xs
xsm
sm
md
lg

รู้ทัน!! “ลูกหนี้กินหรูอยู่สบาย” วางรถ-ให้โฉนด-รับปากออกสื่อ ก็ยัง “บิดได้-ไม่สลด”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไม่สนิทบิดหมด ไม่สลดบิดอีก!! เจาะเคสมหากาพย์ “ลูกหนี้จอมบิด” มีแค่สัญญาลมปาก ไร้หลักฐานเอาผิด

หลอกกู้เงินทำ “เจ้าหนี้” เครียดจนตาย แต่ “ลูกหนี้” ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย เพราะรู้ไม่ทัน “ช่องโหว่กฎหมาย” เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน

** “เจ้าหนี้” ทวงจนตาย “ลูกหนี้” สุขสบาย *

สูญเงินหมดตัว “10 ล้านบาท” ขนาดเงินจะซื้อขนมให้ลูกยังไม่มี เครียดหนักจน “เสียชีวิต”นี่คือเคสน่าสลดที่เกิดกับ “ฝ้าย เรือทอง” (ฐิตารีย์ ศรีสุนทร)

เธอคือเหยื่อผู้สูญเงิน 10 ล้าน กับบ้านอีก 1 หลัง จากการร่วมลงทุนทำธุรกิจ แบรนด์ก๋วยเตี๋ยวเรือกึ่งสำเร็จรูป “เลอรส”กับทางอดีตนักร้องหนุ่ม “น้ำแข็ง AF7” (ชญาน์ทัต อยู่เป็นแก้ว)

ด้วย “ความเครียดอย่างหนัก” จากการโดนโกงครั้งนี้ ส่งผลให้เจ้าตัวเสียชีวิตในวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมคำยืนยันจากแพทย์ว่า “เส้นเลือดในสมองแตก”คือสาเหตุนึงที่มาจากภาวะเครียด


                                               {“ฝ้าย เรือทอง” เจ้าหนี้ที่เสียชีวิต เพราะความเครียด}

ย้อนกลับไปยังต้นเรื่อง ในวันที่แบรนด์กำลังขาดสภาพคล่อง เธอโดนหลอกให้สต๊อกสินค้าล่วงหน้า 3 เดือน ด้วยการรูดบัตรเครดิตและยืมญาติมาลงทุน เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้

แต่สุดท้ายสินค้ากลับค้างส่งกว่า “4 แสนซอง”ก่อความเสียหายกว่า “5 ล้านบาท”

ยังไม่รวมที่เจ้าตัวทำตามคำขอ เอา “โฉนดบ้าน”ไปทำเรื่อง“ขายฝาก”เพื่อนำเงินสด มาหมุนต่อในธุรกิจ โดยคู่กรณี “สัญญา”ว่า จะเอาเงินจากการขายบ้านของตัวเองมาไถ่ให้

แต่สุดท้าย คู่กรณีกลับหยุดจ่ายดอกเบี้ย จนทำให้บ้านของ “เหยื่อ” โดนยึด ทำให้ต้องเสียทั้งบ้าน หมดทั้งเงิน ไปจนถึงเสียชีวิต อย่างที่สามีของฝ้าย อย่าง “เอส” เปิดใจในรายการ “โหนกระแส” เอาไว้

“วันที่เขาเสียใจมากๆ คือเงินในบัญชีเหลือ 215 บาท เขาไม่มีเงินซื้อขนมให้ลูกกิน ต้องเอาเงินไปใช้หนี้บัตรเครดิต กับหนี้ที่ยืมคุณพ่อ-คุณแม่มา คือเราไปยืมญาติๆ มา เพื่อเอาไปให้คนนี้”


                                                     {“เอส” สามีฝ้าย เปิดใจ ไม่มีกระทั่งเงินซื้อขนมให้ลูก}

นอกจากคุณฝ้ายแล้ว ยังมีเหยื่ออีกรายที่โดนเหมือนกัน คือ “ผ้าแพร AF7” (ธรัญญ่า มโนลีหกุล)ที่ก็โดนหลอกให้ลงทุนในธุรกิจ จนสูญไปถึง “3 ล้านบาท”

ในตอนนั้น ผ้าแพร เหยื่ออีกรายกำลังเริ่มท้องลูกแฝด ความเครียดจากเรื่องนี้ จึงผลักให้เธอต้องเสียลูกไป 1 คน อย่างที่เธอบอกเล่าเอาไว้

“จริงๆ ลูกแพรเป็นแฝดนะ แต่แพรเครียดเรื่องนี้มาก และช่วงที่แพรท้อง แพรเครียดอยู่เรื่องเดียวเลย คือเรื่องพี่”


                                                   {“ผ้าแพร AF7” เจ้าหนี้อีกราย ที่กลายเป็นเหยื่อ}

สิ่งที่ทำให้เจ้าหนี้ “เจ็บใจ” ไปกว่าเดิมคือ“ลูกหนี้”รายนี้ ดันกินหรูอยู่สบาย มีเงินเหลือพอจะไปเที่ยวเมืองนอก แต่กลับอ้างว่า “ไม่มีเงินใช้หนี้”

กลายเป็นความสงสัยของผู้คนในสังคม จากความเห็นใจในเคสของ “ฝ้าย” ว่า เคสที่ “เจ้าหนี้เสียชีวิตแล้ว”แบบนี้ ครอบครัวและญาติๆ ของเธอ จะยังมีสิทธิ์ทวงคืนความยุติธรรม ทวง “หนี้ 10 ล้าน”ให้เธอต่อได้หรือไม่?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “พีท” (ดร.พีรภัทร ฝอยทอง)นักกฎหมายและทนายความ โฆษกสภาทนายความ บอกกับทีมข่าวไว้ว่า “หนี้สิน” ก็ถือว่าเป็น “มรดก” ที่ตกทอดสู่ทายาทได้เหมือนกัน

แต่ทายาทที่จะ “ได้รับสิทธิ์”ในการติดตามหนี้ที่ว่าได้ ก็คือ “บุตร” “พ่อ-แม่”และ “คู่สมรสที่จดทะเบียน”กันเรียบร้อยแล้ว

“ดังนั้น ถ้าเคสนี้นะครับ เขามีหลักฐาน มีหนังสือเรียกให้ชำระหนี้อยู่ ตัวทายาทก็สามารถสืบมรดก ที่จะเรียกกับฝั่งลูกหนี้ได้ตลอดไปครับ แม้ตัวเจ้าหนี้จะเสียไปแล้วก็ตาม”


                                                              {“น้ำแข็ง AF7” ลูกหนี้ ผู้ถูกสังคมวิจารณ์หนัก}

** “ไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย” เพราะไม่มี “หลักฐาน” **

เคสลูกหนี้รายนี้ จริงๆ แล้วยังมีผู้เสียหายอีกหลายคน ที่โดนโกงเงินไปเหมือนกัน โดยมุกหลักๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ คือการหว่านล้อมเหยื่อ ผ่านวิธีหลอกให้ “ซื้อสินค้า” ไปสต๊อก กับขอกันแบบโต้งๆ ว่า “ขอยืมเงินไปหมุน” นี่แหละ

โดยตัวลูกหนี้ อย่าง “น้ำแข็ง AF7” ได้ออกมาเคลียร์ในรายการ “โหนกระแส” ไปแล้วรอบนึงแล้ว เมื่อปี 68 และทิ้งท้ายไว้ว่า เดี๋ยวจะมีวางแผนเคลียร์เงินให้กับเจ้าหนี้เจ้าต่างๆ

แต่เวลาก็ล่วงเลยมา 9 เดือน โดยที่เจ้าหนี้หลายรายยังไม่ได้เงินคืน จึงเกิดเป็นคำถามของคนในสังคมอีกประเด็น

คือสงสัยว่า ถ้าลูกหนี้ “รับปาก” ผ่านรายการเอาไว้ แต่ไม่ยอมทำตาม เจ้าหนี้จะสามารถใช้ “คำพูด” สัญญาลมปากตรงนั้น มาเป็นหลักฐานได้หรือไม่

กูรูด้านกฎหมายรายเดิมยืนยันว่า คำพูดในรายการเหล่านั้น “ไม่มีผลทางกฎหมาย” แต่สิ่งเดียวที่จะมีผลผูกพัน ใช้ทวงหนี้ได้ก็คือ “การเซ็นหนังสือรับสภาพหนี้”

“ถ้าจะมีผลทางกฎหมาย คือไกล่เกลี่ยกันเสร็จแล้ว ก็เซ็นหนังสือรับสภาพหนี้ แต่ถามว่ารับสภาพหนี้ เขาก็รับไง เพราะเขาเป็นหนี้ ไม่ได้บิดพลิ้วนะว่า ไม่ได้เป็นหนี้ แต่ผมไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย คุณจะทำยังไงกับผมอะ”



ตามหลักการแล้ว ถ้ารับเซ็นรับสภาพหนี้ไปแล้ว แต่ยังคงยืนยันที่จะไม่จ่ายต่อไป เจ้าหนี้ก็ต้องดำเนินการต่อ ด้วยการใช้หลักฐานที่เซ็นตรงนั้น ไป “ฟ้องศาลคดีแพ่ง”

แต่การจะไปฟ้องศาลได้ ก็ต้องกลับมาดูที่ “หลักฐานการกู้ยืม” ก่อนเป็นอันดับแรก

โดยตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653บอกไว้ว่า “การกู้ยืมเงิน” มากกว่า “2,000 บาท” ขึ้นไป ต้องมีหลักฐานการกู้เป็น “หนังสือ” ที่ผู้ยืมลงลายมือชื่อ

และหนังสือที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการเขียนสัญญา หรือเขียนลงกระดาษเท่านั้น แค่เป็น “ข้อความ” ในแชท หรืออะไรก็ได้ ที่อ่านแล้วเชื่อได้ว่า มีการยืมเงินเกิดขึ้นจริง

“การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือนะครับ ก็คือถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จะฟ้องร้อง บังคับคดี หาได้ไม่”

“กรณีที่จะฟ้องร้องกันไม่ได้เลย ก็คือเจอกัน หรือโทรมาคุย แล้วบอกว่า เดี๋ยวขอยืมเงินหน่อย อย่างนี้ไม่ถือว่ามีหลักฐาน”

“หรือต่อให้เป็นการอัดคลิปวิดีโอ เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ไว้ ก็ถือว่าไม่มีหลักฐาน ฟ้องกันไม่ได้”



สรุปคือ “การกู้ยืมปากเปล่า” คือยาพิษสำหรับเจ้าหนี้ที่ต้องการทวงเงินคืนเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีหลักฐานอะไร ช่วยหนุนให้การฟ้องร้องเกิดขึ้นได้เลย

ส่วนเรื่อง “การซื้อของ” แล้วไม่ได้ของนั้น จะถูกพิจารณาต่างออกไป เพราะถือเป็น “สัญญาซื้อ-ขาย”ที่ต้องมีการส่งมอบ จึงฟ้องร้องกันได้ง่ายกว่า เพราะมีหลักฐานชัดเจน จนสามารถเรียก “ค่าเสียหายทางแพ่ง” ได้

และอาจขยายความไปถึง “คดีอาญา”ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า คู่กรณีมีเจตนา ที่จะไม่ส่งของให้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ตรงจุดนี้จะเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกง” ทันที ซึ่งคล้ายกันในเคส “ยืมเงิน” ถ้าพิสูจน์ได้ว่า เขาไม่ได้จะคืนเงินตั้งแต่แรก ลูกหนี้ก็จะมีความผิดเข้าข่ายฉ้อโกงได้เช่นกัน


                                                       {“ดร.พีรภัทร” นักกฎหมายและทนายความ}

** ถึง “ชนะคดี” ก็อาจ “ไม่ได้ตังค์” **

ย้ำชัดว่า การเป็น “เจ้าหนี้” ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะกว่าจะฟ้องร้องกันเสร็จ มันเสียทั้ง “เวลา” และ “เงิน” ซึ่งบางทีอาจไม่คุ้มกับ “มูลค่าหนี้” ที่มีเลยก็ได้

