ประเทศไทยเนื้อหอมสุดๆ ตอนนี้ กับการเป็นจุดหมายตาของ “Data Center” เพราะยังไร้กฎควบคุม จนโกดังหลายๆ แห่ง กลายเป็นแหล่งแฝงตัว จากช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ต้องแคร์ผลกระทบต่อชุมชม-สิ่งแวดล้อม
“เกียร์ว่าง” นาน 2 ปี จนโผล่ทั่วกรุง
หลังข่าว “Data Center” ผุดทั่วกรุงเทพฯ ตรวจสอบพบอย่างน้อย 45 แห่ง แถมบางที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน และโรงพยาบาล ทั้งที่จริงๆ ต้องถูกควบคุมเรื่องการจัดตั้ง เนื่องจากผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับเคส Data Center ใน “ย่านพระราม 9” ที่ลักลอบตั้งกลางเมือง ติดกับชุมชน แต่เรื่องมาแดง เพราะคนละแวกนั้นเหม็น “กลิ่นน้ำมันดีเซล”
จนเป็นที่มาของการลงไปตรวจสอบ ก่อนพบการลักลอบตุนน้ำมันกว่า 2 แสนลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาต
ผลักให้เกิดคำถามข้อใหญ่ๆ ว่า ถ้าประชาชนไม่ร้อง สื่อไม่แฉ จนเกิดเป็นกระแส จะได้เห็นการตรวจสอบอย่างจริงจังแบบนี้หรือไม่?
เรื่องนี้แม้แต่ “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ยังยอมรับว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกอยู่
ยิ่งทำให้พี่น้องประชาชนตีความไปว่า จริงๆ แล้ว รัฐบาลรู้ปัญหามาตลอด แต่ที่ทำก็คือ เข้า “เกียร์ว่าง” เอาไว้
ความจริงที่น่าตกใจอีกข้อคือ เคยมีการยื่นเสนอ ให้จัดระเบียบ Data Center กันมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว ทั้งเรื่องการจัดการผังเมือง การปรับกฎหมายควบคุมอาคาร
และการบังคับให้ทำ “EIA” หรือ “รายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” แล้ว แต่ทาง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น กลับเอาแต่เงียบ
จนวันนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่คนยื่นตรวจสอบเรื่องนี้ในตอนนั้น อย่าง “แบงค์-ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ต้องออกมาแฉความจริงให้สังคมได้รับรู้
“ถามว่าเพราะอะไร ผมคิดว่าหน่วยงานไม่ได้เข้าใจบริบท ความสำคัญ ของปัญหาของ Data Center”
“ภาคการเมืองก็ไม่ได้ ดำเนินการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อย่างเช่น เรื่องที่ผมแจ้งท่านนายกฯ ไปเนี่ย ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว”
จำใจปล่อยผ่าน-จงใจมองไม่เห็น
วิเคราะห์ว่า ช่องโหว่กฎหมายของเรื่องนี้ก็คือ คำว่า “Data Center” มันยัง “ไม่มีนิยาม” ในกฎหมายควบคุมอาคาร เลยทำให้ “ไม่มีข้อห้าม” ว่า สร้างตรงไหนได้หรือไม่ได้ ใน “ผังเมือง”
สุดท้าย Data Center เลยนิยมแฝงตัว ขออนุญาตสร้างเป็น “โกดังสินค้า” โดยจะวงเล็บต่อท้ายว่า “ศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์”
เพราะถ้าจดเป็นโกดังสินค้า มันไม่ต้องทำรายงาน EIA หรือรายการผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ก็ไม่เข้มงวด เลยอนุญาตให้ตั้งใกล้ชุมชน หรือโรงพยาบาล ยังไงก็ได้
“Data Center พอไม่มีหมวกของตัวเองชัดเจน มันก็ไม่ตกไปอยู่ในข้อห้ามใช้ประโยชน์ที่ดิน ของผังเมืองกรุงเทพมหานคร นั่นก็หมายความว่า จะผังสีไหนก็แล้วแต่ ก็สามารถที่จะไปอยู่ได้ทั้งหมด”
ถามว่าเวลาเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโกดังต่างๆ เขาไม่รู้จริงๆ เหรอว่า ตรงนั้นคือ “Data Center” สส.รายเดิม ผู้ติดตามเรื่องที่มาตลอด คอนเฟิร์มให้เลยว่า เจ้าหน้าที่รู้อยู่แล้ว
แต่เพราะในทางกฎหมาย ไม่ได้บอกไว้ว่า “Data Center” มันคืออะไร? จนกลายเป็นพฤติกรรมหลักๆ 2 แบบ ที่ทำได้
แบบแรกคือ “จำใจต้องปล่อยผ่าน” เพราะทำอะไรไม่ได้ กับแบบที่ 2 คือ “จงใจทำเป็นมองไม่เห็น” เพื่อเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชาในการดำเนินการ
ในเมื่อกฎหมายยังไม่มีความชัดเจน แน่นอนว่าก็กลายเป็นการเปิดช่อง ให้คนคอร์รัปชั่นเข้ามาหาผลประโยชน์ได้
อย่างเคส Data Center กลุ่มคนที่มองเห็นช่องทางหากิน ส่วนใหญ่จะผันตัวมาเป็น “นายหน้าที่ดิน” คอยวิ่งเต้นเรื่องหาที่ตั้ง Data Center เป็นคนกลางระหว่าง “นักลงทุน” กับ “หน่วยงานราชการ” ในการขออนุมัติการก่อสร้าง
“ผู้ที่ถือกฎหมาย อาจจะเห็นช่องว่า นี่เป็นช่องในการหารายได้ ก็เลยไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องรีบดำเนินการแก้ไข”
“หรืออาจจะมองว่า ไม่ใช่อำนาจของเราโดยตรง เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจในฝ่ายนโยบาย ฉะนั้น เราก็ไปดำเนินการอะไรไม่ได้หรอก”
อันตราย!! “แย่งน้ำ-แย่งไฟ” เสี่ยง “ไฟไหม้ใหญ่”
แล้วทำไมต้องกังวล กับการมี “Data Center” มาตั้งในตัวเมือง หรือใกล้ๆ ชุมชนที่ผู้คนอยู่อาศัย?
สาเหตุก็เพราะ Data Center เป็นแหล่งประมวลผลข้อมูล ที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา ทำให้ตัวมันเองต้อง “ใช้ไฟฟ้า” จำนวนมาก
บวกกับความร้อนจากระบบทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เลยจำเป็นต้องมี “ระบบหล่อเย็น” ซึ่งต้องใช้น้ำเป็นจำนวนมาก
แถมยังต้อง “สำรองน้ำมัน” เอาไว้ใช้กับเครื่องปั่นไฟสำรองในยามฉุกเฉินด้วย ส่วนต้องกักตุนไว้ จะมากขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของ Data Center แต่ละแห่ง
ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเกิด “ไฟไหม้” ขึ้นมา อาจกลายเป็น “เพลิงไหม้ขนาดใหญ่” ที่ลุกลามไปยังชุมชนโดยรอบได้
ทั้งหมดนี้เลยทำให้การไปลงรากปักฐานตรงไหน Data Center ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนใกล้เคียง ไม่ต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมเลย
ผลกระทบที่ว่า ก็มีทั้งการ “ปนเปื้อนของสารเคมี” คืออาจเกิดการรั่วไหลของน้ำมันดีเซลที่กักตุนไว้ ซึ่งเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ได้
หรือแม้แต่สารเคมี ที่ใช้กำจัดตะไคร่น้ำในระบบหล่อเย็นเอง ก็อาจซึมลงชั้นดิน หรือหลุดเข้าไปในแหล่งน้ำธรรมชาติรอบข้างได้
รวมไปถึงมลพิษทางเสียง จากระบบทำความเย็นและเครื่องปั่นไฟ ที่ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา จนอาจทำให้คนในชุมชนนอนไม่หลับ และเกิดภาวะเครียดสะสมได้
นอกจากปัญหาพวกนี้แล้ว ยังมีผลกระทบเรื่อง “การแย่งทรัพยากร” ทั้ง “น้ำประปา” และ “ไฟฟ้า” จากชุมชน หรือเมืองที่ Data Center ไปตั้ง
ตัวอย่างมีให้เห็น เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ “อเมริกา” ในเมือง “นิวยอร์ก” ที่ “ค่าไฟแพงขึ้น” หลังมีการสร้าง Data Center
เพราะมันใช้ไฟฟ้าจำนวนมหาศาล จน “โรงไฟฟ้า” ต้องผลักต้นทุนผลิตมาให้ภาคครัวเรือนแทน
แถมการใช้ไฟฟ้าเยอะขนาดนี้ ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะเกิด “ไฟดับ” ทั้งเมือง อีกด้วย ถ้าเกิดการแย่งกันใช้ไฟจำนวนมากระหว่าง Data Center กับ คนในเมือง
ยกตัวอย่างอีกเคสที่เกิดใน “รัฐออริกอน” ของอเมริกา คือตัว Data Center ของ Google ดึงน้ำประปาของเมืองไปใช้ถึง 25% จากปริมาณน้ำทั้งหมด ทำให้กระทบต่อคนที่อาศัยในเมือง
ไทยเนื้อหอม เพราะไม่มีกฎ
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสถานการณ์การแย่งทรัพยากร ผลักให้หลายๆ ประเทศต้องออกมากำหนดเกณฑ์ในการสร้าง Data Center ขึ้นมาอย่างชัดเจน
ยกตัวอย่าง “อเมริกา” จะมีการแบ่ง “ขนาด” ของ Data Center เอาไว้ และควบคุมให้เหมาะสมตามผลกระทบต่อชุมชน
คือถ้าเป็น Data Center ขนาด “เล็ก-กลาง” จะสามารถสร้างใกล้ “ย่านการค้า” ได้ แต่ต้องเป็นย่านที่มีความหนาแน่นต่ำ และต้องทำ “รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)” มาให้ภาครัฐดูก่อน
แต่ถ้าเป็นพื้นที่ “ขนาดใหญ่” ต้องไปสร้างใน “เขตอุตสาหกรรม” เท่านั้น
ส่วนทาง “สิงคโปร์” ก็กำหนดกฎเกณฑ์คล้ายกับอเมริกา ในเรื่องการกำหนดขนาด และการจัดผังเมือง
แต่จะเข้มข้นกว่า เพราะมีข้อกำหนดเรื่อง “โควตา” ที่ภาครัฐจะกำหนดไว้เลยว่า สิงคโปร์จะมี Data Center เกิดใหม่ได้กี่แห่ง
โดยคนที่จะได้โควตาในการสร้าง ก็ต้องผ่านเงื่อนไขหลายๆ อย่าง โดย 1 ในนั้นคือ ข้อกำหนดเรื่องการใช้ “พลังงานสะอาด” ภายในศูนย์ ที่ต้องไม่น้อยกว่า 50%
แถมยังมีการคำนวณ “ความคุ้มค่า” ด้วยว่า ฟากเอกชนจะเสนออะไรมาเป็นผลตอบแทนให้รัฐบ้าง หากอนุญาตให้สร้าง
ความเข้มข้นของกฎระเบียบจากประเทศต่างๆ พวกนี้เอง ที่ทำให้ “ไทย” กลายเป็น “ที่หมายตา” ของ “นักลงทุน” อย่างมากในตอนนี้
เพราะบ้านเมืองเรายังไม่มีความชัดเจนในเรื่องกฎเกณฑ์ และไม่มีข้อบังคับที่ยุ่งยาก ทำให้การสร้าง Data Center มันง่าย อย่างที่ สส.แบงค์ วิเคราะห์ไว้ให้ฟัง
“ต้องพูดตามตรงว่า ถ้าเกิดในย่านอาเซียนเนี่ย เราเริ่มจะเนื้อหอมแหละ ในด้าน Data Center ที่ผ่านมาเนี่ย ใครมาให้หมด ใครมาก็สนับสนุนการลงทุนให้หมด โดยที่ไม่ได้มีกระบวนการในการคัดเลือก”
“เพราะอะไรที่มันดีลง่าย คุยง่าย ไม่ต้องดูเรื่องระเบียบเยอะแยะเนี่ย นักลงทุนก็คงคุยกัน เห็นเจ้านี้ไปลง เจ้านั้นไปลง เฮ้ย..น่าสนใจ เออ..ง่าย ไม่มีการต่อรองใดๆ”
สส.จากพรรคประชาชนรายนี้ช่วยแนะไว้ว่า ประเทศไทยเราควรต้อง “รีบจัดการ”เรื่องนี้ในตอนนี้ยังควบคุมได้ เพราะทุกวันนี้จำนวน Data Center ราวๆ 65 แห่งทั่วไทย ก็ถือว่าเป็นปริมาณที่ยังจัดการได้อยู่
ดังนั้น ควรต้องกำหนดให้ชัด ทั้งเรื่อง “แบ่งขนาด” และ “จัดโซนนิ่ง” ในการสร้างแบบ “อเมริกา” และอีกโมเดลที่น่าสนใจ ที่ไทยควรหยิบมาใช้ก็คือ “สิงคโปร์”
ตัวอย่างหลังนี้ มีการพิจารณา “ผลตอบแทน” ที่รัฐบาลจะได้ว่า ถ้าอนุญาตให้สร้าง เพราะทุกวันนี้ Data Center ที่ตั้งอยู่ แทบไม่ให้อะไรกับเมืองไทยเลย นอกจาก “ค่าน้ำ-ค่าไฟ”
แต่ส่วนที่สร้างไปแล้ว และกฎหมายอาจไม่มีผลย้อนหลัง เลยไม่สามารถสั่งให้ย้ายออกจากที่เดิม ที่ตั้งใกล้ชุมชนได้ อาจต้องเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยเข้าไป
เช่น การจัดเก็บเชื้อเพลิง การป้องกันอัคคีภัย การป้องกันการรั่วไหลของสารเคมี แล้วไปบังคับใช้ ให้อาคารพวกนี้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด
“นอกจากเป็นแค่ Data Center แล้วเนี่ย เขาจะแถมอะไรให้เราบ้าง เช่น โควตาสิทธิ์ในการประมวลผล จะแบ่งให้หน่วยงาน องค์กรของ ที่อยู่ในประเทศไทยใช้อย่างไร”
“เช่น โควตาสิทธิ์ในการประมวลผล จะแบ่งให้หน่วยงาน องค์กรที่อยู่ในไทยใช้ยังไง หรือพร้อมที่จะย้ายบริษัทตัวเองเข้ามา ควรจะมาจ่ายภาษี ที่เมืองไทยหรือไม่”
“ไม่อย่างงั้น มันจะเป็นกิจการที่บีบให้ไม่มีรายได้เลย และไม่ต้องจ่ายภาษีให้ไทยเลยยังได้”
ดูโพสต์นี้บน Instagram
...ประเทศไทย "เนื้อหอม" สุดๆ ในอาเซียนเลยตอนนี้ กับการเป็นจุดหมายตาของ #DataCenter...
.
เพราะบ้านเมืองยังไร้กฎควบคุม จนโกดังหลายๆ แห่ง กลายเป็นแหล่งแฝงตัว สร้างตรงไหนก็ได้ แบบไม่แคร์ข้อบังคับอะไรทั้งนั้น
.
ช่องโหว่กฎหมายยังมีอีกเพียบ โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม… pic.twitter.com/hRkByJInqM— LIVE Style (@livestyletweet) September 20, 2026
@livestyle.official ...ประเทศไทย "เนื้อหอม" สุดๆ ในอาเซียนเลยตอนนี้ กับการเป็นจุดหมายตาของ "Data Center"... . เพราะบ้านเมืองยังไร้กฎควบคุม จนโกดังหลายๆ แห่ง กลายเป็นแหล่งแฝงตัว สร้างตรงไหนก็ได้ แบบไม่แคร์ข้อบังคับอะไรทั้งนั้น . ช่องโหว่กฎหมายยังมีอีกเพียบ โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลเสียต่อชุมชน ที่ถูกเพิกเฉยต่อการพิจารณา . @suphanatmin . อ่าน "สกู๊ปพิเศษ" ฉบับเต็ม : https://shorturl.at/6IF7V . เรื่อง : LIVE Style . LIVE Style - ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ ประเด็นสดใหม่เสิร์ฟมุมมอง . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #DataCenter #พระราม9 #ผังเมือง #ทุนเทา #ทุนจีน #จีนเทา #นักลงทุน #กฎหมาย #ช่องโหว่กฎหมาย #ธุรกิจ #อุตสาหกรรม #ไฟไหม้ #ผังเมือง #กรุงเทพมหานคร #คอร์รัปชั่น #โตไปไม่โกง ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : IG @bankminchaiynunt
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


