พลิกชีวิตจากเด็กกำพร้า สู่เจ้าของฉายา CSI โปรแกรมเมอร์ผู้ไขปริศนา “คดีแตงโม” กับเบื้องหลังหลักฐานดิจิทัลกว่า 4 ปี พิสูจน์ว่าแตงโมไม่ได้อยู่บนเรือ เชื่อ “ฆาตกรรมอำพราง” ไม่ขอหยุดทำ แม้โดน “ข่มขู่” สารพัด!!
ไม่หยุด แม้โดน“ข่มขู่” สารพัด
“ผมจะไม่หยุดจนกว่าเรื่องนี้จะจบ ต่อให้ผมจะโดนขู่โดนอะไรก็ตาม ผมไม่รู้ว่าผมจะหยุดทำไม”
“เอกราช นามโภคิน” โปรแกรมเมอร์ผู้ไขปริศนา “คดีแตงโม” ออกมาเปิดใจถึงการโดนข่มขู่สารพัด ต้องแลกทั้งหน้าที่การงาน เงินทอง ครอบครัว
สู่การเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์ GPS และหลักฐานดิจิทัลกว่า 4 ปี ที่เชื่อว่าแตงโมไม่ได้พลัดตกเรือ แต่เป็น“ฆาตกรรมอำพราง”
เขากลายเป็นที่รู้จักจากบทบาทสำคัญ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีการเสียชีวิตของแตงโม โดยใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยี ระบบซอฟต์แวร์ และนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) เข้ามาช่วยทีมงานค้นหาความจริง ในการวิเคราะห์หลักฐานเชิงลึก
และนี่เป็นครั้งแรก ที่เขาออกมาเปิดใจ ถึงเรื่องที่โดนข่มขู่สารพัด ตลอดระยะที่เข้ามาช่วยในคดีนี้ ต้องเจอผลกระทบมากมาย แต่ก็ไม่ยอมแพ้ ข้อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ให้แตงโม ได้รับความยุติธรรม
“ถ้าขู่แบบต่อหน้า ยังไม่เคย แต่มี 2 กรณีที่ชัดเจนว่า ถ้าผมไม่หยุดเรื่องนี้ ก็มีผลกระทบแน่นอน
1.ก็คือมีผู้ใหญ่บางคน ประมาณว่าถ้าเกิดยังทำอยู่ งานอาจจะไม่ได้นะ ซึ่งผมทำให้โครงการนึง มันค่อนข้างใหญ่มาก แล้วก็งานต่างประเทศผมก็ทำ ซึ่งมูลค่ามันมหาศาล ถ้าเกิดว่าผมยังทำอันนี้อยู่ มีผลกระทบแน่นอน
2.มีผู้ชายใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ไม่ใช่ไรเดอร์ ขับหลงเข้ามา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น ผมจะมีกล้องวงจรปิดทุกจุด แค่หน้าบ้าน 4ตัว แล้วก็มีกล้องวงจรปิดของหมู่บ้านอีก แล้วก็มี sensor อีก คือผมทำเทคโนโลยีอยู่แล้ว ถ้ามีใครเข้ามาโดยที่ผมไม่ได้อนุญาต มันก็จะดัง แล้วก็ส่งถึงโทรศัพท์ของทุกคนในบ้าน
ก็วนอยู่หน้าบ้านผม แล้วก็จอดตรงรั้วบ้านผมเลย ลงมาแล้วก็ควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า ทำอะไรไม่รู้ แล้วก็ยืนอยู่แป๊บนึง แล้วก็ขับออกไปไม่กดกริ่งบ้าน ไม่เรียกคนในบ้าน ทั้งๆ ที่มีคนอยู่ในบ้าน
ตอนนี้ผมได้ชื่อสกุล ที่อยู่ มาเรียบร้อยแล้วจากป้ายทะเบียน ส่งให้ตำรวจทั้งหมด อยากจะรู้ว่าเจตนาเขาคืออะไร
บ้านเมืองนี้มันเป็นอะไรกัน คนดีๆ ไม่มีใครปกป้องเหรอ แล้วผมพูดมาเสมอเลยว่า ต่อให้คนดีไม่มีที่ยืนนะ แต่คนดีมันจะยืนอยู่บนความจริงวันนึงแผ่นดินมันจะสูบไอ้คนชั่วๆ ไปเอง”
นี่คือยังไม่นับที่มาขู่ในคอมเมนต์อีก บางคนที่เห็นต่าง ก็เอาไปแขวน และบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่ก็ยังมีบางคน ที่คอยให้กำลังใจ
“อีกกลุ่มเห็นต่าง ก็โจมตี ไม่ว่าจะเอาไปแขวน ไปบิดเบือนข้อเท็จจริง ตัดคลิปผม คลิปนี้ไปต่อคลิปนี้
ผลกระทบต่อมาเรื่องของคอมเมนต์ ปกติแล้วเฟซบุ๊กผม ไม่เคยมีใครมากดไลก์ มาคอมเมนต์หรอกนะครับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเฟซบุ๊กผมครึกครื้นตลอดเวลา มีคนให้กำลังใจ inbox ผมทุกวันไม่เคยว่างเลย แต่กำลังใจทั้งนั้นนะครับ
แล้วก็จะมีบางกลุ่ม แม้กระทั่งคนบนเรือ เข้ามาพยายามบิดเบือนสิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมโพสต์ ก็มาคอมเมนต์ เพื่อที่จะโน้มน้าวให้คนอื่นเห็นตามเขาว่า ผมพูดไม่จริง หลักฐานมโน มีมาเรื่อยๆ ครับ จนทำให้ผมไม่ค่อยกล้าโพสต์เกี่ยวกับครอบครัวแล้ว”
ผลกระทบอีกอย่างที่สะเทือนใจที่สุด ที่เล่าด้วยความจุกอกว่า การตัดสินใจมาลุยทำคดีนี้ ทำให้ต้องสูญเสียลูกไป ในตอนที่ภรรยาตั้งท้องได้ประมาณ 3 เดือน เพราะเกิดความเครียด
“แฟนผมตั้งครรภ์อยู่ประมาณ 3เดือนได้แล้วเกิดความเครียดมาก จากที่ผมทำคดีนี้ด้วย ก็ทั้งข่าวจริงข่าวปลอม มันไม่ธรรมดา มันอาจจะมีคนใหญ่คนโต เขาไม่อยากให้ยุ่งเลย ก็มีปัญหากันเลยแหละ ก็เกิดความเครียดมาก จนทำให้แฟนผมเสียลูกไป
มันอาจจะไม่ใช่จุดนั้นทีเดียว แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันประเดประดังเข้ามา เรื่องพวกนี้ ผมว่า 80% ของชีวิตผมเลย
ทั้งๆ ที่ผมจะต้องบริหารบริษัทด้วย ทั้ง 2 บริษัท แล้วก็เป็นที่ปรึกษาบริษัทการเงินอีก มันทำหลายเรื่องมากครับ มันทำให้ชีวิตผมถูกดึงออกไปจากมัลติเวิร์สผม จากนั่งบริหาร มาประชุม แต่ว่าจะต้องทำคดี”
หลังจากเสียลูก ยังมีผลกระทบเรื่องบริษัท ที่ผู้ถือหุ้นบางคนไม่เห็นด้วย ถึงกลับถอนหุ้นออกไป ทำให้เขาต้องลำบาก ใช้เงินซื้อหุ้นกลับมาในราคา 20 ล้าน
“ผลกระทบต่อมา อย่างที่รู้ว่าผมมีอยู่ 2บริษัท แล้วก็เป็นที่ปรึกษาด้วย ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วย ผู้ถือหุ้นกรรมการ บางคนก็ถึงกับถอนออกไป ผมก็ต้องใช้เงินส่วนตัวในการซื้อหุ้นกลับคืนมา หมดไป 20 ล้าน
แต่ก็มีผู้ถือหุ้นบางคนก็เอาด้วย ทำเต็มที่เลย พี่สนับสนุนเต็มที่ แล้วก็อยู่กันมาจนถึงทุกวันนี้ จะโดนอะไรก็ไม่เป็นไร ขอให้ความถูกต้องมาก่อน”
แม้จะเชื่อว่าประเทศไทย มีคนที่เจตนาดี และให้ความสำคัญกับความยุติธรรมเยอะมาก แต่จะมีสักกี่คน ที่สามารถออกมายืนหยัดแข็งแรง สู้เพื่อคนอื่นได้ เพราะบางคนอยากจะเริ่มต้นทำอะไรดีๆ เพื่อสังคม ก็มีคนบางกลุ่มเริ่มออกมาแซะแล้ว
“มันจะมีสักกี่คน ที่ออกมาทำอะไรแบบนี้ สามารถยืนหยัด แข็งแรงได้เหมือนกับพวกเราอย่างนี้ครับ เขาจะเริ่มทำอะไรดีๆ ก็เข้ามาแซะ
ความจริงมันอยู่ยังไง มันก็อยู่อย่างนั้น ผมเชื่อว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป มันจะมีอีกหลายคนที่กล้าใช้ทักษะ ใช้ความรู้ความสามารถ มาทำอะไรเพื่อประโยชน์สังคมแบบนี้เพิ่มขึ้น ผมหวังแค่นั้นเลย”
ยอมรับว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งเหนื่อยทั้งเสี่ยง ที่ลุกขึ้นมาช่วยไขคดีแตงโม แต่ยังเชื่อในกระบวนการยุติธรรมเสมอ
“มันทั้งเหนื่อยทั้งเสี่ยง ทุกอย่างเราแลกหมดเลย ทั้งเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน แล้วก็ชีวิตส่วนตัวครอบครัว เมื่อไหร่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในกระบวนการยุติธรรม จะหันกลับมามองประชาชน ที่เขาพยายามทำเพื่อรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ผมยังยืนยันคำเดิมว่า ผมยังเชื่อในกระบวนการยุติธรรม และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 4 ปี ที่ผ่านมา เราไม่ได้ทำอะไรที่อยู่นอกกรอบกฎหมายเลย
โดนแรงกดดันทุกทาง อยากให้มีใครสักคนมองกลับมาที่ประชาชนธรรมดาบ้าง แล้วก็มาปกป้อง โอบอุ้มเขานะเพื่อให้สังคมเรามันน่าอยู่ และกระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือ ความศรัทธากลับคืนมา”
“ฆาตกรรมอำพราง?” แตงโมไม่ได้อยู่บนเรือ
ขณะนี้คดีแตงโม อยู่ระหว่างการสืบสวนเพิ่มเติม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้มีการนำเทคโนโลยีAI มาวิเคราะห์บาดแผลปริศนาบริเวณขา ซึ่งยังคงมีข้อถกเถียง และเงื่อนงำในทางนิติวิทยาศาสตร์จากฝ่ายผู้เชี่ยวชาญ และมีกำหนดการเตรียมสรุปผลสืบสวน ภายในช่วงเดือนตุลาคมนี้
“ล่าสุดมันก็จะมีประเด็นเรื่องภาพบาดแผล ที่มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ทางอาจารย์หมอทุกๆ ท่านวิเคราะห์ได้ดีขึ้น แล้วก็เห็นรายละเอียดได้มากขึ้น
หลักฐานต่างๆ ที่อยู่ในสำนวน ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร หรือว่าหลักฐานดิจิทัล พยานทั้งหมดที่อยู่ในคดีไหนก็ตาม มันร้อยเรียงออกมา มันชี้ไปในแนวทางเดียวกันหมดเลยว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีประมาท ชี้ไปในแนวทางฆาตกรรมอำพราง เพราะแตงโมไม่ได้อยู่บนเรือ”
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ระบบ GPS ย้ำอีกว่า ไม่ใช่คดีประมาท แต่หลักฐานทั้งหมดที่มี ชี้ไปทาง “ฆาตกรรมอำพราง” โดยเฉพาะข้อกังขาเรื่องของบาดแผล ที่เชื่อว่าไม่สามารถเกิดได้ในขณะที่ตกน้ำ
“บาดแผลทั้งหมด อาจารย์หมอทุกท่านสนใจมาก ก็คือบาดแผลข้างหลังข้อพับขาขวา แล้วก็แผลที่มีอาการเหมือนกับฟันที่ขาซ้าย ซึ่งที่ผมฟังข้อวินิจฉัย หรือคำแนะนำ บาดแผลทุกจุด ไม่สามารถเกิดได้ในขณะที่ตกน้ำไป
มีทั้งโอ้โห..บาดแผลใหญ่ ที่อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ มีทั้งบาดแผลที่สันนิษฐานว่าโดนแทง ซึ่งแผลนั้นคุณหมอก็บอกว่าชัดเจนว่า ต้องเกิดในขณะที่ขาเหยียบตึง ถ้าเกิดว่าขางออยู่ มันไม่สามารถที่จะแทงเข้าไปตรงๆ นั้นได้ แล้วก็มีความลึก เพราะฉะนั้นถ้าขาตึงได้ แล้วก็ไปดูตรงเข่าช้ำ ถลอก ก็แสดงว่าต้องนอนคว่ำอยู่ แล้วก็ทำให้ขาตึง แล้วก็แทง อันนั้นคือสิ่งที่เข้ามาช่วย
แต่ว่าอย่างที่คุณหญิงหมอ (พรทิพย์ โรจนสุนันท์) บอก ต่อให้ไม่มีภาพ ภาพขาวดำมันก็ชัดอยู่แล้ว นี่คือเราเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการวิเคราะห์ แล้วก็ไขความจริงชัดเจนครับว่า ไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือ และไม่มีแตงโมอยู่บนเรือ”
อีกข้อสงสัย ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ยืนยันว่าแตงโมไม่ได้อยู่บนเรือก็คือมีการแถลงข่าวว่ามีคนอยู่บนเรือ 6คน ก็คือรวมถึงแตงโมด้วย ในเวลา 4 ทุ่ม 32 นาที ซึ่งใกล้กับเวลาเกิดเหตุ ส่วนเวลาเกิดเหตุที่อ้างกันคือ 4 ทุ่ม 34 นาที 10วินาทีประเด็นนี้ก็ไปพิสูจน์ไปในศาลแล้วว่า จริงๆ แล้วตำแหน่งนั้น กล้องวงจรปิดมีแค่ 5 คนเท่านั้น
“เวลาจุดตก มีกล้องวงจรปิดเห็นเงาว่าหายไป ก็พิสูจน์แล้วว่าเวลานั้นไม่ได้หายไปท้ายเรือ ตามที่มีคนกล่าวอ้าง ว่าตกไปด้านข้าง เราก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีแตงโมอยู่บนเรือ มีแค่5คนเท่านั้น แล้วแตงโมไปไหน”
หนึ่งในผู้ไขคดี ยืนยันว่า สิ่งที่พูดทั้งหมด ถูกใช้ในชั้นศาล และก็ต่อสู้ในคดีมาแล้ว และมองว่าข้อมูลทางด้านดิจิทัล เปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แล้ว
วันนี้ใครจะพูดบิดเบือนยังไงก็ตาม ข้อเท็จจริงมันถูกพิสูจน์ในเชิงศาลแล้ว แล้วก็มีคำพิพากษาไปแล้ว โดนฟ้องไปแล้ว”
พลิกชีวิตจากเด็กกำพร้า สู่ฉายา CSI
กว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ระบบ GPS ที่มีชื่อเสียง จนได้รับฉายา “CSI เมืองไทย” เขายังมีชีวิตที่ต้องสู้ดิ้นรนจากเด็กกำพร้า ที่ใครหลายคนอาจจะยังไม่รู้มาก่อน
จากชีวิตที่แทบไม่มีโอกาส ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเส้นสาย แต่มาไกลได้ขนาดนี้ เพราะความมุ่งมั่น อดทน พยายาม เพื่อฝันอยากมีอนาคตที่ดี
“ผมเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ไม่มีตั้งแต่เด็ก แม่เสียชีวิต พ่อก็ทิ้งไปตั้งแต่ผมอายุ 3-4 ขวบ ผมอยู่กับญาติฝ่ายแม่ ครอบครัวก็คือไม่มีอันจะกิน”
ตอนเด็กๆ คือเรียนโรงเรียนวัด จนอายุประมาณ 11 ปี ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน จ.ราชบุรี เข้ามากรุงเทพฯ เพื่ออยากออกไปทำงานหาเงิน เพราะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมตอนที่อยู่มันไม่ไหวแล้ว
ต้องดิ้นรนทำงาน และยังต้องเจียดเงินอันน้อยนิด มาให้ลุงซื้อบุหรี่ แถมยังต้องแบกหน้าไปขอยืมเงินเพื่อนบ้านอีก ดังนั้นจึงตัดสินใจออกจากบ้าน ด้วยความคิดที่ว่า ชีวิตต้องดีกว่านี้
“สาเหตุที่ต้องหนีออกจากบ้านก็เพราะว่า เรียนแต่เราไม่มีเงิน ผมต้องไปรับจ้าง ติดรองเท้า 20 บาทบ้าง 40 บาทบ้าง มันก็พอที่เราจะนั่งรถไปโรงเรียน แต่พอเรากลับมาที่บ้าน ผมไม่มีผู้ปกครองที่จะมานั่งสอนการ ก็จะมีลุงกับป้าที่เมาทุกวัน
พอกลับบ้านมา ก็ต้องเจียดเงินซื้อบุหรี่ให้กับลุงด้วย มันเป็นสภาพที่ผมไม่ไหวแล้ว ผมรู้สึกว่าชีวิตผมต้องดีกว่านี้ ก็เลยออกจากบ้านเลย ตี 5 ผมขโมยเงินพี่ชายคนละพ่อมา 400 บาท
แล้วก็งานประจำของผมตอนเด็กๆ คือลุงเขาจะเขียนจดหมายประจำทุกอาทิตย์ แล้วก็จับใส่มือผม แล้วก็ไปให้บ้านโน้นบ้านนี้บ้านนั้น ก็คือยืมเงินครับ แต่ไม่ไปเอง ให้ผมเป็นคนไป ผมก็ซึมซับวิธีการแบบนี้
วันที่ผมออกจากบ้านมา ก็พี่ชายมีเงินอยู่ 400 บาท เดี๋ยวเอากลับมาคืนให้ แล้วก็เขียนจดหมายเอง ไปยืมเงินข้างบ้านอีก 500 บาทผมมีอยู่ 900 บาทวันนั้น
ตอนนั้นอายุประมาณ 11 ปี นั่งรถทัวร์จากราชบุรี มาที่กรุงเทพฯ มาหาน้าสาว แต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็คือทำงานมาตลอดเลยครับ”
ทำงานตั้งแต่การเป็นแคดดี้เก็บลูกกอล์ฟ ทำอยู่สักพักนึง แล้วมาทำอยู่โรงงานนาฬิกา โรงงานกระเป๋า เลือกโรงงานที่ไม่ต้องใช้วุฒิ ไม่ต้องใช้บัตรประชาชน เพราะตอนนั้นอายุแค่ 11 ปี
“ย้อนกลับไปตอนที่ผมนั่งรถทัวร์มาที่กรุงเทพฯ ผมร้องไห้ด้วยนะ มันไม่ไหวกับชีวิตจริงๆ แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าชีวิตเรารันทดนะครับ แต่คิดอยู่เสมอว่า ถ้าเกิดว่าเรายังไม่มีเงิน เรายังไม่ได้ดี คือจะไม่กลับมาแน่นอน
ผมก็ทำงานตรงนั้น เก็บเงินเก็บทอง เสร็จแล้วก็กลับมาเรียนต่อ กศน. ม.ต้น และ ม.ปลาย ผมไม่อายเลย”
ระหว่างเรียน กศน. ก็ทำงานควบคู่ไป ด้วยการเป็นเด็กปั๊มเอสโซ่อยู่บ้านโป่ง ราชบุรี หลังจากนั้นพอได้วุฒิ ม. 6 แล้ว ก็มาทำอาชีพ รปภ. แถวราชบุรีเช่นเดิม
พอทำงานเป็นรปภ. ได้ประมาณ 1 ปี พออายุครบ 18 ปี ก็สมัครไปเป็นทหาร โชคดีได้รับความเอ็นดูจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่
หลังฝึกเสร็จ ก็ได้เข้าไปประจำการอยู่ที่กองบังคับการกองพัน ทำหน้าที่ไปส่งเอกสาร และไปเล่นดนตรีบำบัดยาเสพติด ให้กับทหารที่ติดยาเสพติด
และจุดเปลี่ยนสำคัญคือ หลังจากที่นายทหารชั้นผู้ใหญ่ รับรู้เรื่องราวชีวิต ว่าเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อแม่ ก็ได้ช่วยตามหาพ่อ คือเมื่อก่อนเขาใช้ชื่อนามสกุลว่า “เอกราช ภู่พัฒน์” เพิ่งมาเปลี่ยนนามสกุลใหม่ “นามโภคิน” ตอนแต่งงาน
ก็ได้เอานามสกุลของพ่อ ที่เขาเคยใช้เมื่อก่อน ไปค้นในทะเบียนราษฎร์ให้ เขาก็เลยได้มีโอกาสส่งโทรเลขไปถึงพ่อ ที่พลัดพรากกันมานาน
“ส่งโทรเลขไป แล้วก็มีข้อความสั้นๆ ว่า พ่อครับนี่เอกนะ แล้วผมก็ให้เบอร์โทรของน้าชายไป หลังจากนั้น ผมจำไม่ได้ว่ากี่วัน มีคนนึงโทรมาที่เครื่องน้าชาย
มีผู้ชายคนนึง พูดใส่หูผมว่า เอกนี่พ่อนะ ทั้งชีวิตผมไม่เคยมีใครเรียกตัวเองว่าพ่อ มันทำให้ผมรู้สึกว่า อะไรเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ผมก็เลยวิ่งเข้าไปในเมอร์รี่คิงส์ วิ่งเข้าไปในห้องน้ำ แล้วก็ร้องไห้ มันเกินความคาดหวังของเราจริงๆ”
ชีวิตเหมือนจะไปได้ดี เพราะหลังจากนั้น ก็ได้ไปอยู่กับพ่อที่ จ.ขอนแก่น และได้เจอกับพี่สาวแท้ๆ ด้วย และดูเหมือนฐานะของพ่อ จะสามารถซัพพอร์ตลูกชายคนนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ความหวังก็พังทลายอีกครั้ง
“แต่เรื่องราวมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้นเลยครับ ผมเรียนที่ขอนแก่นได้เทอมนึง เกรดดีด้วย เรียนอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ที่เทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ตื่นมาย่าก็บอก เอกเดี๋ยวไปหาห้องเช่านะ พอดีพ่อเขาต้องย้ายไปทำงานที่อุดร แต่ตอนนั้นพ่อไปแล้ว แต่ในความรู้สึกผม มันแปลกๆ แล้ว ผมก็เป็นคนที่ไม่ชอบหวังน้ำบ่อหน้า
ผมขับจักรยานไปที่โรงเรียน ผมไม่มีเงินเลยตอนนั้น อยู่ตัวคนเดียวที่ขอนแก่น พ่อก็ไม่ได้ทิ้งเงินไว้ให้ ผมก็ไม่ได้เชื่อด้วยว่าพ่อจะส่งเงินมาให้ เพราะย่าบอกว่าเดี๋ยวไปหาหอนะ แล้วเดี๋ยวพ่อส่งเงินมาให้”
หลังจากที่พ่อทิ้งไป ต้องกลับมาดิ้นรนทุกอย่างอีกครั้ง โชคดีที่ไปขออาจารย์นอนที่ห้องซ้อมดนตรี ของวงโยธวาทิตในวิทยาลัยที่กำลังเรียนอยู่ได้
ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดี และมีความมุ่งมั่น อาจารย์ก็ได้ขอทุนเรียนฟรีให้
“ผมก็เลยได้เรียนต่อ ผมก็โทรกลับมาที่บ้านราชบุรี เดี๋ยวผมเรียนต่อนะ พ่อไปแล้ว เขาก็บอกว่าไม่ต้องหรอก กลับมาเถอะ เราไม่ได้มีเหมือนคนอื่นเขา คือผมไม่ค่อยชอบคำนี้ ว่าเราไม่มีเหมือนคนอื่น แล้วเราจะไม่กระตือรือร้น ผมก็ดื้อ ไม่เป็นไรงั้นผมเรียน ผมหาเงินผมเอง”
เรียนจบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาอิเล็กทรอนิกส์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ ด้วยทุนเรียนฟรี อาบน้ำในห้องน้ำของโรงเรียน และอาศัยการหลับนอนในห้องซ้อมดนตรี ส่วนเงินค่ากินค่าใช้อื่นๆ ก็อาศัยรับจ้างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พอจะทำได้ เช่น พัดลม เตารีด
ตลกร้ายคือ หลังจากปากกัดตีนถีบ เรียนจนจบมาด้วยตัวเอง และอาจารย์คอยช่วยเหลือ คนเป็นพ่อดันกลับมา อยากให้กลับไปดูและย่า ที่กำลังแก่ที่บ้าน โชคดีในวันที่พ่อมาหา ดันได้เจอแค่กลับอาจารย์ แล้วอาจารย์ดันบอกไปว่า ลูกชายเรียนจบกลับไปแล้ว
“ผมไม่รู้ อาจารย์มาบอกผมทีหลัง แล้วอาจารย์ก็บอกกับพ่อไปว่า มันกลับกรุงเทพฯ ไปแล้วจริงๆ ถ้าเกิดผมรู้ ผมก็อาจจะโทรบอกรับก็ได้ แต่อาจารย์ไม่บอก ผมก็เลยต้องจบจากตรงนั้น”
แม้จะไม่รู้ว่าพ่อทำไมอยู่ๆ ถึงทิ้งไป อีกครั้ง แต่ด้วยความกตัญญู ถ้ารู้ว่าพ่อมาหาวันนั้น ก็อาจจะกลับไปเลี้ยงดูย่า ตามคำขอของพ่อก็ได้ และปัจจุบันคุณพ่อได้เสียไปประมาณ 2 ปีแล้ว
แม้ชีวิตที่แทบไม่มีโอกาส ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเส้นสาย แต่พยายามอดทน ดิ้นรนมาได้ไกลขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งมาก
เริ่มจากเด็กช่าง สู่เจ้าของบริษัทชื่อดัง
เริ่มต้นชีวิตการทำงาน จากการเป็นช่างอิเล็กทรอนิกส์ และพัฒนาตัวเองจนก้าวขึ้นมาเป็นโปรแกรมเมอร์
ตลอดเส้นทางอาชีพ เคยทำงานและศึกษาระบบเทคโนโลยีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย สิงคโปร์ จีน และสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีความเชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
“เป็นช่างอิเล็กทรอนิกส์ 3 ปี ก็เลยรู้สึกว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ ก็เลยไปสมัครสมัครงานเป็นตำแหน่งโปรแกรมเมอร์
แล้วตอนนั้นรู้สึกว่ายังขาดภาษาอังกฤษ อยากเรียนที่แบบว่าไม่ต้องเสียเงินได้ไหม ก็เลยไปสมัครงานบริษัทญี่ปุ่น ได้เดินทางไปต่างประเทศ ประเทศแรกก็คืออินเดีย ส่งผมไปทำของเรื่อง Photo Frame
อยู่ได้สักพักนึง กลับมาก็ย้ายบริษัท เป็นบริษัทลูกที่สิงคโปร์ คอยประสานงานระหว่างโปรแกรมเมอร์ในไทย กับโปรแกรมเมอร์ของสิงคโปร์ ซึ่งสิงคโปร์จะมีทั้งคนอินเดีย คนจีน ไปๆ กลับๆ ทำงานด้วย เขียนโปรแกรมด้วย
ประเทศจีนก็คือไปดูงานทางด้านเทคโนโลยีเลย ตอนนั้นมีงานเวิลด์ เอ็กซ์โป (World Expo) บริษัทก็ส่งไปเรียนรู้งาน เรียนรู้เสร็จก็กลับมา
รู้สึกว่าเราน่าจะพอไปเผชิญโลกภายนอกได้แล้ว ก็เลยเอาเงินที่เก็บมาทั้งหมด ไปอเมริกา แต่ไปโดยไม่มีจุดหมายเลย
พี่สาวแม่ เขาอยู่อเมริกาอยู่แล้ว ผมก็ถือโอกาสไปเยี่ยมด้วย แล้วก็มีญาติของลุง ที่แต่งงานกับป้า เขาทำงานอยู่ใน IBSอยู่แล้ว ผมก็เลยไปขอเป็นลูกมือ เป็นแอดมิน ช่วยเล็กๆ น้อยๆ
รู้สึกว่าพื้นฐานเราก็พอได้แล้ว กลับมาทำบริษัทเกมต่อ บริษัทเกมก็ทำอยู่ประมาณสักปี 2ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าเราอยากจะเปิดบริษัท แต่ด้วยประสบการณ์ไม่มีครับ บริษัทแรกล้มไม่เป็นท่าเลยครับ”
หลังกลับมาประเทศไทย ก็ได้ก่อตั้งบริษัทด้านซอฟต์แวร์ของตัวเอง แต่บริษัทแรกที่เปิด ก็ล้มไม่เป็นท่า ยอมรับว่า ยังขาดประสบการณ์ในการบริหารบริษัทอีกมาก
บทเรียนจากครั้งนั้น สามารถเติบโต มีบริษัทด้านซอฟต์แวร์เป็นของตัวเองถึง2 แห่ง และหนึ่งในบริษัท ที่นั่งแท่นเป็น CEO อยู่ตอนนี้ ก็คือบริษัท เบตเตอร์ ซอฟต์ จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่ทำงาน ให้ทั้งภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ
“ซอฟต์แวร์ ทำเทคโนโลยี ทำแอปพลิเคชัน ตอนแอปพลิเคชันเพิ่งบูมใหม่ๆ ใครก็อยากมีแอปพลิเคชันใช่ไหมครับ ก็เปิดบริษัทมา ผมมีทำกับ ดีแทค ทรู ซัมซุง ก็เยอะเหมือนกัน เป็นพวก Microsite แอปพลิเคชันเล็กๆ น้อยๆ ฮอนด้าก็ทำ
หลังจากนั้นก็เริ่มระดมทุนครับ มีผู้ถือหุ้น มันก็เริ่มเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเปิดอีกบริษัทนึง บริษัทปัจจุบันเนี่ยแหละครับ ก็ได้งานที่เป็นธนาคาร ทำเกี่ยวกับด้านพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่เราโอนเงินกันอยู่ แล้วก็ทำด้าน Security ด้วย
แล้วก็จะมีงานของภาครัฐอีก มีงานของหลายๆ กระทรวง แล้วก็ในรัฐสภาเองผมก็ทำ เป็นที่ปรึกษาหลายๆ ที่สมกับที่เราฝ่าฟันมา มันได้สิ่งที่เราต้องการแล้ว เรามีบริษัท เรามีความน่าเชื่อถือ เราเป็นที่ปรึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย จริงๆ แล้วมีต่างประเทศอีก”
จากโปรแกรมเมอร์ สู่บทบาทสำคัญ ที่ถูกสังคมจับตามอง ในคดีที่คนให้ความสนใจมากที่สุดอีกหนึ่งคดี และถือว่ายังเป็นหนึ่งในคนสำคัญ ที่ช่วยผลักดันให้เกิดการตรวจสอบพยานหลักฐานต้องสงสัย ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา
“ปัจจุบันผมคิดว่า ชีวิตผมสมบูรณ์ที่สุดแล้ว มีครอบครัวที่น่ารัก ผมเลี้ยงลูกกันเอง 2 คน มีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน เวลาผมจะเจอปัญหาอะไรก็ตาม มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเสมอ นี่คือชีวิตทั้งหมดของผม”
สัมภาษณ์ : YouTube “พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร”
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “เอกราช นามโภคิน”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


