หลัง“คนผิด”ได้ติดยศตำรวจ ให้ค้านสายตาคนทั้งประเทศ ล่าสุด “ครอบครัวตัญกาญจน์”ยังคงไม่หยุดทวงความยุติธรรม เข้าทวงถาม“อวัยวะที่หายไป” ของ “น้องเมย” ลูกชายผู้ตกเป็นเหยื่อ“รุ่นพี่เตรียมทหาร”
ท่ามกลางความหวังเลือนราง จากที่พึ่งแห่งสุดท้าย“กมธ.กฎหมาย” ที่มีแนวโน้มช่วยรื้อคดี
** 9 ปี แห่ง “ความอยุติธรรม” **
“9 ปี” แห่งความอยุติธรรม ที่ครอบครัว “ตัญกาญจน์”ยังคงกังขาในคดีของ “น้องเมย” (ภคพงศ์ ตัญกาญจน์)นักเรียนเตรียมทหารชั้นที่ 1 ที่โดน “รุ่นพี่ธำรงวินัย” จนเสียชีวิตไปเมื่อปี 60
ทั้งเรื่อง “คำตัดสิน”ของ “ศาลทหารชั้นฎีกา”ที่พิพากษาให้ “รุ่นพี่”ที่ทำร้ายน้องเมย ได้รับโทษแค่ “จำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท” แต่ “รอลงอาญา 2 ปี”เพราะเป็นแค่คดี “ทำร้ายร่างกาย”
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ รุ่นพี่พวกนี้กลับได้ติดยศเป็น “ตำรวจ”ในภายหลัง ทั้งที่มี “คดีติดตัว”กันอยู่ แถมยังมีเรื่อง “อวัยวะสำคัญ”ในศพน้องเมยที่ “หายไป” อย่างปริศนาอีก
จนนำไปสู่การแจ้งความ “นายแพทย์ทหารผู้ชันสูตร” ตั้งแต่ปี 63 แต่มาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องก็ยังเงียบ ไร้ความคืบหน้าใดๆ
{“น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหาร เสียชีวิตเพราะ “ธำรงวินัย”}
ทำให้ล่าสุด “ครอบครัวตัญกาญจน์”ต้องลุกขึ้นทวงความยุติธรรมอีกครั้ง โดยการยื่นหนังสือร้องเรียน ไปยัง “คณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (กมธ.กฎหมาย)”
เพื่อขอความเป็นธรรมใน 2 ประเด็นหลักๆ คือ 1.รุ่นพี่ที่รับราชการตำรวจไปแล้ว ทั้งๆ ที่มีคดีติดตัว อยากให้“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” พิจารณาเรื่องวินัยและจริยธรรมว่า สามารถเข้ารับราชการได้ยังไง?
และ 2.คดีฟ้องนายแพทย์ทหาร ผู้ทำ “อวัยวะสูญหาย”ยังไร้ความคืบหน้า อยากให้เร่งดำเนินการ เพราะมันใกล้จะ “หมดอายุความ” แล้ว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คนเป็นแม่ อย่าง “สุกัญญา ตัญกาญจน์” พูดทั้งน้ำตา ในวันที่เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับ กมธ.กฎหมาย ไว้ว่า...
“มันเหมือนลอยกลางทะเล แล้วมีขอนไม้มาให้เราเกาะอะ เราก็ต้องคว้าเนอะ เราไม่รู้หรอกว่า เขาจะพาเราไปถึงฝั่งหรือเปล่า แต่วันนี้ถ้าโอกาสมาถึง เราจะไขว่คว้ามัน”
“เราจะไปหาความยุติธรรมตรงไหนได้บ้าง พยายามไปหมด สุดท้ายก็ต้องมาพึ่งกรรมาธิการกฎหมายฯ”
{ครอบครัวตัญกาญจน์ ขอความเป็นธรรม}
** แสงสว่างเล็กๆ ของครอบครัว **
คุณแม่ของน้องเมย ช่วยย้อนความยากลำบากให้ทีมข่าวฟังว่า ตลอดเวลา 9 ปีที่ครอบครัวพยายามต่อสู้ หาหลักฐาน เพื่อสู้ข้อครหาที่แพทย์ทหารบอกว่า น้องเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว อย่าง “โรคหัวใจ”
แต่การทำหนังสือไปตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอเอกสารหลักฐาน กลับเต็มไปด้วยความล่าช้า
“การทำหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ เนี่ย ต้องใช้ 1.เวลา และ 2.พอเราเข้าไปติดต่อ สอบถามเกี่ยวกับคดี ก็จะโดนประเภทว่า รู้ไหม คดีลูกคุณ เสียงบประมาณไปเท่าไหร่”
ประเด็นสำคัญที่ทุกวันนี้ยังไม่เคยได้คำตอบคือ “อวัยวะ”ของน้อง “หายไปไหน?”
หลังส่งเรื่องร้องเรียนไปในตอนนั้น พักใหญ่ๆ ครอบครัวก็ได้อวัยวะกลับคืนมา แต่มาในสภาพแช่ฟอร์มาลีน จนไม่สามารถตรวจสอบจาก DNA ได้แล้วว่า “สมอง”และ “หัวใจ”ที่ได้คืนมา ใช่ของ “น้องเมย”จริงหรือไม่?
{9 ปีแห่งความมืดมนของครอบครัว}
ทั้งที่นี่คือส่วนสำคัญ ที่จะพิสูจน์ได้ว่า น้องเสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว อย่างที่ถูกกล่าวอ้างจริงมั้ย?
“คือตัวอวัยวะเนี่ย มันเป็นส่วนสำคัญ ที่เป็นตัวชี้ตาย ที่สามารถบอกเหตุการณ์ได้ มันกลับถูกเอาออกไป และไปทำให้แปรสภาพ ให้มันตรวจอะไรไม่ได้”
พอไปแจ้งความเรื่องอวัยวะที่หายไป เรื่องก็เงียบไปอีก แถมยังเพิ่มความชอกช้ำใจให้หนักขึ้น เมื่อศาลตัดสินว่า ถึงรุ่นพี่ผู้ก่อเหตุจะ “ผิดจริง”แต่สุดท้ายกลับได้รับอนุญาตให้“รับราชการตำรวจ” ได้หน้าตาเฉย
“เราต้องการสอบถามไปทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราก็ทำหนังสือ ทำไปเกือบปี ก็ไม่ได้รับคำตอบว่า ทางวินัยเนี่ย เขาจะดำเนินการยังไงต่อ
สุดท้ายแล้ว พอเราไม่ได้รับคำตอบ เราก็ทำหนังสือร่าง ส่งถึงกรรมาธิการตำรวจ พอส่งไปแล้ว แม่ก็ให้เวลา แต่ว่าเราไม่รับคำตอบ”
สุดท้ายเลยเป็นที่มาของการเข้าไปยื่นหนังสือร้องเรียน ที่ “กธม.กฎหมาย”ซึ่งเป็นความหวังสุดท้าย และหลังจากกรรมาธิการนี้ตอบรับ ก็ทำให้เริ่มมองเห็น “ความหวังเล็กๆ” บางอย่างขึ้นมาได้บ้าง
“แม่ยื่นแล้ว แม่ก็ต้องมีความหวัง แต่จะถึงไหนเนี่ย อันนี้แม่ไม่รู้อนาคต แม่ไม่รู้หรอกว่า ขอนไม้นี้จะพาแม่ไปถึงฝั่งหรือเปล่า หรือจะพาแม่จมอยู่กลางทะเล แต่แม่ว่าอะไรๆ น่าจะดีขึ้น”
{“สุกัญญา” คุณแม่น้องเมย}
และผลการพิจารณาล่าสุดของทาง “คณะกรรมการตำรวจ”ก็คือ สาเหตุที่ทำให้รุ่นพี่ผู้ก่อเหตุ สามารถรับราชการตำรวจได้ เป็นเพราะตอนเกิดคดี ยังเป็นแค่ “นักเรียนเตรียมทหาร”ยังไม่มีสถานภาพตำรวจ
ส่วนเรื่องที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ระบุถึง “คุณสมบัติต้องห้าม”ของ “ข้าราชการตำรวจ”เอาไว้ว่า ต้อง “ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสีย”นั้น ตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติอ้างว่า ดูจากรอยแผล ถือว่า “ไม่เสื่อมเสีย”ตามดุลยพินิจของกรรมการ
อีกคดีที่ตั้งข้อหาไว้กับ “หมอทหาร”ผู้ชันสูตรน้องเมย แล้วทำ “อวัยวะสูญหาย”ไปนั้น คำตอบคือไม่ใช่ว่าคดีไม่คืบ แต่เป็นเพราะ “ไม่มีการสั่งฟ้อง” ตั้งแต่แรก!!
ที่สำคัญ เพิ่งมีมาแจ้งครอบครัวน้องเมย ก่อน กมธ.กฎหมาย เรียกคุยแค่ 10 วัน แถมในเอกสารที่อ้างว่า ครอบครัวรับทราบแล้ว ยังเป็นการ “ปลอมลายเซ็น”ของคุณแม่อีกต่างหาก
ข้อมูลพวกนี้ ถึงจะเป็น “ความจริงที่น่าปวดใจ”แต่ตัวคุณพ่อ “พิเชษฐ ตัญกาญจน์”ก็ยังรู้สึกว่า การยื่นเรื่องต่อ กมธ.กฎหมาย ครั้งนี้ พอจะมีความคืบหน้าที่น่าจับตามอง
“เรื่องจริงในวันนี้ปรากฏขึ้นมาเยอะเลย เหมือนเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ เริ่มเห็นคณะทำงานของกรรมาธิการกฎหมาย ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ไปที่อื่นนะ 8-9 ปีที่ผ่านมา มีแต่ถูกตะคอก”
{“พิเชษฐ” คุณพ่อน้องเมย}
** “ความหวัง” ในมือ “กมธ.กฎหมาย” **
ความน่าสงสัยของคดีนี้ มีหลายเงื่อนงำเหลือเกิน 1 ในนั้นคือการสั่งฟ้องของ “ตำรวจ”และ “อัยการศาลทหาร” ที่สั่งฟ้องแค่ข้อหา “ทำร้ายร่างกาย” ใน มาตรา 295 ซึ่งโทษเบามาก
แต่ “ข้อหาหนัก”อย่าง มาตรา 290 “ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย”กลับไม่ฟ้อง โดยอ้างผลชันสูตรของแพทย์ทหารว่า เป็นการเสียชีวิตจาก “โรคประจำตัว”อย่างโรคหัวใจแทน
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน และประธาน กมธ.กฎหมาย ช่วยวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ในการทวงความยุติธรรมจากคดีนี้ เอาไว้ให้ทีมข่าวฟัง
ย้ำว่าเรื่องที่จะเดินต่อแน่ๆ คือ ประเด็น “การเข้ารับราชการตำรวจ”ของรุ่นพี่ผู้ก่อเหตุ ทั้งที่ทางครอบครัวเคยส่ง “หนังสือท้วงติง”ไปยัง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”แล้ว แต่กลับไร้ความเคลื่อนไหว
“การดำเนินการทางวินัยกับตำรวจเนี่ย เดี๋ยวต้องดูข้อกฎหมายนะครับ ซึ่งผมคิดว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเป็นผู้ตอบคำถามนี้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
รวมถึงมีการตอบคำถามว่า เอ๊ะ!! เขาเคยมีการทำหนังสือท้วงติง ทำไมไม่มีการตอบอะไรกับเขาเลย”
{“รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคประชาชน}
กับประเด็นสำคัญ อย่างการฟ้องร้อง “นายแพทย์ทหาร” ผู้ทำให้ “อวัยวะสูญหาย” ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลว่า ทำไมเรื่องถึงไม่คืบหน้า โดยจะเรียกสถานีตำรวจที่รับแจ้งเหตุ เข้ามาตอบคำถามโดยตรง
ยังไม่รวมคำถามข้อใหญ่ที่สังคมอยากรู้มากๆ คือ มีความเป็นไปแค่ไหน ที่คดีนี้จะถูก “รื้อ” มาพิจารณากันใหม่ หลังจาก “ศาลทหารชั้นฎีกา” มีคำตัดสินไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยาก แต่มันก็ยังพอจะมีความเป็นไปได้อยู่ เพราะจาก “พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526” บอกเอาไว้ว่า...
หากมี “พยาน-หลักฐานใหม่” ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและมีน้ำหนักมากพอ ที่จะทำให้ข้อเท็จจริง หรือผลคำพิพากษาอาจเปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถนำ “คดีอาญาที่สิ้นสุดไปแล้ว” กลับมาพิจารณาใหม่ได้
เมื่อทางทีมข่าวได้ต่อสายตรง ไปปรึกษานักกฎหมายหลายๆ ท่าน ก็ได้คำตอบเป็นเสียงเดียวว่า แม้กฎหมายจะเปิดช่องไว้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว “ศาล” มักจะไม่เปิดให้มีการพิจารณาใหม่
แต่ถึงอย่างงั้น “โรม” ก็ยังมองเห็น “แสงริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์” และฝากมุมคิดที่ยังไม่หมดหวังเอาไว้ ตามนี้
“โดยทั่วไป ผมคิดว่าถ้ามันมีข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไป ในคดีปกติ มันก็เข้าสู่กระบวนการ ในเรื่องของการพิจารณากันใหม่ แต่ตอนนี้ ผมยังตอบในส่วนนั้นไม่ได้ เพราะว่าเราเพิ่งรับเรื่องร้องเรียนมา”
และอีกหนึ่งความหวังเล็กๆ คือ ข้อหา “ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย” มาตรา 290 ที่ยังไม่เคยมีการสั่งฟ้องตั้งแต่แรก
“ผมเชื่อว่า ข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ ที่เข้าสู่การพิจารณาของเรา ก็มากพอสมควรแล้ว เหลือแค่บางส่วนเท่านั้นเองครับ
อีกไม่นาน เราก็น่าจะมีข้อสรุปของกรรมาธิการได้ ว่า จะมีการดำเนินการต่อไปอย่างไร”
“เรื่องนี้ มันไม่ใช่แค่ว่า ตกลงแล้วผลของคดีเป็นยังไง แต่ทุกอย่างมันดูเหมือนเต็มไปด้วย การประวิงเวลา
แล้วฝ่ายที่ต้องเจ็บปวดสูงสุดจากเรื่องนี้ กลับกลายเป็นคนในครอบครัวของน้องเมย แทนที่จะเป็นคนที่กระทำเรื่องนี้”
“แม้สังคมจะรู้สึกเจ็บปวดไปด้วยขนาดนี้ แต่ความเป็นธรรมต่อน้องเมย ต่อครอบครัวก็ยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ถ้าคดีแบบนี้ยังปิดไม่ได้ ยังจบไม่ได้เนี่ย เราไม่เหลือความยุติธรรม ให้เรามั่นใจอีกแล้วครับ”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook @rangsimanrome, “Sukanya Tanyakan”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


