xs
xsm
sm
md
lg

โกอินเตอร์ 10 ประเทศ!! “นักคอสเพลย์เสียงอีสาน” ผันโลกไร้สาระ เป็นอาชีพหลักแสน/เดือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เคยถูกบูลลี่สารพัด กลายเป็น “ตัวประหลาด” เพราะทำสิ่งที่รัก แต่วันนี้ทุกความพยายามพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “กิจกรรมไร้สาระ” ในสายตาคนอื่น มันผันเป็นอาชีพจริงจังได้ แถมทำได้ดีจนสร้างชื่อเสียง โกอินเตอร์ มอบรายได้หลักแสนต่อเดือน!!

จากงานอดิเรก สู่นักคอสฯ รายได้หลักแสน

“ก็ไม่คิดว่า ความชอบวัยเด็กของเรา จะสามารถหยิบจับทุกอย่างให้มันเป็นแบบนี้ได้ สิ่งเล็กๆ ที่เราคิดว่าไร้สาระนี่แหละ มันสามารถสร้างมูลค่าให้เราได้แบบมหาศาล”

“มิน–ลักษณา ศรสุทธิ์” หรือที่ชาวคอสเพลย์ทั้งไทย และต่างชาติ รู้จักในชื่อ “มินเนะ” และ “Minnexcos”

นอกจากนี้ เธอยังเป็น ว่าที่ “นักกฎหมาย” ที่เรียนจบจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นและกำลังศึกษาต่อระดับเนติบัณฑิต เพราะเธอเชื่อว่า อนาคตจะสามารถนำทั้ง 2 อาชีพนี้ มาปรับใช้ด้วยกันได้

คอสเพลย์เยอร์ วัย 26 ปี ที่มีจุดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการ “พูดภาษาอีสาน” บ้านเกิด จ.ร้อยเอ็ด สอดแทรกเข้าไปในงานคอสเพลย์ จนเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ทำให้มีแฟนคลับติดตามในโซเชียลฯ อย่างล้นหลาม

จุดเริ่มต้นจากเด็กที่ชื่นชอบการ์ตูนอนิเมะ จนรู้สึกว่า การได้แต่งเป็นตัวละครที่ชอบ ทำให้รู้สึกมีความสุข จนเริ่มแต่งเล่นๆ เป็นงานอดิเรกตั้งแต่ ม.1

แต่ก็ไม่คิดว่า จะสามารถก้าวมาสู่อาชีพ สร้างรายได้หลักหลายแสนต่อเดือน และยังมีงานติดต่อเข้ามาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ


และจุดที่ทำให้รู้สึกว่า อาชีพคอสเพลย์ จะสามารถทำมาเป็นอาชีพได้ เธอเล่าว่า ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่กำลังเรียนอยู่ปี 2 ยุคโควิด-19 ได้หยิบชุดขึ้นมาคอสฯ อีกครั้ง ด้วยการแต่งเป็น “บาร์บาร่า (Barbara)” จากเกม “Genshin Impact”

แต่งคอสเพลย์เป็นงานอดิเรกมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่เรียนหนักก็เลยห่างหายจากคอสเพลย์ไป
สาเหตุที่ลุกขึ้นมาคอสฯ อีกครั้ง ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า ช่วงนั้นคิดหารายได้เสริม แล้วสั่งซื้อชุดจากจีนมาสต๊อกไว้เยอะจึงเกิดปัญหาทำให้ขายออกไม่ทัน ก็เลยนำชุดที่ขาย มาแต่ง และถ่ายรูปลงโซเชียลฯ

ปรากฏว่าพอโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ก็เริ่มเกิดเป็นไวรัล คนกดไลก์คนแชร์ จนหันมาเริ่มเปิดเพจ ให้คนได้ติดตามผลงานต่อไป และตามมาด้วยช่องทางโซเชียลฯ อื่น อย่างอินสตาแกรม และตามมาด้วย TikTok



[ภาพไวรัลที่คอสฯ เป็นบาร์บาร่า]

ตอนนั้นเริ่มขายเชกิ หรือรูปถ่ายโพลารอยด์ ซึ่งเป็นการถ่ายรูปตัวเองที่แต่งคอสเพลย์ เพื่อนำมาขาย และมีแฟนคลับมาประมูลกันสูงสุดถึง 30,000 บาท

“เริ่มเกิดกระแส ช่วงนั้นเริ่มมีการขายผลงานพวกเชกิ พวกเรื่องภาพ ไหนๆ เราก็เริ่มมีผู้ติดตามแล้ว ลองถ่ายภาพ แล้วก็ลองขายภาพดู

ก็เริ่มมีคนแปลกหน้า หรือแฟนคลับหน้าใหม่ที่มาติดตามเรา อยากสนับสนุนผลงานเรา ก็ซื้อผลงาน มันก็เลยเกิดใจฟู มีกำลังใจอยากแต่งตัวนั้นตัวนี้ต่อ เพราะว่ามันเริ่มมีเรื่องธุรกิจเข้ามาแล้ว เริ่มมีเรื่องรายได้

ตอนนั้นยุคทองเลยก็ว่าได้นะคะ แป๊บเดียวก็หมดแล้ว ถ้าใบแบบธรรมดา มันก็จะขายประมาณ 300-350 บาท แต่ว่าถ้าเริ่มแรร์ขึ้นมาหน่อย ก็จะเป็น 2,000, 4,000, 3,000 บาท

ทุกวันนี้มินไม่ได้ขายในทางนั้นแล้วค่ะ เพราะว่าเน้นสปอนเซอร์ แนวใหม่มากกว่า ไม่ได้ขายผลงานเท่าไหร่ แต่ว่า ถ้าจะกลับไปขายก็ดี เพราะว่าแฟนๆ ก็รออุดหนุนผลงานด้วยเหมือนกัน

เคยประมูลเล่นๆ ประมาณ 30,000 บาท มีบางอันก็มีใบละ 10,000 บาท”




สำหรับรายได้ต่อเดือน เธอบอกว่า อยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาท และขึ้นอยู่กับความขยันในแต่ละเดือนด้วย

“ประมาณ 200,000-300,000 ขึ้นค่ะ เพราะว่าปัจจุบันมินเน้นเป็นขายตัวตนของตัวเองแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะตัวละคร เราคิดว่าเรามีศักยภาพ ที่ไม่สามารถมีใครมาแทนที่เราตรงนี้ได้ เรามีสิทธิ์ที่จะเรียก budget

ต้องขยันด้วย แต่ว่ามินก็ไม่ได้ทำแค่คอสเพลย์อย่างเดียว มินก็จะรับพวกสปอนเซอร์ต่างประเทศ แล้วก็ในไทยด้วยค่ะ
ก็จะมีสปอนเซอร์จากออฟฟิเชียลจากเกมต่างประเทศ หรือว่าในไทย ที่มาลงด้วยบ่อยๆ ก็จะเป็นฝั่งทางจีน ก็จะมี TikTok แล้วก็ไอจี หรือว่าจะเป็นมีเฟซบุ๊กด้วย แต่เฟซบุ๊กก็จะเป็นเน้น target คนไทย”


ส่วนเรทราคาค่าตัว ก็ต้องดูรายละเอียดของงานอีกที ว่าเป็นงานจ้างของไทยหรือต่างประเทศ ซึ่งของคนไทย ก็จะคิดราคาถูกกว่า

“ต้องดูขอบเขตงานด้วยค่ะ หรืองานต่างประเทศ เขาจะโยน budget มาให้เลย ถ้างานแบรนด์ออฟฟิเชียลเกมใหญ่ๆ ประมาณ 200,000 นะ ให้คุณไปจัดการคิดสคริปต์ ถ่ายโปรดักส์ เตรียมชุดให้เรียบร้อย”

ด้วยความที่เป็นคอสเพลย์เยอร์ ที่พูดอีสานได้ ก็จะได้ฐานลูกค้ากลุ่มท้องถิ่นด้วย ทำให้ร้านคาเฟ่แถบอีสาน มักจะจ้างไปรีวิว

“สิ่งที่ทำให้สามารถสร้างรายได้ ไม่ใช่แค่การแต่งคอสเพลย์ค่ะ แต่ว่าเป็นการเรียนรู้เรื่องการทำคอนเทนต์ การตลาด การสร้างตัวตน หรือว่าการสื่อสารกับคนดู ทำคอนเทนต์”

ไม่ง่ายเลย กว่าจะทำมาเป็นอาชีพได้ เพราะมองว่า เป็นอาชีพที่ไม่มีใครบอก ใครสอนมาก่อน ต้องเรียนรู้ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด

“หนูบอกเลยว่ายาก มันยากที่มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครบอก ไม่มีใครสอน เป็นอะไรที่เราต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเรื่องทักษะ หรือความคิด การทำคอนเทนต์ มันไม่มีหลักสูตรตายตัว ที่จะมีคนมาบอกว่า ต้องทำแพทเทิร์นนี้นะถึงจะดี

แต่มันเกิดจากการที่เราลองล้มเหลวหลายครั้ง จนเราขัดเกลาตัวเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่เข้มแข็งขึ้น มินก็เลยกลายเป็นเวอร์ชั่นที่เป็นคนมั่นใจ เป็นคนที่ไม่กลัวว่าใครจะมองว่าเราเป็นยังไง เพราะว่าเรารู้ตัวเองดีที่สุด”


โกอินเตอร์ 10 ประเทศ

นอกจากผลงานในไทยแล้ว ผลงานของเธอ ยังไปต้องตาต้องใจแบรนด์ใหญ่ๆ ต่างประเทศด้วย จนตอนนี้ มีคนเข้ามาจ้างให้ไปคอสเพลย์ เพื่อโปรโมทถึง 10 ประเทศแล้ว หลักๆ จะเป็นการถ่ายงานที่ไทย แล้วส่งภาพไปโปรโมทต่างประเทศ

“เอาภาพเราไปโปรโมทที่นู่น เหมือนเขาซื้อลิขสิทธิ์ของเราไปโปรโมทที่ประเทศเขา สปอนเซอร์จากแบรนด์เกมส์ออฟฟิเชียล เขาก็จะไปลงของเขา

ของมินก็จะไม่ได้เดินทางนะคะ แต่ว่าจะเป็นสปอนเซอร์ เขาโพสต์ลงออฟไลน์ น่าจะประมาณ 10 ประเทศได้ รัสเซีย แคนาดา อเมริกา แล้วก็ถ้าล่าสุด ก็มีของเกม Dead By Daylight ที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่

มันเปิดโอกาสมากขึ้น ว่าเราได้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับแบรนด์เกมออฟฟิเชียลหลายประเทศนะ มินจะลงในไฮไลต์ไว้อยู่ว่า มินได้ไปลงในข่าวต่างประเทศ ของอันไหนบ้าง

ก็จะมีอิตาลี มีรัสเซีย มีญี่ปุ่น มีจีน เขาลงเขียนบรรยายว่า คอสเพลย์เยอร์คนไทยคนนี้ คอสฯ เป็นตัวละครนี้น่ารัก แต่งเหมือนละคร

งานต่างประเทศ เขาก็จะชวนมาเป็นguest เฉยๆ ค่ะ ออกบูธไปพบปะแฟนคลับ ที่ล่าสุดที่มินไปก็คือ ประเทศมาเลเซีย ตอนนั้นคอสฯ เป็นชา แฮ-อิน (Cha Hae-In) ชุดเกราะแบบอลังการเลย ซึ่งเป็นอนิเมะที่มินชอบ”


สำหรับแบรนด์ใหญ่ๆ ที่มาจ้าง ถ้าพูดปุ๊บ ในวงการคอสเพลย์จะรู้เลยก็คือ แบรนด์เกมระดับโลก อย่าง “HoYoverse”

“ถ้าวงการรู้ ก็เป็นแบรนด์เกมHoYoverse ส่วนอันอื่นจะขึ้นชื่อพวกแบรนด์เกมมากกว่า ที่มาจ้าง อย่างเช่น เกาหลีเป็นเต้นกำเนิดผลิตเกมนิเกะ(NIKKE) แต่ฝั่งที่มาจ้างมิน จะเป็นฝั่งอเมริกา ที่เขาติดต่อมา แล้วก็เกมดังต่างๆ ก็ Valorant”

ครั้งแรกที่แบรนด์ต่างประเทศ จากอเมริกา ติดต่องานเข้ามา นึกว่าสแกมเมอร์ เพราะไม่รู้มาก่อน ว่าคอสเพลย์ที่ทำอยู่ จะเป็นงานที่สามารถจับต้องได้ แถมยังพาโกอินเตอร์ไปอีก

“ตอนนั้นรู้สึกว่า เป็นสแกมหรือเปล่า ด้วยความที่ตอนนั้น ไม่มีใครบอกว่า มันสามารถเป็นอาชีพ หรือว่าเป็นงานที่สามารถจับต้องได้นะ แค่แต่งเป็นตัวละครอนิเมะ มันเลยเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ และไม่มีความรู้กับมันเลย

ก็เช็กข้อมูลหลายๆ อย่างค่ะ ดูพวกอีเมล มันตรงกับชื่อแบรนด์เกมไหม ให้เพื่อนช่วยดูด้วยส่วนหนึ่ง ว่ามันมีแหล่งที่มาถูกต้องไหม

ลองทักถามเพื่อนที่เป็นมืออาชีพก่อนหน้านั้นดูว่า อันนี้มันโอเคไหม เขาก็บอกว่าทำเลย มินก็เลยโอเค ไม่มีอะไรจะเสียแล้วในตอนนั้น ลองทำดูดีกว่า ถือว่าเป็นโอกาสด้วยค่ะ เป็นของอเมริกาค่ะ เป็นเกม NIKKE เป็นตัวละครเกม”


เหตุผลที่แบรนด์ต่างชาติ มาเลือกคอสเพลย์เยอร์ในไทย เพื่อไปโปโมททั่วโลกนั้น จากที่เธอสังเหตุ ส่วนนึงน่าจะมาจากภาพถ่าย ที่เธอใส่ใจให้มีความอินเตอร์

“เขาไม่ได้พูดอะไรพวกนี้เลยค่ะ แต่ว่ามินสังเกตผลงานตัวเอง ตอนนั้นมินจะถ่ายเป็นกล้องใหญ่ตลอดเลย คุณภาพก็เลยจะค่อนข้างดี

ด้วยความที่มินถ่ายกล้องใหญ่ เวลางานโปรดักชั่น หรือว่าพวกบริษัทแบรนด์ใหญ่ๆ ที่เขาอยากมาจ้าง เขาก็ดูความมืออาชีพตรงนี้ ว่าเพลย์เยอร์คนนี้ ถ่ายกล้องใหญ่ตลอด แล้วก็ผู้ติดตามเยอะด้วย เขาก็เลยน่าจะสนใจ

อันนี้จากที่มินคิดว่า น่าจะมีความเป็นไปได้ ให้โทนมันมีความอินเตอร์หน่อย ไม่ได้แบบว่า ให้มันดูแบบฟรุ๊ง เป็นอนิเมะเกินไป”


สังคมต่างจังหวัด บูลลี่ “ตัวประหลาด”

ถ้าเทียบตอนนี้ กับในอดีตตอนนั้น สังคมของเด็กต่างจังหวัด วงการคอสเพลย์ยังไม่บูม จึงทำให้เมื่อก่อน เวลาที่เธอแต่งตัวเป็นคอสเพลย์ ก็มักจะถูกเพื่อนๆ บูลลี่ มองว่าแปลก เป็นตัวประหลาด

แต่เธอก็ไม่สนใจ เพราะการแต่งคอสเพลย์ ช่วยทำให้ได้หลุดจากความเป็นตัวเอง จากเด็ก Introvert ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เวลาที่ลุกขึ้นมาแต่งคอสเพลย์ กลับทำให้รู้สึกมั่นใจ เหมือนเป็นคนละคน

“จากตอนแรกไม่มีคอสเพลย์เลย ในช่วงนั้นก็จะค่อนข้างโดนมองว่าแปลก โดนมองว่า เหมือนเรียกร้องความสนใจว่าแต่งอะไร
ในตอนนั้น โรงเรียนก็ยังไม่มีกิจกรรมเกี่ยวกับคอสเพลย์เลยค่ะ ส่วนมากก็มีแต่พวกโคฟเวอร์แดนซ์ หรือว่าการแสดงอะไรต่างๆ เรื่องแต่งตัวเลียนแบบการ์ตูน ยังไม่มีเลย ยังมองว่าเป็นอะไรที่ประหลาดอยู่

คือปกติมินเป็นคน Introvert เก็บตัว ไม่ค่อยพูด แต่พอแต่งคอสเพลย์ มันทำให้มินมีความมั่นใจ รู้สึกว่า จากสาวคุมฮู้ด ขี้อาย ไม่กล้าพูด พอได้แต่งคอสเพลย์ เรามั่นใจขึ้น เราสวยขึ้นนะ มันก็เลยกลายเป็นเป็นความมั่นใจอีกแบบนึง ค่ะเวลาแต่งคอส เหมือนได้สวมบทเป็นตัวละคร

รู้สึกเหมือนหลุดจากความเป็นตัวเอง เพราะว่าตอนแรกมินยังไม่ค่อยยอมรับตัวเองเท่าไหร่ ก็เลยแต่งเป็นตัวละครนั้นตัวละครนี้ เพื่อลองหลุดไปจากตัวเองดู”

[เมื่อก่อนเป็นเด็กขี้อาย ต้องใส่ฮู้ดคลุมตลอด]


สังคมต่างจังหวัด ตอนนั้นค่อนข้างบูลลี่กันแรง ถ้าใครทำอะไรผิดแปลกไปจากเพื่อนๆ ก็จะโดนแซะ โดนบูลลี่แรง ยอมรับว่ามีนอยบ้าง เพราะตอนเด็กๆ ยังค่อนข้างจะแคร์คำพูดของคนอื่นเยอะเกินไป

“สังคมต่างจังหวัด ตอนนั้นค่อนข้างบูลลี่กันแรงด้วยนะ ถ้าใครทำอะไรที่แตกต่าง หรือผิดแปลกไปจากเพื่อนๆ จะมองค่อนข้างเเบบว่า น่าหมั่นไส้

มินจำไม่ได้เรื่องพวกคำพูดลบๆ นะ แต่ว่าเพื่อนก็มาบอกอยู่ว่า นั่งกิน KFC อยู่ข้างหลัง แล้วก็มีคนนินทาเรา คอสเพลย์อีนั่นอะไรอย่างนี้

แต่มินก็ไม่ได้สนใจนะ เพราะรู้สึกว่า มันไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน มินก็แค่มีความสุขของตัวเองใน ณ จุดนั้น ที่ได้มีความมั่นใจ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบค่ะ

ตอนนั้น เราก็ยังค่อนข้างแคร์ความรู้สึกคน ก็อาจจะมีนอยๆ บ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก เพราะว่าเขาไม่ได้มาด่าแบบตรงๆ ก็แค่ได้ยินปากต่อปาก มันก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ทำให้ขัดขวางเราขนาดนั้น เป็นแค่ๆ คอมเมนท์ผ่านๆ มินก็ไม่ค่อยสนใจด้วย”



ทุกวันนี้ แม้จะโดนคอมเมนต์บูลลี่ หรือโดนแซะยังไง ก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อจิตใจแล้ว เพราะทุกวันนี้ มองอย่างเข้าใจ

“ไม่มีแล้วค่ะ เรียกว่าเป็นอะไรที่เข้าใจ ถามว่ามีความเป็น Introvert ไหม ก็มี แต่ว่าถ้าออกไปทำงาน เจอสังคม เราก็สามารถปรับตัวได้แล้ว เพราะว่าเหมือนทุกอย่างมันขัดเกลาให้เรากลายเป็นคนที่เก่ง แล้วมั่นใจขึ้น

เมื่อก่อนก็ยังหลบซ่อนอยู่เลย เวลาออกบูธ ออกงานจะรู้สึกว่า เฮ้ย..ไม่ค่อยอยากเจอแฟนคลับ หรือว่าเจอผู้คนเลย รู้สึกว่ามันใช้พลังงานเยอะเกินไป เพราะว่ารู้สึกเป็นคนขี้อาย

ตอนนี้หนูอยากจะทำอะไรก็ทำ จะหยิบกล้องเดินถ่าย เราควรที่จะมีความสุขกับตัวเองดีกว่า สิ่งที่ชอบ หรือสิ่งที่ทำ อยากทำอะไรก็ทำเลย เพราะรู้สึกว่าชีวิตมันสั้น ที่จะมาเสียเวลานั่งแคร์กับคนนั้นคนนี้ ที่บอกให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือคนที่บอกว่า ทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ดีนะ เราเอาตัวเองเป็นอันดับ 1 ดีกว่า อันไหนที่มีความสุขทำเลยค่ะ”

[ว่าที่นักกฎหมาย]


กล้าเป็นตัวเอง ด้วยภาษาบ้านเกิด

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เธอที่มีจุดเด่นอยู่ที่ “การพูดภาษาอีสาน” ที่สอดแทรกเข้าไปในงานคอสเพลย์ จนเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะตัว”กล้าที่จะเป็นตัวเอง จนได้ใจแฟนๆ ประทับใจทั้งลูกค้า แห่จ้างทั้งในไทยและต่างชาติ

“จุดเด่นของมินคือ กล้าที่จะเป็นตัวเอง โดยที่ไม่ได้สนใจความสมบูรณ์แบบของตัวละคร หรือว่าความสวยอะไรมากค่ะ เพราะว่าได้ปรับจากตัวเองในเมื่อก่อน ที่ค่อนข้างเพอร์เฟกชันนิสต์ ต้องเป๊ะ ตัวละครต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

แต่พอมินลองเอาตัวตนของตัวเอง มาทำให้มันแตกต่างจากคนอื่น ที่ไม่ใช่ใครๆ ก็เป็นได้ แต่ว่ามินเลือกที่จะดึงความเป็นตัวตน เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่ไม่มีใครแทนที่ได้ ตอนแรกก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เข้ามาอยู่

ในช่วงแรกที่นำเสนอออกกล้อง มินจำได้เลยว่า ตอนอัดคลิปลงแรกๆ แล้วมินเปิดตั้งคำถาม NGL มันจะเป็นแอปฯ ที่เปิดคำถามแบบไม่ระบุชื่อ

เราอยากให้คนมา Q & A ถามเรา โดยที่เพื่อใครไม่กล้าเผยชื่อ จะได้กล้าถามเรา แล้วก็จะมีคอมเมนต์ส่งเข้ามาว่า ทำไมพูดสำเนียงอีสานจังเลย สำเนียงบ้านนอกจัง

แต่พอเริ่มโตมาในอีกระดับนึง มินก็เลยรู้สึกว่า เราจะสนใจทำไม สนใจความรู้สึกคนอื่นเยอะจัง พูดใส่เลยดีกว่า ก็เลยเอาจุดตรงนี้ ลองออกมาพูดดู เอาความไม่เพอร์เฟกต์นี่แหละ เอาความที่มันไม่ได้เป็นไทยจ๋าๆ หรือว่าความที่ต้องพูดเป๊ะ”




ที่สำคัญคือต้องไม่ติดกับดักบิวตี้สแตนดาร์ดมากเกินไป จนทำให้ไม่เป็นตัวของตัวเอง เหมือนเช่นเดียวกับเธอที่เคยติดกับดักเรื่องนี้มาแล้ว

“ลองปรับความแบบไม่ประดิษฐ์ ลองเป็นตัวเองดู ใครที่ยังไม่เคยทำ ก็ทำดู แล้วปรากฏว่า คนให้ความสนใจ แล้วคนจำเราได้กว่าที่เรากลัว ว่ามันจะไม่เหมือนคนอื่น

มันก็เลยทำให้มินฉุกคิดว่า บางทีสิ่งที่เราคิดว่ามันด้อย ถ้าเรามัวแต่ซ่อนมัน ใครจะไปใครจะรู้จัก แต่พอเราเอาออกมา กลับกลายเป็นที่จดจำแทนมากกว่า

มันก็เลยกลายเป็นซิกเนเจอร์ของช่องมินเลยค่ะ ที่เป็นคอสเพลย์เยอร์ที่พูดอีสาน ที่ทำอะไรที่แบบว่ามัน contrast กับตัวละคร กลายเป็นความสร้างสรรค์แบบใหม่มาเลย”
 



และล่าสุด เธอก็บอกถึงข่าวดีว่า เพิ่งไปรับรางวัล “The Most PopularRising Game Content Creators and Esports Players” ของ “Thailand Social AIS Gaming Awards” ซึ่งเป็นรางวัลยอดนิยม ที่มีคนเสิร์ชชื่อในโซเชียลฯ เยอะที่สุด

“ล่าสุดมินก็เพิ่งได้รับรางวัลของ AIS Awards มาค่ะ เป็นรางวัลเกี่ยวกับคอนเทนต์ ที่มียอดทั้งปี มีคนเสิร์ชชื่อเราในโลกโซเชียลฯ เยอะ”

รางวัลนี้ ยิ่งการันตีความมั่นใจให้เธอมากขึ้นว่า เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หลายคนอาจจะมองว่าแปลก ก็สามารถได้ใจแฟนๆ ได้

“ทำให้รู้สึกว่า ความมั่นใจจริง มันไม่ได้อยู่ที่ชุด หรือว่าการเป็นตัวละครนั้น เป็นตัวละครนี้ แต่ว่ามันอยู่ที่การที่เรารู้จักยอมรับตัวเองค่ะ

หลังจากที่ได้รางวัลนี้ปุ๊บ ก็เลยทำให้เข้าใจว่า เราอยากทำอะไรก็ทำ อยากจะเป็นตัวเองก็เป็น เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนคนอื่น ที่เขามองว่าแปลกก็ได้”


แนะนำ อยากให้ลองเอาจุดที่เราคิดว่าไม่มั่นใจ ความไม่กล้าที่จะเป็นตัวเอง ให้ลองเอาออกมาใช้ดู บางทีมันอาจจะเป็นจุดเด่น ที่ไม่เหมือนใครก็ได้

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลามีสปอนเซอร์เข้า เวลาพูดรีวิวงาน เราอาจจะพูดไปตามแพทเทิร์น ที่ทางบริษัทเขากำหนดมา

แต่ตอนนี้ เหมือนหลายๆ แบรนด์ เขาเล็งเห็นว่า เขาชอบการนำเสนอของช่องคอนเทนต์เรา เราจะถ่ายอะไรก็ถ่ายเลย ขอแค่ให้มันเป็นตัวของตัวเอง มันก็เลยทำให้เกิดเป็นความแบบฟรีกับตัวเองค่ะ ว่าจะทำอะไรก็ได้ จะหยิบจับอะไรก็ได้ ออกมาเป็นคำพูด มันเลยค่อนข้างเป็นอิสระ ที่รู้สึกว่าพึงพอใจมาก

คนสงสัยว่า คนเราสามารถทำคลิปไร้สาระ แล้วสปอนเซอร์เข้ากับคลิปแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ซึ่งสมัยนี้มันเป็นได้ทุกอย่างเลย เราสามารถทำได้ทุกอย่าง โดยที่ไม่ได้มีข้อจำกัด ที่จะมีคนมาตัดสินใจ หรือบูลลี่เราเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เป็นยุคที่ใครอยากจะทำอะไรก็ทำเลย ขอแค่คุณกล้าที่จะเป็นตัวเอง

อย่าคิดว่าสิ่งที่ตัวเอง จะนำเสนอออกมา คือจุดด้อย เพราะว่าบางทีไอ้จุดด้อยตรงนี้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนจดจำเราได้ เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีใครแทนเราได้”

 



บางคนอาจจะมองว่า โอกาสในกรุงทพฯ มีมากกว่าต่างจังหวัด แต่สำหรับเธอกลับรู้สึกว่า ต่างจังหวัดมันสนุก และให้อิสระมากกว่า และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ทำงานได้หมด

“หลายคนอาจจะอยากให้มิน ทำไมไม่มาย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ เลย ทั้งที่งานก็เข้าเยอะ สปอนเซอร์เข้าเยอะ ถ้าเข้ากรุงเทพฯ งานมันจะมีโอกาสเยอะกว่า

แต่มินรู้สึกว่า มินชอบบรรยากาศแบบบ้านๆ สบายๆLocal อยู่ร้อยเอ็ดดีกว่า มันสงบ แล้วงานเราก็มีเข้ามาเรื่อยๆอยู่ทุกที่ค่ะ โดยไม่จำเป็นที่ต้องอยู่แค่ที่กรุงเทพฯ เราสามารถทำงานได้ทุกที่เลย

ถึงแม้ว่า อาจจะมีชาวบ้าน เอ๊ะๆ อะไร แต่มินรู้สึกว่า มันเป็นที่ยอมรับมากขึ้น มันไม่เหมือนเมื่อก่อน เขาก็มองว่า เฮ้ย..ทำไมน่ารักจัง เดี๋ยวป้าขอถ่ายรูปด้วยนะ หนูน่ารักมากเลย ป้าไม่เคยเห็นเลย”


ผู้นำเทรนด์คอสเพลย์ต่างจังหวัด

“ด้วยความที่พ่อแม่มินก็เลี้ยงให้อยู่แต่บ้าน ชีวิตประจำวันก็จะมีแค่อ่านหนังสือ แล้วก็ดูการ์ตูน เห็นตัวละครน่ารักดี ก็เลยอยากเริ่มเอามาแต่ง ตอนนั้นก็ยังเป็นช่วงที่ยังสั่งชุดไม่เป็น ให้คุณพ่อโทรสั่งให้

เป็นความสุขของช่วงวัยเด็ก ที่เราไม่ได้คาดหวังอะไร แค่ได้สวมเป็นตัวละคร เออน่ารักดี มีความสุข เหมือนเราได้เบียวเป็นตัวละครนั้น

มันเป็นงานอดิเรก ที่เราได้สวมบทเป็นตัวละครนั้น แล้วหลุดจากความเป็นตัวเอง

ตอนนั้นยังรู้สึกอายๆ อยู่ เวลาแต่งก็จะหลบๆ หน่อย ไม่ค่อยอยากให้พ่อแม่เห็นเท่าไหร่ รู้สึกว่า มันยังเป็นอะไรใหม่ๆ อยู่”

[จุดเริ่มต้นแค่แต่งเล่นๆ ตอนม.1]


เธอบอกอีกว่า น่าจะเป็นคนแรกของโรงเรียนเลยก็ว่าได้ ที่แต่งคอสเพลย์ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ห้าม ขอแค่อย่าทิ้งการเรียนก็พอ

“เหมือนเป็นคนนำก่อน แล้วก็คนอื่นๆ ก็ค่อยเริ่มตามมานะคะ แล้วก็เกิดเป็นคอมมูนิตี้

ในช่วง ม.1 ตอนแรกยังไม่มีใครแต่งเลย แต่ว่ามินก็เริ่มแบบหาพวก หาเพื่อน มาแต่งตัวละครนี้ด้วยกันไหม เริ่มรวมกลุ่มกัน ให้เป็นคอมมูนิตี้”

จนคุณครู จากโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย เริ่มเล็งเห็นให้ความมุ่งมั่น อยากทำในสิ่งที่ชอบ ก็ได้เพิ่มเป็นกิจกรรมในโรงเรียน ให้มีการแต่งคอสเพลย์ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษของโรงเรียน

“ด้วยความที่มันยังไม่มีใครทำ เรารู้สึกว่า พอเราเป็นคนนำคนแรก แล้วผลตอบรับ ค่อยๆ เป็นที่ยอมรับไปเรื่อยๆ อย่างเช่น ม.1-ม.3 คนก็จะยังงงๆ อยู่ แต่พอช่วงม.ปลาย ก็จะเริ่มมีแบบต่างโรงเรียนข้างๆ หรือว่าที่อื่น เริ่มมาคอสฯ มาแจมด้วย แล้วก็เริ่มเป็นที่ยอมรับของกิจกรรมในโรงเรียน

เหมือนมินค่อยๆ สร้างทีละขั้น ให้โรงเรียนเขารับทราบ ว่ามันมีคนที่แต่งตัวแปลกๆ เดินอ้อมโรงเรียน เพราะว่าตอนแรกไม่มีกิจกรรมคอสเพลย์เลย แต่หลังๆ ก็จะมีเซนเซ (ครู, อาจารย์) เริ่มเห็นแล้วว่า

มีไอ้เด็กนี่ ที่ชอบแต่งตัวแบบอนิเมะญี่ปุ่น ให้มันลองมีกิจกรรมดูบ้างไหม เพิ่มเป็นกิจกรรมพิเศษเกี่ยวกับคอสเพลย์เข้ามา หลังๆ ก็เริ่มเป็นที่ยอมรับของโรงเรียนมากขึ้น แล้วก็มีคนแต่งตามกันมากขึ้น

ตั้งแต่ ม.1 จนถึง ม.6 เลยค่ะ แต่งมาเรื่อยๆ เวลามีกิจกรรมที่โรงเรียน หรืออะไรก็แต่งแทรกอะไรเข้าไปเลย ถึงจะไม่มีสำหรับช่วงเวลาของคอสเพลย์ แต่ว่ามินก็จะเอาพวกกิจกรรมอื่น แล้วก็แต่งคอสเพลย์ ให้เหมือนเป็นสีสันของโรงเรียนในตอนนั้น ก็เดินอ้อมโรงเรียน”


หลงทาง!!ติดกับดักบิวตี้สแตนดาร์ด

ทำไปไปได้สักพัก ก็มีช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองหลงทาง สับสันกับตัวเอง ไม่รู้จะเอายังไงดี เพราะมีช่วงที่คอสเพลย์ไปแล้ว ก็รู้สึกไม่มีความสุข เพราะสนใจคำพูดคนนโซเชียลฯ มากเกินไป

“มันก็จะมีช่วงที่มินสับสนกับตัวเองบ้างอยู่หลายครั้ง ในช่วงที่กว่าจะค้นพบตัวเองเจอในเวอร์ชั่น เป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง
มันไม่มีความสุข มันไม่เหมือนแค่การคอสเพลย์ ที่เห็นตัวละคร เห็นแค่พื้นที่โรงเรียนเราแค่นี้ แต่ว่ามันเริ่มเป็นโลกที่กว้างขึ้น ความยากมันไม่ได้แค่แต่งชุดแล้ว แต่มันคือการกล้าที่จะเป็นตัวเอง

พอเราโดนโลกโซเชียลฯ เข้ามา เริ่มเปลี่ยนแปลง มันจะทำให้เราเหมือนคล้อยตามกับความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น เธอต้องแต่งเป็นตัวละครนั้น ตัวละครนี้นะถึงสวย ต้องมีจมูก ต้องมีตังค์ ต้องขาว ต้องหน้าอกใหญ่

เราเริ่มสนใจ แคร์ผู้คนมากขึ้น ว่าเราต้องเป็นแบบนี้นะ มันถึงจะดี มันก็เลยเป็นช่วงที่เราเริ่มไม่มั่นใจตัวเองแล้ว กลัวสายตาคนอื่น ว่าถ้าเราทำแบบนี้ มันจะผิดไหม?

มันก็เลยทำให้มินไม่ค่อยกล้าโพสต์ ไม่ค่อยกล้าอัปรูปลง เพราะว่ากลัวคนอื่นจะคิดว่ามันจะเป็นยังไง อาจจะไม่ได้ถูกใจคนอื่น คือตอนนั้นยังเป็นช่วง เราเน้นฟีลลิ่งคนอื่นมากกว่า

ตอนนั้น มินยังเป็นคนค่อนข้างเซนซิทีฟกับความรู้สึกคน หรือว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ เรายังค่อนข้างแบบ แคร์คนทั้งโลกอยู่
ถ้าใครมาว่าอะไรเรา ทั้งที่เราอาจจะไม่ได้ทำอะไรหรอก แต่ว่าพอเราโดนคำพูดนิดๆ หน่อยๆ เราก็รู้สึกว่าเราเสียใจ”


ผ่านมาได้ เพราะรู้จักปล่อยวาง และตั้งใจพักจากโลกโซเชียลฯ ไป3 เดือน หายไปทบทวนตัวเอง จนได้คำตอบว่า ปัญหาแท้จริงอยู่ที่ตัวเอง ที่ชอบจินตนาการไปเอง

“ในช่วงที่เราหลงทาง มันก็เหมือนเป็นการไต่แรงก์ตัวเอง ยิ่งเราผ่านความเจ็บปวด ความกลัว ด้วยที่ไม่มีใครบอกด้วย มันก็เริ่มเหมือนเป็นเกาะกำบัง ให้เราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า

มันเป็นเรื่องปกตินะ มีทั้งคนที่ชอบ และไม่ชอบอยู่แล้ว เราไม่สามารถให้ใครมาชอบเราได้หมด สุดท้ายแล้ว ไม่สามารถทำตามความเห็นของคนอื่นได้ค่ะ เลือกที่จะเป็นตัวเองเลยดีกว่า

มีบางช่วงก็หยุดไปเป็น3 เดือน ไม่โพสต์ก็มี รู้สึกว่า เอาไงดี ทำไมมันวุ่นวายจังเลยโลกโซเชียลฯ ด้วยความที่เมื่อก่อนมินก็เป็นคนไม่มั่นใจ เป็นคนขี้อายอยู่แล้วIntrovert ยิ่งมาเจอโซเชียลฯ

เหมือนเราต้องดีท็อกซ์โซเชียลฯ มินก็เลยทำการหายไปทบทวนตัวเองดูว่า ปัญหาที่แท้จริง มันคือที่ตัวคนอื่น หรือว่าที่ตัวเรากันแน่

สรุปคือปัญหาคืออยู่ที่ตัวเราค่ะ กลัว คิดจินตนาการไปแล้วว่า คนอื่นเขาอาจจะคิดเราอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีใครมาสังเกตเราขนาดนั้น

อาจจะมี แต่ว่าเราก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดเล็กคิดน้อยทุกเรื่องขนาดนั้น ก็หัดปล่อยวางมากขึ้น เพราะว่ามันเป็นเรื่องปกติ”




ที่สำคัญต้องลงมือทำ อย่าตัดโอกาสตัวเอง อย่าเพิ่งคิดว่าทำไม่ได้ เพราะกว่าจะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นนี้ ก็หลงทางมา 3-4 ปี

“ต้องลงมือทำ เพราะเราจะไม่รู้เลย ถ้าเกิดว่าเราไม่ลงมือทำ ถ้าเราไปคิดล่วงหน้า จินตนาการแล้วว่า ถ้าลงไปมันอาจจะไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครดูนะ มันเป็นการตัดโอกาสตัวเองแล้ว อยากให้ทุกคนลองให้โอกาสตัวเอง อย่าเพิ่งคิดว่า ฉันทำไม่ได้หรอก

ให้ลองลงมือทำไปก่อน ตรงนี้ไม่โอเค เราก็ค่อยเปลี่ยน จนกว่ามันจะเจอ กว่ามินจะเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นนี้ ก็หลงทางมา 3-4 ปี กว่าจะเจอ ที่เรากล้านำเสนอความเป็นตัวเองออกมา เมื่อก่อนหลงเข้าไปตามสังคม บิวตี้สแตนดาร์ด ไม่มั่นใจตัวเอง

แต่พอเรากล้าที่จะเป็นตัวเอง กล้าที่จะทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำมันออกมา คนก็กลายเป็นแบบที่จดจำแล้วว่า เอออันนี้คือ มินเนะพูดอีสานนะ”

สุดท้ายมีคนมองเห็นคุณค่า ชื่นชมในความสำเร็จ มองว่า “สุดยอด” ที่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองชอบ โดยไม่ละความพยายาม

“มันจะมีคนที่ฟีลแบบปลื้มเราแทนมากกว่า ที่เห็นคอสฯ มาตั้งแต่วัยกระโปกๆ ยังไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นแหล่งเลย แต่เห็นมาได้ขนาดนี้ สุดยอดว่ะ คนที่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองชอบ โดยไม่ละความพยายาม จนมันเริ่มประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว จะเป็นฟีลแบบนั้นมากกว่า ที่แบบว่าเห็นคอสฯ มาตั้งแต่เด็ก จนได้มาขนาดนี้”


นอกจากนี้ เธอยังขอสื่อสาร ไปยังหลายคน ที่กำลังเดินตามความฝันของตัวเอง แล้วกำลังหลงทาง สับสนในตัวเองอยู่ อยากให้มั่นใจในตัวเอง

“อยากให้มั่นใจ อย่าฟังเสียงรอบข้างมากเกินไป เพราะว่าบางคนพอฟังเสียงรอบข้างปุ๊บ จะไม่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่กล้าดึงออกมา เพราะคิดว่ามันเป็นจุดด้อย ที่คนคิดว่ามันแปลก มันตลก

แต่ไอ้จุดแรกที่เราคิดตรงนั้นแหละ มันจะกลายเป็นจุดเด่น จุดที่คนจะจดจำเรา ในแบบที่ไม่มีใครแทนได้

มินก็ไม่คิดว่า สิ่งที่ตัวเองชอบในวัยเด็ก มันจะสามารถสานฝันมาให้ได้จนถึงตอนนี้ มันมอบอะไรให้เราเยอะนะ”

ท้ายนี้ เธอยังฝากคำคมสั้นๆ ให้กับคนที่กำลังหลงทางในตัวเองอยู่ ว่าอย่าไปแคร์คำพูดคนอื่น จนเอามาบั่นทอนจิตใจตัวเอง

“อยากเฮ็ดอีหยัง กะเฮ็ดโลด อย่าไปหัวซา (สนใจ) คนปานนั้น เฮ็ด…”








ฝัน!! อยากแต่งคอสเพลย์ไปทั่วโลก


 

“ความฝันของมินก็คือ การเอาตัวละครต่างๆ หรือว่าการคอสเพลย์ไปแต่งทั่วโลก ให้มันเข้ากับตัวละครนั้นๆ คิดว่ามันน่าจะเป็นอะไรที่ สนองวัยเด็กมาก ที่ได้เอาตัวละครเท่ๆ ไปถ่ายฉากตรงนั้นตรงนี้ ตามจุดต่างๆ ในอนิเมะ 


มันคงเป็นอะไรที่มีความสุขค่ะ ไปมาแล้ว ประมาณ 4 ประเทศค่ะ ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, สิงคโปร์, มาเลเซีย


มินรู้สึกว่า การได้เห็นอะไรใหม่ๆ การที่ได้เรียนรู้ ได้รู้จักผู้คน หรือว่าเพื่อนคอสเพลย์ต่างชาติด้วยกัน เพราะว่าเวลาแลกเปลี่ยนกัน มันเหมือนเราได้ไอเดีย ได้คอนเน็กชั่น ได้อะไรที่แบบว่า มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ


เช่น มินก็มีเพื่อนคอสเพลย์ต่างชาติ เราก็แลกเปลี่ยนกัน ก็จะได้รู้ว่า เขาทำงานแบบไหน เขามีระเบียบมาก มีความกระตือรือร้นมาก


มันรู้สึกว่า เราได้แลกเปลี่ยนหนังสือของกันและกัน ชอบที่จะได้คุยกับคนใหม่ๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนไอเดีย อารมณ์เหมือนลูฟี่ ผจญภัยไปทั่วโลก”



สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : Facebook : “Minnexcos”, Instagram : “@minnexcos”, TikTok “@minnechanz