xs
xsm
sm
md
lg

“ไร้ระบบติดตาม-เฝ้าระวัง?” ช่องโหว่ “อาชญากรก่อเหตุซ้ำ” แนะเพิ่มโทษ หนุนประหาร!! [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ไอ้ป๋อง” ฆาตกรโหดก่อเหตุ 2 คดีรวด “สังหารยกครัว” “ฆ่า 2 พี่น้องรัสเซีย” คนวงในชี้ บ้านเมืองเรามี “มาตรการเฝ้าระวังนักโทษพ้นคุก” แต่เหมือนไม่ได้ใช้จริง ติดคุก 7 ปีเต็มก็ไม่เข็ด หรือจะถึงเวลาหยิบ “โทษประหาร” มาบังคับใช้จริงจังแล้ว?





** ก่อคดีซ้ำ “เฝ้าระวัง” กันจริงไหม? **

จากเคสฆ่าชิงทรัพย์ “2 พี่น้องชาวรัสเชีย” สู่การขยายผลจนเจอว่า ฆาตกรที่ก่อเหตุอย่าง “ป๋อง-ฑนา เกิดทอง”และ “ธง-ธงชัย ศรีนิล” ทั้ง 2 รายนี้ คือขาโหดที่เข้าออกคุกเป็นว่าเล่น

โดยก่อนหน้าที่จะก่อเหตุนี้ “ป๋อง” และ “ธง”ได้ไปร่วมกับแก๊งอีก 2 คน ก่อเหตุ “ฆ่ายกครัว”พ่อ-แม่-ลูก รวม 3 ศพ เพื่อชิงรถกระบะ ซึ่งทั้งหมดถูกจับแล้ว

และพอมาเช็กดู “ประวัติอาชญากรรม” ของฆาตกรโหดกลุ่มนี้ก็พบว่า เคยต้องโทษมาแล้วทั้งนั้น เริ่มจาก “ธง” ที่เคยติดคุกคดีพัวพัน “ยาเสพติด”

ส่วน “ป๋อง”หัวโจกผู้ลั่นไกสังหาร 2 พี่น้องรัสเซีย เคยถูกจับมาแล้วหลายข้อหา ทั้ง “คดีอาวุธปืน” “พรากผู้เยาว์”และ “พยายามฆ่า”

ผลักให้รอบล่าสุด อาชญากรรายนี้ต้องโทษติดคุกไปเต็มๆ ถึง “7 ปี 7 เดือน 25 วัน”โดยไม่ได้รับสิทธิ์การลดโทษ หรืออภัยโทษใดๆ


                                                               {“ป๋อง” หัวโจกความโหดเหี้ยม}


                                                                     {“ธง” คู่มือนรกสั่ง}

แต่หลังจาก “ป๋อง” ก้าวเท้าออกจากคุก ในเวลาแค่ “ไม่ถึง 2 เดือน” กลับมาก่อเหตุ “ฆาตกรรมร้ายแรง” ไปถึง “2 คดี”

ผลักให้สังคมไทยเกิดคำถามหนักมาก ถึงมาตรการ “ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ” ในบ้านเมืองเรา ซึ่งมี “พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 (JSOC)” บังคับใช้อยู่

ทั้งที่กฎหมายตัวนี้ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่เต็มที่ ทั้ง “ตำรวจ” “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” และ “กรมคุมประพฤติ”

มีหน้าที่คอย “ติดตาม” และ “เฝ้าระวัง” ผู้พ้นโทษ ใน “คดีเพศ” และ “คดีรุนแรง” เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำอีก

โดยผู้พ้นโทษที่อยู่ใต้มาตรการนี้ จะต้อง “เข้ารายงานตัว” กับเจ้าหน้าที่เป็นประจำ และ “ห้ามออกนอกเขต” ที่กำหนด หรือต้องติด “กำไล EM” เพื่อคอยบอกพิกัดอดีตนักโทษ

จากข้อมูลในเคสของ “ป๋อง” หลังพ้นโทษคดีล่าสุด ทาง “กรมราชทัณฑ์” ยืนยันว่า คนร้ายรายนี้อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของกฎหมายนี้เหมือนกัน



แต่ถามว่าทำไมถึง “หลุดรอด”สายตาเจ้าหน้าที่ไปก่อเหตุได้ นี่คือคำถามที่ “อ.ช้าง” (พ.ต.ท.ธนันวัฒน์ ธีรพัฒน์ชญากุล)อาจารย์ประจำคณะตำรวจศาสตร์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ก็สงสัยเหมือนกัน

“สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเมื่อในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ในข้อหาพยายามฆ่าเนี่ย แล้วก็ออกมาภายในมาตรการนี้ ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่วัน กลับไปก่อเหตุได้

อันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่า การปฏิบัตินะครับ ในการที่จะเฝ้าติดตาม ป้องกันระวังไม่ให้ผู้ก่อเหตุไปก่อเหตุซ้ำ ต้องมีเรื่องที่ต้องทบทวนกันว่า ปัญหามันอยู่ที่จุดไหน”

เพราะหากมีการติดตาม “เฝ้าระวัง”กันจริงๆ น่าจะต้องจับผู้ร้ายรายนี้ได้ ตั้งแต่การก่อคดีครั้งแรกที่ “ฆ่ายกครัว”แล้วหรือเปล่า?

ไม่ใช่มาจับกันได้ตอนข่าวไวรัลข้ามโลก อย่างเคส “2 พี่น้องรัสเซีย”ที่หายตัวไป จนเกิดกระแสตามหาตัว นำมาสู่การจับกุมครั้งล่าสุดนี้


                                                                {“2 พี่น้องรัสเซีย” ถูกสังหารโหด}

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ หลัง “ป๋อง” ออกจากคุกมา กลายเป็นว่าไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ไหน ทำงานอะไร ทั้งๆ ที่ หน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้อย่าง “กรมคุมประพฤติ” ควรจะต้องรู้ข้อมูลที่อยู่พวกนี้

“เอาจริงๆ ในเรื่องของการคุมประพฤติ ผมไม่แน่ใจว่า งบประมาณในการจัดสรรอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ มันมีเพียงพอไหม

และผมเชื่อว่า ถ้าเคสของไอ้เจ้าป๋องเนี่ย มันใส่กำไล EM จริง มันน่าที่จะมีอะไร ที่เป็นสัญญาณบอกเหตุ ได้ตั้งแต่การเกิดเหตุครั้งแรก ช่วงเดือนแรกนะครับ”

นอกจากนี้ อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจรายนี้ ยังชี้ให้เห็นปัญหาอีกอย่างคือ “การประเมินสุขภาพจิต” ในวันปล่อยตัวว่า มีขั้นตอนนี้ไหม



เพราะถ้าวิเคราะห์จากพฤติกรรมการก่อเหตุ“ป๋อง” น่าจะเป็นที่มี “รสนิยมชอบใช้ความรุนแรง”เพราะเหตุชิงทรัพย์แค่นี้ ไม่เห็นความจำเป็นต้องฆ่าเหยื่อ และถ้ามีการตรวจสอบก่อน คาดว่าพฤติกรรมแบบนี้ น่าจะสามารถ “เฝ้าระวังเป็นพิเศษ” ได้

“จริงๆ แล้วผมว่า ถ้าดูการประเมินสุขภาพจิตของไอ้ป๋อง ก่อนที่จะพ้นโทษ มันน่าจะมีสัญญาณบ่งชี้ว่า คนคนนี้ไม่ปกติ ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อันนี้เอ๊ะที่ 1

และที่ผมสงสัยว่า มันมีกระบวนการตรวจสอบในชั้นนี้หรือเปล่า มีผลรายงานเป็นยังไง แล้วถ้ามีผลรายงานเป็นแบบนั้น แล้วจะปล่อยให้คนแบบนี้ ใช้ชีวิตร่วมกับคนในสังคมแบบปกติได้หรือไม่”


                                                   {“พ.ต.ท.ธนันวัฒน์” อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ}

** “โทษประหาร” เสือกระดาษที่อาจต้องใช้จริง? **

จากเคสนี้ แม้คนร้ายจะเคยติดคุกถึง “7 ปี” เต็ม แต่ก็ไม่ได้เข็ดหลาบ พอออกมาก็ยังก่อเหตุร้ายแรงถึง 2 คดี ตรงนี้เลยเป็นคำถามของสังคมว่า หรือเราควรหยิบเอา “โทษประหาร” ออกมาใช้กันจริงๆ เสียที

แต่ก็มีความเห็นจากคนอีกไม่น้อย ที่ยึดหลัก “สิทธิมนุษยชน” ว่า “ไม่เห็นด้วย” กับการที่รัฐจะเอากฎหมายนี้มาใช้จริง

ถ้าให้วิเคราะห์ตามสภาพความเป็นจริง “โทษประหาร” ในบ้านเมืองเราที่ถูกพูดถึงกันอยู่ทุกวันนี้ มัน “ไม่ได้ถูกบังคับใช้จริง” เพราะจะถูกลดระดับให้กลายเป็น “จำคุกตลอดชีวิต” แทน

อย่างที่กูรูสายสืบสวนรายเดิม ช่วยวิเคราะห์ให้ทีมข่าวฟังว่า โทษประหารของไทย เป็นได้แค่ “เสือในกระดาษ”

แน่นอนอย่างแรก ถ้าบ้านเมืองเราจะหยิบโทษตัวนี้มาปฏิบัติจริง อาจเสี่ยงถูกทั่วโลกประณาม เพราะหลายๆ ประเทศเขา “เลิกใช้โทษประหาร” กันไปแล้ว



ต่อมาคือ มันขัด “หลักมนุษยธรรม” ด้วยความเชื่อที่ว่า คนเรา “กลับตัวได้” และควรได้รับโอกาส ที่จะเปลี่ยนตัวเอง

แต่ถ้าให้วัดจากเลนส์ตาของตำรวจนายนี้ เขามองว่ามันมีคนบางประเภทจริงๆ ที่ก่อเหตุซ้ำซาก “เลวโดยสันดาน” คนแบบนี้ “ไม่ควรได้รับโอกาส” และอาจ “สมควรได้รับโทษประหาร” จริงๆ

ส่วนถ้าต้องการหยิบ “โทษประหารชีวิต” มาบังคับใช้ ก็จำเป็นต้องตั้ง “คณะกรรมการพิจารณาโทษ” อย่างมีมาตรฐานเชื่อถือได้ว่า สมควรรับโทษสูงสุด ไม่ใช่ตัดสินตามกระแสสังคม หรือทำเพื่อความสะใจ

“ผมว่าพฤติกรรมของคนบางคน มันก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ เพราะว่าก่อเหตุซ้ำซาก เขาเรียกว่า ชั่วโดยกมลสันดาล
คือสิ่งเหล่านี้ เราอาจจะยังไม่มีเกณฑ์ ในการชี้วัดว่า บุคคลแบบไหน สมควรได้รับโทษในลักษณะแบบนี้”



การหยิบ “โทษประหาร” มาใช้จริงอาจเกิดขึ้นได้ยาก กูรูรายนี้จึงมองว่า ทางออกที่ทำได้เลยตอนนี้ และไม่เสี่ยงถูกชาวโลกประณาม คือการทำให้ “โทษจำคุกตลอดชีวิต” มันตลอดชีวิตจริงๆ

เพราะปกติแล้ว เวลาศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อยู่ไปนานๆ ก็จะมีการ “ลดโทษ” ให้ อาจจะเหลือ 50 ปี แล้วก็ลดลงมาเรื่อยๆ ทำให้ติดคุกจริงๆ ไม่กี่ปีก็ได้ออกมา

ดังนั้น ในคดีอุกฉกรรจ์ ก่อเหตุร้ายแรงซ้ำซากแบบนี้ ก็ควรถูกตัดสิทธิ์การได้รับอภัยโทษ หรือเหตุบรรเทาโทษออกไป เช่น การรับสารภาพ ถ้ามันเป็นจำนนด้วยหลักฐาน อันนี้ควรนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ

“ไอ้โทษจำคุกตลอดชีวิตเนี่ย มันเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า ท้ายที่สุด คนเหล่านี้ไม่ได้จำคุกตลอดชีวิตจริงๆ คือถ้าอายุเขาอยู่ได้เกิน 5 ปี 10 ปี ส่วนใหญ่เนี่ย เขาก็จะได้ออกมาใช้ชีวิต

เพราะฉะนั้น บางทีผมคิดว่า จำคุกตลอดชีวิตคนบางคน ก็สมควรที่จะได้รับความทรมาน ในการถูกจองจำ ควรจะต้องให้สาสมกับความผิด ที่เป็นเหมือนให้ตายทั้งเป็น”














สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “@theeraphatchayakul” | Instagram @cadetcompany | X @habahc1, @OxlSQeZKrew3Nb6, @Donaldae | thaitv5hd.com



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **