อดีตผู้บัญชาการตำรวจฟาดหนัก ทำงานเสี่ยงตาย เต็มที่กันทั้งระบบ ตั้งแต่“ตำรวจ-ศาล-อัยการ”เพื่อจับ“ราชายาเสพติด” เข้าคุก
สุดท้ายจุดอ่อนกลับอยู่ที่“กรมราชทัณฑ์” ที่ปรับจาก“จำคุกตลอดชีวิต” เหลือติดจริงแค่ “8 ปี”จนถูกวิจารณ์หนักเรื่องเกณฑ์ในการ “ลดโทษ” ที่“เกินลิมิตความเหมาะสม” จนไม่มีใครรับไหว
** ตามจับแทบตาย ฝันสลายอยู่ไม่ถึง “ตายในคุก” **
เป็นถึง “ราชายาเสพติด”แต่ติดคุกแค่ “8 ปี 3 เดือน” เพราะได้รับ “อภัยโทษ” ถึง “6 ครั้ง”
นี่คือเคสของ “เล่าต๋า แสนลี่”พ่อค้ายาตัวเอ้ระดับโลก ที่เพิ่งถูกปล่อยตัวออกจากคุกในวัย86 หลังถูกจับในปี 59
ราชายานรกรายนี้ถูกศาลตัดสินโทษ “จำคุกตลอดชีวิต”
แต่พอเข้าคุก ก็เข้าข่ายนักโทษปฏิบัติตัวดี จึงได้รับการ “เลื่อนชั้นนักโทษ”มาเรื่อยๆ กระทั่งได้รับ“พระราชทานอภัยโทษ” ติดต่อกันถึง 6 ครั้ง ดังนี้
“ครั้งที่ 1” ในปี 63 เขากลายเป็น “นักโทษชั้นกลาง”และได้รับพระราชทานอภัยโทษเฉพาะปล่อยตัวกักขัง แต่ยังคงโทษจำคุกตลอดชีวิตไว้อยู่
“ครั้งที่ 2”ในปีเดียวกัน (63) ได้รับพระราชทานอภัยโทษ “ลดโทษ”ให้ 1 ใน 9 พอรวมกับเงื่อนไข “ผู้สูงอายุ” ที่อายุเกิน 70 ปี เลยทำให้จากโทษ“จำคุกตลอดชีวิต” เหลือ “จำคุก 35 ปี 6 เดือน 20 วัน” แทน
“ครั้งที่ 3”เมื่อปี 64 ได้รับพระราชทานอภัยโทษอีกรอบ ทำให้เหลือโทษ “จำคุก 25 ปี”
“ครั้งที่ 4” ปี 64 ก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นครั้งที่ 2 ในปีเดียวกัน จนเหลือโทษ “จำคุก 17 ปี”
ต่อมาคือ “ครั้งที่ 5”ในปี 68 เล่าต๋าได้รับการเลื่อนชั้นเป็น "นักโทษชั้นเยี่ยม"และได้รับอภัยโทษ จนเหลือโทษ “จำคุก 12 ปี 1 เดือน 21 วัน”
และครั้งสุดท้ายในปี 69 “ครั้งที่ 6”เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษอีกครั้ง จนเหลือโทษจำคุก “8 ปี 3 เดือน 28 วัน” กระทั่งได้รับการ “ปล่อยตัว”ออกมาในที่สุด
{“เล่าต๋า” หลังพ้นโทษ}
จะเห็นว่า พ่อค้ายารายใหญ่คนนี้ ได้รับการอภัยโทษ “ถี่มาก”ได้ “ลดโทษ”ใน “ปีเดียวกัน”ถึง “2 รอบ”2 ปีติด จนกลายเป็นข้อสงสัยหนักมาก ถึงหลักเกณฑ์การลดโทษของ “กรมราชทัณฑ์”
อย่างที่ “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร” อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) หนึ่งในผู้นำทีมจับกุม “เล่าต๋า” เมื่อปี 59 ออกมาโพสต์ท้วงติงระบบ
โดยระบายความในใจเอาไว้ว่า กว่าจะจับนักค้ายารายนี้ได้ ถือเป็นภารกิจที่ยากมาก ทั้ง “ตำรวจ” “อัยการ” รวมถึง “ศาล”ต่างทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย ก็ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าจับกุม
แต่ผู้ร้ายรายสำคัญรายนี้ กลับติดคุกไม่ถึง 10 ปี เลยอยากฝากคำถามถึง “กรมราชทัณฑ์”ว่า อะไรทำให้ “ลำดับชั้นนักโทษ”ของเล่าต๋า ได้เลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็วขนาดนี้
{จาก “จำคุกตลอดชีวิต” ติดจริงแค่ “8 ปี”}
“ตำรวจทำงานเต็มที่นะครับ น้องๆ (ตำรวจ) ก็เหนื่อยเสี่ยงชีวิต อัยการทำหน้าที่เต็มที่ ยึดทรัพย์ พนักงานสอบสวนทำหน้าที่เต็มที่ ศาลท่านทำหน้าที่ได้เต็มที่ ”
“ผมก็ช็อกครับ คดียาเสพติด ราชายาเสพติด ติด 8 ปี ผมคิดว่าเล่าต๋า คงเสียชีวิตในคุก”
คิดดูว่า จากนักโทษ “ชั้นปรับปรุง(ชั้นเลว)”ถูกเลื่อนมาเป็น “ชั้นเยี่ยม”ในเวลาไม่นาน ซึ่งส่งผลอย่างมากต่อขั้นตอนการลดโทษที่ได้รับ แถมยังได้รับพระราชทานอภัยโทษติดๆ กัน ทั้งๆ ที่เคสแบบนี้ ควร “ตัดสิทธิ์”ไม่ให้เข้าถึงการผ่อนปรนส่วนนี้เลยด้วยซ้ำ
“จุดด้อยมันอยู่ตรงราชทัณฑ์ ราชทัณฑ์เนี่ย มีคณะกรรมการที่จะพิจารณาเล่าต๋าเป็นเทวดาเหรอ จากนักโทษชั้นเลว เป็นชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม มันมีปัจจัยอะไรแฝงหรือเปล่า หรือมีข้อบกพร่องอะไรหรือเปล่า”
“คดียาเสพติด ต้องเขียนหลักเกณฑ์ว่า ใครต้องโทษคดียาเสพติด ห้ามเข้าหลักเกณฑ์ถวายฎีกา(ขอพระราชทานอภัยโทษ) ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทของในหลวงด้วย”
{“พล.ต.ท.เรวัช” อดีตผู้บัญชาการ นำทีมจับกุม “เล่าต๋า}
** “ติดคุกขั้นต่ำ” ระบบที่ไทยควรมี? **
“การพระราชทานอภัยโทษ” จะเกิดขึ้นเฉพาะใน “โอกาสสำคัญ” หรือ “วาระมหามงคล” ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งคนที่จะคอยดูว่า นักโทษคนไหนเข้าเกณฑ์พิจารณา ก็คือ “กรมราชทัณฑ์”
โดยเกณฑ์คร่าวๆ ก็ต้องดูทั้ง “คดี” “วันที่จำคุก” “อายุ” และ “ชั้น” ของ “นักโทษ”
ซึ่ง “ชั้นของนักโทษ” ในเรือนจำนี่แหละ ที่มีผลอย่างมากในการลดโทษ และถ้านักโทษ “ทำตัวดี” ชั้นก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ
โดยมีทั้งหมด 6 ชั้น เริ่มจาก “ชั้นปรับปรุงมาก (เลวมาก)”, “ชั้นต้องปรับปรุง (เลว)” , “ชั้นกลาง” , “ชั้นดี” , “ชั้นดีมาก” และ “ชั้นเยี่ยม”
เวลาได้รับการ “ลดโทษ” ในคดีที่ตัดสิน “จำคุกตลอดชีวิต” นักโทษที่อยู่ชั้นกลาง จะได้ลดโทษ “1 ใน 9” ของโทษที่ตัดสิน
ในขณะที่นักโทษชั้นดี จะได้ลด “1 ใน 8” ,นักโทษชั้นดีมาก ได้ลด “1 ใน 7” และนักโทษชั้นเยี่ยม จะได้ลดโทษ “1 ใน 6”
และถ้านักโทษรายไหนมีพฤติกรรมดี จากเคยต้องโทษ “จำคุกตลอดชีวิต”ก็จะเหลือจำคุกจริงๆ ไม่กี่ปี ซึ่งในมุมนึงก็ถือเป็นการให้โอกาสได้เริ่มชีวิตใหม่ นอกเขตรั้วสูงได้ไวขึ้น สำหรับผู้ต้องขังที่สำนึกผิด กลับตัวกลับใจได้แล้ว
แต่ในกรณีของ “เล่าต๋า” ที่ระบบผลักให้พ้นโทษออกมาได้เร็วแบบนี้ ถ้าวัดจากมุมมองของนักอาชญาวิทยา อย่าง “โต้ง” (รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล)อนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านพัฒนาองค์กร มันบ่งชี้ถึง “ข้อน่ากังวล”
เพราะ “เล่าต๋า”เป็นพ่อค้ายาระดับโลก ซึ่ง “เครือข่ายยาเสพติด”ของเขายังคงอยู่ มันก็อาจมีความเป็นไปได้ ที่จะออกมาสานต่อระบบค้าขายเดิมที่เคยวางไว้
“เล่าต๋า เขาเป็นเครือข่ายราชายาเสพติดระดับโลกนะ แล้วออกมาก็ยังมีเครือข่าย ที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย นั่นหมายความว่า เรากำลังมีพ่อค้ายาเสพติดออกมา แล้วมาสานต่อเครือข่ายที่มีอยู่ อันนี้ผมว่าเป็นอะไรที่น่ากังวลนะ”
{“ดร.โต้ง” นักอาชญาวิทยา}
เรื่องนี้อาจทำให้ระบบยุติธรรมไทย ต้องหันมาดูประเด็นเรื่องระเบียบ “อภัยโทษ” และ “การเลื่อนชั้น” ของนักโทษกันใหม่ โดยเฉพาะในเคสที่เป็นคดีร้ายแรง หรือกรณีพ่อค้ายารายใหญ่แบบนี้
ในหลายๆ ประเทศเอง ก็มี “การอภัยโทษ” แต่เขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า “การรับโทษขั้นต่ำ (Minimum Term)” ก่อนจะได้สิทธิ์พิจารณาการ “ลดโทษ” ที่เหลือ
อย่างใน “เยอรมัน” นักโทษที่ “ติดคุกตลอดชีวิต” ต้องจำคุกครบ “15 ปี”ก่อน ศาลถึงจะมีการพิจารณาลดโทษที่เหลือ
ไม่ต่างจากใน “ญี่ปุ่น” ที่ต้องติดคุกขั้นต่ำ “10 ปี” ส่วนใน “อังกฤษ” จะอยู่ที่ระยะเวลา “15-25 ปี” เป็นอย่างน้อย
“เมืองไทยก็ควรจะมีการแก้หลักเกณฑ์ตรงนี้เช่นกัน เพราะต้องชั่งน้ำหนักเรื่องของโทษ ความแน่นอนของการลงโทษ ความสมดุลระหว่างการแก้ไขฟื้นฟูของผู้กระทำความผิด กับความปลอดภัยของสังคม”
อีกอย่างสิ่งที่ไทยควรเปลี่ยนคือ “การพิจารณาลดโทษ” ในเคสสะเทือนขวัญ คดีใหญ่ๆ หรือกรณีพ่อค้ายา ที่ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งการลดโทษควรทำในรูปแบบ “คณะกรรมการ”
โดยให้มีภาคส่วนอื่นๆ มาร่วมพิจารณาด้วย อย่างการมี “ตัวแทนเหยื่อ” มาร่วมออกเสียงก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่มีแค่เจ้าหน้าที่จากกระบวนการยุติธรรมมีสิทธิ์ฟันธงเท่านั้น
“ต้องพิจารณาผู้ต้องขัง หรือนักโทษ ในเรื่องของอัตราการกระทำความผิด โดยมีคณะกรรมการพิจารณา ที่ประกอบด้วยส่วนงานอื่น
เช่น ผู้แทนจากเหยื่อ ต้องมีผู้แทนจากเหยื่อ เข้าไปรับฟังบางมุมเหมือนกันนะ มีแต่หน่วยงานราชการเท่านั้น ผมว่ามันก็ไม่น่าใช่”
ต่อมาคือเรื่อง “ชั้นของนักโทษ” ในเรือนจำ ที่บ้านเมืองเราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่า พฤติกรรมแสนดีในคุก มันมาจากการที่ “นักโทษกลับตัว” แล้วจริงๆ หรือแค่ต้องการ “หลอกระบบ” เพื่อให้ได้ออกจากคุกไวขึ้น
ฉะนั้น สิ่งที่ “ดร.โต้ง” แนะนำคือ “การลดโทษ” ต้องคำนึงถึง “ความปลอดภัยของสังคม” ด้วย ว่านักโทษรายนั้นได้รับการแก้ไขพฤติกรรม และจะไม่กลับไปทำผิดซ้ำอีกแล้วจริงๆ ก่อนจะปล่อยตัวเขาออกมา
“ในเรือนจำเขาทำดี แต่พอนอกเรือนจำ ไม่ใช่ คนละคนไง เพราะฉะนั้น ตรงนี้เราต้องชั่งน้ำหนัก เรื่องของการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรม นิสัย เรื่องสิทธิ์ผู้ต้องขัง กับเรื่องการคุ้มครองสังคมเช่นกันนะครับ”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “เล่าสู่กันฟัง”, @chiangmainews | workpoint.co.th
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


