บุกห้องทดลอง “นักประดิษฐ์ไลท์เซเบอร์” ผู้เสกจินตนาการ “ดาบเลเซอร์” ในหนัง “Star Wars” ให้ออกมาเป็นของจริง แถมเอฟเฟกต์จัดเต็ม โดนใจนักสะสมทั่วโลก ถึงขั้นยอมรอคิวข้ามปี มีวันนี้เพราะความเชื่อ “Do or do not. There is no try.”
*** วิถีแห่ง “Saber Smith” ***
ในบรรดาอาวุธอันทรงพลังจากโลกภาพยนตร์ เชื่อเลยว่าคอหนังทั้งหลายคงไม่มีใครไม่รู้จัก “ไลท์เซเบอร์” (Lightsaber) จากจักรวาล “Star Wars” ภาพยนตร์ Sci-Fi ระดับตำนาน
มันคืออาวุธประจำกายสุดเท่ของเหล่า Jedi และ Sith เป็นดาบเลเซอร์เรืองแสงหลากสี ที่เมื่อหวดผ่านอากาศจะเกิดเสียง “หวู่ม หวู่ม...” สามารถใช้โจมตีและปัดป้องอันตรายได้ในเล่มเดียว
ด้วยเอกลักษณ์ของอาวุธชิ้นนี้ ทำให้สาวก Star Wars อยากได้มาครอบครอง เพื่อเข้าซิกเนเจอร์ตัวละครกันเป็นแถว
และในเมืองไทย ก็มีชายหนุ่มผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการประดิษฐ์ “ไลท์เซเบอร์” ให้มีความสมจริงในทุกมิติ ที่พิเศษไปกว่านั้น เขายังจำลอง “ไคเบอร์คริสตัล (Kyber Crystal)” ตัวจ่ายพลังงานของอาวุธชิ้นนี้ในภาพยนต์ ใส่เข้าไปด้วย เลยยิ่งทำให้ไลท์เซเบอร์ฝีมือชายคนนี้ ถอดแบบต้นฉบับราวกับหลุดออกมาจากจอเงิน
เรากำลังพูดถึง “เย่-ธนวัฒน์ ใจกล้า” หนุ่มวัย 36 ปี “นักประดิษฐ์ไลท์เซเบอร์” หรือ “Saber Smith” 1 ใน 2 คนของไทย และมีเพียงไม่กี่คนในโลก ผลงานของเขาได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการจากนักสะสมไลท์เซเบอร์ทั่วโลก ถึงขั้นจองคิวกันยาวข้ามปี
ไม่เพียงแค่นั้น เขาเองก็เป็นแฟนคลับตัวยงของหนังสงครามอวกาศเรื่องนี้ ถึงขั้นมีรอยสักรูป “ไลท์เซเบอร์” ที่แขน ส่วนที่หน้าอกก็มี “คริสตัล” หัวใจและแหล่งพลังงานของไลท์เซเบอร์นั่นเอง
และตอนนี้ก็ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอพาทุกคนขึ้นยานสำรวจ ไปทำความรู้จักกับหนุ่มนักประดิษฐ์คนนี้ ใน 3 2 1...
“มันเริ่มจากตอนเด็กๆ ผมชอบดูเกี่ยวกับสารคดี อุลตร้าแมน ก็อตซิลลาอยู่แล้ว ทีนี้พอเห็นหนังเรื่อง Star Wars มันเป็น Sci-Fi เกี่ยวกับเอเลี่ยน อวกาศอะไรอย่างนี้
พ่อชอบเช่าวิดีโอมาดูครับ ก็เลยชอบดูหนังตั้งแต่ตอนนั้น เราชอบดูหนัง แล้วเราชอบตัวละคร ชอบยานอวกาศ ชอบความ Sci-Fi มันเลยทำให้เรามีจินตนาการ
ตอนเด็กผมก็ชอบเอาของเล่นมารื้อ มาแกะ มาแงะอยู่แล้ว ผมชอบความเป็นโครงสร้างที่มันยุบยับอยู่ข้างใน มีรถบังคับมา ผมอยากรู้ข้างในมันทำงานยังไง
ผมก็จะถอดฝาออก ให้เหลือแต่ไส้ข้างใน แล้วก็เอาไปเล่น ให้มันดูเหมือนรถอวกาศหรืออะไรที่มันไม่ใช่รถปกติ ก็เลยน่าจะเป็นส่วนลึกๆ ที่ทำให้ผมชอบประกอบ ชอบทำอะไรแบบนี้
ผมชอบวาดรูป ชอบจินตนาการ ก็เลยเข้าไปเรียนวิจิตรศิลป์ แต่อยู่ในเครือของสถาปัตย์ ที่ลาดกระบัง ในสาขาผม เขาจะเปิดกว้างให้เราทำโปรเจกต์ แล้วโปรเจกต์มันจะมี 3 สาย คือ เพ้นท์ ปั้น พิมพ์ แต่ผมจะแหวกไปทำเกี่ยวกับ Installation เกี่ยวกับพวกการเล่นเทคโนโลยี ต่อวงจร ทำเกี่ยวกับพวกแสง สี เสียง
ตอนเด็กๆ จะไม่ค่อยมีของสะสมครับ แน่นอนว่าเราไม่มีเงินซื้อ มาสะสมก็ต่อเมื่อตอนทำงาน ตอนนั้นก็เริ่มซื้อดาบ ซื้อพวกหมวก ฟิกเกอร์ ตุ๊กตุ่นตัวเล็กๆ เริ่มเก็บมาตั้งแต่ตอนนั้นครับ”
แม้จะมีของสะสมมากมายหลายชิ้น แต่ที่สะดุดตาที่สุด ก็คือ “ไลท์เซเบอร์” นั่นเอง
“โดยปกติเราจะเห็นแต่ดาบที่มันเป็นโลหะ เป็นแท่งอะไรแบบนี้ แต่ว่าในหนัง Star Wars ทำให้เราเห็นว่า ดาบแสงนี้มันสามารถสะท้อนกระสุนได้ มีแสงเลเซอร์สีต่างๆ ผมก็มองว่าน่าสนใจ ผมก็เลยชอบมันเป็นพิเศษครับ Star Wars เขาก็ทำไลท์เซเบอร์ออกมาขายตั้งแต่ปี 2002 แต่ผมมีเงินซื้อจริงๆ ตอนที่เริ่มทำงาน
ชิ้นแรกของผมจะเป็นไลท์เซเบอร์ของ โอบิวัน (Obi-Wan Kenobi) ของ Hasbro มันจะเป็นดาบรุ่นแรกๆ ที่ยังถอดใบไม่ได้ ตัวด้ามไม่เหมือนต้นฉบับ ตัวด้ามมันยังมีความอ้วน ยังดูความเป็นของเล่น เปิดไฟแล้วไฟจะไม่ได้แรงมาก ไม่มีลูกเล่นเยอะเหมือนปัจจุบัน ที่ออกมาใหม่ๆ ตอนนั้นราคาประมาณ 5,000-6,000 ตอนนี้หาซื้อไม่ได้แล้วครับ
ได้มาผมก็รื้อเหมือนเดิม ตอนนั้นอยากรู้ว่าข้างในทำยังไง หน้าตาเป็นแบบไหน ใช้บอร์ดอะไร คิดแค่ว่าถ้าพังก็ซื้อใหม่ หรือว่าซื้อมาทดลองอันนึง แล้วเก็บอีกอันนึง ก็กลายเป็นว่าผมไม่ค่อยรู้สึกเสียดายของเท่าไหร่ จนกระทั่งมันหาไม่ได้ครับ
ปัจจุบัน Disney หรือ Hasbro เขาจะผลิตไลน์ใหม่ขึ้นมา แต่ว่ายังมีความเป็นของเดิมอยู่ เรียกว่า Force FX จะเป็นไลท์เซเบอร์เอาไว้เล่นกึ่งสะสมสำหรับผู้ใหญ่ ที่หาซื้อได้ก็จะมีของ Hasbro หรือว่าเข้าไปที่ Disneyland Star Wars: Galaxy's Edge แล้วก็ไปทำกิจกรรมซื้อดาบได้ ปัจจุบันก็ยังมีรุ่น Force FX ราคามันก็จะ 8,000-9,000 ก็แพงขึ้นมานิดนึง
ถ้างาน Hasbro หรือ Disney เขาจะมีความเป็นลิขสิทธิ์ ซึ่งมันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ว่าในเรื่องของลูกเล่นต่างๆ ก็ยังสู้งานคัสตอมไม่ได้ เพราะว่างานคัสตอมจะเป็นพวกบอร์ดที่สามารถเซ็ตให้มันลื่นสมจริงได้ ไฟสว่างแค่ไหนก็ได้ครับ”
*** ลาออกงานประจำ มาทำของเล่น ***
ด้วยนิสัยชอบแงะ แกะ รื้อสิ่งของต่างๆ เป็นทุนเดิม เมื่อมีโอกาสได้เป็นเจ้าของไลท์เซเบอร์เวอร์ชั่นของเล่น ของสะสม เขาเลยไม่พลาดที่จะชำแหละแต่ละชิ้นส่วนออกมาดู และประกอบเข้าไปใหม่ จนได้สกิลการซ่อมมาด้วยความบังเอิญ
ในตอนนั้น เย่จึงรับซ่อมไลท์เซเบอร์จากนักสะสมคนอื่นๆ และนำเข้าจากต่างประเทศมาขายควบคู่กันไป
“ตอนแรกไลท์เซเบอร์ไม่ค่อยมีคนเล่น แล้วก็หาซื้อยาก ผมก็จะเริ่มจากการซื้อของค่ายที่เป็นของแบรนด์มา แต่ว่าในกลุ่มของต่างชาติมีคนที่เล่นพวกนี้มาก่อนแล้ว เขาหาซื้อตัวที่มันสมจริงไม่ได้ เขาก็ทำขึ้นมาเอง ผมเห็นก็เลยสนใจ ในเมื่อของค่าย ของแบรนด์มันไม่สวย มีคนที่ทำสวยกว่า ผมก็เลยลองไปซื้อของช่างฝรั่งก่อน
พอซื้อมา ผมก็เอามารื้อเหมือนเดิม เอามาดูว่าข้างในเขาทำยังไง เขาใช้บอร์ดวงจร มีขั้นตอนการต่อเรียงสายยังไง เขาจะเริ่มจากมี ซาวด์บอร์ด (Soundboard) คือหัวใจ ต่อไปที่ไฟ ปุ่มกด ถ่าน ลำโพง มีแค่นี้ ผมก็เริ่มทำตั้งแต่ตรงนั้นมา เกิดจากการรื้อ แล้วก็แก้ไข ซ่อม ก็เลยเล่นได้
จนกระทั่งเริ่มมีหลายอัน ผมก็ตั้งเพจ ‘LIGHTSABER Thailand’ แค่จะโพสต์รูปเก็บไว้โชว์ของเฉยๆ ว่ามีไลท์เซเบอร์นะ มันเจ๋งดี พอมีคนสนใจ ก็มีคนอยากได้ เขาก็ขอซื้อต่อ พอมีคนซื้อต่อ ผมก็เลยเห็นว่ามันขายได้ ผมก็เลยขายให้เขา แล้วทีนี้พอมันเสีย เขาก็ส่งมาให้ผมซ่อม ผมก็จำเป็นต้องรื้อดูว่ามันทำยังไง
ตอนนั้นค่อนข้างแปลกใหม่ พอผมเปิดเพจมาได้ไม่กี่เดือน แล้วกระแสภาพยนตร์ Star Wars ภาค 7 มาพอดี คนก็มากดไลก์เยอะมาก เข้ามาถามเยอะมาก ปี 2014 เริ่มมีกระแสหนังเข้ามาแล้ว คนก็เริ่มสนใจว่าจะกลับมาเหรอ
เพราะว่า Star Wars ตอนนั้นมันห่างหายไปนานมากเป็นหลายสิบปี แล้วเขากลับมาทำใหม่ คนก็เลยตื่นเต้นกัน เพราะว่าคนที่เขาชอบ Star Wars มาตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้เขาก็น่าจะแก่กันแล้ว เหมือนเขาคิดถึง เขาอยากดูหนัง
ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้ ผมก็ยังทำไม่ค่อยเป็น แต่ว่าก็จะเน้นนำเข้า สั่งพวกงานแบรนด์ นำเข้ามาขายหรือว่าพรีออเดอร์ หรือว่ามีคนสั่งมาก็สั่งให้เขา เป็นซื้อมาขายไปมากกว่า”
[ จากฝีมือติดลบ สู่นักคัสตอมที่ต่างชาติยอมรับ ]
เวลาและแรงกายในตอนนั้น เย่ทุ่มเทให้กับการทำดาบไปจนเกือบหมด และแล้ว... ชีวิตก็เดินมาถึงทางแยก กับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่ต้องเลือกระหว่าง “งานประจำ” กับ “สิ่งที่รัก”
“ตอนนั้นผมทำเบื้องหลัง Production House ผมทำงานไปด้วย แล้วก็ทำของเล่นไปด้วย เอาไปขายในที่ทำงานด้วย หัวหน้าเขาใจดี เขาไม่ได้ห้าม แต่เขามองว่าเราใช้เวลากับตรงนี้มาก แล้วเวลาที่ทำงานมันไม่เต็มที่
ผมก็ต้องมาขายของเล่น ทำของเล่น ทำดาบนี่คือทำด้วยใจ มันต้องใช้เวลาแทบทั้งวันทั้งคืน ผมแทบไม่ได้นอนเลย ทำจนเช้าอีกวันแล้วก็ไปทำงาน เราก็ไปหลับที่ทำงาน ซึ่งมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับที่ทำงาน
จุดเปลี่ยนก็คือตอนทำงาน เราไม่ได้มีเวลาหรือแรงที่จะไปทำงานประจำแล้ว ตอนนั้น passion ผมก็ยังมีนะ ผมก็ยังชอบ ผมอยากทำ CG อยากทำหนังอยู่ แต่เราต้องเลือก รู้สึกว่าอยากลองทำสิ่งที่ชอบดู ก็เลยออกมาทำดาบ
ประจวบกับตอนนั้นเลิกกับแฟนด้วย แล้วมันต้องย้ายที่ ย้ายอุปกรณ์กลับมาบ้าน ผมก็เลยไล่ขายของเล่น ของสะสม Star Wars ทุกอย่าง จนได้เงินมาก้อนนึงเกือบ 70,000 ก็ไปซื้อเครื่องกลึง แล้วเครื่องกลึงไม่พอ ก็ต้องไปซื้อเครื่องมิลลิ่งอีก ผมก็เลยไปไล่ขายจนได้ประมาณแสนกว่าบาท ไปซื้ออีกเครื่องนึง”
เส้นทางที่เลือกนี้มีแต่ต้องไปต่อ ในตอนนั้นเขามีเพียงเครื่องมือ แต่ฝีมือและความรู้ด้านงานช่างกลับเป็นศูนย์ โชคดีที่ “ลุงข้างบ้าน” เป็นนายช่างพอดี คุณลุงก็เลยได้กลายเป็น “ครูจำเป็น” ไปโดยปริยาย
“เล่มแรกที่ผมทำเป็นด้ามของ Obi-Wan ผมก็ลองผิดลองถูก เริ่มจากการที่กลึงไม่เป็น มิลลิ่งไม่เป็น แล้วก็ไม่รู้จะไปหาใครสอนด้วย ก็เลยต้องลองเองทุกอย่าง ตอนนั้นผมแค่รู้สึกว่าสิ่งนี้ทำให้ผมใจเย็น ผมไม่ได้รู้สึกว่าเครียดหรือใจร้อนกับมัน เหมือนใจมันอยากทำให้เป็นมากกว่า อยากรู้ว่าต้องทำยังไง แล้วค่อยๆ ทำมันไปครับ
ตอนแรกผมไม่รู้ว่าใช้เครื่องมือยังไง ทั้งที่ซื้อมาแล้วแต่ใช้ไม่เป็น แต่รู้ว่าต้องใช้อันนี้ เพราะเห็นฝรั่งเขาใช้ ใบมีดหักไปไม่รู้กี่อัน งานเสียไปตั้งกี่ชิ้น กว่าจะได้ มันค่อนข้างที่จะทุลักทุเลมาก
จนกระทั่งผมไปขอลุงข้างบ้านที่เขาเป็นช่างกลึง ไปแกล้งๆ ถามว่าทำอันนี้ให้หน่อยได้ไหม จริงๆ ไปจ้างเขา แต่ว่าระหว่างจ้างก็ไปถาม ไปคุย ดูวิธีทำว่าเขาใช้เครื่องมือยังไง ผมก็พูดไปตรงๆ ว่าสอนหน่อยได้ไหม ลุงก็ใจดี ก็สอนให้
เขาก็บอกว่ามันควรใช้ดอกกลัดแบบนี้ เพราะว่าดอกที่ใช้กับอะลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง ใช้ไม่เหมือนกัน ผมใช้ผิดมาตลอด ใช้แล้วดอกมันเสียบ้าง งานไม่เรียบ ไม่สวยบ้าง ก็เลยให้เขาสอนมาพักนึง
ก็ต้องขอบคุณเขาเหมือนกัน เป็นผู้มีพระคุณผม เขาเป็นคนที่สอนผมเริ่มใช้เครื่องมือ จริงๆ เขาจะไม่ค่อยรับงานเพราะทำไม่ไหว ค่อนข้างแก่มากแล้ว
ที่บ้าน พ่อผมเป็นช่างทองครับ ทำจิวเวอรี่ พ่อเขาจะเข้าใจ เพราะเขาเป็นช่าง แต่แม่ผมไม่รู้ เคยได้ยินพูดบ้างว่า มันจะดีรึเปล่า แต่พอเห็นว่าผมขายของเล่นแล้วซื้อเครื่องได้เป็นแสน เขาก็เลยไม่ได้พูดอะไร ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เขาค่อนข้างที่จะเปิดหรือปล่อยผมก็ไม่รู้ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรผมมาก”
*** ยิ่งอิน ยิ่งสมจริง ***
เดิมทีนั้น เย่อยากได้ไลท์เซเบอร์ที่มีความสมจริง ใกล้เคียงกับในหนัง แต่เมื่อเห็นราคาที่ช่างชาวต่างชาติทำ ก็ต้องถอดใจ เขาเลยตัดสินใจลองทำขึ้นเอง เวลาผ่านไปเกือบ 3 เดือน ไลท์เซเบอร์เล่มแรกในชีวิตก็สำเร็จเป็นที่เรียบร้อย แถมฝีมือยังเปล่งประกายจนไปเข้าตานักสะสมต่างชาติ และเกิดการบอกต่อในคอมมูนิตี้ จนกลายเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
“มันเริ่มจากการที่ผมไม่ค่อยชอบงานแบรนด์เท่าไหร่ มันก็มีข้อดี แต่ส่วนตัวผมชอบความที่มันดูเป็น Sci-Fi ถ้าเขาบอกว่าไลท์เซเบอร์มันมีคริสตัลด้านใน ผมก็อยากเห็นข้างใน
ตอนนั้นมีคนทำก็มีน้อยมาก ในอเมริกามีแค่ไม่กี่คน ฮังการีก็มีแค่ไม่กี่คน ญี่ปุ่นก็มีแค่คนเดียว ที่เขาทำขายกัน 80,000 - 90,000 ต่อเล่ม เป็นแสนก็มี เราก็อยากได้แต่มันแพงมาก ผมก็ไม่มีปัญญา
เปลือกที่เขาขายก็หมื่นต้นๆ ผมก็เลยซื้อเปลือกแล้วก็มาลองทำ แต่มันต้องมีเครื่องกลึง เครื่องมิลลิ่ง เครื่องเจาะ ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี ก็ได้แค่ซ่อม ซื้อมาขายไป พอได้ตังค์มาสักก้อนนึง ผมก็เอาไปซื้อพวกเครื่องมือ
ตอนนั้นมีการลองผิดลองถูกด้วย มีการนำเข้ามาขายไป แชตกับลูกค้า งานซ่อมเยอะ ก็ถูๆ ไถๆ พอทำเสร็จ ก็โพสต์ว่ามีเป็นของตัวเองแล้ว โพสต์ในเพจตัวเอง โพสต์ในกลุ่มฝรั่งเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ พอโพสต์ปุ๊บ ก็มีคนมาสนใจ เป็นนักสะสมชาวจีน เขาเสนอมาว่างานอย่างนี้ขายได้ประมาณ 2,000 ดอลลาร์ ตอนนั้น 60,000 กว่าบาท
ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 30,000 กว่า ด้ามเปล่าก็ 10,000 กว่าบาท ตอนนั้นวงจรแพงมาก 6,000-7,000 บาท ค่าโลหะ ค่าเหล็ก ค่าแรงไม่ได้คิดเลย จนมีชาวต่างชาติมาขอซื้อ มันขายได้ แล้วก็ได้เยอะด้วย ดีใจครับขายด้ามแรกได้ (ไม่อยากเก็บไว้?) ไม่ครับ (หัวเราะ) คิดว่าเดี๋ยวเราก็คงทำใหม่ได้ ในเมื่อเราทำเองได้แล้ว ก็ขายไปก่อน
หลังจากคนแรกซื้อไป สักพักเขาเอาไปโพสต์โชว์ มีคนมาถามว่าใครทำ ก็เหมือนปากต่อปาก เป็นงานของคนนี้ๆ ก็มีคนเริ่มมาสนใจเยอะ มีคนทักว่าอยากได้บ้างแต่ว่าเป็นด้ามอื่น หรือว่าผมส่งด้ามมาให้คุณทำแบบนี้ได้มั้ย”
พร้อมกันนี้ เย่ได้อธิบายถึงการเป็น “นักประดิษฐ์ไลท์เซเบอร์” หรือ “Saber Smith” ให้เข้าใจมากขึ้น
“ในสายของการสะสมไลท์เซเบอร์หรือทำ จะเรียกว่า Saber Smith มีอยู่ 3 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกจะทำตัวด้ามด้านนอก กลุ่มที่ 2 ก็จะเป็นกลุ่มที่ขายพวกอิเล็กทรอนิกส์พาร์ท ชิ้นส่วนไฟ กลุ่มที่ 3 ก็จะเป็นกลุ่ม install ด้านใน ผมจะอยู่ในกลุ่มนี้
โดยปกติแล้วด้ามด้านนอกจะมาเป็นกลวงๆ เป็นโมเดลตามดาบตัวละครบ้างหรือดีไซน์เองบ้าง
แต่ภาพยนตร์เขาจะอธิบายไว้ว่า ในไลท์เซเบอร์จะมี ไคเบอร์คริสตัล (Kyber crystal) อยู่ข้างใน ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีคนทำ จะมีงานคัสตอมที่บางคนเขาอยากสะสม เขาก็หาคนทำ มันก็เลยเกิดกลุ่ม install ขึ้นมา
ผมจะเป็นคนที่ทำด้านในและทำให้มันมีแสง เสียง จะเป็นส่วนของการตกแต่ง ทำให้มันสวยงามด้านใน มีรายละเอียดที่ดูมีความเป็นเครื่องยนต์ ความเป็นโลหะ เป็นของที่ไม่ได้มีอยู่จริงครับ
ด้วยความที่เราชอบในภาพยนตร์ด้วย เราอินในภาพยนตร์ อินในเนื้อเรื่อง แล้วก็อินในพร็อบของเขา อาวุธในภาพยนตร์ ชุดเกราะอะไรต่างๆ มันทำให้ผมอยากสร้างมันขึ้นมา แล้วจินตนาการว่าเราได้เก็บสิ่งนั้นจริงๆ”
[ เก็บดีเทลยันรอยถลอก ]
หน้าที่ของ Saber Smith คนนี้ คือการจินตนาการถึงด้านในของไลท์เซเบอร์ ที่มีคริสตัลเป็นแหล่งพลังงาน และรังสรรค์ออกมาให้มีความสมจริง ทั้งแสง สี เสียง ใกล้เคียงกับในหนัง หรือความต้องการของลูกค้ามากที่สุด
“ดาบแต่ละตัวละครจะต่างกันไป อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์ บางคนเป็นระดับมาสเตอร์ ระดับอาจารย์ ก็จะเป็นสีเขียว หรือว่าถ้าเป็นฝั่งตัวร้าย ก็จะเป็นสีแดง ก็จะมีความสมบุกสมบัน อึมครึม ดูมีอำนาจ
คาแรกเตอร์ด้านนอกของตัวดาบ มันก็บ่งบอกตัวละครอยู่แล้ว แต่ในส่วนด้านในที่ผมทำ มันค่อนข้างอิสระ เราจะออกแบบแบบไหนก็ได้ เราจะทำไส้ด้านในเพื่อให้เข้ากับคาแรกเตอร์ของตัวดาบนั้นๆ ลูกค้าค่อนข้างที่ให้อิสระ เพราะว่ามันไม่สามารถออกแบบให้ชัดเจนได้ว่าเราต้องการแบบนั้นแบบนี้
ความกว้าง ความแคบ ตำแหน่ง มันไม่เหมือนกันเลยสักอัน ทำแต่ละครั้งต้องวัดใหม่หมด บางอันแคบเกินไป เราก็ต้องคว้านให้มันกว้างขึ้น เพื่อที่จะให้มันใส่ถ่าน ใส่บอร์ดได้ หลังจากใส่อะไรสำคัญเสร็จ ที่เหลือเราก็ฟรีสไตล์เลย
เปลือกด้านนอก จะมีทั้งส่งมาให้และเขาสั่งว่าอยากได้แบบนี้ เราก็ซื้อมาทำให้ สมมติว่ามันมีรายละเอียดดั้งเดิมครบอยู่แล้ว ถ้าเราไปปรับ ไปแต่ง มันก็จะไม่เหมือนเดิม
การสะสมพวกนี้ จะอยู่ที่เหมือนในภาพยนตร์มากแค่ไหน คนสะสมเขาจะมีความรู้สึกว่าได้สะสมไลท์เซเบอร์จริง น้ำหนักจริง วัสดุจริง ตำแหน่งต่างๆ จริงหมด เหมือนในหนังเขาใช้อะไร เขาก็จะเก็บแบบนั้น
ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถซื้อของในหนังได้ แต่เขาจะซื้อตัวที่เป็นเลียนแบบหรือว่าซื้อส่วนต่างๆ มาประกอบให้เหมือน เพราะว่าดาบไลท์เซเบอร์ ถูกประกอบจากของใช้ทั่วไป บางอันมาจากที่ปัดน้ำฝน ก๊อกน้ำ หรือบูสเตอร์รถ เอามาประกอบกัน”
*** ต่างชาติแห่จอง ออเดอร์ข้ามปี ***
หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะได้เป็นเจ้าของอาวุธจากหนังระดับตำนานชิ้นนี้ได้ สำหรับเรตราคาไลท์เซเบอร์จากฝีมือศิลปินชาวไทยคนนี้ จะอยู่ที่หลักพันปลายๆ ไปจนถึงครึ่งแสน
“ความพิเศษของแต่ละด้ามมันก็จะมีข้อแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความยากและรายละเอียดที่เราใส่ลงไป อย่างเช่น บางด้ามรายละเอียดเยอะ ความยากในการทำค่อนข้างเยอะ ใช้อะไหล่เยอะ ใช้วงจรเยอะ ก็จะมีราคาสูงหน่อย
บางคนไม่ได้ต้องการรายละเอียดมาก แค่อยากให้เห็นช่วงโชว์คริสตัลหรือไส้ด้านในนิดหน่อย ไม่ได้เป็นโลหะ เป็น 3D printing ก็จะถูกลงมา ส่วนใหญ่ถ้างานคัสตอมเป็น basic install แค่แสง สี เสียง ก็จะอยู่ที่ 9,000 - 10,000 ต้นๆ
[ ออกงานโชว์ของ ]
แต่ถ้าเป็นงานที่มีลูกเล่นเยอะ มีโครงสร้างข้างในที่สวยขึ้นมาแต่เป็น 3D printing ก็จะอยู่ที่ 19,000 - 20,000 ต้นๆ ครับ
ส่วนงานคริสตัลที่เป็นโครงโลหะทั้งหมด เราจะใช้ด้ามมีคุณภาพสูงและตรงกับต้นฉบับมาก ระบบวงจรก็จะใช้ขั้นสูง ในส่วนของโลหะ มันมีหลายพาร์ทประกอบกัน ต้องใช้เวลา ใช้ความตั้งใจ ฝีมือ ราคาก็จะเริ่มต้นที่ 30,000 - 40,000 ครับ
ส่วนตัวที่แพงที่สุดที่ผมเคยขาย ส่วนใหญ่ผมจะขายให้นักสะสมต่างชาติ เขาค่อนข้างที่จะให้คุณค่ากับงานแฮนด์เมด ราคา 60,000 - 70,000 บาทเขาก็สู้ ผมมองว่าราคาประมาณ 1,500 - 2,000 ดอลล่าร์ เป็นราคาปกติที่เขาเล่นกันครับ
ในเรตของงานคัสตอมศิลปินที่ผมเคยเห็นเขาขายได้ประมาณ 3,000 - 5,000 ดอลลาร์ต่อ 1 อัน เงินไทยก็น่าจะแสนกว่าบาท แต่ในส่วนของผมจะยังไม่ถึงขั้นนั้น ในระดับศิลปินด้วยกันเอง เรตราคาผมจะอยู่กลางๆ
ตอนนี้ราคาแพงที่สุดที่ ผมเห็นที่เขาประมูลใน eBay ประมาณ 600,000 ความนิยมมันจะขึ้นอยู่กับภาพยนตร์ด้วย ช่วงนี้ความนิยมมันจะทรงๆ ไม่ได้สูงเหมือนเมื่อก่อน ราคามันก็จะถูกลงมาหน่อย ไม่ได้แพงเวอร์แล้ว”
แต่บอกเลยว่ามีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้ แต่ต้องมีความอดทนด้วย เพราะตอนนี้มีคิวจองนานข้ามปีกันเลยทีเดียว
“มันเกิดจากการที่เราต้องสั่งของมาจากต่างประเทศ รอด้าม รอวงจรมาถึงไทย แล้วเราก็ต้องมานั่งทำพวกพาร์ทต่างๆ แล้วมาประกอบ มันก็เลยค่อนข้างใช้เวลานาน เวลาคนมาสั่งทำ เขาก็ต้องรอคิว คิวบางคนก็เป็นปี แต่ก็พยายามทำให้เร็วที่สุด ตอนนี้ก็ประมาณเกือบ 20 ด้าม แล้วคิดดูด้ามละเดือนกว่า ก็ค่อนข้างล้นอยู่ ตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยได้รับออร์เดอร์ใหม่สักเท่าไหร่
ในส่วนของคนที่สั่งมา เขาก็สั่งมาปกติ เราก็ทำตามออเดอร์ ถ้าไม่มีออร์เดอร์ เราก็ทำเล่นอยู่แล้ว ผมจะชอบและสนุกมากตอนที่ไม่มีออร์เดอร์ เพราะว่ามันได้ทำตามใจ เราอยากทำแบบไหนก็ได้ ไม่มีใครมาเร่ง
สมมติว่าผมทำเก็บเอง แล้วรู้สึกว่าเบื่อ ผมก็เอาไปเสนอขาย ใครต้องการซื้อมั้ย ส่วนใหญ่ก็จะออกเลย เพราะว่าคนทำมันน้อย ผมไม่ค่อยได้เก็บเองเท่าไหร่ เอาไปโพสต์ปุ๊บก็มีคนมาขอซื้อ
สิ่งที่ผมทำจริงจังคือในส่วนของงานซ่อม งานโมดิฟาย ทำพวกโครงคริสตัลด้านใน ถ้านับรวมแค่ทำคริสตัล ของตัวเองจริงๆ ที่ส่งขายออกต่างชาติ คิดว่าน่าจะมีเกือบๆ ร้อยด้าม เพราะว่าด้ามนึงมันก็ใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะเสร็จอันนึง”
[ “นัท - ธนวรรธน์ เทพเจริญ” คู่หู “Saber Smith” ]
เมื่อความต้องการไลท์เซเบอร์แบบสั่งทำมีมากกว่าที่คิด ทำให้เย่ต้องมองหาคนที่จะมาช่วย จนได้มาเจอกับ นัท (ธนวรรธน์ เทพเจริญ) หนุ่มรุ่นน้องผู้มีความหลงใหลในจักรวาล Star Wars เช่นเดียวกัน
ในเวลาต่อมา พวกเขาได้กลายมาเป็นคู่หู และอาจเรียกได้ว่าเป็นช่างไลท์เซเบอร์ เพียง 2 คนในไทยเท่านั้น ที่ฝีมือดังไกลจนนักสะสมต่างชาติให้การยอมรับ
“ตอนแรกผมทำคนเดียว แล้วเริ่มควบคุมไม่ไหว เราก็เลยอยากหาใครที่ทำเป็น ที่ไม่ใช่ฝรั่ง ผมก็ไม่กล้าทัก ตอนนั้นยังห่วงวิชากันอยู่ บวกกับคุยภาษาอังกฤษไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย
เราก็พยายามหาเพื่อน ใครทำเป็นบ้าง ผมสร้างกลุ่มมาเพื่อที่จะหาคนมาทำด้วยหรือแลกเปลี่ยนอะไหล่กัน ก็ไปเจอน้องเขามาถามว่าทำยังไง ใช้เครื่องมือยังไงบ้าง แต่ผมไม่รู้ว่าเขาทำมาก่อน ตอนนั้นผมก็เริ่มทำเป็นแล้ว จากการที่ให้ลุงสอน ผมก็ตอบโดยไม่ได้คิดที่จะหวงวิชา กลายเป็นว่าเขาเริ่มทำของเขาเองได้
ผมทำมาประมาณ 2-3 ปี แล้วน้องก็ตามมา ช่วยกันในลักษณะที่ว่าเราจะแบ่งโปรเจกต์ อย่างเช่น ทำไม่ไหวก็ให้อีกคนนึงทำ อีกคนทำไม่ไหวก็ส่งมาให้ผม บอร์ดแต่ละประเภท การติดตั้ง การวางมันไม่เหมือนกัน เขาไม่ถนัดบอร์ดนี้ เขาก็ส่งมาให้ผม อย่างผมไม่ทำบอร์ดนี้ ผมก็จะส่งให้เขา
จะเป็นการ co กันมากกว่า มันก็จะได้ความเร็วในระดับนึง แล้วก็ความแตกต่างแปลกใหม่ด้วย ผมรู้สึกว่างานเขาก็จะมีลายเซ็น มีสไตล์ของเขา ผมก็จะเป็นอีกสไตล์นึง
ตอนนี้เท่าที่ผมรู้ คนซ่อม คนประกอบอาจจะมีบ้าง แต่ถ้าคัสตอมแบบที่ผมทำ อาจจะมีแค่ผมกับน้อง 2 คนครับ มองว่าเป็นระดับโลกได้มั้ย… ไม่รู้ ส่วนใหญ่ผมจะส่งไปสิงคโปร์ จีน อเมริกา ประมาณนี้ ก็จะรู้จักในละแวกนี้”
*** ทำให้สำเร็จ วิถีที่เลือกเอง ***
แม้สิ่งที่ทำอยู่ในตอนนี้ จะเป็นความชอบที่นำมาสู่รายได้ แต่เย่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เบื่อ” และ “หมดไฟ” ถึงยังไงก็ต้องเดินต่อ เพราะนี่คือ “This is the Way”
“เบื่อครับ (หัวเราะ) ค่อนข้างเบื่อ แล้วก็มีอาการหมดไฟบ้าง อันนี้ก็พูดตามตรง เพราะว่าก็เริ่มเป็นแล้ว มันเหมือนมันเริ่มทำจากความชอบ เพราะมันเป็นหน้าที่ปุ๊บ มันเริ่มมีอะไรมากดดัน ก็เลยกลายเป็นว่าเราต้องทำอีกแล้วเหรอ แต่ถ้าว่างๆ ไม่ทำอะไรเลย ผมจะมีแรงทำมาก มีไฟทำ เพราะว่าเราไม่ได้มีอะไรมากดดัน
(การเติมไฟให้ตัวเอง) กลับไปดูหนัง Star Wars ครับ (หัวเราะ) แล้วก็ประโยคคำพูดก็ช่วยได้เยอะ ก่อนหน้านี้ก็จะเป็น‘Do or do not. There is no try.’ ก็คือมีแค่ทำกับไม่ทำ ไม่มีพยายามหรือลอง ถ้าเราลองมันอาจจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่ถ้าเราทำ ก็ทำให้มันสำเร็จไปเลยดีกว่า ผมก็ชอบคำนี้
ในช่วงหลังมาก็มี ‘This is the Way’ วิถีของเรา เราเลือกวิถีนี้แล้วก็ต้องทำตามวิถีของเรา ถึงแม้ว่ามันจะมีหมดไฟบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้ทิ้งมันไป ยังรักที่จะทำอยู่ครับ ก็ทำเรื่อยๆ ถ้ามีคนต้องการ อยู่ที่ว่าใครต้องการเรามากกว่า
ในจุดที่เราทำอยู่ ก็มีคนชอบเหมือนเรา ผมมองว่าไม่ได้มีใครมาคิดลบกับเรา เพราะว่าคนที่เข้ามาหาผม มีแต่คนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน บางคนก็เอาดาบที่เขามีมาโชว์ มาถามเราว่าอาการอย่างนี้ซ่อมยังไง บางคนมาคุยด้วยเป็นวันก็มี ส่วนใหญ่คนที่รู้จักผม ก็จะเป็นคนที่เล่นเหมือนกัน สะสมเหมือนกัน เฉพาะกลุ่มมากๆ เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่ได้เยอะมาก”
จากแฟนหนังคนหนึ่ง จนมาถึงวันที่กลายเป็นช่างทำไลท์เซเบอร์เต็มตัว ทั้งหมดทั้งมวลเขามองว่าเป็นความโชคดีของ “จังหวะชีวิต” ที่ทั้ง “ถูกที่”, “ถูกเวลา” และยัง “ถูกค้นพบ” จากกลุ่มคนที่รักในสิ่งเดียวกัน
“ณ ตอนนั้น เหมือนจังหวะมันเป๊ะทุกอย่าง ออกจากงาน เลิกกับแฟน ขายของได้ ซื้อเครื่อง คนกดไลก์เพจบึ้มบั้มเลย พอดีกับหนังเข้า ถึงขั้นมีนักสะสมสั่งไลท์เซเบอร์ที่เป็นตัวโชว์60 ด้ามใน 1 ออเดอร์ก็มี จนตอนนี้เขาเหมือนเริ่มเก็บจนเต็มแล้ว เขาก็อิ่ม เขาก็ไม่ได้ต้องการแล้ว ทีนี้เหลือแค่นักสะสมรุ่นใหม่
การที่จะขยายฐานให้แฟนรุ่นใหม่ชอบ ค่อนข้างยาก เพราะว่ามันเกิดจากภาพยนตร์ด้วย สมมติว่าภาพยนตร์ไม่ฮิต
ไม่ดัง เขาก็ไม่ได้สนใจ ส่วนใหญ่ในโซเชียลฯ ผมก็แค่เก็บวิธีการเล่นส่งให้คนที่ซื้อเฉยๆ
แล้วการทำคอนเทนต์ของผม มันก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หวือหวาสักเท่าไหร่ ถามว่าทำเป็นไหม ทำเป็น แต่ว่าผมไม่ได้สนใจในส่วนนั้น ผมกลัวว่ามันจะรับมือไม่ได้ ในลักษณะที่ถ้าเกิดว่าออเดอร์มันเยอะ เราจะทำไม่ทัน
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่า เราจะออกจากงานแล้วเราจะทำมันได้ แค่อยากทำ ก็ทำ ขายได้ไม่ได้ก็อีกเรื่องนึง แต่งานเรามันมีกลุ่ม มีคนชอบอยู่แล้ว เราก็ต้องอยู่ให้ถูกที่ เราก็ต้องอยู่ในกลุ่มที่เขาต้องการ
ตอนนั้นผมก็รู้อยู่แล้วว่ากลุ่มฝรั่งเขาเล่นกัน ผมก็ไปอยู่ในนั้น ทีนี้เราคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยกลายเป็นว่าหากลุ่มคนไทย ผมก็เลยสร้างกลุ่มเพื่อที่จะหาคอมมูนิตี้ด้วย แลกเปลี่ยนขายของกันด้วย มีคนเล่นเยอะมาก
ก็ไม่คิดว่าคนไทยจะมีคนเก็บหรือคนเล่นเยอะเหมือนกัน ผมก็รู้สึกดีเหมือนกัน ที่ได้เป็นคนที่สร้างคอมมูนิตี้นี้ขึ้นมา บุกเบิกในเรื่องของไลท์เซเบอร์ ผมโชคดีตรงที่ว่าผมอยู่ในกลุ่มนั้น แล้วผมได้รู้ว่าเขาชอบอะไร เขาต้องการอะไร เราก็ทำให้เขาได้
สำหรับคนที่อยากจะออกจากงาน ก็ต้องคิดดูดีๆ ต้องดูปัจจุบันด้วย ไม่ใช่ว่าเราชอบแล้วเราออกมา จะออกมาเสี่ยงดวงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราต้องมีทุนด้วย เราก็ต้องรู้ว่าถ้าไม่สำเร็จในจุดนี้ เราจะทำอะไรต่อ ผมโชคดี ที่จังหวะในตอนนั้นมันพอดี ภาพยนตร์ ความนิยมมันมาพอดี ก็เลยมีคนสนใจ”
|
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพเพิ่มเติม : เฟซบุ๊ก “LIGHTSABER Thailand”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


