็คงจะไม่จริงเสมอไป
เพราะจากข้อมูลแล้ว พบว่า “หอสมุดแห่งชาติ” หรือ “หอสมุดเมืองกรุงเทพฯ”ก็มีคนเข้าไปใช้บริการกันเยอะ
โดยเฉพาะห้องสมุด “TK Park อุทยานการเรียนรู้”ในเซ็นทรัลเวิลด์ที่คนแน่นตลอด แถมหนังสือบางเล่มต้อง “จองคิว” เพื่อยืมหนังสือกันข้ามปีก็มี
สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยยังคงรักการอ่านอยู่ แต่เหตุผลหลักๆ ที่จะดึงดูดให้คนไปเข้าห้องสมุดนั้นๆ มั้ย คือสถานที่ตั้งที่เข้าถึงง่าย และฟังก์ชั่นการบริการในนั้นที่ช่วยอำนวยความสะดวก
พูดง่ายๆ คือ ห้องสมุดจะอยู่รอดได้ ต้องไม่ทำตัวเป็นแค่ที่เก็บหนังสือ เพราะคนที่เข้าไปใช้บริการ มีทั้งคนที่เข้าไปทำงาน ติวหนังสือ ไปจนถึงเป็นที่พบปะกัน
สิ่งที่ควรมีในนั้นเพิ่มเติมก็คือ พื้นที่สันทนาการ อย่างที่ประเทศ “จีน”และ “ฟินแลนด์” เปลี่ยนให้ห้องเก็บหนังสือ เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งการเรียนรู้และพักผ่อน
รวมถึงจัดอีเวนต์ และทำธุรกิจในนั้นควบไปด้วย เช่น ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ก็จะทำให้ห้องสมุดเลี้ยงตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐ เอาไปซื้อหนังสือใหม่ๆ เข้ามา
“ถ้ามันเป็นบรรยากาศที่น่าเข้า เป็นมิตรเนี่ย มันก็จะดำรงคงต่อไป ไม่ใช่ว่าเราเข้าไป ก็มีแต่ชั้นหนังสือทึบๆ จะมีผีโผล่มาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็อาจจะไม่เชื่อมโยงกันกับยุคปัจจุบัน”
{“Helsinki Central Library Oodi” ห้องสมุดในฟินแลน์}
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


