xs
xsm
sm
md
lg

เพาะเล่น-รายได้พุ่ง-มุ่งสู่ฟาร์ม “กิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน” ส่งออกติดตลาดโลก!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เริ่มหลักพัน โกยหลักหมื่น!! จากเลี้ยงเพราะ “ลูกชอบ” ยิ่งผูกพัน ยิ่งมองเห็นจุดขาย “เลี้ยงเชื่อง-สวยงาม-ไม่ดุร้าย” ผลักให้ “มนุษย์เงินเดือน” คนนี้ ขยายที่ทางทำเป็นฟาร์ม จริงจัง จน “ส่งออก” สร้างฐานลูกค้า กระทั่งชื่อเสียงติด “ตลาดโลก”

ไอเดียสร้างเงินจากลูกชาย

“ตอนนั้นก็ซื้อมาค่อนข้างแพง 1,000 กว่าบาท ตัวเล็กนิดเดียว เท่านิ้วก้อย ก็เลยสนใจว่าทำไมกิ้งก่าชนิดนี้ถึงมีราคาแพง มีหลากหลายสี ไม่เหมือนกับกิ้งก่าบ้านเรา ก็เลยศึกษาดู”

“วิทย์-ภัคพล คุณานนต์” จากพนักงานโรงงาน สู่เจ้าของฟาร์ม “กิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน” วัย 49 ปี

เขามีอาชีพหลัก เป็นผู้จัดการโรงงานแผนกคลังสินค้าและส่งออกแห่งนึง ในนิคมอุตสาหกรรม จ.ลำพูน ก่อนจะหันมาทำอาชีพเสริม ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากลูกชาย ทำให้จากธุรกิจเล็กๆ สามารถขยายเป็นธุรกิจฟาร์มส่งออกต่างประเทศ สร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของฟาร์ม “Lamphun dragons จั๊กก่าหละปูน” เล่าว่าได้ไอเดียมาจากการที่พาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์แห่งนึง
 จ.เชียงใหม่ ก็ไปเจอกับกิ้งก่าพันธุ์ “เบียร์ดดราก้อน” หรืออีกชื่อ “มังกรเครา” ที่มีถิ่นกำเนิดแถบทะเลทราย ในประเทศออสเตรเลีย

ลูกขอให้ซื้อให้ในราคาถึงตัวละ 1,000 กว่าบาท แม้กิ้งก่าพันธุ์นี้ จะดูเป็นมิตร แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ซื้อกลับมา ขอกลับมาหาข้อมูลก่อนว่า สัตว์ชนิดนี้ มีวิธีการเลี้ยงยังไง

“คือมันดูเป็นมิตร มันไม่วิ่ง ไม่กัดเหมือนกิ้งก่าบ้านเรา หรือแสดงกิริยาอะไรที่มันก้าวร้าว เขาก็เลยสนใจ แล้วก็อีกสัปดาห์นึงกลับไปซื้อตัวแรกมา ก็เป็นจุดเริ่มต้นของฟาร์มครับ”




จากความสงสัย ว่าทำไมถึงราคาแพง จากนั้นก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลอีก ด้วยการดูรายการ “เพื่อนรักสัตว์เอ๊ย” ในยูทูบ เป็นรายการที่เจาะลึกสาระความรู้เกี่ยวกับสัตว์ทุกประเภท ที่มี 2 พิธีกรชื่อดังอย่าง “วิลลี่ แมคอินทอช” และ “เสนาหอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค” เป็นผู้ดำเนินรายการ

โชคร้ายตัวแรกที่ซื้อมาให้ลูกชาย มีอายุได้แค่ 7 เดือน ก็ป่วยตาย เพราะตอนนั้นขาดความรู้ นั่นจึงเป็นบทเรียนหลังจากนั้นก็เริ่มซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มา 1 คู่

“ก็ไปหาข้อมูลต่อว่า วิธีการเลี้ยงยากไหม ให้อาหารยังไง ดูแลรักษายังไงบ้าง ก็ใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ในการศึกษาข้อมูล

รวมถึงติดต่อคนที่เขาเคยเลี้ยง ถามข้อมูล ถามเรื่องของตลาดด้วย ว่าถ้าเราเลี้ยง เราต้องทำอะไรยังไงบ้าง เขาก็ให้คำปรึกษาดีครับ

หลังจากที่ได้ข้อมูลเพียงพอ ก็คุยกับทางภรรยากับลูกว่า เราจะลองเอามาเพาะพันธุ์ดูไหม เพราะว่าทางภรรยาผม เขาก็เป็นแม่บ้านอยู่บ้าน เลี้ยงลูก แล้วก็ไปรับไปส่งลูก พอมีเวลาบ้างในแต่ละวัน

ก็เลยซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์คู่แรกมา พอสักระยะเขาก็ให้ไข่มา รอบแรกก็เกือบ 30 กว่าฟอง ก็ลองส่งออกดู ก็ดีใจตอนนั้นเป็นรายได้ขึ้นมา

ก็เลยขยายในส่วนของฟาร์มมาเรื่อยๆ ตอนนี้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ในฟาร์ม 50-60 ตัว แล้วก็มีตัวเล็ก ที่เพิ่งออกมาอีกประมาณ100 กว่าตัว”


ศึกษาจากข้อมูลที่มีในอินเทอร์เน็ต รวมถึงติดต่อไปขอคำปรึกษาคนที่เคยเลี้ยงมาก่อน ซึ่งก็ได้คำปรึกษา วิธีการเลี้ยง รวมถึงแนะนำเรื่องของตลาดด้วย ศึกษาจนมั่นใจ ว่ามีตลาดสามารถส่งออกได้จริงๆ จึงซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยงเพื่อจำหน่าย

“ตอนนั้นศึกษาจนมั่นใจ ว่ามันมีตลาดจริงๆ ก็เลยตัดสินใจที่เพิ่มขยาย ในส่วนของฟาร์มไป”

จนเกิดเป็นธุรกิจ สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว มีออเดอร์เข้ามาเพียบ ตั้งแต่ตัวละหลักร้อย ไปจนถึงหลักหมื่น แถมยังส่งขายต่างประเทศด้วยราคาแพงกว่าประเทศไทยหลายเท่า

“เป็นค่าเทอมลูกก็ได้ เป็นค่าประกันชีวิตลูก ค่าไปเที่ยว ปีนึงก็ไปเที่ยวกันครั้ง 2 ครั้ง ไปต่างจังหวัด ก็ใช้เงินพวกนี้ในการเที่ยว”

ผ่านมา 6 ปี ตอนนี้ทั้งลูกชายวัย 14 ปี และลูกสาววัย 9 ขวบ ก็ช่วยกันเลี้ยงทุกวัน โดยทุกๆ เช้า ลูกชาย จะมีหน้าที่ในการเข้าทำความสะอาด เก็บขยะ เก็บอาหารเก่า ส่วนตอนเย็นก็จะช่วยเก็บเข้ากรง ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะช่วยดูแลให้อาหาร กับน้ำ

[ลูกชาย-ลูกสาว]


บุกตลาดนอก แพงกว่าไทยหลายเท่า

บุกตลาดต่างประเทศ ส่งออกเป็นหลัก ลูกค้ามีทุกเพศทุกวัย มีทั้งลูกค้าเก่า และลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ทั่วประเทศ

“เป็นต่างชาติมากกว่า คือของผมส่งออกเป็นหลัก ของไทยก็จะมีมาบ้าง อย่างผู้ปกครองเขาเห็น ก็อยากให้ลูกฝึกเรื่องของความรับผิดชอบบ้าง อยากให้รักสัตว์บ้าง ก็จะพามา แล้วก็ซื้อไปบ้าง

จริงๆ ก็มีทุกวัยนะครับ อย่างของเชียงใหม่ก็มีเอาไปทำร้านพวก Exotic ตกแต่งร้าน

ลูกค้าเก่าก็จะมีมาบ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่าคือบางท่านเอาไปเลี้ยง แล้วก็อยากจะเพิ่มสักตัว2 ตัว แต่คงไม่เพิ่มเป็นสิบๆ ส่วนมากก็จะเป็นลูกค้าใหม่ ขาจรมาเรื่อยๆ”


ส่งขายต่างประเทศมาแล้ว รวมกว่า 2,000 ตัว โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ มีราคาแพงกว่าเมืองไทยหลายเท่า ซึ่งตลาดใหญ่ๆ ก็จะเป็นอเมริกา

“ปัจจุบันก็จะมีอเมริกาเป็นหลัก มีมาเลเซียบ้างนานๆ ที ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม จีนบ้าง หลักๆ ก็จะเป็นพวกตะวันออกกลาง ก็จะทักมาเป็นรอบ ก็คุยอยู่หลายๆ ประเทศครับ

ถ้าตลาดที่ใหญ่จริงๆ ก็ต้องเป็นโซนทางอเมริกา เพราะว่าตัวพื้นเพเบียร์ดดราก้อน มาจากออสเตรเลีย ที่เป็นทะเลทราย แล้วตัวนี้ไม่ได้ติดไซเตส (CITES) ด้วย เขาสามารถส่งออกได้ คิดว่าที่เพาะเลี้ยงน่าจะเป็นประเทศไทย

ตัวนี้เข้ามาบ้านเรา น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้วครับ แล้วก็มีการขยายขึ้นเรื่อยๆ”

ในส่วนของตลาด จากที่เพาะพันธุ์มา มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะว่ามีอีกหลายประเทศ ที่สนใจรับซื้อ มีทั้งทักเข้ามาสนใจอยากซื้อ และทั้งเข้ามาสอบถามความรู้เรื่องการเลี้ยง

ส่วนวิธีการส่งออกของกลุ่มผู้เลี้ยงคนไทย จะเป็นการรวมกลุ่มของฟาร์มในการส่งออก เพื่อให้เพียงพอในจำนวนที่ลูกค้าต่างประเทศออเดอร์มา

“กลุ่มผู้เลี้ยงเบียร์ดดราก้อนจะรวมกลุ่มกัน รวมจำนวน เพื่อให้เพียงพอกับการส่งออกแต่ละครั้ง อย่างสมมติว่าลูกค้าฝั่งอเมริกาเขาออเดอร์มา 2,000 ตัว

เราก็จะเช็กกันในกลุ่มของผู้เลี้ยงด้วยกัน ว่าแต่ละเจ้ามีจำนวนเท่าไหร่ มารวมกันก่อน เพื่อที่จะให้มีจำนวนเพียงพอ แล้วก็ส่งให้ลูกค้า ซึ่งทางลูกค้าก็จะจะมีเงื่อนไขในการตรวจสอบสุขภาพ มีมาตรฐานของเขาอยู่ เราก็ต้องละเอียดด้วย

ที่ต้องรวมกลุ่มกัน เพราะกิ้งก่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า เรียกว่ายังขาดตลาดอยู่

“ก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อส่งออกครับ คือบางครั้งในการส่งออกประมาณ 2,000 ตัว”




ปกติกิ้งก่าตัวแม่พันธุ์ จะสามารถให้ไข่ได้ 4-5 ครั้ง ต่อปี ครั้งนึงก็ 10-40 ฟอง นั่นหมายความว่าใน1 ปี จะสามารถฟักออกมาได้ประมาณ 100 กว่าฟอง จากนั้นจะใช้เวลาฟักประมาณ 2 เดือน

กิ้งก่าที่สามารถส่งออกได้ ต้องมีน้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 8 กรัม มีอายุประมาณ1 เดือน จากนั้นต้องผ่านการตรวจพยาธิ

“ทางฟาร์มหลักที่เราส่งไปให้ ที่เขาทำหน้าที่ในการรวบรวม เขาจะมีการป้อนเรื่องของวัคซีน ของโรคในสัตว์ก่อน เพื่อดูว่าตัวที่เราส่งออก มีความปลอดภัยกับประเทศลูกค้าหรือเปล่า

แล้วก็บางทีจะมีกฎหมายเรื่องของสัตว์พาหะด้วย ก็ต้องศึกษาว่า แต่ละที่มีข้อจำกัดแบบไหนบ้าง ทางกลุ่มผู้เลี้ยงต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ตามข้อกำหนดของลูกค้า หลังจากที่เราส่งไป ลูกค้าก็จะตรวจสอบ แล้วถึงจะอนุมัติในรอบถัดไปครับ ก็ค่อนข้างที่จะพิถีพิถันเหมือนกัน”

พีคสุดเคยส่งออก เฉพาะของทางฟาร์มเอง มากสุด 200 กว่าตัว ตอนนี้รอคิวส่งออกอีกประมาณ100 กว่าตัว แล้วก็มีเป็นไข่อยู่อีก100 กว่าฟอง

“เฉพาะของผมเองนะครับ ผมส่งรอบนึงมากสุดน่าจะ 200 กว่าตัว”




ส่วนรายได้ต่อเดือน ก็อยู่ที่หลักหมื่น ตอนนี้ยังเป็นอาชีพเสริมอยู่ ในอนาคตก็มีแพลนว่า อาจจะขยายฟาร์มให้ใหญ่ขึ้น

“ทำมาเป็นอาชีพเสริม ก็หมื่นกว่าบาท ตอนนี้ยังไม่ Full Time ก็มีแค่ 50-60 ตัว ถ้า Full Time100-200 เดี๋ยวว่ากันอีกที

ถ้าไปอยู่ในตลาดเมืองนอก ไปอยู่บ้านเขา ก็จะแพงหลายๆ เท่าครับ มันก็แล้วแต่ช่วง เพราะว่าพวก Exotic อเมริการาคาไม่คงที่ ช่วงนั้นเขานิยมสีไหนกัน ราคามันก็จะมีขึ้นมีลง

ก็มองไว้อยู่ ว่าสามารถขยายในส่วนของจำนวนที่เราเพาะเลี้ยงได้ไหม เพราะว่าในส่วนของตลาดก็ยังมีให้เราเล่นได้อยู่

แต่ว่าในส่วนของการดูแล ตอนนี้แฟนดูแลคนเดียวอยู่ ก็ยังมองว่ายาก คือมันต้องดูแลทุกตัว ต้องเอาใจใส่ ต้องใช้เวลากับน้องๆ อยู่เหมือนกัน ก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้าเพิ่มจำนวน อาจจะมีคนเลี้ยงเพิ่ม”

ตอนนี้โพสต์ขายในเพจ “Lamphun dragons –จั๊กก่าหละปูน” เป็นหลัก มีลูกค้าทักเข้ามาปรึกษา และจองออเดอร์เพียบ

“ทางเพจเป็นหลักครับ เรื่องของเบียร์ดดราก้อน ถ้าเสิร์ชใน Google หรือว่าในเฟซบุ๊ก ก็น่าจะเห็นก่อน ของผมน่าจะโผล่ก่อน น่าจะหาง่าย

ผมก็จะมีทางเฟซบุ๊กบ้าง มีโฆษณานิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ไม่ค่อยได้ทำ ไม่ได้ยิงแอดอะไรเยอะ

อย่างล่าสุดลูกค้าขับรถบรรทุกมาส่งของที่นิคมลำพูน เขาก็เสิร์ช แล้วก็มาหาที่บ้านเลย เอาไปเลี้ยงเลย”

[ภรรยา]
สีสวย ช่วยอัปราคาแพง

ขายเริ่มต้นตั้งแต่ 500 บาท ไปจนถึงหลักหมื่น เคยขายแพงสุดในราคา 20,000 บาท เป็นสีส้มผสมเทา หรือที่เรียกว่า “Thunderbolt”

“ราคาเริ่มต้น ผมขายตั้งแต่อายุ 1 เดือนขึ้นไป เริ่มที่ 500 บาท เป็นราคาที่พิเศษหน่อย เวลาคนที่มารับที่ฟาร์ม แต่ว่าถ้าขนส่ง ก็จะมีเรื่องของค่าขนส่งด้วย

หมื่นก็จะเป็นตัวโตไปครับ แต่ตัวเล็กก็จะหลักร้อยไปหลักพัน ขายไปน่าจะ 20,000 ก็จะเป็น Thunderbolt ตัวโต ราคาก็อาจจะสูง”

สำหรับตัวที่มีราคาแพง จะมีลักษณะพิเศษ ตาของเขาจะดำทั้งลูก ท้องจะใส เล็บจะขาว แต่ว่าตัวที่ธรรมดา จะมีตาดำตาขาวผสม สีของท้องเป็นสีขาวปกติ ลายก็จะเป็นลายของเกล็ด

ปัจจุบันสีที่กำลังเป็นที่นิยม และค่อนข้างแพง ก็จะเป็นสีเข้มๆ เช่น สีดำทั้งตัว หรือ สีแดงแบบเข้มๆ

“สีที่กำลังทำกันอยู่ จะเป็นสีเข้มๆ หน่อย ดำทั้งตัวก็มี สีแดงแบบเข้มๆ เขาเรียกว่า dark red ก็ค่อนข้างแพงนะครับ ตัวขาวนี่ก็แพงอยู่”


มองว่าเมืองไทยค่อนข้างชำนาญในการเลี้ยง โดยเฉพาะการเพาะพันธุ์ที่ทำให้เกิดสีที่หลากหลาย ช่วยดึงดูดลูกค้าจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

“กิ้งก่าที่เพาะพันธุ์ในประเทศเรา สีของเราที่เราทำได้ มันจะค่อนข้างโอเค มีหลายโทน ทดลองผสมให้เกิดสีต่างๆ เกิดพวกลายที่มันหลากหลาย ซึ่งมองว่าบ้านเราค่อนข้างชำนาญ

บางทีก็อาจจะเป็นสีดำ อาจจะเป็นตาสีแดง หรือโทนเหลือง เราค่อนข้างมีหลากหลาย มีความสามารถ มีศักยภาพในการผสม เพื่อให้เกิดสัตว์ที่มันแปลก ทำให้ลูกค้าชอบมาก

ผมมองว่าทำสีได้สวยงาม น่าจะถูกใจตลาด ผู้เลี้ยงก็มีความภูมิใจ เพราะเขามีของที่ไม่เหมือนใคร”

แน่นอนว่าเรื่องของสี ก็มีผลกับเรื่องของราคา ถ้าผู้เลี้ยงสามารถเพาะสีได้แปลกใหม่ หรือสีที่กำลังนิยมของตลาดในช่วงนั้น ก็จะขายได้ในราคาแพงขึ้น แพงไปจนถึงหลักแสนก็มี

“ล้านนี่ไม่แน่ใจ แต่ว่าแสนนี่น่าจะมีอยู่ อย่างตัว Thunderbolt ก็หลายหมื่น ช่วงก่อน dark red ก็ 70,000-80,000 เขาเรียกว่าสีพิเศษ แล้วแต่ความยากง่ายในการเพาะพันธุ์ด้วย

เคยมี 2 หัวด้วยนะ แต่ว่าผมไม่ได้ คือมีพรรคพวกที่เคยเลี้ยงด้วยกัน เขาได้แบบ 2 หัวมา แต่ว่าน้องมีอายุไม่นาน ตัวนั้นถ้ารอดออกมาก็น่าจะเป็นล้านนะครับ อย่างกับมังกร 2 หัว ยิ่งกว่าในหนัง หายากเลยแหละ”




จริงใจกับลูกค้า มีบริการหลังการขาย

จุดเด่นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าไว้ใจ กลับมาซื้อซ้ำ เพราะเจ้าของฟาร์มมีความใส่ใจ ติดตามให้ความปรึกษาอยู่ตลอดระยะเวลาในการเลี้ยง ที่สำคัญคือต้องจริงใจกับลูกค้า

“ถ้าเป็นลูกค้าในประเทศ จะติดตาม ทักไปถามเขาตลอดว่าเป็นยังไงบ้าง ถ้ามีปัญหาทักเราได้ตลอด ขอคำปรึกษาในการเลี้ยง จะทำยังไงเมื่อป่วย ผมก็แชต 24 ชั่วโมง ถ้าตอบได้ก็คือตอบเลย

ส่วนเมืองนอก ก็อยู่ในส่วนของกลุ่ม ที่เราทำงานด้วยกันมาเหมือนเพื่อนร่วมงาน บางท่านก็จะมีหน้าที่หาลูกค้า หาออเดอร์เข้ามาเพิ่ม ทำให้โอกาสในส่วนของต่างประเทศ ก็ยังเปิดกว้างอยู่

เจ้าของฟาร์มแต่ละที่ ต้องมีความเอาใจใส่ เราไม่ได้ขายอย่างเดียว โดยที่สุขภาพน้องก็ไม่ดี อย่างเวลาขายเราก็ต้องรับประกันให้เขา 5 วัน 7 วัน ว่ารับไปแล้วไม่มีปัญหาในช่วงแรก เวลาส่งต้องรับประกันเขาด้วย ว่าจะต้องได้น้องจริงๆ แบบมีชีวิต คือขนส่งที่ถูกกฎหมาย ขนส่งสัตว์ก็จะช่วยได้”

[แพ็กลงกล่อง ส่งออกในประเทศ]
สำหรับบริการด้านการส่งออก ทั้งในไทยและต่างประเทศ ทางฟาร์มก็เลือกใช้การขนส่งสำหรับสัตว์ ที่ถูกตามกฎหมาย และรับประกันว่า สัตว์จะถึงมือลูกค้าอย่างมีชีวิต

“จริงใจกับลูกค้าด้วย ผมไม่ค่อยขายให้คนที่อยู่ไกลๆ เท่าไหร่ แต่ถามว่าขายได้ไหม ขายได้ ก็ต้องมีวิดีโอคอลกัน แล้วก็รับประกันเรื่องสุขภาพให้เขาด้วย

เรารับประกันตลอดชีพไม่ได้ ตลอดอายุเขาไม่ได้ ก็จะเป็นประกันช่วงแรกๆ เพราะว่าหลังจากที่ลูกค้า ก็จะอยู่ที่ตัวลูกค้า ในเรื่องของการให้อาหาร เรื่องของความเอาใจใส่ต่อกันอีกที บางทีต้องให้ความรู้กันก่อน ถึงจะขายให้ได้

บางทีก็อยู่ทางใต้เลยครับ ผมก็แปลกใจอยู่ เขามาถามซื้อทางเหนือ ก็ยังเออ บางคนก็บอกว่าเห็นในเฟซ เขาก็โทรมาติดต่อ ทางอีสานบ้าง ทางหลายๆ ที่ครับ ทุกๆ จังหวัด”


ลองผิดลองถูก จนชำนาญ

ใน 1 ปี สามารถผสมพันธุ์ได้ประมาณ ประมาณ 8-9 เดือน พอเข้าช่วงหน้าหนาว สัตว์ก็เริ่มไม่ผสมพันธุ์ หรือที่เรียกว่า จำศีล ก็จะทำให้ขาดตลาดไปช่วงนึง

แม่พันธุ์พ่อพันธุ์ที่เหมาะสำหรับนำมาผสมพันธุ์ก็คือ ต้องมีอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปน้ำหนักตัวอยู่ที่ 350 กรัมโดยประมาณ

เพราะถ้าเกิดไม่ถึงปี หรือน้ำหนักไม่ถึง ก็จะทำให้ลูกๆ ที่เกิดมา อาจจะสุขภาพไม่สมบูรณ์ทำให้มีปัญหาแคระแกร็นได้ อีกทั้งกิ้งก่าสายพันธุ์นี้ มีอายุเฉลี่ยไม่มากนัก 3-5 ปี แต่ถ้าดูแลดีๆ ก็สามารถอยู่ได้ยาวถึง 10 ปี

ในประเทศไทย คาดว่ามีฟาร์มเลี้ยงกิ้งก่าเบียร์ดดราก้อน อยู่ประมาณ 200-300 ฟาร์ม แต่ก็เชื่อว่าตลาดจะขยายขึ้นไปได้เรื่อยๆ เพราะนอกจากเป็นมิตร และเลี้ยงง่ายแล้ว ยังสามารถส่งออกโดยไม่ผิดกฎหมาย

“ถ้าในประเทศไทยนะ ของกลุ่มผู้เลี้ยงที่เป็นฟาร์มจริงๆ คงไม่เยอะครับ 200-300 ส่วนคนเลี้ยงExotic น่าจะหลักหมื่นอยู่ครับที่เลี้ยงกัน ก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าทุกวันนี้โซเชียลฯ ค่อนข้างเปิด”


ปัญหาใหญ่สุด คือเรื่องของเชื้อรา เพราะว่าเชื้อราสามารถลุกลาม ติดได้ทั้งฟาร์มเลย เป็นแค่ 1 ตัว ก็สามารถติดได้ทั้งหมด ดังนั้นคนเลี้ยงก็จะต้องมีความเอาใจใส่ หรือบางตัวเป็นหวัด มีน้ำมูกไหลออกมา ต้องคอยป้อนยา ซึ่งยาก็เหมือนกับยาเด็กทั่วไป

“ในส่วนของการดูแล เราจะมีทั้งการอาบแดด อาบน้ำ เพราะว่าแดดกับน้ำ จะช่วยให้เขามีสุขภาพที่ดี 2-3 วันอาบน้ำที หรือตากแดดที

ส่วนอาหารก็จะเป็นพวกผัก หนอนนก หนอนยักษ์ จิ้งหรีด สะดิ้ง ก็ไม่ได้เปลืองมาก ให้อาหารวันละ1 รอบ พวกนี้จะมีโปรตีนโปรตีนสูง ส่วนผักก็จะเป็นพวกวิตามิน ก็จะมีการเสริมแคลเซียม ด้วยการซื้อแคลเซียมสำเร็จที่เป็นผง เอามาโรยกับผักให้เขาทานบ้าง

เพราะว่าสัตว์พวกนี้ จะต้องดูแลเรื่องกระดูกโครงสร้าง ถ้าโครงสร้างไม่ดี กระดูกมีปัญหา เวลาที่เราทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เขาก็จะส่งผลให้ตัวไข่ ที่ออกมาไม่สมบูรณ์ด้วย”
[2-3 เอามาอาบแดด ช่วยสุขภาพดี]



 
 ยอมรับว่า ตอนเป็นมือใหม่หัดเลี้ยง เวลาสัตว์มีความผิดปกติ ก็พาไปหาหมอบ้าง แต่ช่วงหลังเริ่มชำนาญ สามารถสังเกต และดูแลเองได้

“เมื่อก่อนตอนที่เลี้ยงใหม่ๆ ก็มีพาไปหาหมอบ้าง แต่ว่าหลังจากที่เราใช้เวลากับเขามานานหลายๆ ปี เราก็ไปซื้อยาเอง เหมือนยาเด็กเลย ยาหยอดตาก็เหมือนยาหยอดตาเด็ก ซึ่งฤทธิ์มันจะอ่อนกว่าพวกยาหยอดตาผู้ใหญ่ ก็สามารถใช้ได้

บางชนิดก็ปรึกษากับทางสัตวแพทย์ ว่าเราควรให้ยาแบบไหน ยาสำหรับถ่ายพยาธิของกิ้งก่าต้องเป็นแบบไหน ถึงจะเหมาะสม ให้ปริมาณเท่าไหร่ เราก็ศึกษาเอา

ตอนนี้โดยรวมทางผมกับแฟน ก็ดูแลกันเอง ก็มีทั้งในส่วนลูกค้าเก่า ที่ซื้อเราไป แล้วมีปัญหาสุขภาพ เขาก็จะส่งกลับมาให้ดูแลก็มี มาฝากเลี้ยง ให้ดูแล ผมก็รับฝากด้วย”

ส่วนค่าบริการรับฝาก ก็ไม่แพง ถ้าเป็นลูกค้าเก่าอยู่แล้ว ก็คิดค่าบริการแค่ครั้งละ 50-60 บาทเท่านั้นเอง


ฮีลใจ!! สาย Introvert

นอกจากเรื่องของรายได้แล้ว “กิ้งก่า” จากฟาร์มแห่งนี้ ยังช่วยฮีลใจ ให้กับลูกค้าสาย Introvert ด้วย ยืนยันจากเจ้าของฟาร์มเองว่า 

มีลูกค้าสาย Introvert เข้ามาซื้อ แล้วบอกว่าสัตว์พวกนี้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจและอารมณ์ ที่ช่วยให้รู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย

“พฤติกรรมปัจจุบัน วัยรุ่นบางทีเขาก็ชอบอะไรที่แปลกๆ ด้วย เป็น Introvert ใช้เวลากับตัวเอง ก็อาจจะมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่

บางคนก็ไม่ชอบสังคมเยอะ เขาก็จะมีสัตว์พวกนี้อยู่เป็นเพื่อน เวลาที่จะต้องกลับจากที่ทำงาน หรือว่าเรียนหนังสือ น่าจะดูแลได้ง่ายด้วย

อย่างบางท่านก็อยู่หอพักคนเดียว บางคนก็อยู่ที่บ้าน อยากหาอะไรทำ ไม่ชอบออกไปไหน ก็จะดูแลพวกนี้แทน”


 
 แม้สัตว์พวกนี้ จะไม่ได้มีความรู้สึกรัก หรือผูกพันทางอารมณ์เหมือนกับน้องหมาน้องแมว แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเชื่อง ติดคนง่าย และเป็นมิตรที่สุด สามารถพกพาไปที่ไหนด้วยก็ได้

“มันอาจจะเป็นสัตว์ที่เหมือนมองดูว่า มีความรู้สึกหรือเปล่า แต่จริงๆ เขาก็มีความรู้สึกนะครับกับผู้เลี้ยง มีความเคยชิน มันเป็นมิตรมากกว่าสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ด้วย ไม่มีพิษมีภัย

ถามว่าเขารู้เรื่องมากไหม อาจจะไม่มากนะครับ แต่ว่ามันก็จะมีความน่ารักของตัวมันเอง เราพกพาไปไหนก็ได้ ไม่จู้จี้ด้วย ไม่จุกจิกเวลาดูแล

เวลาที่เราไม่อยู่บ้าน 3-4 วัน ก็สามารถทำได้น ทำให้เขาเหมือนจำศีล ให้เขาหลับ เอาผ้าคลุมกรงเลี้ยง5 วัน ก็ยังได้เลย”


เลี้ยงไม่ยาก เลี้ยงเหมือนกับเลี้ยงน้องหมาน้องแมว แต่กิ้งก่าไม่จุกจิกเท่าด้วยซ้ำ แม้จะเลี้ยงง่าย คนเลี้ยงก็ต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรม ที่สำคัญต้องมีความใส่ใจให้มาก

“เลี้ยงไม่ยาก เพียงแต่ว่าเราต้องสังเกตให้เป็น มันเหมือนกับเราเลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมว ก็สังเกตพฤติกรรมเขาด้วยว่าเป็นยังไง พวกนี้มันจะไม่จุกจิกเหมือนเลี้ยงสุนัข หรือเลี้ยงแมว เราก็เลี้ยงไว้ในกรง

ในส่วนของผู้เลี้ยงใหม่ สิ่งที่ต้องเตรียมก็คือ พื้นที่เลี้ยง ก็อาจจะเป็นกรง หรือเป็นกล่อง ถ้าจะให้สวยก็จัดตู้เลย จะสวยเลยถ้าจัดตู้เป็น แล้วก็ดูวิธีการให้อาหาร การดูแลประจำวัน เช่น การอาบน้ำ การให้แสง

สอบถามมาหลายท่าน ต้องติดหลอดไฟให้ความอบอุ่นไหม จริงๆ ถ้าเรามีพื้นที่เปิด เลี้ยงกับแสงแดด อย่างของผมก็แสงแดด 100% ไม่มีหลอดไฟให้ความอบอุ่น ให้แดดตลอด มันก็อยู่ที่สภาพพื้นที่เราด้วย ว่าสามารถเลี้ยงแบบไหนที่เหมาะสม

แล้วก็อาศัยเรื่องของความเอาใจใส่ การสังเกตพฤติกรรม ซึ่งน้องก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร อย่างคนทำงาน ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่หอพัก ก็สามารถใช้เวลากับน้องๆ ได้”


ส่วนในเรื่องของความคุ้มค่า ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือความคุ้มค่าในเรื่องตัวเงิน กับความคุ้มค่าในเรื่องการฮีลใจ

“บางคนเลี้ยงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เลี้ยงสัตว์เพื่อผ่อนคลาย อันนั้นถ้ามองคุ้มค่าในเรื่องของตัวเงิน ก็อาจจะมองแบบนั้นไม่ได้ ถ้าเรามีความสุขในการเลี้ยง ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

สำหรับคนที่ลงทุนในการเลี้ยง ก็ต้องดูว่าเรามีความพร้อมในการเลี้ยงมากขนาดไหน พร้อมที่จะดูแล เอาใจใส่ขนาดไหนมากกว่า


ถ้าในส่วนของแฟนผม เขาอยู่บ้าน เป็นแม่บ้าน ก็ได้ทั้งในส่วนของตัวเงินด้วย ก็น่าจะเป็นตัวหลัก ได้ใช้เวลาที่เขามองว่า เขาก็ไม่ได้อยู่บ้าน เขามีงานทำด้วย แล้วก็ไม่เหงาด้วย แล้วก็เป็นรายได้ให้เขาด้วย


เป็นค่าเทอมลูกก็ได้ เป็นค่าประกันชีวิตลูก ค่าไปเที่ยว ปีนึงก็ไปเที่ยวกันครั้ง 2 ครั้ง ไปต่างจังหวัด ก็ใช้เงินพวกนี้ในการเที่ยว”





ตลาดภาพรวม ยังมองว่าไปได้ไกล โดยเฉพาะโอกาสในการเลี้ยงเพื่อขาย อนาคตก็ยังมีตลาดรองรับ บวกกับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน คนชอบเลี้ยงสัตว์แปลกๆ เพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น

“คนที่สนใจก็เยอะขึ้น ก็ยังมองว่า เป็นโอกาสที่จะขยายในการเลี้ยงเพื่อจำหน่ายได้ มองว่าก็ยังมีตลาดรองรับ ในอนาคตที่ดี

ทั้งในเรื่องของพฤติกรรมของวัยรุ่น แล้วก็รวมถึงวัยผู้ใหญ่ด้วย ที่จะใช้เวลากับตัวเอง หรือว่าหาอะไรทำ ที่มันคลายเครียด พักผ่อน ก็ยังมองว่าตัวนี้ ยังเป็นตัวเลือกนึง ที่ทำให้เราได้ใช้เวลาในการผ่อนคลาย การเลี้ยงสัตว์ได้ครับ”

สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : Facebook “Lamphun dragons -จั๊กก่าหละปูน”




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **