xs
xsm
sm
md
lg

#Saveทับลาน ปัญหาไม่ใช่แค่ “คนกับป่า” แต่คือ “นายทุน” เนียนรุกป่า เกาะสิทธิ์ “ชาวบ้านตัวจริง”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาลเห็นชอบ “เฉือนป่าทับลาน” 1.5 แสนไร่!! ออกจากเขตอุทยานฯ หวังแก้ข้อพิพาท 50 ปี ระหว่าง “คน” กับ “ป่า” จนผุดกระแส #Saveทับลาน
ปัญหาซับซ้อนที่คนวิจารณ์ต้องเข้าใจเชิงลึก เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “Save คน” หรือ “Save ป่า” แต่ต้องระวังช่องโหว่ที่ว่า ใครจะได้ประโยชน์กันแน่ “ชาวบ้าน” หรือ “นายทุน”

** ศึกษาก่อน #Saveทับลาน **

“#Saveทับลาน”กระแสอนุรักษ์ป่า ที่กลายเป็นประเด็นให้สังคมจับตามองอีกครั้ง หลังนางงามและนักแสดง อย่าง “อิงฟ้า” (อิงฟ้า วราหะ)ช่วยออกมาเรียกร้องเรื่องนี้อีกแรง

หลังจาก “คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ”มีมติ “เห็นชอบ”ให้ปรับปรุงแนวเขต “อุทยานแห่งชาติทับลาน”ด้วยการเฉือนพื้นที่เขตอุทยานฯ กว่า “1.5 แสนไร่” ให้ “ออก”จากการเป็นเขตอุทยานฯ

เพื่อจัดการปัญหาที่เรื้อรังมากว่า 50 ปี ที่ “ทับซ้อน”กันระหว่าง “ผืนป่า” “ที่ทำมาหากิน” และ “ที่อยู่”ของ “ชาวบ้าน” แต่เรื่องนี้หลายๆ คนกลับไม่เห็นแบบนั้น เพราะมองว่านี้คือการอนุญาตให้ “คนรุกป่า”

อย่างที่อินฟลูฯ นางงาม “อิงฟ้า”ได้ออกมาโพสต์ภาพข้อความ “#Saveทับลาน” จนปลุกให้ใครหลายๆ คน ลุกขึ้นมาปกป้องพื้นป่าทับลาน แทนสัตว์ป่าที่พูดไม่ได้ โดยเธอเขียนข้อความใต้คอมเมนต์ไว้ว่า...

"ช่วยกันนะ เชื่อว่าโลกนี้ ไม่ได้มีพื้นที่ไว้ให้มนุษย์อย่างเดียว ขอให้เสียงของเรามีความหมาย สัตว์พูดไม่ได้ แต่มนุษย์อย่างเรา พูดแทนเค้าได้นะ"


                                                                  {“อิงฟ้า” ออกโรง #Saveทับลาน}

แต่จุดนี้ก็มีคนส่วนนึงมองว่า มันทำให้ “ชาวบ้านในพื้นที่”ดูเป็นคนร้าย ที่ไปทำลายธรรมชาติ ถือเป็นการมองจากมุมมองเดียว
และอาจเป็นการมองที่ “ยังไม่เข้าใจ”

ปัญหาที่แท้จริงของ “อุทยานฯ ทับลาน”เพราะชาวบ้านหลายคนในพื้นที่ จริงๆ แล้ว “อยู่มาก่อน”ที่จะมีกรมอุทยานฯ และการตีเส้นแบ่งเขตพื้นที่แนวป่าด้วยซ้ำ

ทำให้นักอนุรักษ์ป่า อย่าง “ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ” อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.มหาสารคาม ออกมาโพสต์ติง

“ยินดีด้วยที่คุณอิงฟ้าได้เป็นนักอนุรักษ์แล้ว จากการโพสต์ทีเดียวว่าพูดแทนสัตว์ป่า เห็นไหมครับว่าการเป็นนักอนุรักษ์ยุคดิจิทัลมันไม่ยากเลย

แต่ขอโทษนะครับ ที่ผมต้องบอกคุณอิงฟ้าว่า มนุษย์ต่างกับสัตว์ป่า ตรงที่มนุษย์มีเหตุมีผล มนุษย์แยกได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด

มนุษย์จึงต้องมีความรู้ มีข้อมูลที่ถูกต้อง และนั่นทำให้มนุษย์มีอารยธรรม แตกต่างไปจากสัตว์ป่า ดังนั้น เมื่อพูดแทนสัตว์ป่าแล้ว ก็อย่าลืมความเป็นมนุษย์นะครับ

ในกรณีทับลาน คุณอิงฟ้าควรศึกษาข้อมูลให้มากกว่านี้ครับ เช่น ความเป็นมา หรืออุทยานประกาศทับที่ของชุมชนไหม

ไม่ใช่เห็นว่าเป็นกระแสอนุรักษ์ ก็กระโดดเข้าใส่แบบนึ้ เพราะความเป็นนางงาม เป็นดารา มันคือการเป็นบุคคลสาธารณะ การเสนอความเห็นมันมีผลต่อความคิดของคนในสังคม”

ท่ามกลางกระแสสังคมที่มองออกเป็น 2 ฟาก บางส่วนมองว่า การที่คนดังหันมาใส่ใจ ช่วยเรียกร้องคือเรื่องที่ดีแล้ว

แต่ถ้าข้อมูลไม่ครบตรงจุดไหน ผู้รู้รายอื่นๆ ก็ควรเสนอแนะเพิ่มเติม ด้วยท่าทีที่เปิดใจ ไม่ใช่เน้นประชดประชัน ซึ่งอาจทำให้เหล่าอินฟลูฯ คนดัง ไม่อยากก้าวเท้าเข้ามาเอี่ยว ทั้งที่ควรเป็นเรื่องที่ทุกคนแลกเปลี่ยนกันได้


                                                            {“ดร.ไชยณรงค์” ติง ศึกษาปัญหา ก่อนเอากระแส}

** เรื้อรัง 50 ปี ปัญหา “คน” กับ “ป่า” **

ปัญหาของ “อุทยานฯ ทับลาน” ไม่ใช่เรื่องขาวกับดำ อย่างจะ “Save คน” หรือ “Save ป่า” แต่มันมีความซับซ้อนกว่านั้น
อย่างที่ “บอย-ภาณุเดช เกิดมะลิ”ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร อธิบายปัญหาเรื้อรัง ณ เขตอุทยานฯ แห่งนี้ เอาไว้ให้ทีมข่าวฟัง

โดยก่อนอื่นต้องเข้าใจกลุ่มคนที่อยู่ในบริเวณ “อุทยานฯ ทับลาน” ที่มีเนื้อที่กว่า “1.4 ล้านไร่” ก่อนว่า มันมี 3 กลุ่มหลักๆ พื้นที่ซึ่งกินกว้างไปถึง 2 จังหวัด ทั้ง “นครราชสีมา” และ “ปราจีนบุรี”

คือ “กลุ่มที่ 1” เป็นชาวบ้านที่อยู่บนที่ดินของ “สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)” และมีการออกเอกสารสิทธิ์ ที่เรียกว่า “โฉนดเพื่อการเกษตร(ส.ป.ก.4-01)”

ซึ่ง “โฉนด ส.ป.ก. 4-01” ของคนกลุ่มนี้ ถูก “ออกมาก่อน” ที่จะมี “ประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ปี 2524” ปัญหาคือ แนวเขตอุทยานฯ มันดัน “ลากทับ” ที่ดินชาวบ้านกลุ่มนี้ ซึ่งมีทั้งหมดราวๆ 50,000 ไร่

กับ “กลุ่มที่ 2” คือ “ชุมชน” ที่ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในเขตอุทยานฯ ใน “โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ (พมพ.)”
หรือโครงการของรัฐบาล ที่ย้ายคนเพื่อมาสร้างชุมชน พัฒนาที่ดินทำกินตั้งแต่ “ปี 2525” เพื่อลดปัญหาไม่ให้ชาวบ้านไปเป็นคอมมิวนิสต์ โดยมีเนื้อที่ราวๆ “80,000 ไร่”



และ “กลุ่มที่ 3” คือคนที่ไม่ได้อยู่ในที่ ส.ป.ก. และโครงการ พมพ. ซึ่งกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยลงไปอีก

คือมีทั้งคนที่ “อยู่มาก่อน” จะมีประกาศกรมอุทยานฯ ปี 2524 และก่อนการก่อตั้ง “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ในปี 2545 กับคนที่ “บุกรุก” เข้ามาทีหลัง การประกาศและการก่อตั้งกรมอุทยานแห่งชาติฯ

ผลักให้เรื่องราวยุ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะมีการเข้ามาของ “นายทุน” ที่มาสร้าง “โรงแรม” ทำ “รีสอร์ต” ในเขตอุทยานฯ ทับลาน บนที่ดินที่ยังมีข้อพิพาทกันอยู่ ระหว่าง “กรมอุทยานฯ” กับ “สำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ”

นี่ต่างหากคือ “ความกังวล” ที่แท้จริง ว่าถ้าหากพื้นที่ข้อพิพาทตรงนี้ “ถูกเพิกถอน” ออกจากเขตอุทยานฯ ไปแล้ว คนที่ได้ผลประโยชน์จริงๆ จะเป็น “นายทุน” หรือ “ชาวบ้าน” กันแน่?

แล้วถ้าที่ดินที่ถูกเพิกถอน ตกไปอยู่ในอำนาจของสำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ จะมั่นใจได้ยังไงว่า เจ้าหน้าที่ที่ออกโฉนด จะทำอย่าง “ถูกต้อง”

และคนที่ได้ที่ดินเหล่านี้ไป จะเป็น “ชาวบ้านตัวจริง” ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ก่อน อย่างที่ควรได้รับความยุติธรรมมานานแล้ว



เพราะตอนนี้มีกว่า “400 คดี” ในเขตอุทยานฯ ทั่วประเทศไทย ที่ฟ้องร้องการออกโฉนด ส.ป.ก.4-01 “โดยมิชอบ” จากเจ้าหน้าที่รัฐ

“ผมคิดว่าเขาหวั่นใจว่า เอาพื้นที่ที่เพิกถอนมา แล้วเอาไปให้ ส.ป.ก. แล้วมันขาดความชัดเจน ที่จะอนุญาตให้คนที่มันควรจะมีคุณสมบัติได้อยู่ ในพื้นที่ตรงนี้จริงๆ

พื้นที่ ส.ป.ก. หลายๆ แห่ง ยังมีปัญหาในเรื่องการออกเอกสารโดยมิชอบ ซึ่งมันก็ทำให้คนที่เขาเฝ้าดูอยู่เนี่ย มันรู้สึกเป็นกังวลใจ”

ความคิดเรื่อง “เพิกถอน” พื้นที่อุทยานฯ ทับลาน บางส่วนออกจากเขตอุทยานแห่งชาติฯ จริงๆ มันมีมาก่อนหน้านี้แล้ว อย่างเมื่อปี 2567 ก็มีแนวคิดที่จะเพิกถอนถึง “2.6 แสนไร่” เลยทีเดียว

แต่ก็ต้องหยุดความคิด เพราะหลังทำ “ประชาพิจารณ์”คนจำนวนมาก “ไม่เอา” ความคิดนี้ โดยคนกว่า “9 แสนคน”ไม่เห็นด้วยแต่ถ้าเสียงค้านในตอนนั้นถล่มทลายแบบนี้ ทำไมเรายังเห็นการเฉือนป่า 1.5 แสนไร่ ออกจากเขตอุทยานฯ อีกล่ะ?

แบบนี้เขาเรียกว่า “ไม่ฟังเสียงประชาชน”หรือเปล่า?ตรงนี้ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่า “เสียงประชาพิจารณ์”เป็นแค่ส่วนนึงที่ “คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ”จะหยิบมาพิจารณาประกอบเท่านั้น

“การรับฟังความเห็นเนี่ย เป็นข้อมูลส่วนนึงที่นำไปใช้ประกอบ ให้คณะกรรมการอุทยานพิจารณา ถามว่ากรรมการไม่รับฟังความเห็นด้วยหรือเปล่า อันนี้ผมไม่แน่ใจ ในช่วงกระบวนการที่เขามีการพิจารณาร่วมกัน”


                                               {“ภาณุเดช” ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร}

** ปัญหาที่ต้องแก้ แต่ไม่ใช่ “เหมาเข่ง” **

แต่ในอีกมุมนึง คนวงในรายเดิมก็เล่าให้ฟังว่า ถึงเสียง “ไม่เห็นด้วย”จะเยอะมากๆ แต่พอตัดกลับมาใน “เวทีรับฟังความคิดเห็น”ของ “คนในพื้นที่”พวกเขากลับ “อยากมีสิทธิ์” ในที่ดินของตัวเอง ที่อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า

ดังนั้น ผลที่ออกมา ไม่ว่าจะ “เพิกถอน”ออกจากเขตอุทยานหรือไม่ พวกเขาแค่อยากได้ “ความชัดเจน” ในการแก้ปัญหาที่ยาวนานกว่า 50 ปีนี้เสียที

แต่ “ไม่เอา” แบบ “เหมาเข่ง”เพราะในพื้นที่ “2.6 แสนไร่” ของปี 67 มันไม่ใช่แค่ “ที่ของชาวบ้าน”ที่ถูกเฉือนออกจากเขตอุทยาน เพื่อจบข้อพิพาท แต่มันยังมี “ที่ของนายทุน” ที่รุกป่า ไปสร้างโรงแรม รีสอร์ต ปะปนแบบเนียนๆ อยู่ในนั้นด้วย

พอมาถึงปีนี้ (2569) ไอ้ “1.5 แสนไร่” ที่จะถูกเอาเฉือนรอบนี้ก็เหมือนกัน เพราะใน “5 กลุ่มหลัก”ที่จะมีการเพิกถอนในครั้งนี้ ได้แก่
กลุ่มที่ 1 คือ “เขต ส.ป.ก. ทับซ้อน”
กลุ่มที่ 2 “หมู่บ้านไทยสามัคคี”
กลุ่มที่ 3 พื้นที่ “โครงการ พมพ.”
กลุ่มที่ 4 “คนที่ในเขตอุทยาน”แต่ไม่ใช่เขตของสำนักงานปฏิรูปที่ดินฯ
และสุดท้ายคือ กลุ่มที่ 5 “พื้นที่ของทหาร”ที่ใช้เป็นสนามซ้อมรบทหาร


                                                  {เพิกถอน “1.5 แสนไร่” ของทับลาน ออกจากเขตอุทยาน}

โดย “กลุ่มที่ 1”และ “กลุ่มที่ 3 ”อันนี้หลายๆ คน “เห็นด้วย” ที่จะเพิกถอนให้ออกจากพื้นที่อุทยาน เพราะชาวบ้านกลุ่มที่ได้เอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. ตรงนี้ราวๆ 50,000 ไร่ เขา “ได้สิทธิ์มาก่อน”ที่จะมีการแบ่งเขตหรืออย่างชาวบ้านใน “โครงการ พมพ.”อันนี้รัฐบาลเอาเข้ามาอยู่เอง แต่ดันไม่ชัดเจนเรื่องสิทธิ์ ในที่ดินของพวกเขา

แต่ใน “กลุ่มที่ 2” อย่าง “หมู่บ้านไทยสามัคคี” ตรงนี้มีปัญหา เพราะนี่คือพื้นที่ “ส.ป.ก.บวม”ที่งอกออกมาจากตัว ”โครงการ พมพ.”

“เป็นกลุ่มที่เรียกว่า ส.ป.ก.บวม พื้นที่ของโครงการไทยสามัคคีอะนะครับ ที่มันเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระหว่าง มีการตกลงแนวเขตกับ ส.ป.ก.อยู่ แต่ว่ามันกลับมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นมา

แล้วพื้นที่บริเวณนี้ ก็มีรีสอร์ต มีโรงแรม มีเอกชนที่เขาเข้าไป ซื้อขายเปลี่ยนมือ รวมถึงพัฒนาพื้นที่ จนเป็นคดีนะครับ มีอยู่ประมาณ 80 กว่าคดี กับทางอุทยานแห่งชาติทับลาน”

ปัญหาคือ พื้นที่ของ “หมู่บ้านไทยสามัคคี”มีสิ่งที่เรียกว่า “ที่ดินผิดมือ”คือจากที่มันควรเป็นของชาวบ้าน บางจุดกลายเป็นของ “นายทุน” ที่เข้ามาสร้างโรงแรม รีสอร์ต ในพื้นที่นี้


                                                    {ต้องแก้ไข แต่ไม่ใช่เหมาเข่ง “ที่ดินนายทุน” ไปด้วย}

แถมตอนนี้ ยังไม่มีข้อมูลชัดๆ ว่า “พื้นที่ที่เหลือ” เป็นของชาวบ้านจริงๆ อยู่เท่าไหร่กันแน่ และอีกข้อกังวลคือ เรื่อง “คดี” ของพื้นที่นี้ มีการฟ้องเรื่อง “รุกป่า” ของนายทุนกว่า “80 คดี”

ถ้าพื้นที่ตรงนี้ ถูกเพิกถอนออกจาก “เขตอุทยานฯ ทับลาน” แล้วคดีจะต้องยุติหรือเปล่า เพราะไม่ใช่พื้นที่ของกรมอุทยานฯ แล้ว

“ถ้ามันอยู่ในการดูแลของ ส.ป.ก.แล้วเนี่ย อันนี้ผมไม่สามารถก้าวล่วงดุลพินิจของศาลได้ว่า เขาอาจตัดสินในลักษณะที่ว่า อย่างงี้ก็ยุติคดี ที่มีการฟ้องร้องกัน

ระหว่างกรมอุทยานฯ กับทางผู้บุกรุกก่อนมั้ย แล้วไปให้ ส.ป.ก.ตรวจสอบ ถ้าผิดค่อยไปฟ้อง ในกฎหมายของ ส.ป.ก.”

กับอีกกลุ่ม อย่างกลุ่มที่ 4 “คนที่ในเขตอุทยาน” และไม่ใช่พื้นที่ ส.ป.ก. ตรงนี้ถึงจะ “ไม่ถูกเอาออก” จากเขตอุทยาน โดยให้ “ชาวบ้าน” อยู่ได้ แต่ที่ดินยังถือว่า เป็นของกรมอุทยานฯ ตาม “มาตรา 64” ของ “พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562”

โดยคนที่จะอยู่ได้ ก็ต้อง “พิสูจน์สิทธิ์” ก่อน ซึ่งมีการตรวจสอบไปแล้ว 5,000 กว่าราย ที่เหลือ “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” กำลัง “เร่ง” ทำให้จบภายใน 6 เดือน

“6 เดือน” ที่ใช้ในการพิสูจน์สิทธิ์ของคนที่เหลือ ตรงนี้แหละคือปัญหาที่ถูกมองว่า เวลาเท่านี้มันจะ “เร่งรัดเกินไปมั้ย” จนอาจนำมาสู่การ “ตรวจสอบที่ไม่ละเอียด” เพียงพอก็เป็นได้



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Chainarong Setthachua”, “Travel360 เที่ยวรอบทิศ”, “ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร” | IG @fa_engfa8 | travel.mthai.com



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **