จุดเริ่มต้นไม่ใช่ตัวกำหนดปลายทาง... เปิดใจครูไทยคนเก่ง อดีตนักเรียนวัด ผู้คว้าทุนปริญญาโท Stanford University จากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น มีวันนี้เพราะคติ “อย่าปิดสวิตช์ตัวเอง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้”
*** ฝังใจใน “ความไม่พร้อม” อยากส่งต่อ “การเปลี่ยนแปลง” ***
เป็นเรื่องราวที่น่ายินดี ที่เมืองไทยกำลังจะมีบุคลากรน้ำดี มาประดับวงการการศึกษาไทยอีกคนในอนาคต
เมื่อ “เกมส์ - สหรัฐ ลักษณะสุต” ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษและหัวหน้าส่วนงานวิจัย วัย 28 ปี แห่ง โรงเรียนอ่างศิลาพิทยาคม จ.ชลบุรี ผู้กำลังจะบินลัดฟ้า
เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ Stanford University ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้านการศึกษา ด้วยทุนรัฐบาลเต็มจำนวน 100% จาก "โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น"
“คาดหวังที่จะจบการศึกษา และถือใบปริญญานี้กลับมาที่ประเทศไทย แล้วก็ยังมีความหวังที่ใหญ่ไม่แพ้กันก็คือ อยากจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด แล้วมาส่งต่อให้กับเพื่อนครูและนักเรียน
อยากสร้างแรงบันดาลใจ อยากส่งต่อพลังบวกให้กับเพื่อนครูด้วยกัน ว่าข้าราชการไทย ครูไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราก็ทำได้ และอยากส่งต่อพลังบวกให้กับคนไทยทุกคน เราทำได้ แม้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก็ตาม
ต้นทางมันไม่ใช่ตัวแปร หรือตัวกำหนดปลายทางของเราเสมอไป ต้นทางเราอาจจะต่างกัน แต่ท้ายที่สุด ปลายทางคือ เราที่เลือกว่าจะเดินไปทางไหนครับ”
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวชีวิตของเขาก็ได้กลายเป็นพูดถึงบนโลกออนไลน์ ก็เพราะ “นักเรียนนอก” ในวันนี้ เคยเป็น “นักเรียนวัด” จากโรงเรียนวัดขยายโอกาส
ผู้พาตัวเองออกไปล่าฝัน แม้จะมีข้อจำกัดในชีวิตหลายด้าน แต่ด้วยใจรักใน “ภาษาอังกฤษ” เกมส์จึงทุ่มเทเวลา ไปกับการเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเอง โดยที่ “ไม่ได้เรียนพิเศษ” เลยสักนิด
และแล้ว... ความพยายามก็เบ่งบาน เพราะในเวลาต่อมา เขาก็สอบบรรจุข้าราชการครูได้ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบปริญญาตรี แถมยังคว้าทุนการศึกษา ทั้งในไทยและต่างประเทศมาแล้วมากมาย
“ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็กๆ เราอยู่ในครอบครัวปกติ ไม่ได้ฟู่ฟ่าอะไรมาก ความฝันในตอนนั้น ก็คือ อยากจะไปประเทศสหรัฐอเมริกาสักครั้งนึง เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่ตั้งชื่อผมว่า ‘สหรัฐ’
ตอนนั้นก็เข้าเรียนในโรงเรียนเล็กๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่มีคีย์เวิร์ดว่า ‘ขยายโอกาส’ ด้วย
ถ้านิยามคำว่า โรงเรียนรัฐบาลขยายโอกาส หลายๆ คนจะนึกภาพออกว่า เป็นโรงเรียนที่อาจจะมีทรัพยากร อาจจะมีวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่เพียบพร้อมมากนัก แต่ก็พอจัดการเรียนการสอนได้นะครับ ก็เป็นโรงเรียนเล็กๆ ที่เราเรียนมา
เป็นโรงเรียนวัดขยายโอกาส อยู่ติดวัดนี่แหละครับ “โรงเรียนอนุบาลบ้านบางพระ ฉิ่งนาวิกอนุสรณ์” ก็เป็นโรงเรียนที่ได้รับการอุปถัมภ์ ได้รับการสนับสนุนจากวัดด้วยครับ ตั้งแต่อนุบาล 1 จนถึง ม.3 ที่โรงเรียนนี้เลย”
“ความไม่พร้อม” ของโรงเรียนในวัยเด็กที่ได้สัมผัส กลายเป็นตะกอนที่ฝังอยู่ในใจเด็กชายตัวน้อยตั้งแต่วันนั้น แม้จะยังไม่มีกำลังในการแก้ไข แต่เขาก็เชื่อว่าตัวเองในอนาคต จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ไม่มากก็น้อย
“เรื่องของการเรียนรู้ ก็ได้เรียนรู้วิชาต่างๆ ตามหลักสูตรทั่วไป แต่หนึ่งสิ่งที่เป็นแรงผลักดันตั้งแต่ตอนนั้นเลยก็คือ เราอยู่ในโรงเรียนที่มีความไม่พร้อม เราเห็นความไม่พร้อมในหลายๆ มิติ รวมถึงความไม่พร้อมตัวเอง ของครอบครัวในตอนนั้น
ความไม่พร้อม ถ้าในทางของวิชาการ ที่จำถึงทุกวันนี้ จะเป็นอุปกรณ์การเรียน อย่างเช่น การเรียนคอมพิวเตอร์ของเรา เด็ก 2-3 คน ต้องมานั่งคอมพ์เครื่องเดียวกัน เป็นต้น
ในเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เราเรียนศิลปะ บางสิ่งบางอย่างขาดไป หรือว่าไม่มีงบประมาณในการไปซื้อ เป็นความไม่พร้อมของตัวเราเองด้วย จริงๆ โรงเรียนอยากช่วยสนับสนุน แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง มันมีความไม่พร้อมเกิดขึ้น
เราก็เรียนตามปกติ แต่พอขึ้นมัธยม เราเห็นคู่เปรียบเทียบของโรงเรียนโดยรอบที่เขามีความพร้อม ทำไมเราไม่มีแบบเขา ทำไมเราขาดตรงนี้ ก็เลยเป็นอะไรที่ฝังใจ
แต่เป็นการฝังใจเชิงบวก ที่ว่าสักวันนึง เราจะต้องทำตัวเองให้พร้อม ให้ดีขึ้น แล้วกลับมาเติมเต็มสิ่งที่ไม่พร้อม ส่งต่อความพร้อมให้กับเด็กๆ รุ่นหลังต่อไป”
*** เปิดทริค “เก่งภาษา” แม้ไม่เรียนพิเศษ ***
เมื่อจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนวัดขยายโอกาส เขาเลือกเรียนต่อระดับชั้นมัธยมปลาย ที่ โรงเรียนศรีราชา โรงเรียนประจำอำเภอแห่งนี้ ได้พาให้เด็กชายค้นพบความสามารถที่เริ่มเปล่งประกายของตัวเอง
“จากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกัน ที่โรงเรียนวัดขยายโอกาส ก็พบว่าผมเป็นเปอร์เซ็นต์เล็กๆ จากทั้งรุ่น ที่ไปต่อในระดับ ม.4-5-6 หลายๆ คนเขาก็ไปประกอบอาชีพเลย หลายๆ คนก็หยุดเรียน หลายๆ คนก็มีครอบครัว
จบ ม.3 ก็ไปต่อโรงเรียนประจำอำเภอ สอบเข้าในระดับ ม.4 พอเรามาจากโรงเรียนที่อาจจะยังมีความพร้อมไม่มากนัก เราก็เลยเคี่ยวเข็ญตัวเองหนักพอสมควร ก็สอบติดในสายการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ เพราะว่าเราอยากจะเป็นหมอ
ผมเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ก็จริง แต่ผมก็ทำคะแนนได้ไม่ค่อยดีนัก เราไม่ได้ดื้อ เราไม่ได้ซน เราไม่ได้ไม่สนใจการเรียน เราตั้งใจ แต่บางทีมันยากเกินความสามารถเรา ก็มีการสอบตกบ้างอะไรบ้าง
แต่ผมดันมีคะแนนสอบวิชานึงที่สูงโดดเด่นมากๆ เป็นวิชาภาษาอังกฤษ จนตัวเอง จนอาจารย์หลายๆ ท่านสังเกตได้ คะแนนสูงมากกว่านักเรียนที่เรียนสายภาษาตอนนั้นด้วยซ้ำ ตอนสอบย่อยสูงสุดในห้องก็ตกใจแล้ว มีการสอบวัดระดับ Language Week คะแนนสูงกว่าเพื่อนห้องอื่นๆ ก็ตกใจยิ่งขึ้น
แล้วพอช่วงท้ายแต่ละปีการศึกษา มีการประกาศนักเรียนที่มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมสูงที่สุดในแต่ละระดับ ก็กลายเป็นว่าเราสูงสุดของทั้งโรงเรียน ในภาษาอังกฤษ มันก็เป็นความทวีคูณความตกใจเข้าไปอีก
ทำให้ผมตกผลึก หรือว่า ‘อาชีพหมอ’ อาจจะยังไม่ใช่กับเรา ก็เลยให้ความสำคัญกับวิชาภาษาอังกฤษมากขึ้น ประกอบกับได้รับความเมตตาจากอาจารย์หลายท่านที่พาไปแข่งเวทีต่างๆ ก็ยิ่งพิสูจน์ว่า ภาษาอังกฤษน่าจะเป็นทางของเรา”
และจุดที่ทำเขาชื่นชอบและตั้งใจฝึกฝน “ภาษาอังกฤษ” ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ได้เรียนพิเศษเลยสักนิด ก็มาจากการที่ตระหนักได้ว่า นี่คือภาษาสากล ที่จะเป็นใบเบิกทางไปสู่โลกกว้างได้สักวัน
“สิ่งที่ทำให้ตัวเองชอบภาษาอังกฤษมากๆ ก็คือการได้ฟังเพลง ได้ดูหนัง แต่สิ่งสำคัญ ผมมองว่าการที่เราคล่องภาษาอังกฤษ จะเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะเปิดประตูให้ไปสานฝันวัยเด็ก ก็คือการที่จะได้ไปต่างประเทศ
อาจจะคิดว่าผมไปเรียนพิเศษ ไปติว อันนี้ผมพูดจากใจจริง การันตีได้เลยว่า ผมไม่เคยเรียนพิเศษจากไหนเลย เพราะว่าเราไม่มีความพร้อมในทุนทรัพย์ที่จะไปเรียนเสริมข้างนอก
การที่เราจะบ่มเพาะตัวเองตอนนั้น ก็คือหาซื้อหนังสือมาอ่าน จริงๆ ไม่ได้หาซื้อด้วย หยิบยืมหนังสือจากอาจารย์ที่โรงเรียนนี่แหละครับ ขอให้ท่านช่วยสอนเสริม ช่วยในบางข้อที่เราไม่เข้าใจนอกเวลา ในห้องเรียนก็เต็มที่กับมัน
อ่านหนังสือเรื่อยๆ ท่องศัพท์ ฟังเพลง ดูหนัง เป็นเทคนิคฝึกภาษาทั่วไป ที่เผยแพร่ตามอินเทอร์เน็ตเลยครับ ไม่ได้เรียนพิเศษอะไรใดๆ ทั้งสิ้น ก็เลยลุยกับตัวเอง ลุยกับเพื่อน ลุยกับอาจารย์ที่ท่านสนับสนุนครับ
ถ้าดูบริบท ณ ตอนนั้น รายล้อมตัวผมไม่ค่อยจะมีการใช้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เพราะอาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆ การที่เราจะแม่นยำหรือมีความคล่องแคล่วในภาษาอังกฤษ เราต้องใช้มันบ่อยๆ
โอกาสที่ผมใช้บ่อยๆ ก็คือ 1. การคุยในห้องเรียนกับคุณครูที่สอนภาษา 2. โอกาสในการแข่งขันเวทีต่างๆ สะสมประสบการณ์ แล้วก็อีกวิธีนึงที่ถูกจริตผมที่สุดเลย ก็คือการฟังเพลง แล้วก็พยายามดูคำแปลของมัน
เทคนิคการเรียนภาษาให้คล่องแคล่ว จริงๆ มันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ก็จะฟิกส์ไม่ได้ว่าแบบไหนดีที่สุด แต่สำหรับผมเอง ผมทบทวนผ่านการฟังเพลง ร้องเพลงตามบ้าง แปลเพลง ทำสิ่งที่ชอบ ก็เลยได้ฝึกบ่อยๆ นั่นเอง”
[ เรียนดี กิจกรรมเด่น ]
เป้าหมายใหม่ที่ฉายชัดตั้งแต่ ม.ปลาย คือการเป็น “ครูภาษาอังกฤษ” เพราะมีไอดอลคือ “อ.เสาวคนธ์ นันทกิจ” ครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ แห่งโรงเรียนศรีราชาในเวลานั้น ทำให้ความฝันที่อยากเป็น “หมอ” เป็นอันต้องพับโครงการในที่สุด
“ทีนี้มันก็จะเป็นการพ่วงต่อไปว่า ทำไมถึงมาจบที่การเป็นอาชีพครู ตอนนั้นผมชัดเจนแค่ว่า ผมชอบภาษาอังกฤษ จุดที่ทำให้ผมชัดเจนกับตัวเองว่า เราชอบอาชีพครู ก็คือการที่ผมมีไอดอลขึ้นมา
จำได้ว่าตอนเรียน ม.4 เทอม 2 ผมได้เรียนกับอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ที่ท่านใกล้เกษียณแล้ว ภาพจำของหลายๆ คน อาจารย์ที่ใกล้จะเกษียณ ท่านก็จะค่อยๆ Cool Down ตัวเอง
อาจารย์ท่านนี้ใกล้เกษียณก็จริง แต่ท่านสอนภาษาอังกฤษได้ Active น่าสนใจ สนุกมากๆ มีการเอาเกมมาเล่น มีการทำ Board Game หากิจกรรม ซึ่งเหนือความคาดหมายของผมมากๆ
ประทับใจอาจารย์มากๆ แล้วก็ตั้งใจกับตัวเองว่า เราอยากจะเป็นเหมือนท่าน ก็เลยนำเอาอาจารย์ท่านมาเป็น Role Model ที่เราจะเดินทางตามรอย เป็นครูภาษาอังกฤษนั่นเองครับ”
*** “ว่าที่ข้าราชการครู” ตั้งแต่เรียน ป.ตรี ***
เมื่อปักหมุดไว้ว่าจะเป็น “ครูสอนภาษาอังกฤษ” ให้ได้ เกมส์ จึงเลือกเรียนต่อในคณะครุศาสตร์ ภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นอกจากการเรียนและทำกิจกรรม เขายังมีได้รับโอกาสในการไปต่างประเทศครั้งแรกอีกด้วย
“เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ก็ต้องปรับตัวหลายอย่างในตอนนั้น เราปรับตัวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ กับการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ในกรุงเทพฯ ได้ ก็เริ่มที่จะออกล่าเวที เก็บเกี่ยวประสบการณ์นอกห้องเรียนมากขึ้น
ตั้งแต่ปี 1 เทอม 2 เป็นต้นไป ก็ผลักดันตัวเองไปแข่งขันรายการต่างๆ แล้วก็สมัครชิงทุนไปแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นทุนระยะสั้น ระยะกลาง หรือแม้กระทั่งขอทุนของมหาวิทยาลัย ไปนำเสนอบทความ นำเสนอชิ้นงานต่างประเทศด้วย
[ ทุนการศึกษา พาเยือนต่างประเทศครั้งแรก ]
ประตูแรกที่เราออกไปต่างประเทศ ก็คือมีโอกาสไปประเทศมาเลเซียครับ ซึ่งได้การสนับสนุนจากรัฐบาลของมาเลเซีย บวกกับการสนับสนุนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
ทุนนี้เป็นทุนที่เขาจะเฟ้นหาตัวแทนนักศึกษาในอาเซียน ประเทศละ 2-3 คน เพื่อที่จะเข้าไปร่วมประชุมสมัชชา เกี่ยวกับเยาวชนในภูมิภาคอาเซียน มีการทำ Workshop บ่มเพาะความเป็นผู้นำของเยาวชน เป็นครั้งแรกที่เราได้ออกนอกประเทศครับ ก็เป็นจุดเริ่มต้นแรกที่ยังจำไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ หลังจากกลับมา ก็มีทุนต่างๆ ตามมาเต็มไปหมด
โลกปัจจุบัน โอกาสมันอยู่รายล้อมเรา ดังนั้น การที่เรารู้สึกว่าเราไม่พร้อมหรือเรามีปมด้อย ผมไม่อยากมองว่ามันเป็นตัวฉุดรั้งหรือเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราหยุดอยู่กับที่ ในเมื่อไม่พร้อม เราก็ทำให้พร้อม ในเมื่อเราไม่เคยมี ก็ทำให้มันมี
ผมเคยมีความคิดว่า เรามาจากต่างจังหวัด เรามาจากโรงเรียนแบบนี้ เราจะไปสู้ใครเขาได้ ซึ่งถ้าถ้าเราปิดสวิตช์ตัวเองตั้งแต่ต้น โอกาสที่เราจะได้โอกาส ได้ทุนต่างๆ มันจะเป็นศูนย์ทันที ก็เลยถือคติมาตลอดว่า ลอง อย่างน้อยโอกาสที่เราจะได้ก็ 50:50 เราเรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วย ทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องครับ”
เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความสามารถอันโดนเด่นและความพากเพียร ทำให้เขาผ่านการคัดเลือก “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” นักศึกษาหนุ่มคนนี้เลยกลายเป็น “ว่าที่ข้าราชการครู” ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 เลยทีเดียว
“พอดีสำนักงานการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) เขามีโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ก็คือมาจากจังหวัดไหน ก็สมัครในจังหวัดตัวเอง เมื่อได้ ก็ไปบรรจุที่จังหวัดตัวเอง
ตอนนั้นเป็นโครงการที่เป็นที่ฮือฮามาก นักศึกษาที่เรียนในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ สามารถสอบได้แต่ปี 1-2-3-4-5 ถ้าจำไม่ผิดก็คือมาครั้งเดียว ก็จะเป็นช่วงที่ผมอยู่ปี 2 เป็นการสอบที่เข้มข้นเลยทีเดียว จำนวนเพื่อนร่วมสอบก็ค่อนข้างเยอะ คาดว่าน่าจะถึงหลักหมื่น ถ้าพูดถึงจำนวนของคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ ก็มีอยู่เกือบหลักร้อยแห่งทั่วประเทศ
โครงการนี้เพื่อนหลายๆ คนไม่กล้าสมัคร เพราะจำนวนในแต่ละจังหวัดที่ได้ในแต่ละชั้นปีเป็นหลักหน่วย 1 คนบ้าง 2 คนบ้าง อย่าง จ.ชลบุรี รับแค่ 2 คนสำหรับภาษาอังกฤษ ผมเป็น 1 ใน 2 คนที่ได้อัตราตรงนี้ เป็นการการันตีว่าเราจะมีงานทำ ได้รับการบรรจุราชการแน่ๆ ตั้งแต่ตอนปี 2”
หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี ชีวิตก็ก้าวเข้าสู่วัยทำงานกับอาชีพ “ครูภาษาอังกฤษ” ที่ โรงเรียนอ่างศิลาพิทยาคม จ.ชลบุรี จังหวัดบ้านเกิดของตัวเอง อย่างเต็มภาคภูมิ
“ตอนนี้บรรจุมากำลังเข้าปีที่ 5 ในเดือน ต.ค. 2569 เราอยู่ในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เรามีความตั้งใจตั้งแต่ตอนนั้นว่า อยากจะมาสร้างความพร้อมให้เด็กๆ ในจังหวัดของเรา ซึ่งก็กำลังทำอยู่ และใจฟูทุกครั้งที่ได้ไปสอนครับ
ตอนที่เป็นครูก็มีทุนมาประปราย ซึ่งทุนเหล่านี้ เป็นทุนที่ส่งตรงมาจากกระทรวงศึกษาธิการของไทยและของต่างประเทศ ก็มี SEAMEO RELC เป็นทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มุ่งพัฒนาบ่มเพาะครูสอนภาษาอังกฤษในภูมิภาคอาเซียน
ล่าสุดเพิ่งกลับมาจากเกาหลีใต้ ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ไปบ่มเพาะเรื่องของการใช้ AI ในการเรียนการสอนในห้องเรียน เราก็นำกลับมาต่อยอด นอกจากครูในโรงเรียนเดียวกันแล้ว ก็ส่งต่อครูจังหวัดใกล้เคียงด้วยครับ
จริงๆ ต้องให้เครดิต ขอบคุณผู้บังคับบัญชา ที่อำนวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้ครูตัวเล็กๆ ได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ มาเติมเต็มสิ่งที่โรงเรียนต้องการหรือขาดอยู่ครับ”
*** คว้า 2 โอกาสใหญ่ ลัดฟ้าสู่ “อเมริกา” สมใจ ***
สำหรับการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของครูเกมส์ในเร็วๆ นี้ จะเป็นการไปเยือนเป็นครั้งที่ 2 เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยได้รับโอกาสจาก “ทุน Fulbright Foreign Language Teaching Assistant” (FLTA) รุ่น 2024–2025 ซึ่งเป็นทุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่เปิดโอกาสให้ครูสอนภาษาอังกฤษโรงเรียนรัฐบาลของไทย ไปอัปสกิลภาษา
“โครงการ Fulbright (FLTA) ผมเพิ่งกลับมาเมื่อ พ.ค.ที่ผ่านมา ระยะเวลา 9 เดือน ที่ มหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio University) ไปบ่มเพาะภาษาของตัวเอง ไปคลุกคลีกับชาวต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรม ทุนนี้ก็เป็นทุนใหญ่เหมือนกัน ผมถือคติเดิม ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ เราไม่ปิดสวิตช์ตัวเอง ท้ายที่สุด เราก็คว้าโอกาสนั้นมาได้
ยังไม่อยากจะเชื่อตัวเองจนถึงทุกวันนี้ครับ ความฝันตอนเด็ก เราอยากไปต่างประเทศ และอยากไปประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างทางที่เป็นนักศึกษา เป็นคุณครู ผมไปต่างประเทศประปราย แต่ก็ยังไม่ใช่สหรัฐอเมริกาสักที
ตอนนั้นทุน Fulbright เป็นทุนที่ใหญ่ที่สุดที่ผมสั่งสมมา ที่บ้านก็ดีใจครับ เขาจำเราได้ว่าเรามีความฝันตอนเด็กๆ ว่าอยากไปสหรัฐอเมริกาตามชื่อของตัวเอง สหรัฐจะไปสหรัฐฯ คุณแม่คุณพ่อก็พูดอยู่บ่อยๆ ใจฟูทั้งครอบครัว
การได้ Fulbright มันเป็นอะไรที่สุดๆ ของชีวิตผมแล้ว อาจจะดูเวอร์ไป แต่สำหรับผม ณ ตอนนั้น พอเห็นประกาศเป็นชื่อตัวเองว่าเป็นตัวจริง รู้สึกว่า จริงเหรอ… อ่านผิดหรือเปล่า เรียกเพื่อน เรียกพ่อแม่มาอ่านซ้ำ ก็คือชื่อเรานี่แหละ มันใจฟูจนบอกไม่ถูก เหมือนเราได้เติมไฟ เราได้เติมพลัง นี่คือผลสำเร็จ นี่คือผลของความพยายาม”
[ ไปอเมริกาครั้งแรก จากทุน Fulbright Foreign Language Teaching Assistant” (FLTA) ]
เช่นเดียวกันกับการศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาโทที่ Stanford university ก็จะเป็นปริญญาโทใบที่ 2 ซึ่งปริญญาโทใบแรกนั้น เขาได้รับจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) มาแล้ว
“ก.ย.นี้ ผมก็จะเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาโท ที่ Stanford university ในสาขา Learning Design & Technology เป็นหลักสูตร 1 ปีที่เข้มข้นมากๆ เราก็จะไปทำวิทยานิพนธ์ สร้างสรรค์นวัตกรรมจาก Outcome กำหนดไว้ในหลักสูตร เราจะต้องได้นวัตกรรมกลับมา จะเป็นแอปพลิเคชันหรืออะไรก็แล้วแต่
จากที่ได้ศึกษาและพูดคุยกับศิษย์เก่าของสาขานี้ เราจะมีโอกาสได้ไปฝึกงานด้วย อยู่ในละแวกของ Silicon Valley ก็มีทั้ง Microsoft, google มีบริษัทชั้นนำของประเทศอยู่ ก็เลยมองว่ายิ่งเป็นโอกาสที่ดี ที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาส่งต่อครับ
เป็นทุนที่ต่อพ่วงมาจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น นั่นหมายความว่า กรอบการได้ทุนก็อาจจะอยู่เฉพาะครูที่ผ่านการคัดเลือกตั้งแต่ตอนนั้น พอบรรจุครบ 2 ปี เขาก็จะให้ครูแต่ละท่านเลือกว่าอยากจะเรียนต่อ ป.โท ในประเทศหรือต่างประเทศ ทุนนี้สนับสนุนแค่เม็ดเงิน แต่การสอบ เราต้องสมัครตามกระบวนการ นั่นหมายความว่า เราต้องไฟท์ให้ได้
ทุนนี้ดูแลทุกกระบวนการ ตั้งแต่เตรียมตัวก่อนเดินทาง รวมไปถึงค่าสมัครเรียน ค่าสมัครสอบภาษาอังกฤษ ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าใช้ ค่าเทอม รวมหมดเลยครับ 100% จากรัฐบาลไทย ก็ต้องขอบคุณที่เปิดโอกาสตรงนี้ครับ
ปริญญาโทใบนี้ก็จะเป็นปริญญาโทที่ 2 ผมมองว่ามันไม่ใช่การเรียนซ้ำๆ แต่เป็นการเรียนที่เราเปิดโลกทัศน์มากยิ่งขึ้น ว่าสิ่งที่เราไปได้มา ทั้งจากในประเทศ นอกประเทศ มีตรงไหนที่มันสามารถที่จะเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้บ้าง”
และการจะได้มาซึ่งทุนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตามเงื่อนไขก็คือ มหาวิทยาลัยที่เข้าเกณฑ์จะต้องอยู่ไม่เกิน TOP 50 ของโลก ซึ่ง Stanford University ก็อยู่ในอันดับ 1 ด้านการศึกษา เลยทีเดียว
“ตอนนั้นสมัครทั้งของอังกฤษและสหรัฐอเมริกาครับ เขาจะกำหนดเกณฑ์ของทุนว่า มหาวิทยาลัยที่อยู่ใน TOP 50 ของโลก ในศาสตร์การสอนนั้นๆ
ที่พอจำได้ก็คือ Stanford University, UC Berkeley อยู่ใน San Francisco เช่นเดียวกัน University of Pennsylvania ขยับมาทางโซน UK ประเทศอังกฤษ ก็เริ่มตั้งแต่ University of Manchester, University of York, University of Nottingham แล้วก็อีกหลายๆ มหาวิทยาลัยในละแวกนั้นครับ หลายมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ครั้งแรกเลย
ตามการจัดอันดับในปัจจุบัน Specific ด้านการศึกษา Standford จะอยู่ที่อันดับ 1 ก็เป็นอีกจุดที่ยิ่งเทใจไป ส่วนตัวไม่อยากจะให้มองเรื่องของอันดับมากนัก แต่พอเรามาถึงจุดที่สามารถตัดสินใจได้ เราทำได้ ก็คว้าไว้เลยแล้วกัน
จริงๆ ผมไม่อยากที่จะสละมหาวิทยาลัยไหนทิ้งเลย แต่สิ่งที่ตัดสินใจเลือกไป Standford ก็คือ ความใช่ เคมี จากที่ผมพยายามศึกษาทั้งคอร์ส ทั้งตัวอาจารย์ Faculty ต่างๆ เราไปดูผลงานวิจัย ไปดูกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เรารู้สึกว่าค่อนข้างที่จะไปในทิศทางเดียวกับเรา ของการออกแบบนวัตกรรม ทำอะไรที่มันแปลกใหม่
ถ้าจะเรียกภาษาทั่วไปก็คือ บ้าคลั่ง ฉีกทุกกฎไปเลยครับ ก็รู้สึกว่ามันใช่กับตัวเอง ด้วยความที่เรามีพลัง เราชอบทำอะไรใหม่ๆ เราชอบที่จะแหวก แต่เป็นการแหวกที่สร้างสรรค์ รู้สึกว่าถูกจริตมากที่สุด มันเป็นสิ่งที่เราตามหาและต้องการจริงๆ”
คุณครูคนเก่งยังได้เผยถึงทริค ทำยังไงให้มหาวิทยาลัยชื่อดังในต่างแดน รับเลือกเข้าเรียนต่อ เอาไว้อีกด้วย
“ระบบของต่างประเทศ เราจะสมัครมหาวิทยาลัยไหน ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการ อย่างเช่น มหาวิทยาลัยใน UK เรากรอกใบสมัครไป มีการเขียน Essay หรือว่าเรียงความ มีการเขียน SOP หรือ Statement of Purpose มีการยื่น CV ยื่นผลสอบภาษาอังกฤษ ประมาณนั้นครับ ก็จะคล้ายๆ กันในหลายมหาวิทยาลัย
บางที่กำหนดว่าจะต้องมีเกณฑ์ภาษาอังกฤษประมาณนี้ บางที่กำหนดว่าจะต้องมี CV มีผลงานสะสมเฉพาะด้าน หรือบางที่ก็มีข้อกำหนดว่า ต้องเขียนเรียงความในหัวข้อ 1-2-3-4 อะไรประมาณนี้ครับ
จากที่ผมพยายามตั้งข้อสังเกตในหลายๆ ที่ที่สมัครไป เขาจะดูประสบการณ์ตรง ที่สอดคล้องกับสาขาวิชานั้นจริงๆ และเขาต้องการหาคนที่ Outstanding สิ่งที่ผมมองเป็นจุดที่ทำให้โดดเด่นขึ้นมา ก็คือการที่ผมเป็นคุณครูและตีพิมพ์วิจัยด้วย
เราก็จะมีการเขียนบทความวิจัย มีการทำวิจัยในห้องเรียน มีการทำวิจัยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน และตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องครับ
หลายมหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่ครั้งแรก อันนี้ก็มองไปในเรื่องของผลพลอยได้ที่เราสั่งสมมาโดยตลอด ก็คือสั่งสมประสบการณ์ในการแข่งขันเวทีต่างๆ สั่งสมประสบการณ์ในการไปต่างประเทศด้วยทุนต่างๆ มันก็จะเป็นการช่วยส่งเสริมให้โปรไฟล์ของเราโดดเด่น ก็เลยอาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ในการยื่นตั้งแต่ครั้งแรกนั่นเองครับ”
*** อย่ามองแค่วันที่สำเร็จ ***
ครูเกมส์บอกต่อว่า ภาพความสำเร็จที่ทุกคนได้เห็น กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็ผ่านความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งช่วงเวลาที่ผิดหวังหนัก เคยถึงขั้นต้องเข้าพบจิตแพทย์เลยด้วยซ้ำ
“‘ระหว่างทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ’ มันคือเรื่องจริงครับ ความสำเร็จที่ทุกท่านเห็น มันไม่ได้สำเร็จทั้ง 100% สำเร็จ 10 อาจจะพลาดมา 20 กว่าครั้งก็ได้ จริงๆ ผมไม่ได้คว้าทุนมาได้ทุกโอกาส มีหลายทุนที่ผมไม่ได้
พอเราพยายามออกจาก Comfort Zone เพื่อคว้าโอกาสต่างๆ ต้องยอมรับเลย 1. เราเหนื่อยแน่ๆ สิ่งที่เป็นความท้าทายก็คือ การสู้กับความเหนื่อย แล้วมองไปถึงอนาคตว่า ความเหนื่อยนี้มันอาจจะออกดอกออกผล ให้เราได้ชื่นใจตอนหลังก็ได้
ต่อมา 2. ผมคิดว่าทุกคนน่าจะประสบเมื่อเราพยายามที่จะคว้าโอกาสอะไรก็แล้วแต่ มันจะมีความล้มเหลวเกิดขึ้น ซึ่งความล้มเหลวมันจะมากระทบจิตใจ กระทบความรู้สึกเราแน่นอน มันจะเกิดภาวะที่เราด้อยค่าตัวเอง
ผมเคยมีจุดที่คล้ายอาการซึมเศร้าด้วย ต้องรับยาจากแพทย์ กินยาปรับเคมี เกิดจากการนอยด์ตัวเอง ด้อยค่าตัวเอง น้อยใจ เสียใจ เราตั้งใจ เราทุ่มเท ทำไมเราไม่ได้ทุนนี้ๆๆ ซึ่งผมก็ผ่านมาแล้ว อีก 1 สกิลที่เราต้องมีก็คือ การฮีลใจตัวเอง
ก็เป็นข้อควรระวังเล็กๆ ว่าพอเราทุ่มไปเยอะ มันจะมี Momentum นี้ตีกลับมา ถ้าสำเร็จ เราใจฟู แต่ถ้าเราไม่สำเร็จ ถ้าเราจัดการไม่ดี จะกลายเป็นว่าเราถอยหลังไปเลย ต้องดูแลตัวเองดีๆ ทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย
3. ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการเวลา ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญ อย่าง 9 เดือนที่ผมเพิ่งกลับมา แน่นอนมันกระทบงานสอนหลัก เราอาจจะมีการสอนชดเชย มีการสอนออนไลน์ ซึ่งผมก็ทำ เพราะถ้าเราไม่อยู่ ครูหลายๆ ท่าน ก็ต้องดูแลคาบสอนแทนเรา ดังนั้นเราจะต้องเตรียมความพร้อม ในเรื่องของการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยครับ”
และในฐานะบุคลากรในแวดวงการศึกษา เขายังได้ช่วยสะท้อน “ช่องว่าง” หรือ “สิ่งที่ควรพัฒนา” ของการศึกษาไทยในปัจจุบัน ไว้อย่างน่าสนใจ
“ผมมองว่าการศึกษาไทย เรามีความพยายามที่จะปรับเปลี่ยน ปรับปรุง แก้ไขอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ถ้าให้สะท้อนในฐานะครู ผมมองว่าสิ่งที่สำคัญจริงๆ เราต้องมุ่งที่จะทำยังไงก็ได้ ให้เด็กในปัจจุบันค้นพบตัวเองให้ได้มากที่สุด
คำว่าค้นพบตัวเองในที่นี้ คือให้เขาตระหนักรู้ได้ว่า เขาชอบอะไร เขาอยากเป็นอะไร เพราะอย่างที่ผมเจอตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนตัวเองหรือโรงเรียนโดยรอบ เด็กๆ เขาจะอยู่กับแค่ปัจจุบัน หลายๆ คนก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร จะเรียนอะไรต่อ
ผมมองว่าการศึกษาไทยจริงๆ ดีแล้ว แต่มันยังไปต่อได้อีก ถ้าเราสามารถหาวิธีการหรือหาเทคนิค ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นพบตัวเองมากยิ่งขึ้น อันนี้ก็เป็นอีก 1 โจทย์สำคัญ ที่เราในฐานะครู หรือแม้กระทั่งหลายๆ ท่านที่อยู่ในภาคนโยบาย เราจะเติมเต็มการศึกษาไทยยังไง ที่จะส่งเสริมให้เด็กสามารถรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น
อีกเรื่องก็คือการใช้ AI จริงๆ AI เป็นสิ่งที่ดีนะ ความท้าทายที่เพิ่มขึ้นมา ครูจะต้องมาจัดการกับเรื่องของ AI ที่อาจจะมากเกินไปหรือไม่เหมาะสม เด็กหลายคนอาจจะยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอ ที่จะตัดสินใจถึงความพอประมาณหรือความเหมาะสมในการใช้ อันนี้ก็เป็นประเด็นสดๆ ร้อนๆ ที่เราพูดคุยกัน
ระบบการศึกษาไทย จะต้องมีมาตรการหรือมีแนวทางที่มันพร้อมมากกว่านี้ ที่อาจจะอุดรูรั่วหรือว่าส่งเสริมให้มันแข็งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ว่าเราจะจัดการกับ AI ยังไง”
สุดท้ายนี้ เมื่อให้คุณครูคนเก่ง ลองสมมติว่า ถ้าได้นั่ง Time Machine กลับไปในอดีตได้ จะทำอะไร ซึ่งเขาเลือกที่จะกลับไปบอกเด็กชายตัวน้อยในวันนั้นว่า 'ขอบคุณที่พาตัวเองไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จแล้วนะ'
พร้อมกับฝากกำลังใจไปถึงใครก็ตาม ไม่ว่าจะเจอเส้นทางของตัวเองแล้ว หรือกำลังค้นหาตัวเองอยู่ โลกกว้างใบนี้ ยังรอให้ทุกคนเปิดประตูออกไปผจญภัย เพราะ “การเรียนรู้” เกิดขึ้นได้ตลอดชีวิตนั่นเอง
“เป็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดคือ ผมนั่งคุยกับตัวเอง แล้วก็ย้อนกลับไปขอบคุณ ด.ช.เกมส์ ที่กล้าที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่าง ขอบคุณ ด.ช.เกมส์ ที่ไม่ย่อท้อกับความไม่พร้อมของตัวเอง และความไม่พร้อมของโรงเรียนในตอนนั้น ให้เป็นแรงผลักดัน
การเรียนรู้มันไม่ได้จำกัดอยู่ที่อายุเท่าไหร่ การศึกษามันเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตครับ ไม่ว่าจะในห้องเรียน นอกห้องเรียน มันเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน
เราเป็นเพียงแค่มนุษย์ตัวเล็กๆ ในโลกที่มันกว้างใหญ่มาก คำว่าโลกกว้างในที่นี้ หมายถึงว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่รอให้เราไปสำรวจ รอให้เราไปเรียนรู้ และมีโอกาสอีกมากมาย ขอเพียงแค่เราก้าวออกไปหาโอกาส ไปเปิดประตูเหล่านั้น
สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้เรามีกำลังใจ มีความมั่นใจ กล้าที่จะลอง ไม่ว่าจะโอกาสเล็กหรือโอกาสใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมเล็กๆ ในห้องเรียน ในโรงเรียน การขอทุน การสอบชิงทุน ขอให้เราอย่าปิดสวิตช์ตัวเอง ทำให้เต็มที่ที่สุด ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลที่ออกมามันจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ตาม ขอให้ขอบคุณตัวเอง ชื่นชมตัวเอง และให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ
แล้วก็อย่าลืมว่าการที่เรามองเห็นความสำเร็จของใครสักคนนึง มันไม่ใช่ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันสองวัน แต่มันเป็นความสำเร็จ ที่อาจจะผ่านความล้มเหลวมาเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
ก็อยากจะส่งกำลังใจไปให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะพร้อมหรือไม่พร้อม จะเริ่มจากจุดไหนก็แล้วแต่ ท้ายที่สุด ปลายทางมันอยู่ที่เราเลือกว่าเราจะไปเส้นทางไหนครับ”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ขอบคุณภาพ : Facebook “Saharat Laksanasut”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


