พิสูจน์ตัวตน “ทนายหญิง” ก็เก่งไม่แพ้ใคร... เจาะตัวตน “ทนายไข่มุก” มือกฎหมายที่ฮอตที่สุดในตอนนี้ ไม่หวั่นแม้วันที่ “ถูกคุกคาม-ขู่ฆ่า” ขอยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ไม่เป็น “ทนายปีศาจ” แต่ต้องเป็น “ทนายมืออาชีพ”
*** ยิ่งสังคมจับจ้อง ยิ่งต้อง “คิดก่อนพูด” ***
บอกเลยว่าเป็นอีก 1 คนที่ฮอตไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ และกำลังถูกจับตามองบนโลกโซเชียลฯ ในตอนนี้
เรากำลังพูดถึง “ทนายไข่มุก - อรนุชญา รุ่งเรืองนพรัตน์” ทนายความของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” (ลิขิต สิทธิพันธ์) ที่มีประเด็นแตกหักกับ “ยัต ชัยโสโร” (กิตติศักดิ์ เวชประสาร) อดีตเพื่อนรักจากแก๊ง “FEDFE”
ทั้งคู่พร้อมด้วยทนายความจากฝั่งของตัวเอง ได้ออกมาเคลียร์ใจกัน ผ่านรายการ “โหนกระแส” ที่มี “หนุ่ม - กรรชัย กำเนิดพลอย” เป็นพิธีกร
ในส่วนของคดีความนั้น ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมายและข้อตกลงร่วมกัน
แต่สิ่งที่สังคมพูดถึงไม่แพ้กัน ก็คือการทำหน้าที่ของทนายไข่มุก ที่เต็มไปด้วยความสุภาพ ใจเย็น เด็ดขาด เนื้อเน้นๆ ไม่มีน้ำ จนได้ใจผู้ชมรายการไปอย่างล้นหลาม
เจ้าตัวได้พูดถึงฟีดแบกที่เกิดขึ้นว่า ขอบคุณทุกคำชื่นชมที่มอบให้ ตัวเธอเองก็พยายามทำหน้าที่ของตัวเองบนโต๊ะเจรจาให้ดีที่สุด
“ต้องขอบคุณมากๆ เลยนะคะ มุกไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นยังไง ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นอย่างนี้ มันควรจะได้รับคำชื่นชม เพราะคิดว่านี่คือสิ่งที่ทุกคนเป็นกันอยู่แล้วและควรจะเป็น
ยิ่งอาชีพทนายความ คนก็จะคาดหวังว่าอาจจะต้องเกรี้ยวกราด จะต้องพูดจาที่มีการกระแทกแดกดันบ้าง ซึ่งสิ่งนี้เอาจริงๆ เป็นสิ่งที่มุกก็มีอยู่ในตัวเหมือนกัน แต่ในสถานการณ์ตรงนั้น มันต้องพูดในเรื่องของข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่าย
แล้วไปถึงในรายการ พอไปเจอหน้าอีกฝั่งนึง สิ่งที่เราทำคือเราต้องทำยังไงก็ได้ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของลูกความเรา จะต้องคุยกันได้ ไกล่เกลี่ยกันได้ มันคือการที่คุยว่าสุดท้ายแล้ว ปัญหาที่แท้จริงคืออยู่จุดไหนกันแน่
ในส่วนของนิสัย พอได้ยินอย่างนี้ที่เขาพูด มุกรู้สึกว่าฉันไม่ใช่คนแบบนั้น (หัวเราะ) จริงๆ มุกก็มีที่เกรี้ยวกราด มีที่พูดไม่เพราะ มีที่ด่า แต่เราใช้กับบุคคลที่สมควรใช้ เวลาว่าความ เหมือนกับเราคิดมาแล้วว่าเราจะพูดอะไร ทำอะไร
อย่างที่คนเห็นในรายการรอบล่าสุด ข้อความเข้าเต็มมาเลยในโทรศัพท์ คนที่ติดตามในเพจก็แอด LINE มา มีแต่คนบอกว่าให้ใส่ไม่ยั้งเลย ด่าไปเลย ถึงขนาดโทร.มา ‘ทำไมไม่ด่าๆๆ’ มุกก็รู้สึกว่า เราไปด่าอีกฝ่ายนึงเพื่อให้เราได้ซีนเหรอ
ในความเป็นจริง ด่าไปแล้วมันไม่ได้อะไร พี่ต้าไม่ได้เงิน แล้วอีกฝ่ายเขาก็จะเกลียดไปมากกว่าเดิม ถ้าในโต๊ะ ทุกคนพยายามตีกันๆๆ สรุปแล้วมันคือการไกล่เกลี่ยจริงเหรอ มันไม่ใช่ไกล่เกลี่ยแล้ว มันคือตั้งโต๊ะด่ากัน”
และการพูดคุยกันผ่านรายการนั้น ก็เป็นความยินยอมของลูกความที่เป็นคนตัดสินใจไป ทนายสาวยังบอกอีกว่าบรรยากาศการทำหน้าที่ทนายความ ผ่านรายการชื่อดัง ไม่ต่างอะไรกับตอนขึ้นศาลเลย
“เรื่องนี้เคยคุยกับพี่ต้าแล้วประมาณปีนึง พี่ต้าเขายินดีจะไปออก เพราะเขาอยากให้ความจริงมันถูกเปิดเผย ว่าสิ่งที่เขาถูกกระทำเป็นยังไง และสิ่งที่เขาอยากจะบอกกับทุกคน ว่าการที่เราอยู่ในสังคม หรือว่าอยู่ในสถานะที่มันใกล้กัน เราควรที่จะให้เกียรติกันมากๆ การอยู่ใกล้กันมาก ก็ยิ่งต้องพูดหรือใช้ถ้อยคำที่มันระวังกันมากขึ้นค่ะ
ปกติมุกจะไม่ได้รีเควสต์ว่าจะต้องออกรายการ หรือว่ามุกอยากไปออกรายการด้วย มันต้องเป็นความตั้งใจของตัวความเป็นหลักก่อน เพราะปกติทนายความจะออกไปพูดเรื่องอะไร ไม่สามารถที่จะพูดได้ ถ้าตัวความไม่ยินยอม
เหมือนมุกอยู่ในศาลเลย รู้สึกเหมือนอะไรก็ตามที่เราพูดไป มันจะผูกมัดเรา ถึงแม้จะบอกว่าโต๊ะนี้ไม่ใช่ศาล แต่อย่าลืมว่าประชาชนทั้งประเทศเขาดูเราอยู่ ไม่ตัดสินก็เหมือนตัดสินค่ะ
บนโต๊ะนั้น ผู้ที่ตัดสินจะไม่ใช่แค่คนคนเดียว หรือคน 2-3 คน แต่จะเป็นคนทั้งประเทศ แล้วการตัดสินนี้ จะเป็นการตัดสินที่ติดอยู่บนโลกโซเชียลฯ ไปตลอด ศาลเตี้ยก็ว่าได้ค่ะ”
*** ชีวิตไม่ง่าย “ทนายหญิง” ในสังคมไทย ***
ท่ามกลางเสียงชื่นชมการทำหน้าที่ของทนายไข่มุก แต่ก็ยังมีดราม่าตามมาจนได้ เมื่อชาวโซเชียลฯ สังเกตเห็นว่าผู้ร่วมรายการในวันนั้นอย่าง "ทนายอาร์ม - ศุภสิทธิ์ ศิริ" มือกฎหมายฝั่ง "ยัต ชัยโสโร" ประกาศตัวว่า “โสด”
รวมถึงการใช้คำพูดในทำนอง “เต๊าะ” ทนายสาวเป็นระยะ โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวที่กำลังเป็นข้อพิพาท จนพิธีกรอย่าง “หนุ่ม - กรรชัย” พูดออกมาว่า "ไอ้นี่กะล่อน"
“พอเป็นทนายผู้หญิง เพศ อายุ และลักษณะภายนอก ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างมาก สมมติออกไปสู่วงการทนายความ คนก็จะเลือกทนายผู้ชาย ทนายที่ดูอายุมากกว่า แล้วก็ลักษณะที่ปกป้องได้ มุกเอง มุกก็เลือกแบบนั้นนะคะ
ส่วนตัวมุกรู้จักกับทนายพี่อาร์ม ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีรายการ มุกคิดว่าจริงๆ แล้ว พี่อาร์มเขาพยายามที่จะสร้างให้มันตลก เจตนาภายในเขา แต่เขาอาจจะพูดย้ำๆ ซ้ำๆ อันนี้เป็นความรู้สึกแรกของมุกจริงๆ มุกไม่ได้รู้สึกว่าเขาจะมาคุกคามอะไร แต่พอดูในรายการแล้ว โอเค… มันเยอะจริงนะคะพี่อาร์ม (หัวเราะ)
พอไปนั่ง มันกลายเป็นว่าเราไม่ได้สนใจคำพูดพี่อาร์มเป็นหลัก เราสนใจคำพูดของตัวความ พี่ยัต พี่แอม แล้วก็พี่ต้า ว่าเขาต้องการจะสื่อความอะไร เพราะวันนั้นเป็นวันที่สำคัญมาก ที่ตัวความจะได้มาเจอกัน บนโต๊ะที่ตัวพี่หนุ่มเป็นกลาง มันเป็นโอกาสที่ดี มุกก็เลยไม่ได้สนใจพี่อาร์ม (หัวเราะ)”
[ ทีมทนายความสาวจาก "สำนักงานทนายความพิมกร" ]
จากประเด็นนี้ก็ทำให้ “นิสา อัศวนิติ” ทนายความสาวชื่อดังบนโลกออนไลน์ ออกมาปกป้อง “ทนายไข่มุก” ที่เป็นรุ่นพี่ที่รู้จัก และในฐานะที่เป็นทนายความผู้หญิงเหมือนกัน
“ในส่วนของน้องทนายนิสาที่มาปกป้องนี่น่ารักมาก น้องนิเป็นคนที่ถ้าสมมติอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อตัวร่างกาย สิทธิสตรี เขาก็จะออกมาบอกว่า การที่เขาแต่งตัวเซ็กซี่ การที่ผู้หญิงเราโชว์เรือนร่าง หรือการมาเป็นทนายความ มันคือความมั่นใจอย่างนึง มันคือความสวยอย่างนึง ที่เราทำเพื่อตัวของเราเอง
การถูกบูลลี่หรือคุกคาม ในทางกฎหมายจะใช้คำว่า ‘ละเมิด’ มันก็เป็นสิ่งที่อาจจะต้องพิจารณาว่า ถ้าเราอยู่ในสถานะเดียวกัน อยู่บนโต๊ะเดียวกัน เราควรจะโฟกัสเรื่องที่ทำอยู่ ไม่ควรที่จะออกนอกเรื่องไปเรื่องสวย น่ารัก หรือสภาพอย่างอื่นค่ะ”
ทนายไข่มุก ยังให้ความเห็นถึงประเด็นที่ “ดีเจภูมิ” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ทำคอนเทนต์คลิป AI ด้วยการเจนภาพตัวเองเข้าไปอยู่ในวงสัมภาษณ์ของ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ก่อนจะเดินมาสวมกอดเธอ จนถูกโลกออนไลน์ทัวร์ลงหนัก เพราะแม้ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ดูยังไงก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง
“คิดว่าถ้าเจนแล้วดี มันก็ดี แต่ถ้ามันสื่อไปในพฤติกรรมที่ดูแล้วคุกคาม ผลกระทบตอนนี้ ถ้าผู้หญิงคนนั้นเขาไม่ได้แข็งแรงพอ เขาไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งนี้มันทำให้เขารู้สึกปลอดภัย มันก็จะไม่ดี
ถามว่าควรทำมั้ย ก็อาจจะไม่ควรทำ แต่สำหรับมุก มุกค่อนข้างที่จะไม่ใช่คนปกติ แล้วมุกเจอปัญหามาเยอะ เจอสิ่งที่มันแย่ๆ มาเยอะมาก ไม่ว่าจะคุกคามเนื้อตัวร่างกาย ขู่ฆ่าอะไรอย่างนี้ค่ะ
ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เจอตรงนี้ พยายามดูเจตนาภายในเขาเป็นหลัก พี่เขาอาจจะเจนบ่อยๆ ทำอะไรบ่อยๆ มันก็นานาจิตตัง แต่เจตนาเขาน่าจะสนุกๆ มากกว่าค่ะ”
*** ไม่หวั่นแม้ถูก “ข่มขู่” ***
การทำงานเป็นทนายความของทนายไข่มุก ทำให้เธอได้เจอกับประสบการณ์ไม่คาดคิดสารพัดรูปแบบ บอกเลยว่า นี่เป็นอีก 1 อาชีพ ที่ต้องเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงตลอดเวลาจริงๆ
“เคสจัดการมรดก แล้วเราต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สิน เราเข้าใจว่าทายาททุกคนก็คิดว่าเขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับทรัพย์สินนั้นๆ แล้วเราไปเป็นทนายความ คนก็จะคิดว่า คุณไปช่วยฝั่งนั้น แปลว่าคุณเป็นคนไม่ดี คุณต้องเป็นศัตรู
พอไปถึงเหตุการณ์จริง ในงานศพมันต้องเปิดพินัยกรรม เราไปตามหน้าที่ กลายเป็นว่าชาวบ้านแห่ไล่เรา ‘ออกไป!’ แล้วก็ให้ผู้นำชาวบ้านมาพูดประมาณว่า ‘คุณทำแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ ทำไมมาเปิดในงานแบบนี้’ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ เพราะผู้ตายเขาบอกว่าให้เปิดพินัยกรรมในงาน
ถามว่าตกใจมั้ย ก็ตกใจค่ะ แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือ เราต้องรีบเอาตัวเราแล้วก็น้องๆ ออกมาจากเหตุการณ์นั้นให้เร็วที่สุด ไม่มีใครรู้ว่ามันจะกลายเป็นอย่างนี้ เราก็คิดไว้แล้วว่าจะเปิดกันเฉพาะทายาท คุยกันเบาๆ แต่ว่าทายาทเขาก็ไม่ยอม
ซึ่งทนายไข่มุกก็เข้าใจทายาทมากเลยนะ มันก็ไม่ถูกต้องมั้ยที่จะพูดในวันนั้น แต่เราได้รับการฝากฝังและมอบหมายงานจากผู้ตายว่าต้องวันนี้ อย่างนี้เท่านั้น
มัน Sensitive เป็นความเสียใจของตัวคู่ความ เป็นความเสียใจของทายาท แต่ก็มีหน้าที่ของทนายความที่ต้องทำเหมือนกัน First Impression แน่นอนว่าไม่มีใครชอบฝ่ายตรงข้าม แล้วเราเป็นทนายฝ่ายตรงข้าม เขาไม่ชอบเราอยู่แล้วค่ะ”
[ "ทนายไข่มุก" และ "พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์" รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง ]
และกรณีล่าสุดกับข้อพิพาทที่ “วัดพระธาตุดอยตุง” จ.เชียงราย ซึ่งเธอเสนอเป็นฝ่ายกฎหมายให้กับวัดแห่งนี้ ที่เจ้าตัวเล่าว่า ถูกคุกคามอย่างหนักถึงขั้น “ขู่ฆ่า” เลยทีเดียว
“อย่างเคสล่าสุด มุกเป็นฝ่ายกฎหมายให้เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง ที่เชียงราย มีเรื่องของการถ่ายทำรายการบนลานพระธาตุ โดยไม่รับอนุญาต แล้วก็มีเรื่องการถ่ายโดรน ตรงนั้นเป็นเขตพระตำหนัก เป็นเขตวัดด้วย
แล้วบนพระเจดีย์เป็นโบราณสถาน ไม่สามารถที่จะถ่ายได้ การบินโดรนต้องขอล่วงหน้าเท่านั้นค่ะ เรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้น เราก็ออกหนังสือไป หลังจากนั้นก็เลยกลายเป็นเรื่องอื่นเลย ไปเรื่องเงินทอน กลายเป็นว่ามาตรวจสอบเราแทน
ที่มุกมาทำงานที่นี่ เพราะเป็นวัดที่คลีนมาก 100% มีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องการเงิน สมมติรับเงินมาแล้ว ต้องถ่ายว่ารับเงินเท่าไหร่ อะไรยังไง มีกล้องวิดีโอตลอดเวลา และเขาต้องการจะทำให้เป็นวัดตัวอย่างของ จ.เชียงราย
วัดก็ออกหนังสือมาแล้วว่าเราเป็นจิตอาสา แต่เขาก็ยังจะบอกว่า มีอะไรกับวัดแน่นอน มันเป็นเรื่องที่หนักมากๆ อะไรที่เกี่ยวกับศาสนา วัฒนธรรม หนักยิ่งกว่าเรื่องอื่นๆ เลย
เอาจริงๆ ก็มีถึงขั้นขู่ฆ่า ขู่ทำร้าย แตะเนื้อต้องตัวยังค่ะแต่ว่ามีขู่ฆ่า ปักแชร์โลเคชั่นสำนักงาน มันก็เกิดความรู้สึกกลัว รู้สึกว่ามันจะมาถึงเนื้อถึงตัวเรา
เขามีกลุ่มแฟนคลับ เขาก็จะไม่ได้รับฟังเราเลย เราบอกว่าเราไม่ได้หากินกับวัดนะ เราไม่ได้เงินเดือนเลย เราฟรี 100% เขาก็จะบอกว่า กินเงินทอนวัด ถึงขนาดใช้คำว่า ‘แดกเงินทอนวัด’ เป็นอะไรที่มันก็… นานาจิตตัง
ถึงวันนี้มุกต้องการบอกจุดยืนเลยว่า พี่ด่าอะไรยังไง มุกไม่โกรธเลย เพราะมันเป็นเรื่องที่มุกทำตามหน้าที่ สุดท้ายแล้วมันอยู่ที่เราต้องดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายค่ะ”
*** จากนักศึกษาทุน สู่ทนายมือโปร ***
ขอพักเรื่องหนักๆ แล้วมาที่เรื่องราวของชีวิตส่วนตัวกันบ้าง ปัจจุบัน ทนายไข่มุกทำงานอยู่ที่ "สำนักงานทนายความพิมกร" จ.นนทบุรี ซึ่งที่นี่ก็มี “ศาลจำลอง” เพื่อให้นักศึกษาฝึกงานหรือใครก็ตาม ใช้ในการฝึกซ้อมหรือเตรียมตัวทางคดี
สำหรับเส้นทางสายกฎหมายของทนายสาวคนนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เธออายุราว 12 ขวบ เป็นช่วงเวลาที่ ด.ญ.ไข่มุก ได้รู้จักกันคำว่า “ล้มละลาย” เป็นครั้งแรก
“อยากมาเส้นทางนี้ ตั้งแต่ตอนที่คุณพ่อถูกฟ้องล้มละลาย คุณพ่อไปค้ำประกัน เขาก็ฟ้องผู้ค้ำกับเจ้าหนี้เงินต้น แล้วคุณพ่อก็ไม่ได้เข้าไปต่อสู้ค่ะ ชาวบ้านพอเห็นหมายศาล สิ่งที่เขาทำคือ ไม่ต้องไปศาล ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก
ล้มละลายบุคคลธรรมดาก็คือหนี้สินล้นพ้นตัว 1 ล้านบาทเอง แต่เขาไม่รู้ข้อกฎหมาย มีหมายศาลมา เขาก็ไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ต้องไปหรอก’ จะไปจ้างทนาย ไม่ต้องจ้าง ทนายหลอกตังค์แน่นอน นี่คือจุดเริ่มต้นเลยค่ะ
คุณพ่อได้รับหมายศาลมา ก็คิดว่าเราไม่ต้องไปหรอก ยังไงท่านก็ยุติธรรมอยู่แล้ว ท่านตัดสินได้เลย ซึ่งในประเทศไทยต้องมีการยื่นคำฟ้อง ยื่นคำให้การ แล้วหลังจากนั้นค่อยมาชี้ประเด็น ศาลท่านถึงจะพิจารณาได้
ถ้าสมมติฟ้องมาฝ่ายเดียว เราไม่เข้าไปต่อสู้ สุดท้ายศาลท่านก็พิจารณาคดีฝ่ายเดียว เขาก็ชนะ มันเป็นความที่ไม่รู้ ไม่มีข้อมูล แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจหาข้อมูล สมัยก่อนเข้า Google มันไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยนี้ค่ะ
ก็เลยรู้สึกว่าทำไมทนายต้องเป็นคนขี้โกง ทำไมทนายต้องเป็นคนที่ไม่ดี ทำไมทนายต้องเป็นอะไรที่เราจ้างไม่ได้ ทำไมทนายต้องเป็นเหมือนตัวเลือกของคนที่มีเงินเท่านั้น ค่านิยมเขาคิดว่า ถึงเราจ้างทนาย ทนายก็โกงเราอีกทีนึง
เลยรู้สึกว่าจุดนั้นคือจุดที่เราต้องมาสนใจได้แล้วว่า ถ้าสมมติวันนึงเรามีโอกาสที่จะต้องเรียนหรือจะเป็นอะไร เราก็เลยเลือกอาชีพทนายความ เพราะว่าเราจะไม่โกง เราจะไม่ทำให้คนเขาคิดว่าเราไปทำร้ายคนอื่นแน่นอน”
[ นักศึกษาทุน จากรั้ว ม.หอการค้า ]
ส่วนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการเลือกเส้นทางอนาคต เธอจบการศึกษาชั้นมัธยมปลาย ที่โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย จ.สุพรรณบุรี ห้องเรียนโครงการห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ (พสวท.) ก่อนจะเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้า ด้วย “ทุนรัตนมงคล”
“ตอนนั้นคิดว่าจะไปสายวิชาการเหมือนเพื่อนๆ ดีมั้ย เพราะมุกเรียนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ เพื่อนประมาณ 90% เป็นวิศวกร เป็นหมอฟัน หมอรักษาทั่วไป เภสัชกรอะไรอย่างนี้ เราเป็นส่วนน้อยไม่เกิน 4 คนที่เรียนนิติศาสตร์
ก่อนที่จะเลือกนิติศาสตร์ เรารู้สึกว่า อยากหนีเลข ภาษาอังกฤษก็ขี้เกียจ เราไม่ได้คุยทุกวันเดี๋ยวมันก็ลืม อันนี้คือความคิดสมัยเด็ก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ทิ้งมันซะ ก็เลยเลือกนิติศาสตร์ ตอบโจทย์ที่สุด
แล้วเผอิญว่าตอนนั้นมีเปิดรับสมัคร ‘ทุนรัตนมงคล’ ทุนเรียนฟรี มีค่าเทอมให้ มีเงินเดือนให้เดือนละ 6,000 แล้วก็มี iPad1 ไปสอบแล้วดันสอบติด เราก็เลยไปเรียน ม.หอการค้า
ตอนเรียน มุกไม่ตั้งใจเรียน (หัวเราะ) มุกสอบผ่านเพราะว่าลอกเพื่อน ลอกเพื่อนในที่นี้ไม่ใช่ลอกข้อสอบ แต่ดูสมุดโน้ตเพื่อนแล้วลอกว่าเรียนอะไรไปบ้าง มันก็ขยันแบบอัจฉริยะข้ามคืน (หัวเราะ)
ตอนเรียนก็คิดว่า จะไปโกงเขามุมไหน เราเรียนแค่ผ่าน พอเรียนไปสักพักก็เริ่มรู้แล้วว่า อ๋อ… เขาใช้เทคนิคแบบนี้นี่เอง แต่ช่วงที่รู้สึกว่าทนายจะเหลี่ยมได้ คือช่วงที่ฝึกงาน แล้วก็เริ่มทำงาน”
ชีวิตในรั้วมหา’ลัย ผ่านมาได้ส่วนหนึ่งก็เพราะเพื่อน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามการทำงาน นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง ที่กูรูกฎหมายคนนี้ต้องเจอและเรียนรู้ใหม่อยู่ในทุกๆ วัน
“มุกมีครูหลายคนมาก อารมณ์เหมือนท่องยุทธจักรเลย ไปเรียนที่อาจารย์คนนี้ชื่อดัง อาจารย์คนนั้นชื่อดัง ยอมที่จะไม่รับเงินเดือน หรือยอมที่จะได้เงินเดือนน้อยๆ เพื่อที่จะไปศึกษาว่าพี่เขาทำยังไง เขาถึง Success
เราจึงได้เข้าใจว่า อ๋อ.. ทนายมีหลายคาแรกเตอร์ มีหลายวิสัยทัศน์ มีหลาย Passion ในการทำงาน พอเอามาประมวลผล เราจึงได้รู้ว่าอะไรที่มันดีที่สุดสำหรับเรา แล้วเราจะดำเนินการอะไรต่อไปในอนาคต
ไม่เคยบอกว่ามุกเป็นทนายสายดี ต้องพูดให้เห็นตามความเป็นจริงก่อนว่า กฎหมายเทียบกับศีลธรรมไม่ได้ กฎหมายคือตัวกรองในสังคมอย่างหยาบ แต่ศีลธรรมคือตัวกรองในสังคมอย่างละเอียด
จุดที่เราจะต้องมีก็คือ คุณธรรม เราต้องรู้ว่าเราทำได้แค่ไหน ทำได้อย่างไร ทำไปมันเกิดผลเสียหายหรือไม่ ไม่ใช่ตัวเราจะเลือกเลยว่าเป็นคนดีหรือคนไม่ดี
กฎหมายบางอย่าง มุกก็ไม่ได้เห็นด้วย อย่าลืมว่ามันมาจากการที่เรามาประชุมกัน สส.มาประชุมร่วมกัน สว. ผ่านร่างพิจารณาร่วมกัน ยกมือผ่านแล้วนะ
แต่ข้อสังเกตคืออะไร ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร อาจจะไม่ได้ถูกหยิบยกมาใส่ในข้อกฎหมายนั้นๆ มันก็อาจจะทำให้กฎหมายที่มันเขียนได้ แต่ในทางความเป็นจริง ถูกต้องกับถูกกฎหมาย คนละเรื่องกันค่ะ”
*** ทุกคนล้วนมี “ปีศาจ” อยู่ในตัว ***
เมื่อถามถึงซีรีส์สุดเข้มข้นบนชั้นศาลอย่าง “ทนายปีศาจ” ที่เป็นกระแสอย่างร้อนแรงไปก่อนหน้านี้ ในฐานะคนที่อยู่ในแวดวงเดียวกัน ทนายไข่มุกสะท้อนว่า ตัวเองก็เคยเจอกับ “ทนายปีศาจ” ในชีวิตจริงมานักต่อนัก
“สาบาน ไม่ได้ดูจนครบ ดูนิดเดียว เพราะว่ากลัว กลัวความเครียดที่เกิดขึ้น กลัวว่าเราจะเป็นอะไรที่มันไม่ดี มันเป็นความกลัวที่พอดูแล้ว... แบบว่า ‘ศาลคะ’ แล้วเราอยู่กับศาลทุกวัน เสียงยังตามมายันที่บ้าน อะไรอย่างนี้ แต่ถามว่าชอบมั้ย ชอบ มีดูคลิปสั้น เขาทำได้ดีมากๆ ค่ะ
(ชีวิตจริง) เจอประจำเลยทนายปีศาจ ความเป็นปีศาจในตัวทุกคนมันมีอยู่แล้ว ก็เจอพวกคดีมรดก คดีครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ทรัพย์สินนั้น ทำยังไงก็ได้ ไปครอบงำยังไงก็ได้ เพื่อให้ได้เอกสารตัวนั้นมา ไม่รู้ไปคุยอีท่าไหน
มีหลายเคสมาก ที่พอยกพินัยกรรม ยกทรัพย์สิน ไม่ได้ยกให้ทายาท ไม่ได้ยกให้ลูก แต่ยกให้กับคนที่เลี้ยง เลี้ยงจริงก็มี เลี้ยงไม่จริงก็มี ไปหลอกลวงเอาเงินก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิตก็มี
หรือไปขอให้มีส่วนในพินัยกรรมก็มี ไม่ได้บอกนะ ว่าคนที่ขอให้ตัวเองมีส่วนในพินัยกรรม เป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่เข้าใจมั้ยคะ แล้วคุณไปอะไรกับเขา แล้วทำไมคุณถึงจะต้องมีส่วนในส่วนตรงนี้ด้วย
อันนี้อยากฝากเป็นข้อเตือนใจว่า สมมติเรามีพ่อแม่ มีผู้ป่วยที่ติดเตียงที่เขามีทรัพย์สมบัติ ให้ระวังเรื่องนี้ให้มากๆ เพราะว่าการประทับ ปั๊ม เรื่องสติสัมปชัญญะมีผล ผู้ป่วยติดเตียง หรือว่าคนที่อยู่ที่โรงพยาบาลแล้วทำพินัยกรรม มีคดีขึ้นสู่ศาลเยอะมาก แพทย์ พยาบาลที่อยู่ในเหตุการณ์ ถูกไปเป็นพยานที่ศาลเยอะมาก”
แม้ในการทำงานจะต้องอาศัย “ความดุดัน” เข้าช่วย แต่ทนายไข่มุกก็ยืนยันว่าการสู้ด้วย “ความสุภาพ” ย่อมได้ผลมากกว่าในฐานะ “ทนายความมืออาชีพ”
“ตอนว่าความแรกๆ มุกเสียงดังมาก เสียงดังแบบ โอ้โห… ท่าน!! 1-2-3-4-5 ไปตะคอกพยาน มุกเคยทำ ความเป็นปีศาจก็คือ เราไม่รู้ว่าอะไรคือพอดี อะไรคือไม่พอดี
กลายเป็นว่าการถามความ มันได้ใจความฝั่งเรานะ ลูกความชอบ ลูกความจ้าง แต่ความเป็นมืออาชีพ มันไม่ควร แล้วในการที่จะถามต่อ กลายเป็นว่าตัวความที่เป็นพยาน เขาระวังมากกว่าเดิมจริงๆ เวลาถามพยานในคอกพยาน พอเราใช้น้ำเสียงที่เหมือนพูดคุย เป็นเพื่อนกัน เขาสบายๆ เขาก็ตอบ
ดังนั้น พอเราไปทำคดีมาเยอะๆ เราจะรู้ว่า ความสุภาพทำให้คดี Success มากที่สุด การเลือกทนายที่ดี ไม่ใช่เลือกทนายที่ไปตะคอกอีกฝ่าย หรือไปพูดจาไม่ดีกับอีกฝ่ายเพื่อโชว์ เวลาศาลท่านเห็น ท่านก็รู้สึกไม่ดีเช่นเดียวกัน คนนี้ไม่โอเค ทำงานดูไม่เป็น Professional แทนที่จะได้เนื้อความ แทนที่จะได้งาน มันก็จะไม่ได้
ถ้าอยู่ดีๆ มีคนเสียงดังใส่เราหรือทำท่าเหมือนจะคุกคาม เราระวังมั้ย แต่ถ้าอีกคนที่อยู่นิ่งๆ คุยไปเรื่อยๆ ตอบผิด มันก็เนียน ก็เหมือนเป็นศิลปะอย่างนึงที่เรียนรู้มา และการให้เกียรติกันเป็นเรื่องที่สำคัญ ถึงแม้เขาเป็นคู่ความฝ่ายตรงข้าม
เราต้องเข้าใจว่าตัวความต้องการอะไร ฝั่งเราต้องการอะไร ฝั่งเขาต้องการอะไร ความเป็น Professional ทุกวันนี้ตัวเองก็ยังไม่ได้ 100% แต่พยายามทำตัวเองให้อยู่ในพื้นฐานของการเป็นมืออาชีพค่ะ”
ชีวิตนอกศาล นักร้องที่ว่าความได้นิดหน่อย “มุกเป็นคนพูดตรงมากๆ พูดแบบจะเอาความจริงให้ได้ เป็นคนชอบเอาชนะด้วย สนุกเวลาที่คดีเราชนะ เราไม่จำเป็นจะต้องโชว์ แค่ถามไปเรียบๆ แล้วเวลาชนะ มันจะมีความรู้สึกว่า เราไม่ต้องออกแรงเยอะเลยนะเนี่ย แต่เราก็ชนะเขาแอบขี้โกงในใจเล็กๆ อะไรอย่างนี้ค่ะ เวลาทำงานก็จะเป็นคนบ้างาน แล้วก็ชอบดูเอกสารซ้ำๆ ดูแล้วไม่ผ่านสักที ทำใหม่ๆๆ บางงานดูเป็น 10 รอบ เป็นคนอ่านหนังสือเร็ว แต่ว่านั่งจ้องมันอยู่อย่างนั้น เหมือนเราย้ำคิดย้ำ ผ่านไปอีก 2 วัน กลับมาดูใหม่ แก้ เพราะเวลาเราพลาด มันแก้ไม่ได้ ทนายเป็นอาชีพที่แค่เขียนผิดคำเดียว คนก็แทบด่า เวลาว่างก็คือไร้สาระ ติ๊งต๊อง ชอบไปร้องคาราโอเกะ บางทีก็ชวนน้องร้องเพลงในสำนักงาน ชอบร้องเพลง ชอบฟังเพลงเก่า ตอนเด็กๆ เคยประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง แล้วก็ชอบนอนมาก พอว่างปุ๊บ นอน ชอบเที่ยวทะเล แต่ชอบภูเขามากกว่า ชอบไปเชียงราย อากาศดีมาก วัดพระธาตุดอยตุง ไปไหว้ก่อน ไปเป็นนักท่องเที่ยว แล้วรู้สึกว่าทำไมวัดนี้สวยจัง เหมือนอยู่บนสวรรค์เลย พอไปเรื่อยๆ เริ่มเช่าวัตถุมงคล ได้กราบเจ้าอาวาส ท่านอายุ 80 กว่าแล้วค่ะ ท่านน่ารักแล้วก็เป็นหัวใจของชาวเชียงรายเลย ทำงานอาสาไปดูแลด้านกฎหมาย เหมือนเป็นเด็กวัดคนนึงเลย ตอนว่างๆ มุกก็จะชวนน้องๆ ในสำนักงานไปทำโรงทาน ไปทำบุญอะไรที่เราจะทำได้ ซึ่งดีมากๆ เดือนนึงอย่างน้อยๆ ขึ้นไปครั้งนึง เราอยู่ในเมือง เราเห็นแต่รถ เห็นแต่ควัน เห็นแต่ความวุ่นวาย พออยู่ตรงนี้ เราถูกบังคับให้ทำงาน พออยู่บนนั้น ตื่นเช้ามาเราก็ได้ทำบุญ ทำบุญเสร็จก็กินข้าววัด เราไม่ต้องคิดเลยว่าเราจะต้องทำงาน” |
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช
ขอบคุณภาพเพิ่มเติม : IG @kjj_muffi
ขอบคุณสถานที่ : สำนักงานทนายความพิมกร จ.นนทบุรี
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