แถมต่อให้ “ชนะคดี” ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้เงิน เพราะถ้าศาลสั่งให้ชำระหนี้ แล้วลูกหนี้ไม่จ่าย เจ้าหนี้ก็ต้องไปขอ “หมายบังคับคดี” แล้วให้ “กรมบังคับคดี” ไป “ยึดทรัพย์” ต่อ

แต่เจ้าหนี้ต้องเป็นคนไป “สืบทรัพย์” เองว่า ลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไรบ้าง ซ่อนไว้ตรงไหน ซึ่งมีเวลา “10 ปี” ที่จะตามสืบทรัพย์ได้ แต่ถ้าภายใน 10 ปีนั้น เขาไม่มีทรัพย์อะไรที่ยึดได้ ก็จบข่าว

“มันยากมากนะครับ การเป็นเจ้าหนี้ ค่าใช้จ่ายในการตามทรัพย์ ค่าใช้จ่ายอะไรต่างๆ อาจจะไม่คุ้ม มูลค่าที่เราเป็นเจ้าหนี้เลยด้วยซ้ำ “

“ต่อให้มีหลักฐานเนี่ยนะครับ เห็นมาเยอะแล้ว คุณฟ้อง คุณก็ชนะ เพราะคุณมีหลักฐาน แต่สุดท้ายจำไว้เลย คุณจะไม่ได้เงินคืน”



กูรูกฎหมายรายเดิมแนะว่า ทางที่ดีอย่าให้ใครยืมเงิน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะให้กู้ยืม ต้องทำหลักฐานเอกสารการยืมให้ชัดเจน และต้องหา “หลักประกัน” เวลากู้ยืมด้วย

ที่สำคัญ ต้องทำให้ถูกต้อง ถ้าไม่อยากโดนบิด อย่างเคสของ “ผ้าแพร AF7” ที่ตอนถูกยืมเงินก้อนแรก ทาง “น้ำแข็ง AF7” เอา “ทะเบียนรถ” มาวางค้ำประกันไว้ แต่สุดท้ายก็ถูกบิด ไม่จ่ายหนี้อยู่ดี

กูรูด้านกฎหมายรายเดิมแนะว่า ถ้าจะใช้ “รถ” เป็นหลักประกัน ต้องเอา “รถพร้อมกุญแจ” ของลูกหนี้ มาเก็บไว้ที่ตัวเอง หรือถ้าใช้ “บ้าน” เป็นหลักประกัน ก็ต้องเอา “โฉนด” ไปที่ “กรมที่ดิน”

แล้วเขียนกำกับในโฉนด ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ว่า เราเป็นคนรับ “จำนอง” แล้วค่อยเก็บโฉนดตัวจริงไว้ นี่คือวิธีที่ถูกต้องในการทำหลักประกันเวลาให้กู้ยืม เพื่อป้องกันคนเบี้ยวหนี้

“ถ้าเขาจะเอารถมาเป็นหลักประกัน คุณไม่ต้องถ่ายเล่มทะเบียนมา อันนี้กฎหมายไม่ถือว่า เป็นหลักประกันครับ คุณต้องเอารถมาจอดที่บ้านผมเลย พร้อมกับกุญแจ อันนี้คือหลักประกัน”

“ถ้าเป็นบ้าน เขาเรียกว่าเป็น อสังหาริมทรัพย์ กฎหมายบอกว่า ถ้าจะเอามาเป็นหลักประกัน ต้องทำเป็นหนังสือ แล้วจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่”

“แปลว่า เราต้องไปที่กรมที่ดิน แล้วจดลงไปในโฉนดเลยว่า บ้านหลังนี้มีเราเป็นผู้รับจำนอง แล้วเราก็เก็บโฉนดตัวจริงไว้”



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Poetry of Bitch”, “Fai Srisoonthon”, “อีป้า 5.0 V2”, “HUNSA FAN CLUB”, “ศาลเตี้ย”, “ซ้อเปา - เรื่องนี้ต้องใส่ใจ” | IG @parpraee | YouTube “โหนกระแส [Hone-Krasae] official”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **