xs
xsm
sm
md
lg

กฎหมายโบราณ “โซนนิ่งสถานบันเทิง” บีบให้ร้านเป็น “อีแอบ” ก่อโศกนาฏกรรมซ้ำซาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แก้-ไม่แก้? ปัญหา“โซนนิ่งสถานบันเทิง” ที่ให้เปิดได้แค่ 3 จุด ใน กทม. ต้นตอที่บีบให้“ผับ-บาร์” ต้องลักลอบเปิดกันนอกเขต สุดท้ายกลายเป็นเหตุสลด

เพราะคนตรวจมองว่า เป็น“ร้านอาหาร” ไม่ใช่ “สถานบันเทิง” เรื่องป้องกันไฟเลยไม่ต้องเข้มงวดก็ได้ นี่แหละ“ช่องโหว่กฎหมาย” ผลักให้ต้องสูญเสียซ้ำรอยครั้งแล้วครั้งเล่า

** เลือกเอา!! “เพิ่มโซนนิ่ง” หรือ “ขยายนิยาม”** 

สูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้ง จากโศกนาฏกรรมไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เรื่องนี้นอกจากประเด็น “ทางหนีไฟ” ที่ใช้การไม่ได้ กับ “ไม่ใช้วัสดุกันไฟ” ในการก่อสร้างและตกแต่งร้าน จนนำมาสู่เหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้แล้ว

ยังมีอีกเรื่องคือ ตัวร้านแห่งนี้ ขออนุญาตเปิดเป็น “ร้านอาหาร” ที่มีการแสดงดนตรี แต่ไม่ได้ขอเปิดเป็น “สถานบันเทิง (ผับ-บาร์)” ทั้งที่สุดท้าย แอบเปิดแนว “ผับ-บาร์” ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย

แต่ถ้ามองกันตามความเป็นจริง ที่ร้านต้องละเมิดกฎหมายแบบนี้ ส่วนนึงเป็นเพราะตัวกฎเองหรือเปล่า? ที่บีบให้เหล่าผู้ประกอบการต้องทำแบบนี้



เพราะตามกฎหมาย โซนที่สามารถเปิดเป็น “สถานบันเทิง” ในกทม.ได้ มีแค่ 3 จุด คือย่าน “พัฒน์พงศ์”, “RCA” และ “สีลม” เท่านั้น

ทำให้ผับ-บาร์อื่นๆ ที่จำเป็นต้องตั้งนอกเขตนี้ มักจะใช้มุกเดียวกันในการเอาตัวรอด คือขอเปิดเป็น “ร้านอาหาร” แต่จริงๆ แล้ว ข้างในทำเป็น “ผับ-บาร์-สถานบันเทิง” เพราะถึงแม้จะอยากขออนุญาตให้ “ถูกกฎหมาย” ขนาดไหน ก็ “ทำไม่ได้”

เพราะติดเรื่อง “โซนนิ่ง” ตาม “พ.ร.ฎ.กำหนดเขตพื้นที่ เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ในท้องที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2545” ซึ่งเริ่มเอามาบังคับจริงๆ จังๆ กันช่วงปี “2548”

ปัญหาคือพอจดเป็น “ร้านอาหาร” ทั้งที่กายภาพเป็น “ผับ-บาร์” เรื่องมาตรความปลอดภัยต่างๆ ก็จะเข้มงวดน้อยลง

เพราะจริงๆ แล้ว ถ้าจดเป็น “สถานบริการ” จะถูกบังคับตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ อย่างเข้มงวด ให้ต้องใช้ “วัสดุตกแต่ง-ซับเสียง” แบบ “ไม่ลามไฟ”

และต้องมี “ระบบระบายควัน” “สปริงเกอร์” กับ “ทางหนีไฟ” ที่เรื่องของ “ขนาด” ต้องสัมพันธ์กับ “จำนวนลูกค้า” ในร้านด้วย



แต่พอเป็นแค่ “ร้านอาหาร” ข้อกำหนดโดยเฉพาะเรื่อง “วัสดุไวไฟ” ก็จะอ่อนลง จนอาจพูดได้ว่า โศกนาฏกรรมที่ลาดพร้าว ส่วนนึงอาจมาจาก “กฎหมายโบราณ” อายุกว่า 20 ปี ที่ควรต้อง “รื้อ” หรือ “แก้ไข” สักที

เพราะตัวกฎโซนนิ่งนี้ กลายเป็นเหมือนบีบให้ “ผู้ประกอบการนอกเขต” ต้องทำผิดกฎหมาย? เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.อมร พิมานมาศ” นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ช่วยวิเคราะห์เอาไว้ให้แล้ว

โดยมองว่า การจะพูดว่า “กฎโซนนิ่ง” คือกฎที่ “บีบ” ให้คน “ละเมิดกฎหมาย” ก็คงตอบอย่างงั้นได้ไม่เต็มปากนัก

เพราะต้องเข้าใจก่อนว่า การตั้งโซนนิ่งแบบนี้ ก็เพื่อควบคุมปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา เวลามีสถานบันเทิงอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ทั้งเรื่อง “อาชญากรรม” และปัญหา “ความเดือดร้อนรำคาญ” ของพื้นที่โดยรอบ

แต่ก็ต้องยอมรับว่า กฎตัวนี้ออกมาหลาย 10 ปีก่อนแล้ว อาจจะ “ไม่ตอบโจทย์” สังคมยุคใหม่ ที่ความเจริญขยายขึ้นแล้ว ดังนั้น คงต้องมานั่งคิดกันก่อนว่า “3 โซน” ที่ว่านี้ เพียงพอหรือไม่?



ถ้า “พอ” วิธีแก้ปัญหาคือ ต้อง “ตรวจตรา-ปราบปราม” ไม่ให้เกิดการแอบเปิด “ผับ-บาร์นอกโซน” อย่างจริงจัง

แต่ถ้ามองว่า “ไม่พอ” ก็ต้อง “ขยายโซนเพิ่ม” จะได้เอาข้อกำหนด “มาตรการอัคคีภัย” ของ “สถานบันเทิง” ไปบังคับใช้ กับร้านที่แอบเปิดนอกเขตพวกนี้ได้อย่างจริงจัง

“ถ้าเราคิดว่า 3 โซนนี้พอแล้ว เราไม่อยากเห็นสถานบริการ เกิดขึ้นเต็มพื้นที่ กทม. หรือเราคิดว่า 3 โซนไม่พอ ก็ต้องขยายโซนเพิ่มขึ้น ตามความจำเป็น เพื่อที่พอขยายโซนแล้ว จะได้เอากฎหมายตัวนี้ไปบังคับใช้”

“ปัญหาตอนนี้ก็คือ ถ้ามันจะเปิดแบบนี้(ผับ-บาร์) ที่อื่น มันเปิดไม่ได้ พอมันไม่สามารถเปิดสถานบันเทิงได้ มันก็มีปัญหา
ว่ากฎกระทรวงที่กำหนด ให้ต้องทำมาตรการอัคคีภัย มันก็ไม่ถูกบังคับใช้ กับการไปเปิดอย่างผับของลาดพร้าวแบบนี้”



หรืออีกวิธีที่ง่ายมากคือ แค่ “ขยายนิยาม” ใน “กฎกระทรวง” ของ “พ.ร.บ.สถานบริการ” เรื่อง “มาตรฐานความปลอดภัย” ให้บังคับใช้กับ “ร้านอาหาร” ที่มีลักษณะคล้ายผับ-บาร์ไปเลย

“จริงๆ เรามีกฎกระทรวงสถานบริการอยู่แล้ว กฎกระทรวงตัวนี้ มันมีมาตรฐานทางวิศวกรรม ครบถ้วนเพียงพออยู่แล้ว ทำไมเราไม่ขยายขอบเขต ไปให้ครอบคลุมถึงร้านอาหาร ที่มีการประกอบกิจการคล้ายสถานบริการล่ะ โดยที่ไม่ต้องไปสร้างโซนนิ่งใหม่ ก็เป็นอีก 1 แนวทาง”



** “ตั้งธงผิด” ตรวจยังไงก็ผ่าน **

คำถามที่น่าสนใจคือ แม้จะลักไก่ ขออนุญาตอีกอย่าง แล้วมาเปิดเป็นอีกแบบ ถึงในขั้นตอนเอกสารจะผ่าน แต่เวลาลงพื้นที่ตรวจจริง เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานหลักอย่าง “ตำรวจ” ไม่รู้จริงๆ หรือว่าผิด?

เพราะถ้าดูด้วยตา ยังไงก็รู้ว่า “ไม่ใช่ร้านอาหาร” และเข้าข่ายเปิดไม่ตรงตาม “ใบขออนุญาต” ดำเนินกิจการ

หรือตัว “สำนักงานเขต กทม.” ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เรื่อง “การใช้อาคาร” เวลาเข้าไปตรวจสอบ มองไม่ออกหรือว่า นี่เป็นการใช้อาคาร “ผิดประเภท” ตาม “พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร”

ไม่เห็นจริงๆ หรือว่า “ทางหนีไฟ” ใช้การไม่ได้ ไม่มีคุณภาพ แถมยังไม่มีความปลอดภัย

เรื่องนี้ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ บอกว่า มันคือความลักลั่นของข้อกฎหมาย ทำให้เวลา “ตำรวจ” หรือ “เจ้าหน้าที่สำนักเขต” ไปตรวจ แล้วปล่อยผ่าน เพราะ “ตั้งธงผิด” ตั้งแต่ในมุ้ง



อย่างที่บอกว่า ร้านพวกนี้ “จดทะเบียน” เป็น “ร้านอาหาร” เวลาไปตรวจ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องตรวจ ในเกณฑ์ของ “ร้านอาหาร” ที่ไม่ได้เข้มงวดเรื่อง “อัคคีภัย” ต่างจากข้อบังคับของ “ผับ-บาร์”

“จะไปตรวจให้ทำตามสถานบันเทิง ทั้งๆ ที่ไม่ได้จดสถานบันเทิงเนี่ย ก็จะไม่มีจุดตั้งต้นอย่างงั้นไง ผมก็เลยมองว่า นี่มันเป็นการลักลั่นทางกฎหมาย”

“แต่จริงๆ ต้อง เอ๊ะ!! ตั้งแต่แรกแล้วว่า คุณไม่ควรประกอบการในรูปสถานบันเทิงสิ เพราะว่าคุณจดร้านอาหาร”

นี่คือเรื่องที่น่าเศร้า “ดร.อมร” บอกไว้ว่า มีการออกกฎเรื่อง “มาตรการป้องกันอัคคีภัย” สำหรับป้องกันเรื่องไฟไหม้ในสถานบริการ โดยเฉพาะเมื่อ “ปี 55” เพื่อไม่เกิดเหตุซ้ำรอยเพลิงไหม้ “ซานติก้าผับ”

โดยกฎที่ว่า กำหนดอย่างละเอียดตั้งแต่ “ขนาด” “ลักษณะ” ของ “ทางหนีไฟ” จำนวน “ทางออก” ที่เหมาะสมกับจำนวนลูกค้า และต้องมี “ระบบระบายควัน” ไปจนถึงลักษณะการวาง “ระบบไฟฟ้า”



แต่มันกลับไม่ถูกเอามาบังคับใช้จริงๆ นี่คือ “ช่องโหว่”ของ “การบังคับใช้กฎหมาย” และ “การตรวจสอบ”ซึ่งไม่ใช่เรื่องของหลักวิศวกรรม เพราะกฎหมายเขียนไว้หมดแล้วว่า ต้องทำยังไงบ้าง

“เราอุตส่าห์มีกฎหมาย มีกฎกระทรวง ปี 55 เพราะว่าเกิดเหตุซานติก้า ปี 52 เราก็คิดว่า กฎกระทรวงนี้จะได้ใช้ ปรากฏว่าใช้เฉพาะในเขตโซนนิ่งอีก งั้นแสดงว่า มันไม่ได้ตอบโจทย์บริบทความเป็นจริง”

“ผมถึงบอกว่า วิศวกรรมไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือทำยังไง ให้กฎหมายที่มันดีอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว มันถูกบังคับใช้”


                                                           {“ดร.อมร” นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ}

สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “สำนักงานเขตจตุจักร”, “ข่าวคนนนท์”, “ Drama-addict”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **