ถ้ามี“คนหาย” ไม่ว่าครอบครัวไหน ก็ต้องอยากให้เจอ“ตัวเป็นๆ” ไม่ใช่แบบ“ตัวเย็นๆ”ตอนกลายเป็นศพไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ยิ่งเกิดคดีสะเทือนขวัญดังข้ามประเทศ ยิ่งสะท้อนให้เห็นช่องโหว่รูใหญ่ กับการจัดการ“เคสคนหาย”และนี่คือข้อมูลจาก“คนวงใน” ที่ทำให้เห็น“ความเฉยชา”ของเจ้าหน้าที่ กับ“ระบบที่ผุพัง”รอวันรื้อยกชุด
** ถ้า “จริงจัง” ตั้งแต่แรก คงไม่ “สูญเสีย” เพิ่ม **
จากเคส “2 พี่น้องชาวรัสเซีย”ที่หายตัวไปหลายวัน จนสุดท้ายกลายเป็น “ฆ่าชิงทรัพย์-ฝังศพ” จากฆาตกรโหด “ป๋อง-ธง”
จุดประเด็นให้ผู้คนในสังคมตั้งคำถาม เรื่องการยกระดับ “มาตรการตามหาคนหาย”ว่าควรมีระบบดำเนินการอย่างจริงๆ จังๆ กันได้แล้ว
เพราะก่อนหน้าจะสังหาร 2 พี่น้องรัสเซีย หัวโจกฆาตกรอย่าง “ป๋อง” ได้ลงมือ “ฆ่ายกครัว”3 พ่อ-แม่-ลูก เพื่อชิงรถกระบะมาแล้ว
ที่สำคัญคือ “ญาติ” ของครอบครัวนี้ ได้แจ้งความ “คนหาย” เอาไว้แล้ว ระหว่างนั้นก็ออกตามหา 3 ผู้สูญหายนานนับเดือน ในแบบที่ไร้ความช่วยเหลือจาก “ตำรวจ”แถมยังไร้การแจ้งความคืบหน้าด้วย
{ฆ่ายกครัว ญาติแจ้งคนหาย แต่ตำรวจไร้การติดตาม}
พอมาพบศพ “2 พี่น้องรัสเซีย” ถึงได้ขยายผลจนเจอร่างของ “เหยื่อฆ่ายกครัว” ทั้ง 3 รายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าด้วย
ผลักให้สังคมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้าตำรวจ “จริงจัง” กับ “คดีคนหาย”มากกว่านี้ตั้งแต่แรก สืบหาจนเจอ “3 ร่างไร้วิญญาณ”ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เหตุฆาตกรรมโหดก็คงไม่เกิดซ้ำเป็นเคสที่ 2 กับคดีดังข้ามประเทศเคสล่าสุด
ถ้าวัดจากข้อมูลเคส “เด็กหาย” เฉพาะในปี 68 “มูลนิธิกระจกเงา” รวบรวมสถิติเอาไว้ว่า มีถึง 265 ราย ส่วนสาเหตุของการหายตัวไป อันดับต้นๆ คือ “หนีออกจากบ้าน”
รองลงมาคือปัญหา “แย่งสิทธิ์เลี้ยงดู” ระหว่างผู้ปกครองและสุดท้ายคือ “ถูกหลอก”ให้ไปทำงานให้กับแก๊งสแกมเมอร์
{“ป๋อง” ฆาตกรโหด สังหาร 5 ศพ}
แต่ประเด็นสำคัญเหล่านี้ กลับถูกปัดตก ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ถ้าไม่กลายเป็น “ข่าวเดือด-คดีดัง” ให้กระบวนการยุติธรรมไทยต้องเร่งสืบสวน
อย่างที่ “เอก-เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข” หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา บอกกับเราว่า คือการทำงานแบบ “ไฟไหม้ฟาง” ทำตามกระแสแป๊บๆ เสร็จแล้วก็มอดดับไป
“เรื่องคนหาย มันเป็นแบบไฟไหม้ฟาง เวลาเกิดเหตุคดีดังๆ ทีนึงเนี่ย ตำรวจก็ให้ความสนใจ ลงพื้นที่ แต่ว่าในความเป็นจริง เราเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งใช่ไหม”
ส่วนสาเหตุที่ “เคสคนหาย” ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่เท่าใดนัก ส่วนนึงเป็นเพราะตอนนี้ “ภาระงาน” ของตำรวจมีล้นมือ โดยเฉพาะ “ฝ่ายสืบสวน”
ทำให้หลายๆ ครั้งเวลามีคนไปแจ้งเหตุ “คนหาย” ส่วนมากจะมีแค่ “สิบเวร” เป็นผู้รับเรื่อง คือพี่น้องประชาชนไม่ได้รับโอกาส แจ้งข้อมูลถึง “พนักงานสอบสวน” โดยตรง
สุดท้ายก็ไม่มีใครให้ความสำคัญ ติดตามสืบสวนเพื่อช่วยค้นหาผู้สูญหาย ไม่ต่างจากที่เกิดกับเคส “ฆ่ายกครัว” โดยฝีมือ “ป๋อง”
“กรณีฆ่าทั้งครอบครัว เราพบเลยว่า พอรับแจ้งเหตุแล้วเนี่ย เขาได้แต่ใบแจ้งความกลับไป มันไม่ได้เกิดกระบวนการติดตาม มันไม่ถูกให้ความสำคัญเลย
ไม่ถูกรายงานกับผู้ใหญ่ ไปยังผู้กำกับ ไปยังผู้การจังหวัด ไปยังศูนย์สืบสวน ให้มีกระบวนการในการติดตาม”
{“เอกลักษณ์” หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงา}
ทั้งๆ ที่ถ้าคิดจะตามหาจริงๆ เจ้าหน้าที่สืบสวนมีทั้ง “อุปกรณ์”และ “เทคนิค”มากมาย ทั้งการตรวจหาจากสัญญาณมือถือ ตรวจกล้องวงจรปิด แต่มันกลับแทบไม่เคยถูกมาใช้กับเคสแบบนี้เลย
“เราเข้าใจข้อจำกัดบางอย่าง ที่งานสอบสวนมันเยอะ แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการในการสอบสวนก็ตาม เครื่องไม้เครื่องมือในการติดตาม ตำรวจเขาเข้าถึงสิ่งนี้ หรือมันมีสิ่งนี้
พูดตรงๆ ในทางเทคนิค คุณประสานตรวจข้อมูลโทรศัพท์ได้ มีข้อมูลกล้องวงจรปิด ที่ตรวจรถผ่านเข้า-ออกจุดนั้นจุดนี้ แต่ว่ามันไม่ถูกเอามาใช้ ในกรณีคนหาย”
เรื่องนี้ก็มีอดีตตำรวจอีกนาย ให้ความเห็นคล้ายๆ กัน คือชี้ว่าเวลามีเคสคนหาย ตำรวจส่วนนึงมักจะคิดว่า“ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
อาจหายไปเพราะ “หนีออกจากบ้าน” “หนีหนี้”เดี๋ยวกับกลับมา ทำให้ไม่เกิดการติดตาม อย่างที่ควรจะเป็น
{ถ้าตำรวจจริงจัง “2 พี่น้องรัสเซีย” คง “ไม่ตาย”}
** เมื่อ “คนหาย” กลายเป็น “ศพนิรนาม” **
เรื่องตลกร้ายของ “คดีคนหาย” คือ ทุกวันนี้หน่วยงานหน้าด่าน ที่ค่อยรับเรื่องเวลามีเคสคนหาย อย่าง “กรมตำรวจ” กลับไม่มี “ฐานข้อมูลคนหาย” เป็นของตัวเอง
เทียบกับเมื่อก่อน ที่เคยมี “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี” ว่าด้วยการสนับสนุนการปฏิบัติงาน “ติดตามคนหาย” และ “พิสูจน์ศพนิรนาม”
ในตอนนั้นยังคงที่กำหนดให้ “กระทรวงยุติธรรม” เป็น “เจ้าภาพ” ในการรวบรวมข้อมูล และให้ “ตำรวจ” มีหน้าที่ส่งข้อมูลต่างๆ ไปให้
แต่กลับกลายเป็นว่า ตำรวจก็ส่งบ้าง-ไม่ส่งบ้าง จนมาถึงตอนนี้ สถานการณ์แย่ลงอีก เพราะระเบียบที่ว่านี้ ดันถูก “ยกเลิก” ไปแล้วในรัฐบาลชุดนี้
ผลักให้การสืบสวนเคสแบบนี้ ยิ่งก่อปัญหาซับซ้อนขึ้นไปอีก ยกตัวอย่าง เวลาพบ “ศพนิรนาม” พอตำรวจไม่มีฐานข้อมูลคนหายเป็นของตัวเอง หลายๆ ครั้งเวลาเจอศพไร้ชื่อ เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วคือ คนที่เคยถูกแจ้งสูญหายหรือเปล่า?
“หลายเคสมากนะครับ ณ ปัจจุบัน ที่เวลามันมีศพเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ แล้วตำรวจเจ้าของคดี สืบจังหวัด สืบภาค จะโทรมาที่ ‘กระจกเงา’ แล้วว่า เฮ้ย...ในพื้นที่มีคนหายไหม
ก็แปลว่า เขาไม่สามารถมีแหล่งข้อมูลของตำรวจเอง ไม่มีฐานข้อมูล หรือไม่มีหน่วยตำรวจ ที่รวบรวมข้อมูลนี้เอาไว้เลย”
พอไม่มี “ข้อมูลไว้เชื่อมโยง” มันก็กลายเป็น “จุดบอด” สำคัญในการตามหา “คนหาย” โดยเฉพาะในเคสที่หายมานานแล้ว จนหลายๆ คนอาจกลายเป็น “ศพไร้ชื่อ” ไปแล้ว
ประเด็นคือ ถ้าจะบอกว่า “ตำรวจ” ไม่มีฐานข้อมูลคนหายเลย ก็คงไม่จริงทั้งหมด เพราะ “ระบบฐานข้อมูลกลาง บุคคลสูญหายและพิสูจน์ศพนิรนาม (CIR)” ของ “กระทรวงยุติธรรม” ก็มีอยู่
แต่ปัญหาคือ เวลาปฏิบัติงานจริง ตำรวจที่อยู่หน้างานจำนวนไม่น้อย ไม่ส่งข้อมูลเข้าไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลกลางเองมากกว่า
แถมเวลาเจอศพนิรนาม ตำรวจก็ดันเอาข้อมูลที่ได้จากศพ ไปเทียบใน “ประวัติอาชญากรรม” แทน เพราะมองว่ามัน “ง่าย” ดี สุดท้ายจึงไม่สามารถบอกได้ว่า ศพนี้คือคนที่เคยถูกแจ้งหายหรือเปล่า
พอ “ข้อมูลการแจ้งคนหาย” ไม่ถูกส่งไปยังฐานข้อมูลกลาง ข้อมูลพวกนี้ก็จะค้างอยู่ที่ตาม “โรงพัก” ในท้องที่ต่างๆ
รอเวลาให้มีเจ้าหน้าที่ ที่จริงจังที่จะพิสูจน์ “ตัวตน” ของศพไร้ชื่อเหล่านี้จริงๆ วิ่งไปตามโรงพักต่างๆ เพื่อเช็กว่ามีข้อมูลไหน ตรงกับเคสคนหายรายไหนบ้าง
“เมื่อต้นปี เราพบปัญหาว่า เฮ้ย..คนหายที่เราหาไม่เจอ หลายคนกลายไปเป็นศพไร้ญาติ ศพนิรนาม ไปตายอยู่ตามที่ต่างๆ
แล้วปรากฏว่า ตำรวจไม่ตามหาตัวตนของเขาว่าเป็นใคร หรือบางคนพบบัตรประชาชนเลยนะ มี ชื่อ-นามสกุล ปรากฏว่าตำรวจบอกว่า พยายามติดต่อหาญาติแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้ ”
ความ “เฉยชา” บวกกับ “ข้อมูลที่กระจัดกระจาย” ทำให้การจัดการ “คดีคนหาย” ยิ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ รอวันยกเครื่องทั้งระบบ!!
เหมือนหลายๆ ประเทศ ที่เขามี “ฐานข้อมูลคนหาย” ของภาครัฐ หรือมี “หน่วยงาน” ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง เพราะยิ่งนับวัน ตัวเลขเคสคดีเหล่านี้ ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
วัดจากตัวเลข “การแจ้งคนหาย” ของมูลนิธิกระจกเงา พบว่า ตัวเลขมันขยายเพิ่มขึ้นทุกปี อย่าง ปี 66 มีการแจ้งเหต 1,721 ราย, ปี 67 มี 2,231 ราย, ปี 68 มี 2,945 ราย
ส่วนปี 69 ตอนนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง แต่มียอดสดสมอยู่ที่ 2,308 รายแล้ว
ความน่าเศร้าคือ ทาง “มูลนิธิกระจกเงา” เคยยื่นหนังสือถึง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เพื่อขอเข้าหารือเรื่อง “การจัดการปัญหาคนหาย” เมื่อช่วงต้นปี 69 แต่กลับถูกสำนักงานตำรวจฯ “ปฏิเสธ” ให้เข้าพบ
ดูโพสต์นี้บน Instagram
...นี่คือข้อมูลจากคนวงใน ที่ทำให้เห็น "ความเฉยชา" ของเจ้าหน้าที่ กับ "ระบบที่ผุพัง" รอวันรื้อยกชุด @mirror_org...
.
ถ้ามี #คนหาย ไม่ว่าครอบครัวไหน ก็ต้องอยากให้เจอตัวเป็นๆ แต่ส่วนใหญ่ที่พบเจอในบ้านเมืองเรา "ระบบ" ไม่ได้หนุนให้เป็นแบบนั้น
.
ยิ่งเกิด "คดีสะเทือนขวัญ" ดังข้ามประเทศ… pic.twitter.com/QcEuXlEB76— LIVE Style (@livestyletweet) August 14, 2026
@livestyle.official ...นี่คือข้อมูลจากคนวงใน ที่ทำให้เห็น "ความเฉยชา" ของเจ้าหน้าที่ กับ "ระบบที่ผุพัง" รอวันรื้อยกชุด @themirrorfoundation... . ถ้ามี "คนหาย" ไม่ว่าครอบครัวไหน ก็ต้องอยากให้เจอตัวเป็นๆ แต่ส่วนใหญ่ที่พบเจอในบ้านเมืองเรา "ระบบ" ไม่ได้หนุนให้เป็นแบบนั้น . ยิ่งเกิด "คดีสะเทือนขวัญ" ดังข้ามประเทศ ยิ่งสะท้อนให้เห็นช่องโหว่รูใหญ่ กับ "การจัดการเคสคนหาย" . อ่าน "สกู๊ปพิเศษ" ฉบับเต็ม : https://bit.ly/live-nocluemissingperson . เรื่อง : LIVE Style . LIVE Style - ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ ประเด็นสดใหม่เสิร์ฟมุมมอง . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #มูลนิธิกระจกเงา #ตามหาคนหาย #ตํารวจ #ตํารวจไทย #พี่น้องรัสเซีย #ป๋องธง #อาชญากรรม #กระบวนการยุติธรรม ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ภาพ : thaitv5hd.com | X @habahc1, @Donaldae และ @OxlSQeZKrew3Nb6
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


