xs
xsm
sm
md
lg

เปิดโลกทาสงู!! เปลี่ยนความกลัว ให้เป็นความรัก เสน่ห์ของ “ไอ้ต้าวงู้ยยย” จากปากอินฟลูฯ สัตว์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



น่ารักเกินเรียก “งู” จนต้องเปิดเพจเรียก “ไอ้ต้าวงู้ยยย” ตีแผ่มุมน่าเอ็นดู ผ่านเลนส์ตาผู้หลงใหลสัตว์เลี้ยงสายเลื้อย จนมีผู้ติดตามเฉียดล้าน คุ้มแล้วที่ยอมทิ้ง “เสื้อกาวน์” สละตำแหน่ง “อาจารย์” มาเป็น “อินฟลูฯ สายงู” อย่างเต็มตัว

หลงในผิวสัมผัส เพิ่มเสน่ห์ที่สีตา

“ไอ้ต้าวงู้ยยยจริงๆ มันคือไอ้ต้าวงูนั่นแหละ แต่ว่ามันน่ารักเกิน เราก็เลยเรียกงูไม่ได้ ก็ต้องเป็นงุ้ย เพิ่มดาเมจลงไปอีก”


“พิม-กมลชนก ศรีบุญยวง” อินฟลูเอนเซอร์สายงู เจ้าของเพจ “ไอ้ต้าวงู้ยยย” ที่มีคนติดตาม 4.8 แสนคน และใน TikTok คนติดตาม 8 แสนกว่า

เธอกลายเป็นที่รู้จัก ในฐานะอินฟลูฯ สาวสวยสายงู ที่มักทำคลิป และคอนเทนต์มากมาย เพื่อแนะนำคนที่สนใจอยากจะเลี้ยงงู จนบางคนเริ่มจดจำเธอในฐานะ “เซียนงู” อีกด้วย

สัตว์ที่หลายคนมองดูว่าน่ากลัว กลับกลายเป็นสัตว์ ที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งชอบมากเวลาที่เห็นงูชูคอเหมือนไดโนเสาร์ มองว่าหน้าตามันน่ารักดี แต่ตอนนั้นยังเด็กจึงไม่รู้ว่าเลี้ยงได้หรือเปล่า แต่พอโตขึ้น ก็พยายามศึกษา จนพบว่ามีงูหลายสายพันธุ์มาก ที่สามารถเลี้ยงได้


“จุดเริ่มต้นก็คือ ชอบไดโนเสาร์คอยาว ตุ๊กตาไดโนเสาร์เต็มเลย แล้วเวลางูเขาชูคอ หน้าตาเขาเหมือนไดโนเสาร์คอยาว เราก็เลยชอบงูมาตั้งแต่เด็กๆ

แล้วตอนเด็กๆ เวลาดูการ์ตูนดูหนัง จะชอบพวกสัตว์ประหลาด พวกอุลตร้าแมน เราก็จะไปเชียร์ฝั่งสัตว์ประหลาดเยอะ รู้สึกว่าสวยจังเลย แล้วก็ชอบวาดรูป ชอบไปสวนสัตว์ ก็จะวาดรูปสัตว์ประหลาด วาดรูปงู ไปตามกรงกิ้งก่า พวก Exotic จะชอบมากตั้งแต่เด็ก


ประมาณ 5-6 ขวบเลย พ่อกับแม่ก็จะซื้อไดโนเสาร์จูราสสิค พาร์คก็คือมีแต่ไดโนเสาร์เต็มไปหมด


ชอบตาที่มันเป็นขีดๆ รู้สึกว่ามันดูมีเสน่ห์จังเลย รู้สึกหลง รู้สึกอยากมอง แล้วก็ผิวสัมผัสเขา ต่างจากพวกสัตว์มีขน เวลาจับไปแล้วรู้สึกได้ถึงของหายใจเข้าหายใจออก แต่ถ้าเป็นสัตว์มีขน ขนมันหนา บางทีมันจับแล้วมันก็ไม่ค่อยสัมผัสได้เท่าไรค่ะ”


[ชอบเวลางูชูคอ หน้าตาเหมือนไดโนเสาร์คอยาว]
ประสบการณ์ได้จับงูเหลือมงูหลาม ครั้งแรกตอน8 ขวบ ตอนไปเที่ยวสวนสัตว์ แม้จะเป็นงูตัวใหญ่มาก แต่ก็รู้สึกชอบขึ้นมาจริงๆ เวลาได้สัมผัส

“เมื่อก่อนมันยังไม่ได้มีโซเชียลฯ เราก็ไม่รู้ว่าเลี้ยง มันจะผิดกฎหมายหรือเปล่า แต่ว่าตอนนั้นมีเพื่อนมหา’ลัย เขาถ่ายรูปลง ว่าเขาเลี้ยงงู เราก็เลยไปถามเพื่อน เขาก็บอกว่ามันเลี้ยงได้ ไม่ผิดกฎหมายอะไร เราก็เลยไปศึกษาเพิ่มเติม พอศึกษาเพิ่ม เราก็รู้สึกแล้วว่า อันนี้แหละเดี๋ยวเราจะต้องได้เลี้ยงแน่นอน

ตอนนั้นปี 1 ปี 2 แต่ว่าขอพ่อกับแม่เขาก็ไม่ให้ จนเรียนจบ เขากลัวงูมาก เมื่อก่อนบ้านจะอยู่เป็นสวนฝรั่ง แล้วงูก็จะชอบเป็นงูเห่า งูที่มันมีพิษชอบเข้ามาในบ้าน เจอมันก็ต้องตี เพราะเดี๋ยวงูเขาทำร้าย ทุกคนไม่ชอบงู


เราก็พยายามอธิบาย ทำเป็นสไลด์เลยนะ ที่เราจะเลี้ยงเนี่ย มันไม่มีพิษนะ มันเป็นงูน่ารัก เปิดรูปให้เขาดู ให้เขาเห็นว่าเราดูบ่อย เราชอบนะ ก็ทำแบบนี้มาจนเรียนจบ 4 ปีค่ะ


พูดกล่อมไปเรื่อยๆ แรกๆ ก็อาจจะไม่ได้อินมาก เพื่อนก็แอบเลี้ยงเหมือนกัน เพราะตอนนั้นมันไม่ได้เป็นคอมมูนิตี้เลี้ยงงูเยอะ แล้วพอหลายปีเข้า ก็เริ่มเห็นคนนั้นคนนี้เลี้ยง เริ่มมีกลุ่มคนเลี้ยงงูขึ้นกลุ่มนึง เราก็เปิดให้เขาดูว่า มันใส่หมวกได้ด้วยนะ มันน่ารักมาก


เขาก็น่าจะชินตั้งแต่ปี 1 ค่ะ เขาก็เลยรู้สึกว่า เออๆ ก็น่ารักก็ได้ แต่ก็ไม่ได้อยากจะให้เลี้ยง เขาก็จะห่วงเรื่องความปลอดภัย”




จนเธอต้องเริ่มแก้เกม ด้วยการแอบพูดปดนิดๆ ว่า เพื่อนสนิทจะไปต่างจังหวัด ต้องฝากเลี้ยงไว้แป๊บนึงใช้ช่วงนาทีทองตรงนั้น ทำให้ที่บ้านเห็นว่าเจ้าไร้ขาเป็นสัตว์ที่เลี้ยงได้ ไม่เป็นอันตราย สุดท้ายก็จบลงที่เอาเข้าบ้าน “ตัวแรก” แบบไม่ได้ขอ แต่ก็ต้องรับผิดชอบอย่างดีที่สุด

ตัวแรกที่ซื้อมาเลี้ยง ก็คืองูสายพันธุ์บอลไพธอน (Ball Python)ชื่อ “เจ้าเจได” เป็นไอ้ต้าวงู ที่เป็นขวัญใจชาวโซเชียลฯ

จนตอนนี้ มีเหล่าน้องงู 10 ตัว ที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน แถมยังถูกอกถูกใจชาวแฟนเพจ จนเป็นที่จดจำ โดยเป็นสายพันธุ์บอลไพธอน (Ball Python) 8 ตัว, พันธุ์มิลค์สเน็ก (Milk Snake) 1 ตัว, และพันธุ์ไวท์ลิปไพธอน (White Lipped Python) อีก 1 ตัว

“จริงๆ ตัวแรกที่ได้มาคือเจได ชอบเพราะว่าสีสวย ชอบสีเทา หลังๆ เริ่มอยากเก็บสีตาเขา อยากได้เป็นงูตาสีฟ้า เริ่มอยากได้ตาสีแดง ตาสีเขียวบ้างแหละ หรือตาสีดำ ก็เลยสะสมไปเรื่อยๆ เราชอบอะไรที่มันเพิ่มเติมขึ้นมาค่ะ ก็เลยบานปลายเลยที่นี่”


ถูกใจ ต้าวทุกตัว “มีคาแรกเตอร์”

เริ่มจากเปิดเพจ แค่อยากเก็บโมเมนต์น่ารักๆ ของเหล่าลูกงูไว้ดู แต่ก็ไม่คิดว่าจะแมส จนมีแฟนคลับให้ความสนใจ

“ตอนนั้นเจไดมันไม่ได้แพง เขาเริ่มประมูลแค่ 5,000-6,000 บาท พอประมูลได้ มันน่าจะจบที่ 8,000 บาท หรือ 9,000 บาท แล้วเราไปซื้อต่อมาได้หมื่นนึง

แต่พอเราทำคอนเทนต์เจไดดังปุ๊บ ราคาสูงเลยค่ะ เจไดกลายเป็นว่าราคา 18,000-20,000 กว่าๆ เลยค่ะ กลายเป็นว่า พอเราทำคอนเทนต์เขา มีคนติดตาม มีคนชอบเจได เขาก็อยากได้สีแบบเจได

ราคาในตลาดที่มันควรจะถูก กลายเป็นมันแพง แล้วก็หายากเลยค่ะ พี่ในวงการก็บอกหมดค่ะ ที่มันแพงก็เพราะพิมเนี่ยแหละค่ะ ทำคอนเทนต์”


สร้างคาแรกเตอร์ให้เหล่าน้องงู 10 ตัว แตกต่างกันจนเป็นที่จดจำ และยังมีตำแหน่งประจำตัว ประหนึ่งว่าทำงานในบริษัทเลยก็ว่าได้ เริ่มจากที่ “เจได” ที่รับบทประธานบริษัท ถัดมาก็เป็น “เลอา” ตำแหน่งเลขา ส่วนตำแหน่งคอนเทนต์ ก็เป็นใครไม่ได้ เป็นเจ้างูสีเหลือง “จาฟาร์”

“ราชา” ฝ่ายจัดซื้อ, “โอดิน” ตำแหน่งผู้จัดการ, “โยเนียร์” ตำแหน่ง QC, “เจด้า” ตำแหน่งบัญชี, “ฟาโรห์” ตำแหน่งการตลาด, “ซาร์ดีน”, ตำแหน่ง PR, “เดเมียน” ฉายาเจ้างูเปรต รับบทตำแหน่ง HR

“ลูกก็คือเป็นประธานบ้าง เป็น HR เราก็คือสร้างคาแรกเตอร์เขาค่ะ พอเขาเยอะขึ้น เราก็เปิดเป็นบริษัทไอ้ต้าวงู้ยยย
แล้วก็แต่ละคนเขาก็จะมีตำแหน่งหน้าที่ไม่เหมือนกันค่ะ เป็นฝ่ายคอนเทนต์ ฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง ฝ่ายการตลาด ฝ่าย HR ฝ่ายซีอีโอ ส่วนเราเป็นแม่บ้าน”





สำหรับขวัญใจชาวโซเชียลฯ หลักๆ ก็จะมีอยู่ 2 ตัว คือเจ้าเจได ที่มีความเชื่อง น่ารัก ส่วนขวัญใจคนเกรี้ยวกราด ก็คือเจ้าเดเมียน

“ขวัญใจ มี 2 แบบค่ะ ขวัญใจเพราะว่าเขาน่ารัก เขาเป็นเด็กดี จะเป็นเจได ขวัญใจแบบลูกรัก ทุกคนก็คือจะเอ็นดู เพราะว่าอยู่กับใคร เขาก็จะนิสัยดี อยู่กับคุณหมอ เขาก็นิ่งให้หมอตรวจค่ะ

ส่วนเดเมียน จะเป็นขวัญใจคนเกรี้ยวกราดหรือว่าเป็นงูเปรต คนชอบเมียนตอนตีแม่ ชอบเห็นเราเจ็บตัว”


[เดเมียน ฉายา“งูเปรต” ขวัญใจคนเกรี้ยวกราด]

คอนเทนต์ที่ทำให้แฟนๆ ชื่นชอบก็คือ เป็นโมเมนต์ความน่ารักของเหล่าไอ้ต้าวงู ที่ใครยังไม่เคยเห็นมาก่อน เช่นโมเมนต์การหาว การขับถ่าย การกินน้ำ

“ส่วนมากเราเน้นไปที่ความน่ารักค่ะ พอเรามีงูเป็นของตัวเอง เราเหมือนแม่หมา เหมือนคนเลี้ยงหมา ที่อยากเห็นความน่ารักของลูก

ตอนที่หาข้อมูลเกี่ยวกับงู ไม่มีใครมานั่งบอกเราว่า งูมันหาวเป็นนะ งูมันขับถ่ายยังไง งูมันมีโมเมนต์กินน้ำยังไง เราไม่รู้เลย

แต่พอเราได้เลี้ยงเอง แล้วเราเห็นโมเมนต์นั้น เราก็เลยรู้สึกว่า น่ารักจัง อยากถ่ายเก็บไว้ดู ตอนแรกไม่ได้เปิดเพจ ตอนแรกแค่ถ่ายรูปลงไปในกลุ่มคนเลี้ยงงูเฉยๆ

พอเขาเริ่มมีคนชอบ คนก็เลยบอก ทำไมไม่เปิดเพจของเจได เขาอยากดูเจได เราก็เลยลองเปิดเพจให้เขาเลย กลายเป็นเราแชร์ความน่ารักของเขา คนก็เลยชอบ”

ส่วนที่มาของชื่อเพจ “ไอ้ต้าวงู้ยยย”ก็มาจากไอ้ต้าวงูนั่นแหละ แต่ถ้าเรียกงูเฉยๆ มันก็จะธรรมดาเกินไป เจ้าของเพจ ก็เลยขอใส่งู้ยเข้าไปแทนคำว่างู เพื่อความน่ารัก

“ไอ้ต้าวงู้ยยยจริงๆ มันคือไอ้ต้าวงูนั่นแหละ แต่ว่ามันน่ารักเกิน เราก็เลยเรียกงูไม่ได้ ก็ต้องเป็นงุ้ย เพิ่มดาเมจลงไปอีก

เพจไอ้ต้าวงู้ยยย อันนี้คือออกแบบเอง วาดเอง อยากได้อะไรที่มันสื่อถึงลูกเรา เราเห็นโลโก้ของเพจคนอื่น เขาจะเป็นแบบไม่กลม ก็เป็นสี่เหลี่ยม เราอยากให้คนเห็น แล้วรู้ว่าอันนี้เป็นของต้าวงู้ยยยนะ ก็เลยทำเป็นรูปงู เป็นรูปเจได เป็นสีชมพูเลย เพิ่มความน่ารัก”

และความตั้งใจในการเปิดเพจอีกอย่างนึง ก็คือ อยากให้คนมองงู ในมุมที่ไม่น่ากลัว แล้วยิ่งมีคนติดตามเยอะ ก็ยิ่งดีใจ ว่ามีหลายคนมองเห็นอีกมุมน่ารักของงู เช่นเดียวกับเธอ

“เพราะเรามองเขาแบบนั้นด้วยค่ะ เราให้เพจบันทึกรูปลูกเราด้วยซ้ำ แต่บังเอิญมันมีคนติดตาม คนที่ติดตาม ก็เลยเห็นภาพที่เรามองเขาอีกทีนึง”


“รักข้างเดียว” ก็ฟินไปอีกแบบ

หลายคนอาจจะนิยามตัวเอง ว่าเป็นทาสหมาทาสแมว แต่เธอขอนิยามตัวเองว่า“ทาสงู”แม้การเลี้ยงงูจะเป็นเหมือนการรักเขาข้างเดียวก็ตาม

“ทาสงู เหมือนทาสหมาทาสแมวเลย ของเล่นเราก็ซื้อเหมือนๆ ให้หมาเลย แต่ส่วนมากคนเลี้ยงงูคือเป็นแม่บ้าน เพราะว่าวันๆ งูมันไม่ได้เล่นอะไรกับเราเยอะ วันๆ เราก็คือไปเก็บอึ รักเขาข้างเดียว

เพราะเขาไม่รักเรานะ ไม่ได้มีความผูกพันเหมือนหมาแมว แต่เขาจะรู้สึกว่าเราเป็นเซฟโซน ไว้ใจเรา ให้เราจับนั่นจับนี่ เพราะเขารู้สึกปลอดภัย แต่เขาไม่ได้รักเราไง(หัวเราะ)

จริงๆ เลี้ยงงูเหมือนเลี้ยงปลาเลยค่ะ เราแฮปปี้นะ ที่เราซื้อของมาแล้วเขาไปใช้ เราซื้อขอนไม้ เราซื้อบ้าน แค่เขาเลื้อยทับเราแฮปปี้แล้ว บางทีต่อเติมบ้าน ซื้อพัดลมมาตั้ง แล้วมันไปนอนอยู่ตรงนั้น เราก็แฮปปี้แล้วค่ะ ความสุขง่ายมาก”

สิ่งที่ได้จากการเลี้ยงงู นอกจากจะช่วยฮีลใจแล้ว เธอยังบอกอีกว่า ได้รู้จักปล่อยวาง อย่าคาดหวังอะไรมากเกินไป เพราะ เพราะอย่างที่บอกว่า งูเป็นสัตว์ ที่ไม่ได้ผูกพันลึกซึ้งเหมือนกับหมาแมว ดังนั้นแค่เขาให้จับตัว ก็ถือว่าฮีลใจแล้ว

“ปล่อยวาง ปลง ว่ายังไงมันก็ไม่รักอยู่แล้ว ไม่เป็นไร แต่เรารักเธอ เราก็หาของมาให้ พาไปตรวจสุขภาพ ก็ฮีลใจเราได้ระดับนึง

จริงๆ แค่เขามาดมเราที่แก้ม เราก็แฮปปี้แล้วนะ ถ้าคนรักงู จะรู้สึกว่าลูกรัก ลูกมาหอมแก้ม แค่เขายอมให้เราจับหัว เกาคาง เราก็รู้สึกว่า เขาโอเคกับเราแล้วนะ เพราะปกติงูไม่ชอบให้จับหัว ลูบหน้า แต่ถ้าตัวไหนยอมให้เราทำ คนรักงูก็จะรู้สึกฮีลใจสุดค่ะ”


ยอมรับว่าตอนแรกคิดไว้ว่า จะเลี้ยงแค่ตัวเดียว แต่พอไปๆ มาๆ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่า ทนความน่ารักไม่ไหว จนมีเหล่าน้องงูทั้งหมด10 ตัว

“ตอนแรกกะเลี้ยงเจไดคนเดียวเลย แต่สักพักนึง กลายเป็นว่าอยากได้เพิ่ม อยากได้เพื่อนให้เจได แต่จริงๆ งูไม่ต้องมีเพื่อนก็ได้นะ จริงๆ เพื่อน ให้เราเองไม่ใช่ให้เจไดหรอก

เราก็เริ่มแบบหาตัวเมียมาเลี้ยงค่ะ หาเพื่อนจับคู่ แล้วก็เริ่มไปสู่การสะสมสีตาของเขา ตาสวยจังเลย แล้วเราชอบมองตาสัตว์เลื้อยคลานอยู่แล้วค่ะ ก็เลยสะสมสีตามาเรื่อยๆ ค่ะ ก็บานปลายค่ะทีนี้”

แม้หลายคนอาจจะมองว่า เธอเป็นเซียนงูไปแล้ว แต่เจ้าตัวกลับมองว่า ไม่ถึงขั้นนั้น เพราะยังไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการเพาะพันธุ์งูขนาดนั้น

“เซียนไหม คิดว่าไม่ค่ะ เราไม่ใช่เซียนเรื่องของงูผสมเป็นยังไง เราไม่ใช่นักเพาะพันธุ์ เราไม่ได้มีความรู้มากขนาดพี่ๆ ในวงการ

เราก็เป็นคนเลี้ยงปกติ คนก็น่าจะมองเป็นอินฟลูฯ น้องงู แต่คนเขาก็จะติดภาพเราเป็นแม่บ้านมากกว่า เพราะเวลาเราถ่ายรูปลูกลงเพจ หน้าเราไม่เน้น เราเน้นรูปลูก หน้าเราก็คือโทรมมาก หน้าเยิ้มโดนหยุมหัว เป็นแม่บ้าน”


“Top 3” เลี้ยงง่ายสุด-แพงที่สุด

จัดอันดับ Top 3 สายพันธุ์งูที่เลี้ยงง่ายที่สุด ของบ้าน “ไอ้ต้าวงู้ยยย”

1.พันธุ์บอลไพธอน (Ball Python) เช่น “เจได” พันธุ์นี้จับง่าย เพราะตัวจะเน้นไปที่อ้วนสั้น ควบคุมง่าย ไม่เลื้อยเร็ว ต้องการพื้นที่นิดเดียว

ทั้งบ้านนี้เป็นบอลไปแล้ว 8 ตัว แค่คนละสีค่ะ บอลเลี้ยงง่ายสุด สีมันสวย สีเหมือนขนม สีพาสเทล น่าจะเหมาะกับสายหวาน เอาไปโชว์ตัว คนไม่กลัว ถ่ายรูปยังน่ารัก”


[พันธุ์บอลไพธอน (Ball Python)]

2.พันธุ์มิลค์สเน็ก (Milk Snake)สายพันธุ์นี้ก็คือ “ฟาโรห์” ไม่ต้องดูแลอะไรมาก เพราะไม่ค่อยชอบขี้หน้าคนเท่าไหร่ แค่จัดบ้านให้อยู่ แล้วก็เตรียมน้ำไว้เยอะๆ

“จะยากกว่างูบอลตรงที่ การจับเล่นค่ะ เพราะเขาจะเปรียวกว่า แล้วก็เลื้อยไวกว่า แต่เขากินง่ายมาก”


[พันธุ์มิลค์สเน็ก (Milk Snake)]

3.ไวท์ลิปไพธอน (White Lipped Python) สายพันธุ์นี้ที่มีอยู่ ก็คือ “เดเมียน” ฉายา “งูเปรต”เป็นงูที่เลี้ยงยาก และเอาใจยาก ไม่เหมาะกับมือใหม่หัดเลี้ยง บวกกับขนาดตัวที่ใหญ่ ทำให้ควบคุมได้ยาก ยิ่งถ้าบางคนไม่มีประสบการณ์มาก่อน ยิ่งจะจับลำบาก

ถ้าไวท์ลิปไพธอนจะหล่อ เน้นดุดัน นิสัยก็ตามหน้าตาค่ะ นิสัยไม่ดี ที่เพจเขาจะนิยามอันนี้งูเปรต อันนี้งูลูกรัก ก็ตามที่เราเรียงลำดับเลย

[rพันธุ์ไวท์ลิปไพธอน (White Lipped Python)]


ส่วนอันดับที่แพงที่สุด ที่เลี้ยงไว้ที่บ้านตอนนี้ ได้แก่พันธุ์ไวท์ลิปไพธอน (White Lipped Python) ราคาอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท

“ถ้าแพงที่สุด ก็จะเป็นเดเมียนะคะ ไวท์ลิปไพธอน ตัวสีดำ ประมาณ 20,000 บาท ตอนสมัยโน่นเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ก็ว่าแพงมาก พอบอกที่บ้าน ที่บ้านก็ตกใจเลย กล้าซื้องูได้ยังไงตัวละ 20,000 นั่นน่ะสิ

ตอนนี้มีแพงกว่านี้ค่ะ แต่เป็นสายพันธุ์งูบอลนะคะ จะมีหลายสี หลายยีนส์ แพงสุดที่เคยเห็นก็คือ ตัวละล้าน แพงมาก พวกนี้เขาอยากจะเพาะพันธุ์ แล้วก็ไปให้คนที่เขาสะสม ถ้าตัวที่เคยจับจริงๆ ก็น่าจะประมาณ 400,000 บาท ตัวนั้นสีก็จะแปลกๆ นิดนึงค่ะ ก็อยู่ที่ความต้องการของตลาดตอนนั้นด้วย”

ส่วนตัวที่ถูกที่สุด ก็คือพันธุ์มิลค์สเน็ก (Milk Snake) ราคาอยู่ที่ประมาณ7,500-8,500 บาท

ใครที่เป็นมือใหม่อยากเลี้ยง แนะนำว่า ควรเริ่มต้นที่หลักพันก่อน ราคาก็มีตั้งแต่ 2,000 บาท ไปจนถึงหลักล้านก็มี
นอกจากนี้ อินฟลูฯ สาวสวย เธอยังบอกอีกว่า การเลี้ยงงู ก็เหมือนกับการเล่นหุ้นเหมือนกัน ราคามีขึ้นมีลง ตามความฮิตของเทรนด์ในขณะนั้น

“จริงๆ มันก็เหมือนหุ้นเหมือนกันน ถ้าความต้องการตลาดเยอะ ราคามันก็จะถูกลง แต่ว่าถ้าสมมติกระแสมันมา ช่วงนี้ฮิตงูสีขาว มันก็จะอัพราคาขึ้นค่ะ มันมีขึ้นมีลง แล้วแต่ว่าฮิตช่วงนี้สีอะไร มันเป็นเทรนด์ค่ะ”


สำหรับเทรนด์การเลี้ยงงูในบ้านเรา อินฟลูฯ สายงูก็มองว่า ตอนนี้กำลังบูมขึ้นเยอะ ขนาดคนที่ไม่ได้เลี้ยงงู ก็ยังสนใจเสพคอนเทนต์เกี่ยวกับงูเยอะขึ้น มีไปจนถึงอีเวนต์เกี่ยวกับงู

“รู้สึกว่าตอนนี้ มันกำลังบูมเยอะ เพราะคนเล่นเยอะขึ้น คนเริ่มเปิดเพจ เริ่มทำช่อง TikTok ไอจี เฟซบุ๊ก เริ่มมีพวกตัวละคร เริ่มมีงูเยอะขึ้น น่ารักจังเลย มีคนสนใจเลี้ยงงูมากขึ้น

คนอื่นที่ไม่ได้เลี้ยงงู แต่เขามาชื่นชม มาดูว่า ตัดไข่งูทำไมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันเหมือนกับเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมันก็เลยขยายมากขึ้น คนก็รู้จักมากขึ้นว่า มันมีนะคนเลี้ยงงู แล้วก็จะมีอีเวนต์สำหรับงานงูโดยเฉพาะ








อย่าฝึกให้เชื่อง จนฝืนธรรมชาติ



กว่าจะนำมาเลี้ยง เธอบอกว่า ต้องศึกษาหาข้อมูลมาเยอะมาก เริ่มศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศ รวมไปถึงแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับงู ซึ่งมีหลายกลุ่มมาก บางอย่างก็ต้องเอามาปรับให้เข้ากับชีวิตจริง

“เราได้แต่ทฤษฎี ได้แต่อะไรที่มันเป็นตำรามา แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น 100 เปอร์เซ็นต์ค่ะ เราก็ต้องเอามาปรับตามที่เหมาะสมกับบ้านเราด้วย

ทฤษฎีต่างประเทศบอก จะต้องให้เลี้ยงให้มันเหมือนป่านะ จัดสภาพให้เหมือนป่า แต่ประเทศไทยร้อน จัดไม่ได้ ก็เลยต้องปรับตัวให้เข้ากับประเทศไทย เปิดแอร์เลย คือเคยไม่เปิดแล้ว แล้วช่วงเมษาร้อนมาก

ในกลุ่มก็มีเรื่องงูเป็นฮีทสโตกเยอะมาก แล้วก็เสียชีวิตแบบหลายตัวเลยค่ะ ตอนสร้างห้องนี้ก็ติดแอร์เลย ถ้าร้อนมากๆ ก็จะเปิดค่ะ ถ้าไม่ร้อนก็เปิดพัดลม แล้วก็ส่ายเอา”

 
 เลี้ยงงูไม่ยาก เลี้ยงง่ายนะ กินอาหารแค่ 1 ครั้งต่อ1-2 สัปดาห์ ให้กินหนูตัวเดียว แล้วก็ไม่ต้องจับเล่นบ่อย เวลาเราอยากไปเที่ยว ก็สามารถเอาน้องงูอยู่บ้านไว้ได้เล ไม่ต้องดูแล 24 ชั่วโมง แต่ถ้าจะยาก คงเป็นที่เรื่องนิสัยของงูมากกว่า

“ถือว่าเลี้ยงง่าย เหมาะกับคนIntrovert พื้นที่จำกัด แล้วก็ไม่ต้องการสกินชิพอะไรมาก ต่างคนต่างอยู่ แต่ว่าสักพักนึงอยากจับมาเล่น ก็จับได้

ถ้าจะยาก น่าจะเป็นนิสัย แต่ละตัวเขาไม่เหมือนกันค่ะ ยิ่งถ้าเราเลี้ยงหลายตัว เราจะรู้เลยว่า คนนี้นิสัยยังไง อีกตัวนิสัยยังไง การจับ การรับมือเขา ก็อาจจะไม่เหมือนกันค่ะ

เช่น งูบอลไพธอน (Ball Python) นิสัยขี้กลัว เวลากลัวเขาจะขดเป็นลูกบอล ก็เลยเป็นที่มาของชื่อบอลไพธอน (Ball Python)”


และจริงๆ แล้ว งูก็มีวิธีฝึกให้เชื่องอยู่ แต่บ้านนี้เลี้ยงแบบปล่อยตามนิสัย ไม่อยากฝืนธรรมชาติมาก เพราะงูบางสายพันธุ์ ก็ดุมาตั้งแต่เกิด

“ให้เชื่อง จริงๆ มันมีวิธีฝึกอยู่นะ เห็นพี่ๆ ที่เขาเลี้ยง เขาก็จะบอกว่า ต้องจับบ่อยๆ จับมาเล่นเยอะๆ ลูบหัวลูบตัวบ่อยๆ แต่ว่าบ้านนี้รู้สึกว่า ไม่อยากฝืนธรรมชาติค่ะ

แต่ว่าโชคดี ที่เจไดได้มาก็เชื่องเลย ตัวอื่นเราก็เลยปล่อยจอยได้ ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะนิสัยดีค่ะ เราก็เลยไม่ได้ติดใจอะไร
แต่ว่าเคยลองนะคะ ตัวใหม่ที่ได้มาเลี้ยงแบบเจไดหมดเลย ปรากฏว่ามันไม่เหมือนกัน เจไดลูบหัวได้ เปิดปากเองก็ได้ อีกตัวนึงจับหัวไม่ได้เลย จับหัวแล้วจะกัด จะขู่ ทั้งๆ ที่เรามีวิธีการเลี้ยงเหมือนกัน

แสดงว่าเขาไว้ใจเราแค่นี้นะ บางทีเขาอาจมีเรื่องที่ไม่ชอบ เหมือนคน เรายังไม่ชอบให้คนมายุ่งกับเราเลย เราก็เลยให้เขาเป็นตัวของตัวเองดีกว่า

ขอแค่เราจับเล่นได้ ไม่ดุมาก จริงๆ ถ้าเขาดุอ่ะ เราก็เข้าใจค่ะ มันอาจจะมาจากดุตั้งแต่เกิด มันมีงูประเภทที่ออกจากไข่มาปุ๊บ นิสัยดุก็คือดุเลย อันนี้เราเข้าใจได้

หรือดุจากสภาพแวดล้อม เขาเครียด เราแก้ไขได้ เราไปดูก่อนว่า อะไรที่ทำให้เขาไม่สบายใจ เราอาจจะเปิดแสงแยงตาเขาเกินไป เราเปิดเพลงดังเกินไป หรือว่าเรารบกวนเขาเยอะ เราก็จะลองลดลง เขาก็จะนิสัยดีขึ้น เพราะเขารู้สึกปลอดภัย”


นอกจากนี้ ยังแนะวิธีจับงู เข้าหางู โดยไม่ให้โดนฉก เริ่มจากไม่ควรจับ หรือเข้าข้างหน้า เพราะเป็นเหมือนระยะที่มองเห็น และต้องเผชิญหน้ากัน ก็อาจจะทำให้โดนสวบได้ ควรเข้าด้านข้าง จับจากด้านข้างจะดีกว่า

นอกจากทริกนี้แล้ว เพื่อป้องกันการโดนกัด ควรล้างมือให้สะอาด ห้ามมีกลิ่นอาหารทุกครั้ง ก่อนที่จะไปจับงู เพราะเธอเองเคยโดนสวบมาแล้ว 5 ครั้ง

“ตอนโดนกัดคือเราลืมไปล้างมือ เราจับอาหาร จับหนูเหยื่อเขา มาให้อีกตัวนึง เราก็ไปจับเขาปกติ แล้วเขาก็คือกัดติดมือเราไปเลย เขานึกว่าเราเป็นอาหาร

ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ไม่ดี หรือว่าเราเคลื่อนไหวเร็วๆ ค่ะ แต่ว่าเราดันลืมมือ ตอนจับอาหารเขา

โดนกัดไม่บ่อย ตั้งแต่เลี้ยงมา 7 ปี เคยโดนมาประมาณ 5 ครั้ง ก็เฉลี่ยๆ กันนะคะ ไม่ใช่ตัวเดียว 5 ครั้ง ถือว่าไม่ได้เยอะมาก
ตอนที่หนักสุด ก็คือตอนเจไดจะกินมือ รัด พยายามที่จะกลืนมือเรา แต่ตอนนั้นเขาตัวเล็กนิดเดียวเอง เขาเป็นงูเด็ก ฟันก็คือล็อกแน่นมาก

แต่เขากินไม่ได้หรอก ปากเขาเล็กนิดเดียวค่ะ เขาก็พยายามที่จะรัดเหยื่อ แล้วพอเขารู้ว่ากินไม่ได้ เขาก็คายเอง พอเราไปล้างมือเรียบร้อย เขาก็ไม่กัดแล้ว

ตัวอื่นจะเป็นฉกเตือน ถ้าโดนบ่อยน่าจะเป็นเดเมียน ฉายางูเปรต ดื้อ เราเรียกเอง คือเราทำคอนเทนต์ว่า งูที่ตีพ่อตีแม่ตายไปจะเป็นงูเปรต แล้วคนก็คือติดคำนั้นเลย ติดว่าเป็นงูเปรต แล้วเราก็ชอบแกล้ง มันน่าแกล้ง

ปากมันยาวอยู่แล้ว เราก็ไปยืดปากให้มันยาวขึ้น ปากเท่ารูเข็มนะ เพราะว่าชอบสวบแม่ค่ะ แผลไม่ใหญ่มาก อาทิตย์นึงหาย ไม่ต้องไปฉีดแก้พิษงูอะไร คือไม่มีพิษค่ะ ทำแผลปกติ ฉีดบาดทะยักก็โอเคค่ะ”


ส่วนเพาะพันธุ์เพื่อสร้างรายได้ ตอนนี้ยังไม่คิดถึงขั้นนั้น เพราะจุดสูงสุดของการเลี้ยงสัตว์ แค่อยากมีหลานเป็นสัตว์เลี้ยง แต่ก็มีนำเอาลูกๆ ในบ้าน อย่างเจ้าเลอา และเจ้าจาฟาร์มาผสมกันแล้ว ที่เพิ่งคลอดออกมาได้ทั้งหมด 7 ตัว

“เราสามารถเพาะพันธุ์จำหน่าย นำเข้าได้แล้วค่ะ พี่ๆ ที่เป็นฟาร์ม คือห้องนึงเลี้ยงเป็น100 ตัวเลย เคยไปดูฟาร์ม เขาทำเป็นแบบอาชีพ รายได้เยอะเลยเพาะงู

เราเลี้ยงเพราะว่าเรารัก มันอาจจะไม่ได้เป็นการเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่าย แต่เป็น Mini Home Zoo เป็นฟาร์มเล็กๆ นะ เราอยากแบ่งให้คนที่รักงูจริงๆ เราก็จะคัดบ้าน เพราะว่าเราไม่ได้ทำทุกปี

จุดสูงสุดของการเลี้ยงสัตว์ ก็คือการมีหลาน ลูกเราจับคู่ ลูกเรามีแฟน แล้วเรามีหลาน เราจะรู้สึกน้ำตาไหล เราเหมือนเป็นคุณยายค่ะ

มันรู้สึกแบบ อุ้ย..มือมันสั่นมาก เวลาที่หลานมันเกิดมา เราอยากได้โมเมนต์นั้น ที่แบบเป็นจุดสูงสุดเลย ของการเลี้ยงสัตว์เป็นลูก เราก็เลยไม่ได้อยากจะทำเพื่อขาย อยากทำเพราะว่า ถึงความฝันเราแล้ว ใครอยากจะรับเด็กๆ ไป ขอคัดบ้านหน่อยนะ”



[ผสมพันธุ์งูเองครั้งแรก ได้มา 7 ตัว]

ขยันเล่า-คาแรกเตอร์ชัด เดี๋ยวปังเอง

แนะจากประสบการณ์ตรง ทริกปั้นช่องให้แมส ทั้ง4 แพลตฟอร์ม อย่าสนยอดวิว เน้นคุณภาพ ตอบคำถามให้ได้ว่าคนดูคลิป แล้วได้ประโยชน์อะไร ยากขึ้นไปอีก ยิ่งโซเชียลฯ แต่ละอย่าง ก็มีฐานลูกค้าที่ไม่เหมือนกัน

“ตอนนี้ก็จะมี 4 แพลตฟอร์มค่ะ มี TikTok ไอจี เฟซบุ๊ก ยูทูบ แต่ละแพลตฟอร์ม คนติดตามไม่เหมือนกัน กลุ่มลูกค้า อายุ เพศ ไม่เหมือนกัน

ถ้าเป็นเฟซบุ๊ก เรามีหลายคาแรกเตอร์ จะเน้นไปที่ต้าวงู้ยยย เพราะว่าคนที่ดูเฟซบุ๊กอ่ะ เรามองถึงเรื่องความน่าเชื่อถือนะ เฟซบุ๊กถ้าเป็นเพจใหญ่ คนจะเชื่อถือจากเพจนั้น

บางทีเราให้ความรู้ไป มันเป็นข้อความยาว แล้วเจนที่เล่นเฟซบุ๊ก ก็จะเป็นเจนผู้ใหญ่ เราก็จะได้กลุ่มลูกค้าที่เขาอยากได้ความน่าเชื่อถือด้วย แล้วก็ความบันเทิงด้วย คาแรกเตอร์เราก็เน้นไปที่ช่องให้ความรู้งูเป็นหลักค่ะ

ต่อไปจะเป็น TikTok จะเน้นคลิปไว อะไรที่พูดเอื่อยๆ คนจะไม่ค่อยดูเท่าไหร่ เราก็จะเน้นเป็นคลิปให้ความรู้สั้นๆ คอนเทนต์ก็จะเป็นแนวมีท่อนฮุก มีอะไรที่ตกคนดูภายใน 3-5 วินาทีแรก พูดให้น่าตื่นเต้นนิดนึง เข้าประเด็นเร็ว จะเนิบแบบเฟซบุ๊กไม่ได้”

สามารถใช้ฟุตเทจอันเดียวกันได้ ทั้ง 4 แพลฟอร์ม แต่ต้องใช้วิธีที่นำเสนอที่แตกต่างกันออกไป เช่น วิธีการพากย์เสียง บางทีเราเอาคลิปยาวพูดเรื่อยเปื่อย เฟซบุ๊กยังมีคนดู แต่TikTok คนจะไม่ชอบคลิปที่มันยาวเกิน จึงจำเป็นต้องใส่sound effects เข้าไป ใส่พากย์เสียงสลับกันไป

“ไอจีเน้นงานภาพสวยนะ เพราะคนชอบเสพอะไรที่มันแกรมๆ แบบว้าวสวยจังเลย ไอจีฐานลูกค้าเราจะเป็นถ่ายแบบมากกว่าค่ะ เป็น Pimmiry มากกว่า เราจะเน้นทำช่องคู่กับแฟน ไอจีตลกๆ เป็นคอนเทนต์แนวแนะนำความสัมพันธ์ ว่าทำยังไงให้ความสัมพันธ์มันดี คนก็จะไปติดตามตรงนั้น

ส่วนต้าวงู้ยยย เราจะเน้นรูปภาพ ให้มันสวยขึ้น ละเอียดขึ้น ชาวต่างชาติเขาจะชอบเข้ามาดู มันจะเข้าถึงสื่อต่างชาติได้มากกว่า ไอจีภาพก็ต้องสวยนิดนึงนะ

สุดท้ายจะเป็นยูทูบ เพิ่งเปิดเลย การตัดรู้สึกมันง่ายกว่าเพื่อนเลย เพราะว่ามันคลิปยาวได้ แทบจะไม่ต้องตัด แต่มันยากตรงที่ เราจะพูดยังไงให้มันยาว และก็พูดรู้เรื่อง

เพราะส่วนมากบางทีเราชินกับคลิปสั้น ต้องพูดเร็ว พูดกระชับ พอมันไปพูดคลิปยาวปุ๊บ กลายเป็นว่าลิ้นพันกัน ลิ้นรัวมาก จัดลำดับไม่ถูก ก็ต้องไปฝึกยูทูบทีหลัง ก็เป็นคลิปให้ความรู้เหมือนกัน แต่เป็นความรู้ยาว เกี่ยวกับน้องงูเป็นหลัก”

[อีกหนึ่งคาแรกเตอร์สาวเซ็กซี่ จากเพจ Pimmiry]
ตั้งเป้ารายได้จากเฟซบุ๊ก 20,000-25,000 บาทต่อเดือน ก็อยู่ได้แล้ว ซึ่งเธอก็พยายามทำให้ถึง

“ถ้าจะถึงยอดนั้น เราจะต้องลงคลิปถี่ ลงคลิปเยอะ แล้วคลิปต้องแมสด้วย มันขึ้นอยู่กับยอดคอมเมนต์ คนกดแชร์ แล้วเขาให้เหรียญ บางทีลงไปตั้งนานได้มา 1 เหรียญ 30 กว่าบาท มันก็ต้องลงให้มันถี่ขึ้นค่ะ เพื่อให้ยอดมันสูง”

แต่ข้อจำกัดอีกอย่าง ที่ต้องยอมรับก็คือ ทุกวันนี้ คนเปิดเพจเยอะ รายได้ก็ลดลง ทำให้เธอได้มากสุดตอนนี้อยู่ที ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน นี่แต่ยังไม่รวมรายได้ จากสปอนเซอร์ ที่จ้างรีวิวด้วยนะ

“คนทำเยอะขึ้น รายได้มันก็ลดลงค่ะ มากสุดคือหมื่นนึง ไหนจะปิดกั้นด้วย ไหนเพจที่มันเยอะขึ้น คนมีตัวเลือกเยอะ ก็จะเน้นไปที่สปอนเซอร์มากกว่า เราก็เลยไป Pimmiry

ทุกวันนี้ยอดวิว มันมีเรื่องของการซื้อยอดวิว ยอดไลก์ด้วย อาจจะดูแค่ยอดวิวไม่ได้แล้ว ต้องดูยอดคอมเมนต์ ยอดไลก์ ยอดแชร์ให้สัมพันธ์กับยอดวิวด้วย”


แนะนำสำหรับใครที่สนใจอยากทำโซเชียลฯ เป็นของตัวเอง สำคัญเลยต้องแตกต่าง รู้ว่าตัวเองชำนาญเรื่องไหน เพราะทุกวันนี้ อินฟลูฯ เกิดใหม่เยอะมาก ดังนั้นต้องมีคาแรกเตอร์เป็นของตัวเอง

“ข้อดีคือมันเป็นง่าย อินฟลูฯ เกิดใหม่เยอะมากค่ะ แต่ข้อเสียคือ พอใครๆ ก็เป็นได้ เราจะต้องแตกต่างจากคนอื่น ถ้าอยากจะแนะนำ จริงๆ อยากให้คนที่จะออกมา รู้ตัวก่อนว่าเชี่ยวชาญเรื่องอะไร เราเก่งเรื่องอะไร เราก็ทำคลิปที่เราเก่งไปเรื่อยๆ คนจะจำหน้าเราได้

อย่างช่องงู ตอนทำก็คือ ถ่ายแต่งู เน้นแต่งู แต่มันโชคดีที่เราทำก่อน ที่มันจะเกิดหลายๆ คนทำตามขึ้นมา มันก็เลยคนรู้จักก่อน แต่ถ้าจะมาทำตอนนี้ก็ การสร้างภาพจำอะเป็นอะไรที่เวิร์คมาก สร้างคาแรกเตอร์

อย่างของเรา พอทำบริษัทไอ้ต้าวงู้ยยย พอให้เขามีคาแรกเตอร์ที่ต่างกัน พอแต่ละคนมีหน้าที่เป็น HR เป็นซีอีโอ กลายเป็นว่า พอมันมีเรื่องราวปุ๊บ คนก็จำได้ด้วย แล้วก็ไม่ใช่แค่งูทั่วไปค่ะ เราสร้างคาแรกเตอร์ สร้างบทบาทให้เขา คนก็อยากจะติดตาม

หรือว่าถ้าสมมติไม่ได้ทำช่องสัตว์เลี้ยง ทำช่อง Pimmiry ค่ะ อันนี้ก็ต้องหาคาแรกเตอร์ สิ่งที่เราถนัด แล้วก็แชร์จากประสบการณ์ของตัวเอง เราจะอิน

อาจจะถนัดเรื่องพูดเซ็กซี่ พูดเรื่องตลกๆ ติดเรทนิดนึง แนวตลกที่มันไม่ได้เป็นการคุกคามเกินไป แล้วเราก็มาแชร์ประสบการณ์ว่า ทำแบบนี้ มันไม่ดีเลย อย่าไปทำนะ เป็นการแชร์จากประสบการณ์ แล้วก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คนก็จำหน้าเราได้ เวลาเขาเห็นอะไร เขาก็จะคิดถึงช่องเรา”


นอกจากเน้นทำเยอะๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องตามมาเลยก็คือ ต้องเพิ่มคุณภาพให้คอนเทนต์ด้วย เพราะเชื่อว่าคอนเทนต์คุณภาพ ก็จะสร้างคุณค่าให้ตัวมันเอง

“บางคนอาจจะเน้นทำเยอะถูกไหม ทำเยอะเพิ่มคุณภาพด้วย ถ้าคุณภาพดีทำเยอะด้วย มันจะมีคุณค่า ผลงานเรามันจะไม่ใช่แค่คลิปที่แมสคลิปเดียว แต่มันจะกลายเป็นว่า เราทำดีมาเรื่อยๆ ถ้ามีคลิปนึงที่คนดูเยอะ เขาจะไปดูคลิปที่เหลือเอง

แล้วพอเขาเห็นคลิปที่เหลือว่ามันมีประโยชน์นะ มันมีคุณค่ากับเขานะ มีความรู้ มันก็จะค่อยๆ ส่งเสริมคลิปอื่นที่ เราลงไปก่อนหน้านี้เองค่ะ

อย่าไปสนยอดวิว สนว่าคนฟังจะได้อะไรจากคลิปเรา ทุกโซเชียลฯ เลย แล้วก็เป็นตัวของตัวเอง ให้คนจำภาพช่องนี้ สมมติช่องต้าวงู้ยยย คนก็จะรู้ว่าคาแรกเตอร์เราต้องโทรม

ถ้าช่องต้าวงู้ยยยหน้าสวยมา จะไม่ใช่แล้ว คนจะไม่ดูแล้ว มันมีแบบนั้นเลยว่า ทำไมวันนี้แม่สวยจัง คนไม่ดูเลยคลิปนั้น แต่คนจะดูตอนที่แบบเยิน โดนลูกหยุมหัว คนจะชอบ แสดงว่าเราจะสร้างคาแรกเตอร์แต่ละช่อง”


ยอมทิ้งเสื้อกาวน์ ก้าวสู่โลกของงู


 

 เรียนจบปริญญาตรี สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ตัดสินใจเลือกที่จะไม่เป็น “หมอ” โดยเลือกเป็น “ครูวิชาชีววิทยา” แทน


จากนั้นตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท สาขาหลักสูตรการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี


“เป็นครูมาสักพักนึง ก็เพิ่งเริ่มเข้าวงการเป็นอินฟลูฯ ไปด้วย ควบคู่กับการเป็นครูค่ะ พออยู่ในโรงเรียน กฎระเบียบมันเยอะ แล้วบางทีอินฟลูฯ มันต้องไปถ่ายงานข้างนอกวันธรรมดา มันไปด้วยกันไม่ได้ เราก็เลยเลือกอินฟลูฯ ก็เลยทำอินฟลูฯ อย่างเดียว”


จากเงินเดือนครู 20,000 บาท พอออกมาก็รู้สึกเคว้าง เครียดมาก เงินก็ไม่พอใช้ เพราะเปลี่ยนสายงานไปแบบสุดๆ ยอมรับอีกอย่างว่า ไม่ได้ประเมินรายได้ไว้ด้วย ตอนตัดสินใจลาออก แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าทำควบคู่กันไปไม่ไหวแล้ว ต้องเลือกสักทาง


“ตอนแรกก็เครียดนิดนึง เพราะมันเปลี่ยนสายไปเลย จากที่เคยมีรายได้ต่อเดือนทุกเดือน กลายเป็นว่าไม่มีรายได้ ลูกกี่ตัว ก็เลยต้องดิ้นรน เปิดเพจไอ้ต้าวงู้ยยยอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ต้องเปิดอีกช่องนึง แล้วก็ดันช่องนี้ค่ะ ให้มารับงานได้มากขึ้น


อีกอันนึงจะเป็น Pimmiry จะเป็นแนวไลฟ์สไตล์ค่ะ แล้วก็เป็นคอนเทนต์คู่ ทำกับแฟนด้วย แล้วก็เป็นคนเดียวรีวิวด้วยค่ะ รับหมด


อันนี้จะขายสวย แต่คนก็จะไม่รู้ คนก็จะนึกว่าเราเป็นฝาแฝดกัน จากไอ้ต้าวงู้ยยย บางคนยังไม่รู้เลยว่า เป็นเพจเดียวกัน เพราะหน้าคนละหน้า บางคนก็เพิ่งจะรู้ว่า อ้าวเจ้าของคนเดียวกัน เพราะว่าเราแยกคาแรกเตอร์ชัดเจน รับงานคนละแบบ คนละสายงานกันเลย


หลักๆ อาชีพ ก็จะมีเป็นอินฟลูฯ คือเป็น Pimmiry แล้วก็ไอ้ต้าวงู้ยยย จะเป็นครีเอเตอร์ ถ่าย ตัดต่อ พากย์เสียง เป็นนางแบบด้วย ทำเองหมดทุกอย่าง


ตอนแรกทำเพจเดียว ก็คือเพจไอ้ต้าวงู้ยยยมันสร้างรายได้ มาจากการทำคลิป ทำคอนเทนต์ ก็เริ่มเปิดหลายเพจมากขึ้น เริ่มเป็นยูทูบ แล้วก็เริ่มเปิดเพจของตัวเอง ก็เริ่มรับถ่ายแบบ แล้วก็เอาตัวเองเป็นอินฟลูฯ แต่คนละคาแรกเตอร์กับที่เลี้ยงงูนะ ที่เลี้ยงงูเป็นแม่บ้าน หน้าโทรมมาก


แต่ว่าเพจของตัวเอง ก็ขายสวยนิดนึง ก็รับพวกงานรีวิว ก็ขายเซ็กซี่เลยค่ะ แยกออกไปอีก จะได้มีรายได้มาเลี้ยงลูก เยอะซะด้วย”





สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพ : Facebook “ไอ้ต้าวงู้ยยย”, “พิมมิรี่Pimmiry”, Instagram @pimmiry”, TokTik @pimandjedii



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **