xs
xsm
sm
md
lg

มหากาพย์ “จอดรถขวางหน้าบ้าน” ความมักง่ายแบบไทยๆ กับเคสซับซ้อน “ใครผิด-ใครต้องจ่าย?”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เอารถไปจอดหน้าบ้านคนอื่น แต่ “เศษปูน” หล่นใส่รถ “เจ้าของบ้าน” บอก “ไม่รับผิดชอบ” อยากได้ไปฟ้องเอา!! เปิดข้อกฎหมาย แบบนี้ ใครผิด-ใครต้องจ่าย?

พร้อมเจาะปัญหาความมักง่าย “จอดรถขวางหน้าบ้าน” ปัญหาโลกแตกที่มีแค่ “Thailand Only” นักผังเมืองชี้ ให้เอาอย่างญี่ปุ่น “มีรถเมื่อพร้อม”

** ผิดทั้งคู่ คนละคดี **

แบบนี้ใครผิด? เจ้าของรถโวย!! โพสต์ระบายว่า ตัวเองเอารถไปจอดไว้ “หน้าบ้านเพื่อนบ้าน”ฝั่งตรงข้ามบ้านตัวเอง ซึ่งเป็นบ้านที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ นานๆ เจ้าของจะเข้ามาสักที

แต่แล้ววันนึงที่ซวยจัด กลับมี “เศษปูน”จากบ้านหลังนั้น ตกลงมาใส่ตัวรถ จนได้รับความเสียหาย

พอเอาเรื่องนี้ไปแจ้งนิติหมู่บ้าน กลับได้คำตอบว่า เจ้าของบ้าน “ปฏิเสธ” ที่จะรับผิดชอบ ถ้าอยากได้ค่าเสียหาย ให้ไป “ฟ้องศาล” เอา!!

พอไป “แจ้งความ” ตำรวจก็ทำแค่ลงบันทึกประจำวันไว้ เพราะนี่เป็น “คดีแพ่ง” ผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องกันเอาเอง
แน่นอนว่าการจ้างทนายไปฟ้องศาล มันแพงกว่าค่าซ่อมรถอยู่แล้ว เจ้าของรถรายนี้เลยมองว่า สิ่งที่เจ้าของบ้านทำ มัน “ไม่เป็นธรรม” เลยต้องเอาเรื่องนี้มาระบายลงโซเชียลฯ


                            {ใครผิด? จอดรถหน้าบ้านอื่น แต่เศษปูนตกใส่}

แต่กลายเป็นว่า ความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 ฝั่งคือ ฝั่งที่เข้าข้างเจ้าของรถว่า จริงๆ “เจ้าของบ้าน” ก็น่าจะต้อง “รับผิดชอบ” สิ เพราะทำให้ทรัพย์สินของคนอื่นเสียหาย

แต่อีกฝั่งก็มองว่า “เจ้าของรถ” เองนั่นแหละ ที่ต้องเป็นฝั่ง “ผิด” ตั้งแต่แรก จากการเอารถไป “จอดหน้าบ้านคนอื่น” เรื่องนี้เจ้าของบ้านเลยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเลย

สรุปแล้ว ใครผิด-ใครต้องจ่าย? เรื่องนี้ กูรูกฎหมายและทนายความ อย่าง “พีท” (ดร.พีรภัทร ฝอยทอง) โฆษกสภาทนายความ กางข้อกฎหมายแยกเป็นข้อๆ ให้ทีมข่าวฟัง

โดยอธิบายว่า อย่างแรก นี่เป็นความผิดทางแพ่ง และตามกฎหมาย “เจ้าของบ้านผิด” และต้อง “รับผิดชอบ” ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

เพราะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “มาตรา 436” ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า บุคคลผู้อยู่ในโรงเรือน ต้องรับผิดชอบในความเสียหาย อันเกิดเพราะของตกหล่นจากโรงเรือนนั้น หรือเพราะทิ้งขว้างของไปตกในที่อันมิควร

“กฎหมายมันเขียนไว้ชัด คุณจะบอกว่า คุณไม่เกี่ยวนู่นนี่นั่น แต่ว่าเมื่อของมันออกมาจากบ้านคุณเมื่อไหร่ คุณก็ต้องรับผิดชอบครับ”



ส่วนเรื่องการไป “จอดรถหน้าบ้านคนอื่น”อันนี้มันเป็น “ความผิดคนละคดีกัน” ต้องเข้าใจก่อนว่า พื้นที่ถนนหน้าบ้าน ถ้าไม่ใช่ที่ดินของเรา มันก็ “ไม่ใช่สิทธิ์เจ้าของบ้าน”

พูดง่ายๆ ถ้าเป็นหมู่บ้านจัดสรร พื้นตรงนั้น ทุกคนสามารถเอารถมาจอดได้ แต่การจอด ก็ต้อง “ไม่จอดขวาง” ทางเข้า-ออกหรือทำให้เจ้าของบ้านเข้า-ออกบ้านลำบาก

ถ้าเป็นการจอด ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนแบบนั้น คนจอดก็จะผิด “พ.ร.บ.จราจร” ข้อหา “กีดขวางการจราจร” ต่อให้บ้านนั้นจะไม่มีคนอยู่ หรือไม่ค่อยอยู่ ก็ถือว่าผิดอยู่ดี

และอาจโดนข้อหา “สร้างความเดือดร้อนรำคาญ” ตามกฎหมายอาญา “มาตรา 397” อีกด้วย ลักษณะที่จะจอดได้คือ บริเวณ “ริมรั้ว” ที่ไม่ขวางประตูรั้ว หรือทำให้เจ้าของบ้านเข้า-ออกลำบาก

“จอดขวางทางหน้าบ้านเขาเลยไม่ได้ หรือไปทำให้เขาออกจากบ้านลำบาก มันก็ไปสร้างก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ก็ไม่ได้นะ

มันก็เป็นความผิดลหุโทษ แต่ถ้ามันเป็นที่โล่งๆ เป็นริมรั้วเขาเฉยๆ อย่างงี้ เขามีสิทธิ์จอดนะครับ”

ข้อสรุปจากนักกฎหมายรายนี้คือ ต่อให้เจ้าของรถผิดจริง ที่ไปจอดขวางหน้าบ้านคนอื่น แต่เจ้าของบ้านที่เศษปูนหล่นใส่ ก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เพราะมัน “คนละคดี”กัน

“เป็นเรื่องของการเจรจา หาทางออกให้อยู่ร่วมกัน เพราะอย่างน้อย คุณก็เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน มันยกบ้านหนีไม่ได้ คุยกันแหละครับ เอาข้อกฎหมายมากางกันดู ถึงความเหมาะสม ความถูกต้อง”


                                                                   {“ดร.พีรภัทร” โฆษกสภาทนายความ}

** ปัญหา Thailand Only แนะใช้ “โมเดลญี่ปุ่น” **

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ไอ้เคสแนว “จอดรถไม่เป็นที่เป็นทาง”ไปขวางหน้าบ้านคนอื่น พวกนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเยอะมากๆ ในไทย ขณะที่ประเทศรอบๆ บ้านเรา เขาแทบจะไม่มีปัญหานี้กันเลย

อย่างที่กูรูด้านผังเมือง “รศ.ดร.สญชัย ลบแย้ม”หัวหน้าภาควิชาการออกแบบ และวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.ศิลปากร แชร์ประสบการณ์ไว้ให้ทีมข่าวฟัง

“ประเทศไทย Only หรือเปล่า? ที่มีข้อพิพาทเรื่องนี้กันเยอะ ผมก็มีประสบการณ์ การเดินทางไปต่างประเทศนะครับ
ปัญหาด้านนี้ ยกตัวอย่าง South-East Asia บ้านเราเนี่ย ก็ไม่พบนะ อย่างเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ไม่เห็นนะครับ”

สะท้อนให้เห็นว่า บ้านเมืองเราควรเริ่มหันมาแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังได้แล้ว โดยยกโมเดล “ญี่ปุ่น”ที่น่าเอามาปรับใช้ ทั้งในมุม “กฎหมาย”และ “การปรับผังเมือง”

เพราะญี่ปุ่นคือประเทศที่มี “พื้นที่จำกัด”เวลาใครจะซื้อรถยนต์ ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “เอกสารยืนยันที่จอดรถ (Shako Shomeisho)”


                                                             {จอดขวางหน้าบ้านคนอื่น “ผิดกฎหมาย”}

โดยจะแบ่งเป็น “ที่จอดส่วนตัว” กับ “ที่จอดสาธารณะ” ซึ่งต้อง “เช่า” เอาก็ได้ แต่กำหนดไว้ว่า ต้องมีพื้นที่จอดรถอยู่ “ใกล้บ้าน” ถึงจะขอซื้อรถได้

กฎหมายข้อนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ต้นยุค 60’s เพื่อแก้ปัญหาการจอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่น หรือบนถนนของหมู่บ้าน จนสร้างความเดือดร้อนแก่ส่วนรวม

“เขาก็มีมาตรการ คุณต้องมีประกัน มีที่จอดรถ ก็มีความเหมาะสมเนอะ บ้านเราอาจจะพิจารณามาใช้บ้างก็ดี
เพราะวันนี้ ใครใคร่จะซื้อรถ ก็ซื้อ แล้วไปจอดบนท้องถนน ทำให้เกิดข้อพิพาทกัน”

“บางคนมีจำนวนรถมากเกิน เกินความเหมาะสม เช่น หลังนึง บางคนมีคัน 2 คัน สุดท้ายไปจอดไหน ก็ไปจอดกีดขวางนู่นนี่นั้น โมเดลญี่ปุ่นเนี่ย น่าพินิจพิเคราะห์เป็นอย่างยิ่งครับ”

นอกจากตัวกฎหมายแล้ว ใน “เขตเมือง” ที่อาคารหนาแน่น หรือเป็นย่านการค้า ญี่ปุ่นยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ที่จอดรถเอกชน” อยู่ด้วย ซึ่งเป็นระบบ “ที่จอดรถอัตโนมัติ” เสริมด้วยเทคโนโลยีอย่าง “ลิฟต์”



คือระบบจะยกรถขึ้นไป ให้รถ “จอดซ้อนคัน” กันใน “แนวตั้ง” ภายในอาคารได้ แทนการจอดเรียงบนลานกว้าง ช่วยให้ “ประหยัดพื้นที่” ไปได้มาก นอกนั้นยังมีการสร้าง “ลานจอดรถใต้ดิน” เพิ่มเติมด้วย

ถือว่าน่าเอาปรับใช้ในบ้านเรา โดยเฉพาะเขตเมือง และย่านการค้าของไทย เพราะปัญหาการจอดรถไม่เป็นที่เป็นทาง มันไม่ได้มีแค่เคสจอดขวางหน้าบ้านคนอื่น

ยังมีพวกที่ชอบไปจอดในที่ห้ามจอด อย่าง “ป้ายรถเมล์” “ริมทาง” จนทำให้การจราจรติดขัด เพราะพื้นที่ถนนส่วนนึงดันถูกใช้เป็น “ที่จอดรถ”

แน่นอนว่า การแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้เบื้องต้น ต้องพึ่งพิง “ตำรวจ” ให้เข้มงวดในการ “บังคับใช้“ กฎหมาย” ทั้ง “จับ-ปรับ-ล็อกล้อ”



แต่แค่นั้นอาจยังไม่พอ เพราะถ้าดูจากโครงสร้างเมืองแล้ว หลายๆ จุด โดยเฉพาะในย่านการค้าของ กทม. มันมีแค่อาคารกับถนน ไม่มีที่ให้รถจอดจริงๆ

ดังนั้น ถึงตำรวจจะจับจะปรับไปมากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยังฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ดี ถ้าจะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เราต้องปรับโครงสร้างเมือง เพิ่มจุดจอดรถเข้าไปด้วย

“ถ้าเรามีการออกแบบ หรือบังคับใช้ว่า คุณจะต้องมีพื้นที่จอดสาธารณะนะ รถมันก็จะเคลียร์ไปได้ และการบังคับใช้กฎหมาย ต้องชัดเจนเหมือนเดิมนะครับ

แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีทางเลือกให้ผู้เดินทางสัญจรด้วยรถยนต์ ที่เขาต้องการไปทำธุรกรรม ซื้อของในย่านดาวทาวน์ว่า เขามีพื้นที่จอดตรงไหนได้บ้าง”


                                                          {“รศ.ดร.สญชัย” นักผังเมือง}

สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Dr. Pete Peerapat”, “Piyanuch Akpapun” | cja.rsu.ac.th



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **