สู้กับคำว่า “เป็นไปไม่ได้” จน “เป็นไปได้” เจาะเบื้องหลัง "สายการบิน Thai Seaplane" ปัดฝุ่น “เครื่องบินทะเล” กลับมาอีกครั้ง หวังสร้างอุตสาหกรรมการบินครั้งใหม่ เชื่อม “บกสู่บก-บกสู่น้ำ-น้ำสู่น้ำ” ไร้รอยต่อ!
*** “เครื่องบินทะเล” คัมแบ็กในรอบ 2 ทศวรรษ ***
“เราเป็นเจ้าแรกในรอบ 20 ปี ที่จะเอาซีเพลนในเมืองไทยกลับมาพัฒนาอีกครั้ง Thai Seaplane จะเปิดเป็นสายแรก แต่ก็มีคู่บุญในการช่วยกันผลักดันมา ก็คือ Siam Seaplane อีกสายนึงครับ
ซีเพลน จะต่างกับสายการบินธรรมดา เราเชื่อมจากบกสู่บก บกสู่น้ำ แล้วก็น้ำสู่น้ำได้ ลองคิดเล่นๆ ถ้าเราหลับตา คิดถึงนักบินซีเพลน เราคิดถึงมัลดีฟส์เลยนะ นักบินใส่ขาสั้น เท้าเปล่า อยากมีคาแรคเตอร์ของนักบินซีเพลนในเมืองไทย
เป้าของ Thai Seaplane เราอยากเป็นภาพจดจำว่ามาเมืองไทย มาภูเก็ต ไปเที่ยวได้หลายที่ ฉันจะมาภูเก็ต 1 คืน อีกวันนึงไปเกาะ ก็เป็นการเดินทางที่คนรู้สึกว่าสะดวก เรียกได้ว่าเป็นเบอร์ 1 ใน South East Asia เราวางตัวเองเป็นอย่างนั้น”
ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเดินทางในบ้านเรา กำลังจะถูกเขียนขึ้นใหม่อีกครั้ง เมื่อ "Thai Seaplane" สายการบินผู้ให้บริการเครื่องบินทะเล (Seaplane) เชิงพาณิชย์ เตรียมพาทุกคนเปิดประสบการณ์ใหม่ กับการพาซีเพลนทะยานขึ้นฟ้า และร่อนลงจอดบนผืนน้ำอีกครั้งในรอบ 20 ปี
สำหรับหัวเรือใหญ่ของงานนี้ก็คือ "โต๋ - กสิณพจน์ รอดโค" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย ซีเพลน จำกัด
เขาเล่าว่า กว่าที่ Thai Seaplane จะเดินทางมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลย เพราะแม้เมืองไทยจะเคยมีเครื่องบินทางน้ำมาก่อน แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างจึงทำให้ไม่ได้ไปต่อ และการจะพาซีเพลนกลับมา ก็เท่ากับว่าต้องนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้น
“ผมไม่เคยเคลมว่า Thai Seaplane เป็นสายการบินซีเพลนแห่งแรกของประเทศไทย จริงๆ มันน่าเสียดาย เราเคยมีซีเพลนมาแล้ว 2 สายการบิน ทั้ง BlueWater และ Destination Air
แต่ช่วงสึนามิ มันไม่ได้พัดพาแค่ภัยพิบัติ มันยังมีเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เขาก็เลยหายไป ประกอบกับประเทศไทย เข้าสู่อีกเฟสในการพัฒนากฎหมายการบิน ถ้าเทียบกันก็คือ เหมือนสังคายนาพระไตรปิฎก ซีเพลนมันก็หายไป
ก่อนช่วงสึนามิ เรื่องซีเพลนเรายังเท่ากับต่างชาติ แต่ต่างชาติเขายังพัฒนาต่อเนื่อง พอเราจะกลับมาเริ่มทำใหม่ กฎหมายที่เรายังเหลือช่องทาง มันไม่ทันสมัยเท่าต่างชาติแล้ว สิ่งที่เราทำก็คือ ต้องวิ่งให้เร็วกว่า แล้วเก็บข้อมูลเพื่อมาพัฒนา
เรากลับมาเมื่อ 6 ปีก่อน เราไม่มีเอกสารที่จะทำข้อมูล ก็เลยต้องมาเริ่มใหม่ เริ่มต่อจิ๊กซอว์ว่าอะไรที่เหลืออยู่บ้าง นักบินซีเพลนเก่าในเมืองไทยเหลือมั้ย ไม่มีเลย ครูการบินซีเพลนในเมืองไทยมีมั้ย ไม่มีเลย คู่มือประกอบการบินมีมั้ย ไม่มีเลย
ทีนี้เราก็ไปคุยกับสำนักงานการบินพลเรือน ว่า Thai Seaplane จะทำซีเพลน เขาก็ช็อก ยูจะไปหากฎหมายจากไหน มันก็เป็นการเริ่มงานร่วมกับเขา ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
จนกระทั่งปี 2025 ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ประกาศกฎหมาย 2 ตัวขึ้นมา กฎหมายตัวที่ 1 คู่มือการจัดตั้งสายการบินซีเพลน กฎหมายตัวที่ 2 คู่มือการจัดตั้งที่ขึ้นลงชั่วคราวทางน้ำ พอ 2 ตัวนี้ออกมา ถือว่าอุตสาหกรรมซีเพลนเกิดขึ้นในบ้านเราแล้ว กฎหมายตัวนี้ เป็นกฎหมายที่ทันสากลแล้วครับ”
สำหรับความพิเศษของ “เครื่องบินทะเล” หรือ “ซีเพลน” คืออากาศยานที่สามารถร่อนลงจอดบนผิวน้ำได้ ในแง่ของการท่องเที่ยว มันช่วยย่นระยะเวลาการเดินทาง และเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ไม่สามารถสัมผัสได้จากบนพื้น
ในส่วนของ Thai Seaplane ภายในปีนี้จะให้บริการ 3 เส้นทาง ก่อนจะขยายสู่ 15 เส้นทางในปีต่อไป
“คู่มือในการจัดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นซีเพลนหรือสายการบิน มันเหมือนกัน กฎหมายการบิน มาตรฐานเดียวกัน ใบอนุญาตประกอบสายการบิน มันคือใบอนุญาตประกอบสายการบินเดียวกัน
แต่ซีเพลนมันคือไม่ใช่เรื่องของการ Transportation อย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของ Experience ด้วย การทำให้คนรู้สึกว่า… ว้าว เมื่อเขาลงบนพื้น ก็จะกางล้อออก นั่นแปลว่าสามารถเข้าไปรับคนได้ในสนามบิน แล้วเราอยากจะไปที่ที่มันเข้าถึงได้ยาก เขาก็จะเก็บล้อ แล้วก็ไปแลนด์บนน้ำได้
เครื่องบินเราโดยสาร 10 ที่นั่งครับ เป็นเครื่องบินรุ่นเดียวกับทางที่กรมฝนหลวง ใช้ในการทำฝนหลวง แต่ว่ามันพิเศษ ด้วยการติดทุ่น เพื่อให้สามารถขึ้น-ลงบนน้ำได้ ก็เป็นเครื่องบินที่ไม่ได้เร็วมาก เหมาะกับการเดินทางที่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ใบอนุญาตเสร็จสิ้นหมดแล้วครับ ถึง Final Stage แล้ว ก็ต้องขอบคุณทางรัฐบาลชุดนี้ ที่เห็นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แล้วหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระหนึ่งของทางกระทรวงคมนาคม คิดว่าภายในไตรมาส 4 ปีนี้ เราก็จะเริ่มบิน Commercial เกิดขึ้น
ปีหน้าก็จะเป็นปีของการขยายเส้นทาง แล้วก็นำเครื่องเข้ามาเพิ่ม มันจะมีฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย เราเชื่อมบกสู่บก ก็คือสนามบินที่เป็นกระบี่ไปภูเก็ต หรือภูเก็ตไปหาดใหญ่ หรือภูเก็ตไปทางระนอง ภูเก็ตไปสุราษฎร์ฯ ภูเก็ตไปสมุย ทางน้ำ มียาวน้อย-ยาวใหญ่ พีพี กระดาน หลีเป๊ะ ขึ้นไปทางเหนือก็เป็นสิมิลัน ข้ามไปทางฝั่งอ่าวไทย ก็มีเกาะเต่า แล้วก็เกาะพะงัน
ปลายปีนี้เปิด 3 เส้นทาง สนามบินภูเก็ต-สนามบินกระบี่ ใช้เวลา 20 นาที สนามบินกระบี่ มาที่ท่าเรือน้ำลึก แหลมพันวาภูเก็ต ใช้เวลา 25 นาที สนามบินภูเก็ต ตรงมาใต้เกาะก็คือแหลมพันวา ใช้เวลา 15 นาที”
*** ขยายอุตสาหกรรมใหม่ กรุย "ทางบนฟ้า" เอง ***
นอกจากจะเป็นผู้บริหารที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมการบินแล้ว เขายังเป็นนักบินของสายการบินไทย ที่มีประสบการณ์มายาวนาน
และเมื่อต้องมาเริ่มต้นทำธุรกิจที่แทบไม่เหลือข้อมูลให้เดินต่อ นี่จึงเป็นโจทย์ยากที่ไม่สามารถแก้เพียงคนเดียวได้
“การเปิดสายการบิน จริงๆ แล้วเราเริ่มช่วงก่อนโควิดสักประมาณนึง พาร์ตเนอร์เขาอยากมีการขนส่งพิเศษ ไปที่รีสอร์ทเขา เขาอยากทำ เรามองดูว่าการขนส่งไปที่เกาะ บ้านเรามันมีแค่ทางเดียวเลยคือ เรือ
บ้านเราเกาะเยอะมากเกือบ 1,000 เกาะ แต่การขนส่งมีแค่ 2 ช่องทาง ถ้าใกล้หน่อยก็จะเป็นสปีดโบ๊ท แต่ถ้าไกลหน่อย สปีดโบ๊ทไปไม่ไหว ก็จะเป็นเรือเฟอร์รี่
โรงแรมที่เป็นโรงแรม 5 ดาว หรือ Ultra Luxury ต่างประเทศ อย่างเช่น มัลดีฟส์ แคนาดา ออสเตรเลีย หรือทางอเมริกาเองก็ตาม เขาใช้ซีเพลนในการขนส่ง
เรามาอ่านกฎหมาย ในการที่จะเอาเครื่องบินซีเพลนไปส่งคน มันไม่ใช่แค่การส่งคนไปที่รีสอร์ท มันคือ Infrastructure อันนึงที่บ้านเราขาด ประกอบกับเราเป็นนักบิน ที่พอจะอ่านกฎหมายเข้าใจ งั้นเรามาเซ็ตสายการบินซีเพลนแล้วกัน
ข้อมูล แบ่งเป็นข้อมูลที่เปิดเผย ข้อมูลจากต่างประเทศ ข้อมูลผู้โดยสารที่ผ่านสนามบินต่างๆ จำนวนโรงแรมต่างๆ กับข้อมูลที่ต้องเทียบเคียงเอา เราต้องเอาข้อมูลของการไปเที่ยวอุทยานฯ มาเทียบเคียงเยอะมาก เพราะอุตสาหกรรมซีเพลน มันแทบจะหายไปทั้งก้อนจากเมืองไทย 60% เรามีข้อมูล 40% มันเป็นเรื่องของ Learning by Doing”
ถามต่อว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้มั่นใจ ในเมื่อที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่า ธุรกิจสายการบินซีเพลนในบ้านเราไปไม่รอด
กัปตันโต๋ตอบว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการขับเคลื่อนด้วยชาวต่างชาติ ที่มาร่วมทุนกับคนไทย เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ผลกระทบที่ตามมาก็เลยใหญ่และยากต่อการควบคุม
“เราเห็นข้อบกพร่องของซีเพลนในสมัยก่อน คือตัวนักบิน ตัวช่าง ทีมบริหารทั้งทีมเป็นต่างชาติ เวลาเกิดพิษสงคราม พิษมหันตภัย พิษเศรษฐกิจขึ้น สิ่งที่เขาทำก็คือกลับบ้าน ไปทำมาหากินที่บ้านเขา การจะ Recall กลับมา เขาก็ไม่กลับโดยปกติ
คุณทำเครื่องบินให้บินลงน้ำได้ มันน่าภูมิใจมั้ย มันน่าภูมิใจ แต่ถ้าไม่มี Ecosystem ในเรื่องของบุคลากร คุณจะลำบากแน่นอน คุณจะเอาเครื่องบินเข้ามา แต่หาบุคลากรไม่ได้ มันจะกลับไปสู่ในลูปเดิมของการจ้างต่างชาติมาทำ
เราก็คิดแล้วว่า ฉันทำซีเพลนคนเดียวไม่ได้ ฉันต้องทำร่วมกับภาครัฐ เพื่อที่จะสร้างตัว Ecosystem ขึ้นมา สิ่งแรกที่เราทำเลย คือเรามุ่งเน้นไปในเรื่องของการสร้างบุคลากรก่อน แต่ถ้าเป็นคนไทย เราสร้างเอง ก็ยังอยู่ในประเทศไทย
เราทำงานร่วมกับสถานศึกษาเยอะ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เทคนิคถลาง ในการสร้างช่างอากาศยาน วันนี้เราไม่มีองคาพยพของความรู้ด้านนี้ ก็เอาครูต่างชาติมาสอนคนไทยอีกที ใน 3 ปีเราก็จะ Replace กลับมาเป็นคนไทย อันนี้เป็นสิ่งที่บริษัททำเพื่อปิดช่องว่าง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเกิดขึ้น”
ต้นไม้จะเติบโตได้ ต้องมีรากฐานที่มั่นคง ซึ่งจากบทเรียนที่ผ่านมา ก็ทำให้รู้ว่า การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็น “คนไทย” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
“ถ้าดูจากประเทศที่เขาเจริญเติบโตด้านการบิน จะเห็นเลยว่ามีนักบินดับเพลิง ที่เป็นบริษัทเอกชน นักบินที่เป็นเกษตรกรรม คือพ่นยา เครื่องบินส่วนตัว เครื่องบินซาฟารี มันมีเยอะมาก แปลว่า พอมันมาก การบูรณาการทั้งอุตสาหกรรม กฎหมาย หรือโรงเรียน มันก็ไปพร้อมกัน การบินมันกว้างมาก ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่แอร์ไลน์
แต่บ้านเรา กลายเป็นว่าโรงเรียนสอนบินและเส้นทางสู่อาชีพ มันมีแค่นิดเดียว สายการบินจะเพิ่มนักบินได้ก็ต่อเมื่อ 1.นักบินเก่าเกษียณ 2. สายการบินซื้อเครื่องบินเพิ่ม แต่โรงเรียนที่ผลิตบุคลากร มันผลิตทุกปี
เรารู้สึกว่า ถ้าเกิดสิ่งนี้ มันก็คงจะมาจุนเจืออุตสาหกรรมในเมืองไทยได้บ้าง คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักบินสายการบิน หรือไปเป็นทหาร มันยังมีกิจกรรมการบินซีเพลน เวลาน้องๆ จบจากโรงเรียนการบินมา เขาก็จะมาสอบเข้าบริษัท Thai Seaplane หรือบริษัทซีเพลนอื่นๆ แล้วบริษัทก็ส่งเรียนให้ไปเป็นนักบินเฉพาะทางซีเพลน
ทุกอย่างมีศาสตร์ของมัน ไม่ได้เทียบอะไรยากง่ายกว่ากัน การบินธรรมดา เรามีสนามบิน เรามีรันเวย์ชัดเจน ซีเพลนมันไม่มีรันเวย์นะ มันใช้จุดบน GPS เราดีลกับรันเวย์ที่มันไม่อยู่นิ่ง รันเวย์ที่มันขยับได้ นักบินซีเพลน ไม่สามารถบินได้ด้วยเครื่องประกอบการเดินอากาศเพียงอย่างเดียว
ผมส่งเสริมให้นักบินในบริษัท ไปเล่นเซิร์ฟให้เป็น เพราะการเล่นเซิร์ฟ คุณอ่านคลื่นเป็น คลื่นไปทางไหน คลื่นเละมั้ย คลื่นหัวแตกหรือเปล่า มันสำคัญกับการขึ้น-ลงของอากาศยานซีเพลน มองว่าเป็นความยากของนักบินซีเพลนก็ได้ แต่ถ้ามองว่ามันเป็นเสน่ห์ของนักบิน ที่เขาต้องมีสกิลพิเศษ อันนี้ก็ได้เหมือนกัน”
[ โป๊ะซีเพลน เตรียมลงทะเล ]
สำหรับเครื่องบินทะเล สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ที่ขึ้น-ลงทางน้ำ” กัปตันโต๋เล่าว่า ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จากหลายหน่วยงานและหลายขั้นตอน
“การบินเป็นอุตสาหกรรมควบคุม มันมีเรื่องของความปลอดภัย เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติด้วย กฎหมายการจัดตั้งที่ขึ้น-ลงทางน้ำ เราต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าตรงนี้นะ ไม่สามารถไปลงในที่ที่ไม่ได้ถูก Register ได้ ก็จะเป็นข้อกำหนดของเมืองไทย ว่าการที่จะขยายเส้นทางบินซีเพลน เราต้องได้รับอนุญาต ในการจัดตั้งที่ขึ้น-ลงก่อน
สนามบินซีเพลนจะเป็นวงกลม สาเหตุที่เป็นวงกลม เพราะว่าบางทีคลื่นมันไม่ได้มาด้านเดียว เราก็ต้องดูคลื่น และสามารถแลนด์ได้ 360 องศา พอลงเสร็จปุ๊บ มันก็จะมีโป๊ะในการถ่ายโอนผู้โดยสารไปขึ้นเรือ เพื่อไปที่ท่าอีกทีนึง โป๊ะสำหรับซีเพลน มันก็จะไม่เหมือนโป๊ะสำหรับเรือปกติ
ภาคส่วนที่เกี่ยว ทั้งกระทรวงทรัพย์ฯ กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัด เจ้าท่า ต่างๆ นานา เขาก็ต้องยอมรับให้มันเกิดขึ้นก่อน ถึงจะรวบรวมเพื่อแจ้งกับทางสำนักงานการบินพลเรือน เพื่อขอจัดตั้ง
และไม่ได้แปลว่ามีคนยอมรับแล้วจัดตั้งได้ มันก็ต้องมีบุคลากรประจำสถานี ที่ถูกเทรนด์มาแล้วด้วย รวมถึงแผนฉุกเฉิน ถ้าเกิดเครื่องบินคว่ำหรืออะไร เราทำงานร่วมกับจังหวัดในการกู้ภัย มันก็เป็นการประสาน 10 ทิศ”
*** เพิ่มช้อยส์สายเที่ยว สัมผัส “ทะเลใต้” จากบนฟ้า ***
การจะไปท่องเที่ยวแต่ละครั้ง แน่นอนว่าเวลาที่เราเสียไป ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการเดินทาง แต่ “ซีเพลน” ไม่เพียงจะช่วยย่นระยะเวลาตรงนี้ จากหลักชั่วโมงให้เหลือไม่กี่นาที ซึ่งจะช่วยให้ทุกการเชื่อมต่อเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
“ผมคิดว่านักท่องเที่ยวมีเวลาเท่าเดิม แต่โอกาสในการใช้จ่ายมากขึ้น เขารู้สึกว่าการไปกระบี่ ไปหลีเป๊ะ ไปพีพี มันไปง่าย แล้วไม่เสียเวลา ปกตินั่งเรือจากภูเก็ตไปพีพี ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง การบินด้วยซีเพลน ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
สมมติเราเป็นนักท่องเที่ยว ที่ไม่ได้มานอนที่รีสอร์ททั้งวัน เราอยากไปเห็นวัฒนธรรม อยากไปดำน้ำ ไปทีนึง มันใช้เวลาทั้งวันเลยนะ พอมีสิ่งที่มัน Transport ได้เร็วขึ้น คนที่มีกำลังพอที่จะจ่ายมากขึ้น เขาไปเช้า บ่ายก็กลับมา นั่นเป็นการเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจมันมี Spending มากขึ้น แล้วก็ไม่ใช่ Spending ที่เดียว
ผมมีเรื่องเล่า คือผมไปประชุมที่ภูเก็ตบ่อย แล้วก็นั่งข้างกับครอบครัวคนอเมริกัน เขาก็คุยกับผมว่า ‘ยูมาทำอะไร มาเที่ยวเหมือนกันเหรอ’ ก็เลยบอกว่ามาประชุม ผมก็ถามว่า ‘ยูมาเที่ยวที่ไหนบ้าง มาเที่ยวกี่วัน’ เขาบอกว่ามา ‘5 วัน ครั้งนี้เขามาภูเก็ต เดี๋ยวปีหน้าจะไปกระบี่ เพราะดูจูราสสิกปาร์คมา ที่กระบี่มันสวย’
ผมก็ถามว่า ‘ทำไมไม่ไปวันนี้’ เขาบอกว่า ‘ไอไม่ไปหรอก มันใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง มันเสียเวลา กว่าจะไปตรงโน้นเสร็จต้องนั่งไป 2 ชั่วโมงกว่า ไปถึงกระบี่ มีเวลาเที่ยวแค่แป๊บเดียว ก็ต้องนั่งรถกลับมาขึ้นเครื่องที่ภูเก็ตต่อ’
ผมก็รู้สึกว่าทำไมไม่มี Connect ในการเดินทางที่ง่ายขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเหมือนกัน ว่าสิ่งที่เราทำมันน่าจะมาถูกทางแล้ว”
[ ทริปหลีเป๊ะสุดทรหด จุดประกายปลุกซีเพลน ]
และ กัปตันโต๋ ก็เป็นอีกคนเคยสัมผัสความยากลำบาก กับการเดินทางเพื่อเข้าถึงสถานที่สวยๆ ในบ้านเรา ก็ยิ่งเป็นการย้ำชัดว่า เครื่องบินทะเล น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวได้อย่างดี
“ประสบการณ์ส่วนตัว ที่รู้สึกว่าฉันต้องทำซีเพลนแล้วล่ะ ก็คือการเดินทางไปวันครบรอบแต่งงานที่หลีเป๊ะ เราเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปสนามบินหาดใหญ่ นั่งรถจากสนามบินหาดใหญ่ ไปท่าเรือที่สตูลอีก 2 ชั่วโมง นั่งเรือจากท่าเรือนั้น ไปตรงก็ไม่ได้ ต้องแวะตะรุเตาก่อน แล้วค่อยไปหลีเป๊ะ นั่งเรือประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า รวมทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง
ไปหลีเป๊ะ คุณจะใช้เวลา 6 ชั่วโมงในการเดินทาง เทียบกันนะครับ คุณไปถึงโตเกียวแล้ว ถ้าสมมติคุณมีวันหยุด 4 วัน ไป-กลับ คุณเสียเวลาไปแล้ว 2 วัน ไม่ได้ทำอะไรเลย นั่งอยู่บนยานพาหนะ
แต่จุดที่พีคที่สุดของการไปหลีเป๊ะคือ คุณจะรวย จะจน มีช่องทางเดียวในการไป ขากลับนี่ลำบาก เพราะว่าฝนตก คลื่นสูง เรือสปีดโบ๊ทไม่พอให้นั่ง ต้องยืน เราเป็นนักบิน ทัศนวิสัยข้างหน้ามันมองไม่เห็นอะไรเลย เห็นแต่คลื่น ลมมันกระแทกเข้ามา ภรรยาผมจับผมแน่นเลย เขากลัวมาก แล้วหันไปคนที่ยืนโหนสปีดโบ๊ทอยู่ อ๋อ... เจ้าของรีสอร์ทที่หลีเป๊ะ
มันอันตรายนะ เราไม่ได้ตัดสิน เพียงแต่ว่ามันไม่มีทางเลือกอื่นในการเดินทางเลยเหรอ ซึ่งทางเลือกอื่น มันไม่ได้มา Disrupt สปีดโบ้ทที่มีอยู่ แต่มันทำให้คนเข้าถึงพื้นที่ที่ดีๆ อย่างหลีเป๊ะได้ง่ายมากขึ้น สวยมากเลยนะครับหลีเป๊ะ แต่ถ้าให้ไปอีกครั้ง ก็อาจจะต้องคิดดูก่อน ภรรยาผมบอกเลยว่า ชีวิตนี้ฉันไม่ไปแล้ว เข็ด”
[ เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวครั้งใหม่ ]
การโดยสารด้วยยานพาหนะชนิดนี้ นอกจากจะย่นเวลาการเดินทางแล้ว ของแถมอีกอย่าง คือประสบการณ์สุดพิเศษ ที่ได้เห็นวิวเมืองไทยจากบนฟ้าแบบใกล้ชิด ที่จะกลายเป็นความทรงจำอันสวยงาม สำหรับทุกคนได้ที่มาสัมผัส
“(ซีเพลน) ตั๋วขานึงก็ประมาณ 200 เหรียญ 6,000 กว่าบาทครับ สปีดโบ๊ทต่อขาประมาณ 1,000 กว่าบาทมั้งครับ ผมพยายามบอกกับผู้ประกอบการสปีดโบ๊ทหลายครั้ง มันไม่ได้เป็นสิ่งที่มา Disrupt สปีดโบ๊ทนะ คนละกลุ่มกัน ถ้าอยากจะเห็นมาหยาจากบนฟ้าแบบใกล้ๆ สปีดโบ๊ทให้เขาไม่ได้
อีกอย่างนึงที่ไม่พูดไม่ได้ ก็คือเรื่องของ Experience ต่างกันนะ ถ้าเราเสิร์ชคำว่า ‘พีพี’ หรือ ‘อ่าวมาหยา’ ในตอนนี้ สิ่งที่คุณจะเห็นคือมุมที่นั่งเรือไปถ่าย แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ขายของเมืองไทยคือ มุม Bird's Eye View ที่มองลงมา
รูทที่เราวางไว้ทุกรูท มีกิมมิคของมัน อย่างเช่น เราบินจากภูเก็ตไปพีพี เราจะบินไปเหนืออ่าวมาหยา ให้เขาได้เห็นวิวว่ามันสวย แล้วก็ไปลงที่พีพี ตรงนี้คือทรัพยากรของบ้านเรา ที่ไม่ได้ถูกนำไปขายเลย การมาท่องเที่ยวแบบเดิม มันก็จะเปลี่ยนไป ผมเชื่อว่ามันสามารถเข้าได้ทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ
และที่เรายังไม่ค่อยพูดถึง คือเรื่องของ การแพทย์ฉุกเฉิน เพราะคนที่มาเมืองไทยบางคน ไม่ได้เป็นกลุ่มเด็กอย่างเดียว เป็นกลุ่มผู้เกษียณอายุ เขาก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของโรคของผู้สูงอายุ
ถ้าเกิดเหตุที่เกาะที่เขาไปเที่ยว โอกาสเดียวในการรอด คือสปีดโบ๊ท หรือไม่ก็เฮลิคอปเตอร์ ของสภาการแพทย์ฉุกเฉิน แต่ซีเพลนมันร่นระยะเวลาที่เป็นเวลาชีวิตเขา ให้มาถึงมือหมอได้เร็วขึ้นด้วย ก็ทำงานร่วมกับหลายฝ่าย สภาการแพทย์ฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในภูเก็ตเองก็ตามครับ”
*** สุดภูมิใจ Made in Thailand ***
ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ปี กับการก่อร่างสร้างสายการบินนี้ขึ้นมา ไม่เพียงแค่ปัญหาที่ดาหน้าเข้ามาไม่หยุดเท่านั้น พวกเขายังต้องเผชิญกับถ้อยคำบั่นทอนกำลังใจ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้จนสำเร็จ
“มันเป็นตราประจำบริษัท ในช่วงของ 2 ปีแรก ไปคุยกับใคร เขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ) ไม่มีคนเชื่อว่าจะทำได้ หลังจาก 20 ปี ไม่ใช่ว่าไม่มีคนทำนะครับ มีคนอยากจะทำหลายคนเลย
แต่เขาก็ไปไม่ถึงจุดที่มันทำได้ 1.อาจจะเป็นทีมงานเขาไม่พร้อม 2. พอเขาเจอว่าการทำธุรกิจซีเพลน มันประกอบไปด้วยหลายปาร์ตี้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เขาเห็นเขาก็ยอมแล้ว ไม่ได้ว่าเขาผิดหรือเขาถูกนะครับ
ผมจะบอกในทีมเสมอว่า จงภูมิใจไว้นะ ว่าสิ่งที่เราทำ เราไม่ได้สร้างแค่บริษัท เราสร้างอุตสาหกรรมให้มันเกิดขึ้น จงภูมิใจเอาไว้ว่า มีสิ่งนี้ได้ เพราะเราเริ่มเดินมาตั้งแต่ก้าวที่ 1 มันเลยทำให้คนรู้สึกว่า ฉันไม่ได้สร้างบริษัท Thai Seaplane ฉันสร้างอุตสาหกรรมซีเพลนในประเทศไทยมากกว่า อันนี้มันทำให้เราไม่ฝ่อ”
[ ฐานที่ดี ต้องเริ่มจากคนในบ้าน ]
สำหรับฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่บ้านเรายังขาดแคลน ก็คือ “บุคลากร” ไม่ว่าจะเป็นนักบิน ครูผู้ฝึกสอน ทีมช่าง ฯลฯ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังเร่งพัฒนาอยู่เช่นกัน
“Thai Seaplane เราเริ่มตั้งแต่ศูนย์ เราต้องมาสร้างบุคลากรเอง และการที่เราจะไปเอานักบินต่างชาติเข้ามา ก็ยิ่งยากมากเลย ในข้อกฎหมายเองก็ตาม หรือเรื่อง Benefit ที่เราสามารถให้นักบินซีเพลนต่างชาติได้ก็ตาม
อย่างที่ซาอุดีอาระเบีย มีซีเพลนเป็นที่เปิดก็คือ Red Sea Global มูลค่าที่เขา(นักบินซีเพลน)ได้ต่อเดือน คนนึงประมาณ 500,000 บาท เท่ากับนักบินของเอมิเรตส์หรือกาตาร์เลย
เรามีนักบินไทย 4 คนครับ นักบินต่างชาติมี 2 คน เป็น 6 คนครับ เรามีแม่เหล็กอย่างเดียวคือ ประเทศไทยสวยงาม ใช้ชีวิตง่าย อาหารอร่อย ค่าครองชีพถูก ที่ดึงดูดเข้ามา หรือบางคนเขามีภรรยา มีลูกที่เมืองไทยอยู่แล้ว เป็นนักบินซีเพลน ที่มาใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทย เป็นเรื่องยากมากที่จะต่อจิ๊กซอว์ตรงนี้
กลับไปที่เรื่องของการสร้างคน ยิ่งถ้ามีเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์เข้ามาในอุตสาหกรรมซีเพลน มันยิ่งทำให้กระตุ้นภาครัฐ หรือโรงเรียนในการสร้างคน เขายิ่งเปิดหลักสูตรและพัฒนาหลักสูตรนี้ เราก็จะไม่ขาดแคลนคน
อุตสาหกรรมการบิน เป็นอุตสาหกรรมควบคุม เพราะฉะนั้น การที่จะได้ใบอนุญาตในการประกอบสายการบิน เราต้องมีคน มีเครื่อง มีคู่มือประกอบกิจการพร้อม ธุรกิจของซีเพลน มีมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติตามทางสำนักงานการบินพลเรือน
เพราะฉะนั้น มันใช้เงินลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินหรือบุคลากร ปัจจุบัน Thai Seaplane ลงทุนไปแล้ว 300 ร้อยล้าน (คืนทุน) ใช้เวลานานครับ สายการบินเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องไม่ใจร้อน ต้องมี 5 ปีเป็นต้นไปครับ 3 ปีอย่างเร็วครับ”
นักบินและผู้บริหารคนเก่ง ย้ำเสมอว่า ความสำเร็จในวันนี้ ไม่ใช่แค่จากทีม Thai Seaplane เท่านั้น เขาขอแชร์เครดิตให้กับทุกคน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสากรรมการบินซีเพลนในเมืองไทย
และการสร้างคน-สร้างงานในอุตสาหกรรมนี้ ก็จะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศได้อีกทาง
“ต่อให้คุณเอาเครื่องเข้ามา หรือเปิดที่ขึ้น-ลง บุคลากรก็ยังเป็นจุดที่สำคัญ ว่าคุณสร้างทันหรือเปล่า ซึ่งการสร้างบุคลากร Thai Seaplane ไม่สามารถเป็นผู้เล่นคนเดียวได้ ต้องทำงานร่วมกับคนเยอะมาก
ถ้ามีบริษัทอื่นที่ใหญ่กว่าเรา หรือมีใครเข้ามาจอยในอุตสาหกรรมซีเพลน ยิ่งเยอะยิ่งดี คน Thai Seaplane ยิ่งชอบเลย ย้อนกลับมาที่เป้าหมายของเรา คือเราสร้างอุตสาหกรรมแบบมี Ecosystem คือมีสถานศึกษาเพื่อผลิตคน
แล้วถ้าคนที่ใหญ่กว่าเรา เข้ามาสร้างบริษัทซีเพลน สิ่งที่พัฒนาคือ กฎหมายมาตรฐานในการปฏิบัติการเกิดขึ้น เพราะภาครัฐรู้สึกว่ามันเป็นพาร์ทใหญ่ของการ Generated รายได้เข้าประเทศ ก็จะมีคนเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมมากขึ้น
พอมี Demand ของการเอาเครื่องบินซีเพลนเข้ามา มีสายการบินซีเพลนเกิดขึ้นเยอะ บ่อเบ้าของการสร้างบุคลากร ก็ยิ่งเร่งในการสร้างคน ทีนี้ก็จะมีนักบินซีเพลนหรือมีช่างซีเพลนใช้มากขึ้น เก่งขึ้น
คนจากหลายสายงาน ก็อยากจะมาเป็นคนในอุตสาหกรรมซีเพลนมากขึ้น เพราะฉะนั้น คนก็จะถูกพัฒนามากขึ้น ผมก็เลยบอกว่า ยินดีที่จะมีคนเดินร่วมทางของซีเพลน ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ยินดีครับ ทำให้อุตสาหกรรมมันใหญ่ขึ้น”
*** แพลนแม้กระทั่ง “วันเปื่อย” ***
นอกจากจะต้องดูแลสารพัดธุรกิจในมือ ทั้งธุรกิจร้านอาหารของที่บ้าน ธุรกิจเครื่องหนัง ธุรกิจซีเพลน ธุรกิจท่องเที่ยว และกำลังเริ่มธุรกิจอะไหล่ยาง สำหรับปิดจุกทุ่นลอยน้ำของเครื่องบินซีเพลน การเป็น นักบิน ก็ยังเป็นอีกงานที่ไม่ได้ทิ้งไป
แน่นอนว่า สิ่งที่จะทำให้ทุกอย่างรันได้อย่างราบรื่น ก็คือการจัดสรรตารางชีวิตในแต่ละวันอย่างลงตัว
“ปกติจะตื่นประมาณ 7.00 น. แล้วก็จะนอนประมาณเที่ยงคืนครับ ตื่นมาอย่าพึ่งคว้ามือถือ นั่งหลับตาทำสมาธิสัก 5 นาที ลำดับความคิดก่อน ว่าวันนั้นจะทำอะไร ตื่นแล้วยืดเส้นยืดสาย กินกาแฟ
อันนี้ก็สำคัญนะครับ หนังสือญี่ปุ่นเขาบอกว่า มนุษย์เราควรจะมีพิธีกรรมส่วนตัวหลังจากตื่น บางคนชงกาแฟ บางคนโยคะ แต่ให้ทำพิธีกรรมนี้ทุกเช้า เพื่อดึงสมาธิ สติเรากลับมา
หลังๆ ไม่ได้ออกกำลังกายที่เป็นกิจกรรมกีฬาหมู่แล้ว ก็จะเป็นเล่นยิมบ้าง ว่ายน้ำบ้าง ต้องออกกำลังกายนะ ทำให้เรามีสุขภาพดี ไม่ใช่สุขภาพจิตดีแล้วสุขภาพดี ต้องสุขภาพดีก่อน สุขภาพจิตถึงจะดี เพราะมันปรับเคมีในตัวเรา
ผมเป็นคนชอบจัดการ ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วไม่รู้ต้องทำอะไร วันนั้นเป็นทุกข์เลย ถ้าจะเปื่อย ต้องตั้งใจไว้อยู่แล้ว ว่าวันนี้จะเปื่อย เดือนนึงผมจะมีวันเปื่อย 2 วัน ผ่อนคลายตัวเอง แต่จะวางแผนเสมอว่าทำอะไร แล้วผมไม่หยิบโทรศัพท์เลยนะ ทำงานบ้านบ้าง เล่นเกมบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ผมชอบทำอาหาร จะสะสมตำราอาหารไทยเก่าๆ เยอะมาก
พอเราตั้งใจว่าวันนี้จะเปื่อย เชื่อมั้ยว่าเราจะรอ แปลว่าก่อนถึงวันนั้น เราจะใส่สุดเลย แล้ววันนั้นจะมีค่าโคตรๆ แต่ถ้าเราเปื่อยบ่อย วันเปื่อยจะไม่มีค่า เพราะทำเป็นปกติ สมมติเปื่อยอาทิตย์ละครั้งก็ได้ แต่เปลี่ยนกัน ถ้าเปื่อย 6 วัน ทำงานวันเดียว จะไม่มีแรงมาทำงานเลยนะ (หัวเราะ)
ถ้าเราไม่วาง Schedule เราจะรู้สึกว่าพักเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม แต่ถ้าเราวาง Schedule ไว้อย่างนี้ เราจะรู้สึกว่าเรารอมัน แล้วยิ่งเราไปพัก เรายิ่งกอบโกยเต็มที่เลย อยากจะพักเต็มที่เลยครับ”
แล้วเราเหลือบไปเห็นจับเวลา ที่ปกติแล้วจะอยู่ในครัว แต่มันดันมาอยู่บนโต๊ะทำงานของ CEO ผู้นี้ เขาบอกว่า นี่แหละคือตัวช่วยให้การทำงานของตัวเองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“อันนี้คือตัวจับเวลา เอาไว้ใช้ทำ Pomodoro หมายถึงว่า คนเราจะมีความสามารถในการโฟกัสอยู่ไม่เกิน 40-50 นาที เวลาทำงาน เราไม่สามารถโฟกัสงานเดียวได้ 3 ชั่วโมงรวด มันเกินศักยภาพมนุษย์ เราจะโฟกัสได้ 40-50 นาที แล้วควรจะพัก
ผมก็จะใช้ตัวนี้เวลาทำงานที่ต้องเป็น Deep Work ผมจับเวลาแล้วจะโฟกัสงานนั้น ไม่มีการประชุม ไม่มีการคุย 50 นาที แล้วก็ไปพัก 10 นาที พักในที่นี้ ไม่ควรพักเล่นมือถือหรือพักดูเฟซบุ๊ก
คุณควรจะเดินออกไป แล้วทำอะไรที่ไม่ใช่งานที่ทำ เพื่อ Breakout หัว ให้มันไม่โฟกัสเรื่องนี้ ไปคุยกับเพื่อน แล้วกลับมานั่งทำงานต่ออีก 50 นาที มันจะทำได้ 3 เซ็ต 50 พัก 10, 50 พัก 10, 50 พัก 15 แล้วคุณควรจะหยุด
คนเราควรทำ Deep Work วันนึงได้ไม่เกิน 3 งาน วันนึงผมมีงาน 5-6 งาน แบ่งเป็น Deep Work ไม่เกิน 3 งาน บางวันเหนื่อยมากเต็มที่ก็ 2 งาน ที่เหลือจะเป็นงานที่ทำงานร่วมกับคนอื่น ประชุมหรือว่าอะไร
ประชุมผมจะ Set Standard ว่าเตรียมมา 45 นาที ต้องจบประชุมให้ได้ ถ้าจบประชุมไม่ได้ก็พักก่อน แล้วกลับมาต่อ เพราะเราไม่สามารถนั่งประชุมกัน 3 ชั่วโมง แล้วก็บรรลุแล้วคิดออกมาได้ มันเป็นไปไม่ได้”
นักบิน-นักธุรกิจคนนี้ ทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน ก็สามารถนำทริคนี้ไปทำตามได้
และอีกอย่างที่สำคัญ คือการทำ To-Do List เครื่องมือที่จะช่วยวางแผน จัดลำดับความสำคัญ เตือนความจำ ที่ทำให้ชีวิตง่าย และมองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นนั่นเอง
“ผมว่าในการทำงานยุคปัจจุบัน มันหมดยุคการทำงานที่หลังชนฝา ฉันจะทำให้เสร็จ คุณภาพของงานจะไม่ดี เราก็ต้องแบ่งสัดส่วนด้วยว่า 80:20 Pareto 20% เป็นเรื่องสำคัญ ทำให้เกิดเอฟเฟกต์ 80%
มันจะมีคำว่า Office Bragging คนที่ดูยุ่งตลอดเวลา แต่จริงๆ ทำงานที่ไม่สำคัญเสมอ เราไม่อยากเป็นคนแบบนั้น เราอยากเป็นคนที่ใช้เวลาในออฟฟิศน้อย แล้วทำเฉพาะงานที่มันเกิดผลที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้บริหาร ทุกคนทำได้
ผมเป็นอย่างนี้มาตลอด สมองเรามันไม่สามารถเคลียร์ข้อมูลได้ครบทุกอย่าง สิ่งที่จะทำคือ To-Do List ต้องทำ Year Plan คุณต้องบอกตัวเองก่อนว่าอีก 5 ปีอยากทำอะไร แล้วย่อยออกมาเป็นปีๆ พอเป็นปีเสร็จ คุณย่อยออกมาเป็นไตรมาส
คุณต้องมี Outcome ที่ชัด ทำ To-Do List ออกมาติ๊กๆๆ มันจะเป็นนิสัย เรื่องนี้มันสะท้อนไปถึงเรื่องของการวางแผน การทำงานโปรเจกต์ การวางแผนชีวิต แม้กระทั่งเรื่องการเงินด้วย แล้วก็แนะนำหนังสือเรื่อง Eat That Frog! คนเราจะมีข้อเสียตรงที่ถ้าอะไรยาก เราจะเอาไปทำอย่างสุดท้าย ให้เอากลับมาทำก่อนให้เป็นนิสัย”
เกาะปีก “กัปตันโต๋” “ชีวิตวัยเด็ก ผมเรียนโรงเรียนประจำชายล้วน ตั้งแต่ ป.5 โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาวิทยาลัยฯ จนกระทั่ง ม.6 โรงเรียนมีกิจกรรมอันนึงที่เป็นจุดเด่นก็คือ กีฬารักบี้ฟุตบอล ก็มีโอกาสได้เป็นนักกีฬารักบี้ฟุตบอลทีมชาติไทยครับ หลังจากนั้น แต่ละคนก็จะแยกไป สายทหารจะไปสมัครสอบโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อนๆ ที่อยากเป็นนักบิน เขาก็จะไปทางทหารอากาศ สายสามัญก็ไปทางมหาวิทยาลัย ผมก็มาเข้าคณะบัญชีฯ ธรรมศาสตร์ แล้วก็เล่นกีฬาด้วย จบออกมาก็ทำงานการตลาดของบริษัทฝรั่ง ในระหว่างนั้นก็ยังทำธุรกิจด้วย เป็นร้านอาหาร ธุรกิจที่บ้าน ย้อนกลับไปในตอนเด็ก ต้องไปห้างฯ พาต้า ไปดูคิงคอง แล้วมันจะมีโซนเกม เป็นเกมบินเฮลิคอปเตอร์ ในสงครามเวียดนาม เรารู้สึกว่ามันเท่มาก แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าการเป็นนักบิน มีเครื่องบินอะไรบ้าง มีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ มีเครื่องบินขับไล่ มีเครื่องบินขนส่ง (ความฝันในการเป็นนักบิน) ที่จริงมันมอดไปแล้วตั้งแต่เกมเฮลิคอปเตอร์ การแนะแนวหรือว่าอินเตอร์เน็ต เมื่อก่อนมันไม่ได้เยอะ ไม่รู้จะไปทางไหน เรารู้แค่ว่าอยากเป็นนักบิน ต้องเป็นเป็นทหารอากาศ ถึงจะเป็นนักบินได้ พอโตมา การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมันก็ง่ายขึ้น เราก็เริ่มรับข้อมูลมากขึ้น ช่วงนั้นตัดสินใจเรียน เพื่อที่จะมาสอบครับ สอบได้หลายสายเลย ก็ได้ตามสมประสงค์จริงๆ ได้เข้าบริษัทการบินไทย ก็เป็นนักบิน ประจำอยู่เครื่องบินโบอิ้ง 777 ผมเป็นพวกชอบอยากรู้อยากเห็น เราได้ใช้ชีวิตที่มี Privilege กว่าคนอื่น การเป็นนักบิน เราได้ไปต่างประเทศ เป็นการไปเปิดโลก ได้ตังค์อีกต่างหาก แต่ก็ยังช่วยที่บ้านทำธุรกิจด้วย แล้วเราก็หา Opportunity ในการทำธุรกิจด้วย” |
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก “Thai Seaplane”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


