xs
xsm
sm
md
lg

พอซะที!! “จ่าเฉย” ตำรวจ “เมินเฉย” อ้างเรื่องยังไม่เกิด กลัว “ภาระงาน” จนเกิดเหตุสลด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ต้องรอให้คนตายก่อนหรือไง ถึงจะเริ่มทำงาน!!?”ประโยคนี้ไม่ใช่แค่ประโยคคำถามเชิงประชดอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็น “เรื่องจริง”จากการละเลยของเจ้าหน้าที่สีกากี ตัวอย่างเคสที่ทำให้เห็น “ทัศนคติผิดๆ”ของตำรวจไทย จนนำมาสู่“เหตุสลด”ในที่สุด

** ตำรวจ “เฉย” จนเกิด “เหตุเศร้า” **

ต้องรอให้เกิดเรื่องเศร้าก่อนใช่ไหม “ตำรวจ” ถึงจะจริงจัง? คือคำถามของสังคม หลังเกิดเหตุสลด“สาววัย 19” กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เพราะหาทางออกในชีวิตไม่ได้

เนื่องจาก ถูก “แฟนเก่า” คุกคามอย่างหนัก ด้วยการ “ขู่”ปล่อย “ภาพเปลือย”ขณะที่นอนหลับ ลงบนโซเชียลฯ และขู่จะพาพวกมารุมทำร้าย เพื่อ “บีบ” ให้ฝ่ายหญิงกลับมาคบหากันต่อ

เรื่องที่น่าตกใจคือ น้องผู้หญิงคนนี้เคย “แจ้งความ”เรื่องนี้ไว้แล้ว ตั้งแต่ “7 มิ.ย.”แต่เรื่องกลับ “เงียบ”ไร้ความคืบหน้า ตำรวจทำแค่โทรไป “ตักเตือน” ฝ่ายชาย ให้หยุดการกระทำนี้ แค่นั้น!!

จนสุดท้ายน้องผู้หญิงก็รู้สึกไร้ทางออก เลือกจบชีวิตด้วยการกระโดดน้ำ และ “จากโลกนี้ไป” เมื่อวันที่ “15 มิ.ย.”ฟากตำรวจก็ทำได้แค่ออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเคสนี้


                                               {เหยื่อวัย 19 โดนขู่ปลอยภาพลับ จนเลือกจบชีวิต}

โดยอ้างว่าก่อนหน้านั้น ได้ “โทร” ไป “ตักเตือน” ฝ่ายชายแล้ว และผู้ก่อเหตุข่มขู่ก็รับปากว่าจะ “หยุด” พฤติกรรมคุกคาม

ส่วนการดำเนินคดี ตอนนั้นน้องผู้เสียชีวิต แค่ขอ “ลงบันทึกประจำวัน”เอาไว้ ยังไม่ได้ประสงค์จะแจ้งความดำเนินคดี

ล่าสุด ตัว “แฟนเก่า” ผู้ก่อเหตุ ได้เข้า “มอบตัว”กับทางตำรวจเรียบร้อยแล้ว และ “ยอมรับ” ว่า รู้ว่าการข่มขู่ที่ทำ ทำให้ผู้เสียชีวิตเครียดหนัก

เพราะน้องเคยส่งภาพ “รอยแผล”ที่ “ทำร้ายตัวเอง” มาให้ดู แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังเลือกที่จะ “ไม่หยุด” คุกคาม ข่มขู่เหยื่อไปเรื่อยๆ จนนำไปสู่เหตุสลดนี้

โดยทางตำรวจได้แจ้งข้อหาทั้ง 3 ข้อ คือ “ข่มขู่คุกคามให้ตกใจกลัว”,“ข่มขู่คุกคามทางเพศ”และ “นำภาพลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์”ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับทุกข้อกล่าวหา


                                              {ตัวต้นเหตุ ยอมรับ ทำให้เหยื่อเครียดหนัก แต่ไม่หยุด}

** “ไม่ใช่เรื่องใหญ่-เคลียร์ได้” ทัศนคติสร้างเหตุสลด **

คำถามที่สังคมคาใจคือ ทำไมข้อหาพวกนี้ ตำรวจถึงเพิ่งตั้ง หลังจากน้องจบชีวิตตัวเองไปแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างจริงจัง เรื่องน่าเศร้าแบบนี้ก็คงไม่เกิดหรือเปล่า?

หนึ่งในคนที่ช่วยเหลือ เคสการถูกแบล็กเมล์แบบนี้มาหลายเคส อย่าง “อังคณา อินทสา” ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ช่วยวิเคราะห์ข้อสงสัยให้ฟัง

อย่างแรก ที่ตำรวจบอกว่า น้องผู้เสียชีวิตแค่ลง “บันทึกประจำวัน” แต่ไม่ได้ประสงค์ “แจ้งความ” คำถามคือ ตำรวจได้บอกน้องไหมว่า สามารถแจ้งข้อหาอะไรได้บ้าง หรือคิดจะช่วยดำเนินการต่ออย่างจริงจังไหม?

เพราะ “เหยื่อ” หลายๆ คน เข้าใจว่า การแจ้งความกับตำรวจ เท่ากับกระบวนการยุติธรรมทำงานแล้ว และพวกเขาก็ “หวัง” ว่า ตำรวจจะช่วยดำเนินคดีต่อ ไม่ใช่หยุดไว้แค่การลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน



นี่คือภาพสะท้อนให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ไม่ได้มองว่านี่คือ “เรื่องใหญ่” ที่ต้องรีบจัดการ ไม่ต่างจากที่ “อังคณา” เคยเจอมาหลายครั้ง เวลาช่วยเหลือผู้เสียหาย ด้วยการไปแจ้งความในเคสคล้ายๆ แบบนี้

การ “ข่มขู่” โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องเกิดระหว่าง “คู่รัก” หรือ “ครอบครัว” ไม่ว่าจะ “ขู่ทำร้าย” หรือปล่อยภาพ “แบล็กเมล” เจ้าหน้าที่มักจะมองว่า นี่เป็นแค่การทะเลาะกันตามประสาแฟน หรือคนสนิท เดี๋ยวก็จบด้วยการ “คืนดี”

ทำให้เคสทำนองนี้ จะจบอยู่ที่แค่ “ลงบันทึกประจำวัน” ไว้เป็นหลักฐานเฉยๆ ไม่ได้นำไปสู่การดำเนินคดี อย่างที่ผู้เสียหายต้องการ

ความจริงอีกอย่างที่น่าเศร้าคือ เหตุที่ “พนักงานสอบสวน” เลือกที่จะไม่ทำอะไร เพราะมอง “ผิดจุด” โดยเฉพาะเคสการขู่ปล่อยภาพลับแบบนี้

คือมองว่า “เหตุมันยังไม่เกิด” เลยทำให้แจ้งข้อหาเกี่ยวกับ “พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ” ไม่ได้



เมื่อ “ช่องว่าง”ทาง “กฎหมาย” มารวมกับความ “เฉยชา” ของตำรวจ มันเลยเกิดเรื่องสลดแบบนี้

ทั้งที่ความจริงแล้ว ยังมี “ข้อหาอื่น” ที่ดำเนินคดีได้เลย ไม่ต้องรอให้ผู้ก่อเหตุ “ปล่อยภาพ”จนเกิดความเสียหายกับเหยื่อก่อน อย่างข้อหา “ข่มขู่คุกคาม”แต่เจ้าหน้าที่ก็เลือกที่จะ “ไม่ทำ”

“ด้วยทัศนคติ กับช่องว่างของกฎหมายแบบนี้ มันเลยทำให้พนักงานสอบสวนหลายคน มองว่ามันยังไม่ได้มีการปล่อยภาพจริง ในบางเคสนะ หรือว่าแค่เขาข่มขู่ มันยังไม่ได้มีความเสียหาย

อันนี้มันเลยทำให้การดำเนินการทางกฎหมายของพนักงานสอบสวนบางท่าน ไม่ดำเนินการ แค่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น”

เจ้าหน้าที่มักจะมองว่า คดีแบบนี้มัน “ยุ่งยาก” เพราะกรณีการปล่อยภาพแบล็กเมล หลายๆ เคส เหยื่อรู้สึก “กลัว” จนเผลอลบข้อความที่คุยกับผู้ก่อเหตุไป

ทั้งที่มันคือ “หลักฐานสำคัญ”ทำให้หลายครั้งพนักงานสืบสวน ต้องไปคุยกับแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อนำหลักฐานพวกนี้กลับมา


                                                      {เรื่องน่าเศร้านี้จะไม่เกิด ถ้าตำรวจ “จริงจัง”}

และถ้ายิ่งเป็นคดีเกี่ยวกับ “เยาวชน”ที่ต้องมีหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยในการสอบสวน ทั้ง “จิตแพทย์”หรือ “นักสังคมสงเคราะห์”เจ้าหน้าที่บางนายจะยิ่งมองว่า เป็น “ภาระ”ในการทำงาน

สุดท้ายเลยปล่อยให้คดีเป็นไปในทิศทาง “ไกล่เกลี่ย”ยอมความกันเอง เพราะมันง่ายกว่าเยอะ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ความต้องการของเหยื่อ “ไม่ใช่”แบบนั้นเลย

“ช่องว่างบวกทัศนคติของพนักงานสอบสวน มันจึงกลายเป็นปัญหา ในเรื่องการไม่ยึดเอาตัวความต้องการของผู้เสียหาย เป็นศูนย์กลาง”

“มองว่ามันเป็นภาระ ดังนั้นเนี่ย การแค่พูดคุยตกลงกัน มันน่าจะดีกว่า ในกระบวนการทำงาน ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อจำกัด ที่เรามองว่าเป็นปัญหา ที่ทำให้พนักงานสอบสวนหลายท่าน ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้”


                                         {“อังคณา” ผู้อำนวยการ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล}

** “อย่าโทษเหยื่อ” ที่โดนความรักกดดัน **

ในกรณี “ขู่ปล่อยภาพหลุด-ภาพลับ” ถ้าไม่ใช้เคสแอบถ่าย แต่เป็นภาพที่เกิดความยินยอม ในตอนที่คบหากัน เวลาเกิดเรื่องแบบนี้ สิ่งที่น่าเศร้าคือ สังคมส่วนนึงมัก “โทษเหยื่อ” ว่าถ่ายทำไม-ยอมทำไม?

นี่คือปัญหาที่ซ้ำเติมเหยื่ออย่างมาก เพราะนอกจากการกระบวนยุติธรรม ที่นิ่งเฉยกับเรื่องแบบนี้แล้ว ยังต้องมาโดนสังคมตราหน้าอีก ซึ่งเป็นประเด็นที่ในวงในที่ทำงานสายนี้ อยากให้สังคมเข้าใจ

“เรื่องเหล่านี้ จะไปโทษที่คนที่ถูกกระทำความรุนแรง หรือเหยื่อเนี่ยไม่ได้ทั้งหมด เพราะว่าหลายคนเวลาเจอเรื่องเหล่านี้ ก็จะประณามเนอะว่า ส่งทำไม ถ่ายทำไม ไม่มีวุฒิภาวะเหรอ

ในมิติเหล่านี้ เราอยากทำให้เห็นภาพว่า อยู่ดีๆ น้องๆ มันไม่ได้ส่ง(ภาพ)เหล่านี้ทันที แต่ว่ามันเป็นกระบวนการบางอย่าง ที่มันสร้างความไว้ใจ”



จากการไปพูดคุยกับเหยื่อหลายๆ เคส สิ่งที่ทำให้เหยื่อยอมส่งรูปเปลือยให้อีกฝ่าย หรือยอมให้ถ่ายคลิประหว่างมีอะไรกัน

จุดเริ่มต้นมันเกิดจากการคบหากันมาสักระยะใหญ่ จนเกิด “ความไว้ใจ” และหลายๆ คน ก็ต้องการอยากได้ “การยอมรับ” จาก “คนรัก” ของตัวเอง

หลายๆ เคสจะเจอว่า ฝั่ง “ผู้ชาย” เอง ที่เป็นคนถ่ายรูป “ของลับ” ของตัวเอง มาให้ผู้หญิงก่อน จากนั้นก็หว่านล้อม ให้ผู้หญิงส่งภาพกลับมาบ้าง เรื่องพวกนี้อาจทำให้ถูกมองว่า มันคือการแสดง “ความรัก-ความใกล้ชิด”

“อยู่ดีๆ มันไม่ใช่ว่ารู้จักกันแป๊บนึงแล้ว แล้วมีการส่งภาพหรือคลิปนั้นให้ทันทีนะ มันต้องมีการพูดคุย สร้างความไว้วางใจกันระดับนึง

แล้วในมุมของน้องๆ หลายคนเนี่ย เขาก็รู้สึกว่า เออ..เขาได้รับคำชมจากคนที่รัก ที่เขาตกลงกันว่า เราคบกันเป็นแฟนเนอะ”



ในมุมของเหยื่อคือ ถ้า “ไม่ยอม” ให้ถ่าย หรือไม่ยอมส่งรูปตัวเองไปให้ ก็ “กลัว” ว่าอีกฝ่ายจะ “ไม่รัก” และต้อง“สูญเสียความสัมพันธ์” ตรงนี้ไป

“การกลัวว่า อีกฝั่งนึงจะไม่รัก ไม่พอใจ หรือว่าจะเลิกเนี่ย หลายคนก็ถูกกดดันด้วยว่า ถ้าสมมติว่าไม่ส่งให้ฉันนะ ฉันจะยุติความสัมพันธ์ เราก็เจอว่าน้องๆ หลายคนกลัวความสูญเสีย”

“อันนี้เป็นวิธีที่หลายๆ คนมักถูกบอกว่า มันจะเป็นความลับระหว่างคนสองคน ณ ตอนนั้นเนี่ย น้องผู้หญิงหลายคนเขาอาจจะยินยอม ในการที่จะส่งไปให้

แต่เขาไม่ได้ยินยอมให้ภาพเหล่านั้น กระจายออกไป หรือเอามาทำร้ายเขา”



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **