“เกรงใจ-ให้เกียรติ” คือเหตุผลที่ทำให้เกิดคดีดัง“แอร์สายการบินไทยหิ้วยา”ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาปัดว่า ไม่ได้“หละหลวม” แต่ผลตรวจ “ลูกเรือขาออก”ก็ชี้ชัดแล้วว่า ตรวจแค่อาวุธ ไม่สนยาเสพติด
** ขนได้ เพราะไม่มีใครตรวจ? **
กลายเป็นเรื่องฉาวข้ามประเทศ กับที่กรณีที่ “ตำรวจออสเตรเลีย (AFP)” จับกุม “แอร์โฮสเตสสาว” ของ “สายการบินไทย”ที่สนามบินเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ขณะหิ้ว “เฮโรอีน” น้ำหนัก “ 1 กก.” ที่ถูกซุกไว้ในกระเป๋าทั้ง 12 ใบ
จำนวนยาขนาดนี้ ตามกฎหมายที่นั่น มีโทษ “จำคุก”ถึง “25 ปี” ทำให้ทางศาลออสเตรเลียมีคำสั่ง“ไม่ให้ประกันตัว”แอร์สาวรายนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็ “ปฏิเสธ” ว่าไม่รู้จริงๆ ว่า ในกระเป๋าที่หิ้วมามียาซ่อนอยู่
เธอคิดว่าเป็นการ“รับหิ้วของ”ธรรมดา โดยได้ค่าจ้างแค่ 8,000 บาทเท่านั้น ส่วนความจริงจะเป็นยังไง ก็คงต้องให้ศาลตัดสิน ซึ่งมีกำหนดการขึ้นศาลที่เมลเบิร์น วันที่ 14 ก.ย.นี้
{แอร์สาวการบินไทย โดนรวบคาสนามบิน}
นี่คือความน่าอับอายระดับประเทศ ที่ทำชื่อเสียกระฉ่อนไปทั่วโลก เพราะคนที่โดนจับ เป็น “พนักงาน” ของสายการบิน “ระดับชาติ” ที่เดินหิ้วยาชิลชิล ผ่านการตรวจค้นของสนามบินไทย คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้น?
ร้อนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ”ให้ต้องออกมาตอบคำถามสื่อ ยืนยันว่าท่าอากาศยานไทย “ไม่ได้หละหลวม” ในการตรวจ
เพราะปกติการตรวจขาออกจากประเทศ“เครื่องเอกซเรย์”มีไว้หาวัตถุต้องสงสัย เช่น ระเบิด และอาวุธต่างๆ ส่วน “ยาเสพติด” ถ้าซ่อนมามิดชิดหลายชั้น เครื่องก็ตรวจ “ไม่เจอ”
ทำให้จุดนั้นมี “สุนัขตำรวจ”เอาไว้ดมกลิ่นตรวจอีกชั้นนึง แต่พอเป็น “พนักงานเครื่องบิน”การตรวจก็จะเหลือแค่พวก “วัตถุระเบิด” ไม่ได้ตรวจสารเสพติด เพราะถือว่าให้เกียรติกัน
“อันนี้จะบอกว่าเราหละหลวมไม่ได้ครับ เราถือปฏิบัติตามปกตินะครับ เพราะฉะนั้น คำว่าหละหลวมนี่ มองว่าของเราใช้การไม่ได้ เรามีมาตรการในการตรวจนะครับ เป็นปกติอยู่แล้ว”
“กัปตันก็ดี สจ๊วตก็ดี หรือแอร์ก็ดีเนี่ย เราก็จะให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตรวจในเรื่องของวัตถุระเบิด เพราะงั้นเรื่องสารเสพติด เราก็มีการตรวจ แต่เราไม่ได้เอาสุนัขมาดมกลิ่น”
{กระเป๋า 12 ใบ ซุกยา 1 กก.}
นี่แหละคือ “ช่องโหว่รูใหญ่” ที่ทำให้เกิดเรื่องน่าอายนี้ “อภิสิทธิ์” ความเป็น “ลูกเรือ” ของเครื่องบิน อย่างที่ “ดร.โต้ง” (รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล) นักอาชญาวิทยา และอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้านพัฒนาองค์กร บอกเอาไว้
มันคือ “เรื่องจริง” ที่เหล่าพนักงานสายการบิน โดยเฉพาะถ้าเป็นพนักงานของสายการบิน “ประจำชาติ” การตรวจค้นก็จะมีความอะลุ่มอล่วยสูง เพราะคิดกันไปเองว่า คนแบบนี้ไม่น่าจะทำผิดกฎหมาย
“ในเคสนี้ พอดีเรื่องลูกเรือไง เราก็ต้องยอมรับว่า บุคลากรที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ในสนามบินเนี่ย เขาก็ให้เกียรติในระดับนึง มองว่าไม่น่าจะมาทำอะไรผิดกฎหมาย พูดง่ายๆ”
และจุดสังเกตอีกอย่างคือ สนามบินของไทย การ “ตรวจค้น” ผู้โดยสาร “ขาออก” นอกประเทศ เรามักจะ “เข้มงวดน้อยกว่า”ผู้โดยสารขาเข้าประเทศ นี่คืออีกช่องโหว่ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้
เครื่องยืนยันคือ ก่อนหน้าที่แอร์สาวไทยโดนจับ ก็มี “สาวฝรั่งเศส”ที่บินออกจากประเทศไทย แล้วก็ไปโดนรวบที่สนามบินออสเตรเลีย เพราะแอบยัด “ยาเสพติด”ไว้ในขวดครีมอาบน้ำ
“ส่วนใหญ่ขาออกเนี่ย ก็จะเน้นตรวจอาวุธปืน วัตถุระเบิด อะไรพวกนี้ใช่ไหมครับ แต่การตรวจยาเสพติด ก็จะมีตรวจอยู่บ้าง แต่อาจจะไม่ได้เข้มข้น เหมือนกับขาเข้า”
และจุดอ่อนสำคัญ ที่ “ดร.โต้ง”เห็นจากเคสนี้คือ “การข่าว”เรื่องเครือข่ายยาเสพติด ที่อาจจะหละหลวม เพราะหลังเกิดเรื่อง ก็มีข้อมูลเผยออกมาว่า มีการติดต่อแอร์หลายๆ คน ให้รับหิ้วกระเป๋าแบบนี้
คำถามคือ ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวกับยาเสพติด รู้มาก่อนไหมว่า จะมีการขนยาในรูปแบบนี้ และถ้ารู้ แล้วมีการประสานกับสนามบินหรือเปล่า?
“นี่แหละครับเป็นประเด็นว่า เวลามีข้อมูลกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในฐานข้อมูลเอง แล้วบุคคลที่เป็น Watchlist Blacklist มีการแชร์กันหรือเปล่า”
{สาวฝรั่งเศส ซ่อนยาจากไทย โดนจับที่ออสเตรเลีย}
** ออสเตรเลียจับได้ แต่ไทยปล่อยผ่าน? **
สิ่งที่ทำให้ตำรวจออสซี่ จับเคสนี้ได้ในสนามบินบ้านเขา ทั้งๆ ที่สนามบินบ้านเราปล่อยผ่านไปเฉยๆ คงเป็นเพราะความเข้มงวดในการตรวจของที่นั่น เน้น “ความเท่าเทียม” ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือเครื่องบิน หรือผู้โดยสารธรรมดา
เพราะถ้าเทียบ “เทคโนโลยี” ที่สนามบินออสเตรเลีย กับสนามบินไทยใช้ มันก็คล้ายๆ กันคือ มีทั้ง “Body Scanner” “เครื่องเอกซเรย์กระเป๋า” “เครื่องตรวจโลหะ” ไปจนถึง “สุนัขดมกลิ่น”
ความต่างที่สำคัญจริงๆ นอกจากความเข้มงวดแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การข่าว” อย่างที่ “ดร.โต้ง” บอกว่า มาตรการในการตรวจหายาเสพติด มันต้องใช้หลายๆ อย่างควบคู่กัน
เพราะการ “ลักลอบ” ขน “ยาเสพติด” มันมีลูกเล่นที่หลากหลายมากๆ บางทีถ้าซ่อนมามิดชิดมากๆ เครื่องเอกซเรย์ก็อาจหาไม่เจอ เลยต้องใช้สุนัขดมกลิ่นมาช่วย
หรือบางทีก็มีการดัดแปลงอุปกรณ์ที่ใช้ซ่อนยา เพื่อ “หลบ” เครื่องเอกซเรย์และจมูกของสุนัข ไม่ให้ตรวจเจอ ซึ่งเคสแบบนี้ต้องอาศัย “การข่าวเชิงลึก” จากเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด
ที่ส่งให้สนามบินรู้ว่า การขนจะเป็นรูปแบบไหน หรือคนกลุ่มไหนต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพื่อให้การตรวจค้นแม่นยำขึ้น
ย้ำว่าการข่าวแบบนี้สำคัญมากๆ
เพราะธรรมชาติของสนามบิน มีคนเข้าออกจำนวนมหาศาล การจะไปตรวจผู้โดยสารทุกคนอย่างละเอียด คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้ารู้ข้อมูลพวกนี้ก่อน การตีวงตรวจค้นก็จะแคบลง
“ฉะนั้น ข้อมูลการข่าวจะมีความสำคัญ และเขามีการแชร์กัน ในส่วนของตำรวจออสเตรเลียเองเนี่ย ผมเชื่อว่าเขาน่าจะมีข้อมูลการข่าว มาบางๆ อยู่ก่อนแล้ว เกี่ยวกับเรื่องการลักลอบขนมาลักษณะแบบนี้”
มีความเป็นไปได้ว่า สนามบินออสเตรเลียมีข้อมูลว่า จะมีการขนยาจากไทย จนเลือกเพ่งเล็งคนไทยเป็นพิเศษ
เพราะข้อมูลจาก “สำนักงานข่าวกรองอาชญากรรมแห่งออสเตรเลีย (ACIC)” บอกไว้ว่า ช่วงเวลาแค่ครึ่งปีที่ผ่านมา พบคนจากไทยลักลอบขนยาเข้าออสเตรเลีย แล้วถึง “6 คดี” ยึดของกลางได้นับ“พันล้านบาท” แถมวิธีลักลอบก็ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
แต่ความน่าสนใจของเคสแอร์สาวที่โดนจับล่าสุดนี้คือ มีการเผยข้อมูลว่า จริงๆ แล้วที่ทางตำรวตรวจพบ ไม่ได้มาจากการสุ่มตรวจ หรือล็อกเป้าจากสายข่าวที่มี
แต่เป็นแอร์สาวรายนี้เอง ยื่นสำแดงของให้ทางศุลกากรตรวจตาม “ขั้นตอนปกติ”เวลาเข้าประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจเจอความผิดปกติ ว่าในกระเป๋าทั้ง 12 ใบ มีเฮโรอีนซ่อนอยู่
ถ้านี่เป็นเรื่องจริง มันยิ่งสะท้อนความหละหลวมของฝั่งสนามบินไทย ที่ปล่อยให้ของพวกนี้หลุดไปได้ และกลายเป็นความน่าอับอายระดับโลก
ผลักให้ต่อไปนี้ ทั้งผู้โดยสารและลูกเรือชาวไทย จะถูกตรวจเข้มมากขึ้นไปอีก จากสนามบินนานาชาติ
“มันต้องรอพิสูจน์ด้วยเนอะว่า รับจ้างหิ้วจริงไหม แต่พอเวลาขนออกไป มันเสียชื่อไง ทำให้ต่อไปเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือ หรือคนไทยก็ตาม จะถูกตรวจเข้ม จากสนามบินนานาชาติแล้วล่ะครับ”
{“รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์”นักอาชญาวิทยา}
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “คีตาญชลี เสียงสุนทรีแดนสวรรค์”, spacebar.th
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


