xs
xsm
sm
md
lg

ไม่สนทัวร์ลง!! “อินฟลูฯ คุณหมอล้านซับ” อาจารย์แพทย์อเมริกา สู้ “ข้อมูลลวง-คอนเทนต์ AI”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไหนๆ คนยุคนี้ก็ดูจะเชื่อ “อินฟลูฯ” มากกว่า “คุณหมอ” งั้นก็ใช้จังหวะชีวิตตรงนี้ ผันตัวจาก “อาจารย์แพทย์รั้วฮาร์วาร์ด” และ “คุณหมอในอเมริกา” มาเป็น “ยูทูบเบอร์” แบบเต็มตัวซะเลย
และนี่คือมุมมองของคนที่สัมผัสมาแล้ว ทั้ง “ระบบโรงพยาบาลไทย” และ “โครงสร้างการแพทย์อเมริกา”


** ปล่อยไว้ไม่ได้!! กำเนิด “อินฟลูฯ จำเป็น” **

ในโลกที่ทุกวันนี้ คนเชื่อ “หมอ”น้อยกว่า “อินฟลูเอนเซอร์” และ “AI” บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่คอยปล่อยข้อมูลมั่วๆ ทำผู้คนเข้าใจผิด

ผลักให้มีหมอส่วนนึง ตัดสินใจผันตัวมาเป็น “อินฟลูฯ” สายให้ความรู้ คอยออกมาทำคอนเทนต์ แก้ไขความเชื่อผิดๆ เต็มไทม์ไลน์

หนึ่งในนั้นคือ “หมอแทน” (นพ.ธนีย์ ธนียวัน) อดีตอาจารย์แพทย์ประจำฮาร์วาร์ด “Harvard Medical School” และหมอผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัด

ผู้เปลี่ยนทางเดินชีวิตจาก “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”มาเป็น “อินฟลูฯ”แบบ Full Time เจ้าของช่อง YouTube “1 ล้านซับ” อย่างช่อง “Doctor Tany”

ช่อง YouTube ที่มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการแค่อยากทำ “คลิปให้ความรู้ญาติพี่น้อง” ที่เมืองไทยเรื่อง “โควิด-19”


                                                { “หมอแทน” อินฟลูฯ ล้านซับ อดีตอาจารย์ฮาร์วาร์ด}

“หมอแทน” พาย้อนเหตุการณ์กลับไปในคืนสุดวุ่นวาย วันที่โรค “โควิด-19” กำลังระบาดใหม่ๆ ตอนนั้นนอกจากเขาจะเป็นอาจารย์แพทย์ของฮาร์วาร์ดแล้ว

เขายังเป็นคุณหมอประจำโรงพยาบาล “Brigham and Women's Hospital” ในเมืองบอสตันรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ด้วย

และแน่นอนว่า ณ เวลานั้น ทุกคนในโรงพยาบาลต้องระดมสมอง เปิดตำรา อ่านงานวิจัย เพื่อช่วยกันเฟ้นหาวิธีรับมือ “โรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุด” ครั้งนึงบนโลกนี้

“เนื่องจากเราเรียนทางด้านการดูแลคนไข้ ICU เราก็โดนเรียกไปอยู่ที่ ICU เลย ตั้งแต่คืนแรกนะครับ พอเข้าไปอยู่ เราก็ต้องอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับโควิดทุกวัน

ทั้งโรงพยาบาล เอาทุกสรรพกำลัง ทุกคนมาอ่าน ทุกงานวิจัยที่มีในโลกตอนนั้น พัฒนาวิธีรักษาทุกๆ อย่างมาคุยกัน แล้วสรุปเป็นเหมือนแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนมาก”

แม้จะได้วิธีการรับมือ และการรักษามาแล้ว แต่ปัญหาคือ“การกระจายข้อมูล”เพราะตอนนั้นต้องยอมรับจริงๆ ว่า ข่าวเรื่องของโควิดมันมั่วไปหมด

คือมีทั้ง “ข่าวจริง-ข่าวปลอม” เต็มโลกออนไลน์ ซึ่งมันกระทบ “หมอแทน” โดยตรง พอ “โควิด-19” แพร่ระบาดเข้าสู่“ประเทศไทย”

“ความรู้ทุกอย่างสับสนหมดเลยครับ บางอันก็ผิด บางอันมีปัญหา จริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง ปะปนกันไป แล้วมันก็ลามมาถึงครอบครัวผม ก็คือพ่อแม่ก็ถาม

‘เฮ้ย...ไอ้โรคนี้มันยังไง ต้องฉีดวัคซีนไหม? มีปัญหาอะไรไหม มันยังไงกันแน่’ แล้วครอบครัวผมเป็นคนจีน คือคนเยอะ ผมจะมานั่งไล่ตอบทีละคน มันก็เสียเวลา ผมเลยคิดว่า ถ้าอย่างงั้น ผมเอาความรู้ที่ผมมีทั้งหมด มาทำเป็นวิดีโอคลิป

แล้วให้ครอบครัวไปฟัง ผมก็เลยทำเป็นช่อง YouTube ขึ้นมา แล้วก็บอกให้ญาติๆ ไปฟังซะนะ ไอ้เนี่ยคือความรู้ที่ถูกต้อง”



แต่กลายเป็นว่า ไม่ได้มีแค่ครอบครัวของคุณหมอรายนี้เท่านั้น ที่คลิกเข้าไปดูคลายข้อสงสัย เพราะตอนนั้นคำถามอย่าง มันคือโรคอะไร ป้องกันยังไง รักษาหายไหม ต้องฉีดวัดซีนตัวไหน คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้

ผลักให้คลิปของหมอแทน ถูกแชร์ไปในวงกว้าง และทำให้ช่อง YouTube ของเขา กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

และนอกจากเรื่องโควิดแล้ว หมอแทนก็เพิ่มเนื้อหาอื่นเข้าไปด้วย หลัวงสังเกตใน “กลุ่มไลน์ญาติๆ” มาสักพัก จนพบว่าเหล่าอากง-อาม่า-ญาติผู้ใหญ่ ชอบส่งสติ๊กเกอร์ สวัสดีวันจันทร์มาแลกกัน

แถมชอบมีการแชร์ข่าว หรือข้อมูลทางการแพทย์ผิดๆ ห้อยท้ายมาด้วย เช่น กำไรทองแดงรักษาโลก หรืออะไรแนวๆ นี้ที่มองแล้วว่า ปล่อยเอาไว้ไม่ดีแน่ๆ

“เราน่าจะต้องออกมาพูดเรื่องพวกนี้ ให้เขาเข้าใจถูก อย่างน้อยเราเป็นคนในครอบครัวเขา เป็นหมอที่ต่างประเทศ เขาไว้ใจเรา เขารู้จักเราตั้งแต่เด็ก

เขาน่าจะเชื่อเรา มากกว่าไปเชื่อใครก็ไม่รู้ ผมก็เลยทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ”


                                                     {เริ่มจากจุดเล็กๆ แค่ทำคลิปให้ “ครอบครัว” ดู}

** ชีวิตหักเห “ลาออก” เพื่อพบ “ทางออก” ของชีวิต **

“6 ปี” นี่คือเวลาที่หมอแทน ได้ทำงานเป็นอาจารย์ใน “Harvard Medical School” และรับบทบาทคุณหมอในโรงพยาบาล “Brigham and Women's Hospital” ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือฮาร์วาร์ด ไว้ใช้สำหรับฝึกแพทย์

ตลอดช่วงเวลานั้น เขาใช้มันไปกับการเทรนนักศึกษาแพทย์ ตาม “หลักสูตรการปลูกถ่ายปอด” จบไปแล้ว 2 รุ่น กำลังเทรนรุ่นที่ 3 ซึ่งวางแผนไว้ว่า จะสร้างหลักสูตรการปลูกถ่ายของตัวเองด้วย

แต่แล้วเส้นทางการเป็นคุณหมอและคุณครูกลับต้อง “สะดุด” ลง เมื่อมีการควบรวม 2 โรงพยาบาลใหญ่ คือ ‘Brigham and Women's Hospital’ และ ‘Massachusetts General Hospital’

ผลักให้เกิดปัญหาเรื่องการบริหาร กระทบระบบการทำงานภายใน จนอยู่ในสภาวะสับสนวุ่นวายไปหมด สุดท้ายภาระงานเลยหนักขึ้น เพราะบุคลากรหลายคนถูกไล่ออก

บวกกับเป็นช่วงที่ “ทรัมป์” ได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรก แล้วมีการตัดงบวิจัยต่างๆ นานา มันเลยทำให้ความคิด “ลาออก” ผุดขึ้นมาในหัวของหมอแทนชัดขึ้นเรื่อยๆ

“เงินวิจัยมันหายไป ไม่มีเลยนะครับ ก็เลยทำให้ทางข้างบน (ผู้บริหาร) ต้องมาบอกว่า พวกเราต้องทำงานในตำแหน่งต่างๆ เพิ่มขึ้น
แล้วบางตำแหน่ง เขาโดนเลย์ออฟไป ก็ต้องไปทำแทนตำแหน่งเหล่านั้น ซึ่งงานเราก็หนักอยู่แล้ว แล้วเพิ่มเข้าไปอีก แถมเงินเดือนเพิ่มไม่ได้ด้วย มีแนวโน้มจะลดอีก

ผมก็เลยรู้สึกว่า ถ้ามันประกอบกันทั้งหมดเนี่ย ยังงั้นไม่น่าอยู่แล้วแหละ นั่นก็คือเหตุผลที่ต้องออกแหละครับ”



แต่การลาออกครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ลาออกจากการเป็น “อาจารย์”หรือหน้าที่ “แพทย์” เท่านั้น แต่เป็นการลาออกจาก “ตำแหน่งทั้งหมด” เลยต้องพยายามเดินสายหางาน ในแนวที่เคยทำอยู่

ก่อนพบว่างานที่ใหม่ๆ เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย คือถ้าไม่เดินทางลำบาก ก็ทำงานหนักจนไม่มีเวลาได้กลับไทย
สุดท้าย เขาเลยตัดสินใจ “หยุดพัก”เป็นเวลา 1 ปี เพื่อทบทวนตัวเอง และค้นหาตัวตนใหม่อีกรอบ

“ตอนแรก ผมก็คิดว่า เออ..เดี๋ยวเราไปสมัครที่อื่น เพื่อที่จะไปทำงานปลูกถ่ายปอดนี่แหละ ผมก็ไปไล่ตามที่ต่างๆ
ผมก็เจอว่า เอ๊ะ..มันกลับไทยได้น้อย บางที่มันก็เดินทางลำบากกว่าเดิมอีก บางที่เครื่องบิน 3 ต่อ

คิดไปคิดมา ถ้างั้นเราทำเหมือนวัยรุ่น เรา Take a Gap Year ครับ เป็นเวลาว่างปีนึง ค้นหาตัวเอง ดูซิว่าตกลงแล้วเนี่ย ถ้าเราไม่ทำงานตรงนี้ เราสามารถอยู่รอดได้ไหม

เรายังเข้าใจความรู้สึกตัวเองที่เป็นได้หรือเปล่า ยังจะมีคุณค่าอยู่ไหม หรือเราจะอิจฉาเพื่อนที่เขาทำงาน แล้วก็เติบโตไปเรื่อยๆ”


                                                           { ใช้เวลา “ค้นหาตัวตน” อยู่ 1 ปี}

และเวลา 1 ปีที่หยุดพักช่วงนี้เอง ที่หมอแทนเริ่มหันมา “สร้างคอนเทนต์”บนโลกออนไลน์อย่างจริงๆ จังๆ มากขึ้น
ถึงแม้ความถี่ในการลงคลิปของเขา จะไม่ต่างจากตอนเป็นหมอ หรืออาจารย์ในฮาร์วาร์ดเท่าไหร่นักก็ตาม

แต่มันกลับกลายเป็นว่า ชีวิตสายนี้ดันลงตัวสุดๆ คือเขายังคงสามารถออกมาให้ความรู้ได้เหมือนเดิม แถมได้เวลาในชีวิตกลับมามากขึ้นด้วย

“ผ่านไปปีนึง มันดันมีความสุขมากกว่าเดิม งานทางด้านอินฟลูเอนเซอร์ การให้ความรู้ทางการแพทย์ มันก็ให้ได้เหมือนเดิม และเรามีเวลาอ่านงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น ทุกๆ อย่างลงตัวไปหมด ก็เลยมาทำสายนี้ครับ”

ตลอดเวลาที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูฯ บอกเลยว่าคือประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต ทำให้เขาได้พบปะผู้คนหลากหลาย ผ่านการสัมภาษณ์รายการต่างๆ ที่คงหาไม่ได้ในอาชีพหมอ

“มันได้ทำอะไรใหม่ๆ แล้วก็เจอคนหลากหลายวงการ คนที่เราไม่คิดว่าจะสามารถรู้จักได้ เพราะว่าเราก็เห็นเขาในช่องทางโซเชียลมีเดีย เราไม่คิดว่าเรามีชื่อเสียง พอจะคุยกับเขา

เราได้เข้าใจความคิดในหลายๆ แง่มุม มันก็เป็นช่องทางเพิ่มขึ้นอีกอย่างนึงของเรา ถ้าเราทำงานเป็นหมอแบบ 100% เต็มเนี่ย โอกาสในการทำแบบนั้น มันไม่มีจริงๆ นะครับ”
                                                                                                    {ชีวิตใหม่ๆ บนสาย “อินฟลูฯ”}

** ไม่ง่าย เมื่อ “หมอ” อยากเป็น “อินฟลูฯ” **

คอนเทนต์สาย “ให้ความรู้” หรือ “ข้อมูล”เป็นที่รู้ๆ กันว่า ส่วนมากจะมี “ยอดวิวต่ำ-คนดูน้อย”แต่สิ่งที่ทำให้ช่อง YouTube ของหมอแทน มียอดกดติดตามถึง “1 ล้าน Subscribe” มาจาก “ความสม่ำเสมอ”ล้วนๆ

ถ้าให้วิเคราะห์ ข้อแรกน่าจะเป็นเพราะ “ความขยัน” ลงคอนเทนต์ทุกวัน ตอบทุกคอมเมนต์ตัวดัวยเอง บวกกับการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ทำให้โดนใจใครหลายๆ คน

โดยเฉพาะจุดขายเรื่องการเอา “งานวิจัย”ด้านการแพทย์ ที่อ่านยากๆ มาเรียบเรียง แล้วเล่าใหม่ให้คนทั่วไปฟังรู้เรื่อง

เรียกได้ว่าเท่าทัน “คอนเทนต์บิดเบือน” ในยุคนี้ ที่ชอบหยิบงานวิจัยมาอ้าง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วหลอกให้คนเชื่อ ทั้งๆ ที่งานวิจัยเหล่านั้น ไม่ได้สรุปแบบนั้นเลย

เรื่องน่าเศร้าคือ มุกบิดเบือนแบบนี้ มักจะได้ผล 100% เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ไปตามอ่านงานวิจัยที่ถูกอ้าง หรือถึงพยายามเข้าไปอ่าน สุดท้ายก็จะงง ไม่เข้าใจอยู่ดี

“ผมก็เลยได้ไอเดีย ถ้าอย่างงั้นเนี่ย งานวิจัยที่หมอท่านนั้น อินฟลูฯ ท่านนี้ เอามาเขียนหรือยกตัวอย่าง แล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผมจะเอามันมาอ่านให้ทุกคนฟัง

‘โดยย่อยให้มันเป็นภาษาของคนทั่วไป ที่ฟังเข้าใจ’ในช่องผมก็เลยจะมีเป็นเพลย์ลิส ที่ เอางานวิจัยพวกนี้ มาอ่านให้ฟัง แล้วก็แปลเลยว่า ภาษาคนธรรมดามันเป็นยังไง

แล้วจุดบอด ข้อด้อย ข้อเด่น ของงานวิจัยนี้คืออะไร สรุปได้ว่าอย่างงั้นจริงหรือไม่ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นส่วนนึงที่ผมทำนะครับ”


                                                    { เคล็ดลับล้านซับ สรุปเรื่องยาก ให้คนเข้าใจ}

แต่เส้นทางสาย “อินฟลูฯ ผู้ต่อสู้กับข้อมูลลวง”ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคลิปที่ทำออกไป ถึงจะเป็นคลิปความรู้จากข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่มั่นใจแล้วว่าถูกต้อง แต่สุดท้ายจะมี “รถทัวร์” จากฝั่งตรงข้าม มาลงเสมอ

บอกตามตรง “วินาทีแรก”ที่นิ้วกดอัปโหลดคลิปลง YouTube ไป เขาไม่เคยคิดเรื่อง “ทัวร์ลง” มาก่อน เพราะอย่างที่บอก ตอนแรกมันคือการทำคลิป เพื่อให้ความรู้คนในครอบครัวเท่านั้น

“รู้แต่ว่าผมจะพูดยังไงก็ได้ ให้มันถูกต้อง ครอบครัวเป็นคนฟัง เพราะงั้น ผมเลยไม่ได้สนใจว่า ทัวร์คืออะไร เพราะถ้าเป็นคนในครอบครัว เราจะอธิบายเขาได้ง่ายมาก

แต่พอทำไปสักพักนึงเนี่ย เราก็ต้องคิด สักพักมันก็ต้องมีทัวร์มาลงแต่ว่าถ้าสิ่งที่เราพูดไป มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์กับประชาชน ผมไม่สนใจทัวร์นะครับ”

วิธีการรับมือของหมอแทนก็คือ ถ้ามีคนเข้ามาแนวด่าทอ ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ แบบนี้ก็ตัดจบไป ไม่คุย ไม่สนใจ เพราะคนแบบนี้ “ไม่รับฟังใคร”ตั้งแต่แรกแล้ว

แต่ถ้าเป็นคนที่เห็นต่าง แล้วมาแลกเปลี่ยนกันอย่างสุภาพ ถกกันด้วยหลักฐาน เขาก็พร้อมเปิดใจรับฟัง ซึ่งมีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เขาอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ของคนที่เข้ามาคอมเมนต์ แต่เรื่องตลกร้าย ที่กลายเป็นสัจธรรมคือ...

“พอเราอธิบายไป เราจะเริ่มรู้ว่า บางคนจะเปลี่ยนจากสุภาพ กลายเป็นกระแนะกระแหนทีหลัง”


                                                       {ไม่ง่าย อินฟลูฯ สายความรู้ ทำยังไงทัวร์ก็ลง}

นอกจากรถทัวร์ของฝั่งตรงข้ามแล้ว ความยากอีกอย่าง เมื่อ “คุณหมอ” มาเป็น “อินฟลูฯ” ก็คือความถูกต้องของข้อมูล ที่จะ “มั่ว” หรือ “เอนเอียง” เพื่อผลประโยชน์แอบแฝงไม่ได้

นี่คือความยากที่ท้าทายของ “อินฟลูฯ (อดีต)คุณหมอ” เพราะพอเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มกลายเป็นอินฟลูฯ บนโลกโซเชียลฯ ก็จะมีเหล่าสินค้าต่างๆ วิ่งเข้าหา เพื่อซื้อตัวให้ไป “รีวิว”

“พอแพทย์เริ่มมีชื่อเสียงปุ๊บ มันจะเริ่มมีแล้วครับ สินค้าต่างๆ จะมาให้เรารีวิว เราจะขายอาหารเสริม ขายคอร์ส ขายสมุนไพร ขายอะไรก็ได้เลย

หรือเราจะพูดอะไรผิดๆ ก็ได้นะครับ คนก็ฟังเราอยู่ดี แล้วเราก็จะได้ผลประโยชน์ตรงนั้น ตรงนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด และเราต้องระมัดระวังมากขึ้นมากๆ”

นี่แหละคือเหตุผลหลักๆ ที่ในหลายๆ ประเทศ “ห้าม” เหล่าหมอรับรีวิว หรือโฆษณาสินค้า เพราะเมื่อ “ผลประโยชน์บังตา” บุคลากรทางการแพทย์เองนี่แหละ ที่จะกลายเป็น “คนสร้างชุดข้อมูลผิดๆ อย่างน่าเชื่อถือ” เพื่ออวยสินค้าต่างๆ ที่รับเงินมา

“ถ้าจะเห็นในอินเทอร์เน็ต มีอินฟลูฯ หลายๆ คนที่เป็นหมอ และเขาขายอาหารเสริม อันนี้ส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วย และจริงๆ มันผิดกฎแพทยสภาด้วย ตรงๆ เลยนะครับ

นอกเหนือจากนี้ อาจจะมีอินฟลูฯ บางคน ที่เป็นหมอมีชื่อเสียง เขาก็ให้ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ด้วยการอ้างงานวิจัยบางอย่าง”

เรื่องน่าเศร้าคือ เหล่าคอนเทนต์ที่ทำให้คนเข้าใจผิดส่วนใหญ่ ถึงจะมีการกดรายงานทางแพลตฟอร์มไปมากมาย แต่คลิปก็ยังไม่ได้หายไปไหน

แย่กว่านั้นคือ อินฟลูฯ หน้าเดิมๆ เหล่านั้น ก็ยังคงผลิตคอนเทนต์แนวนี้ออกมาเรื่อยๆ ผลักให้ข้อมูลผิดๆ ถูกอัปลงโลกออนไลน์อยู่เรื่อยๆ



ทางที่ดีที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรลุกขึ้นมา “จริงจัง” กับการจัดการ “ข้อมูลลวง” เหล่านี้ ด้วยการพูดคุยกับทางแพลตฟอร์ม

หรือให้อำนาจสมาคมต่างๆ ที่มีความรู้ด้านวิชาการ เข้าไปตรวจสอบความถูกต้อง ของเนื้อหาคอนเทนต์ หรืออาจใช้ AI มาเป็นตัวช่วยในการตรวจจับ ถ้าพบว่าเคสไหนทำผิดซ้ำๆ ก็สั่งแบนได้เลย

“ปัญหาตอนนี้ที่เราเจอก็คือ ถ้าเราไปเจอคอนเทนต์ที่ผิดๆ เราส่งรีพอร์ตไป มันไม่เกิดอะไรขึ้นครับ ต่อให้คน 10,000 คนรีพอร์ตเข้าไป มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นกับคอนเทนต์นั้นอยู่ดี

ดังนั้น ตรงนี้เราคงต้องมีการคุยกับแพลตฟอร์ม ที่เป็นแพลตฟอร์มที่เราใช้กันบ่อยๆ แล้วให้อำนาจกับทางสมาคมที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเรื่องพวกนี้

เพราะถ้าเกิดคุณจะส่งเรื่องไปให้สำนักงานใหญ่ ให้เขาพิจารณาว่าควรจะทำยังไงกับมัน เขามีเรื่องพิจารณาวันวันนึงมหาศาล

แล้วเราก็ใช้ AI เข้ามาจับสิ จะได้ไม่ต้องใช้คนทำเยอะ ส่วนตรงไหน AI มีปัญหา เราก็ให้คนมาคุมมันอีกทีนึง ซึ่งผมมองว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ แล้วดีมากๆ ในการกำจัดคอนเทนต์ที่มันมีปัญหา

คนไหนที่เป็นแอคเคาท์เดิม แล้วทำเรื่องเดิมผิดๆ ซ้ำๆ คนนี้ควรจะต้องแบนทั้งหมดจริงๆ ไม่งั้นก็จะยิ่งเกิดเรื่องเป็นปัญหากับประชาชนอยู่ดีครับ”



** เห็นมาหมด ไม่มี “ระบบที่ดีที่สุด” **

หมอไทย “งานหนัก” ส่วนหมออเมริกา “Work-Life Balance” ดีกว่า นี่คือประสบการณ์ตรงของคนที่ได้สัมผัสมาแล้ว ทั้ง 2 ระบบการทำงาน จากทั้ง 2 ประเทศ

ให้เล่าย้อนถึงวันที่เป็น “หมอจบใหม่” ที่ต้องทำทุกอย่าง “วนทุกแผนก” ในโรงพยาบาล ตั้งแต่แผนกอายุรกรรม, ฉุกเฉิน, เด็ก, สูตินรีเวช ฯลฯ ไปตกแผนกไหน ก็ต้องทำหน้าที่เหมือนหมอเฉพาะแผนกนั้น

นอกจากนี้ กิจวัตรในแต่ละวันคือ เช้า “ดูแลผู้ป่วยใน” พอเสร็จก็ออก “ตรวจผู้ป่วยนอก(OPD)” บางทีไม่ได้กินข้าวเที่ยง เดี๋ยวตรวจผู้ป่วยไม่ทัน ตกเย็นไม่ “เข้าเวร” ก็ออกตรวจ “คลินิกพิเศษนอกเวลา”

ถึงงานจะหนัก แต่หมออินฟลูฯ คนนี้ก็บอกว่า ตอนนั้นเขาโชคดี ที่ได้ไปอยู่โรงพยาบาลที่ดี ทำให้แม้งานจะเยอะ แต่ก็ไม่ได้ท้อ กลับสนุกเสียด้วยซ้ำ ที่ได้เอาวิชาที่เรียนมาใช้จริง

“ณ ตอนนั้นเนี่ย เนื่องจากผมอาจจะโชคดี ได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลที่ดี สิ่งแวดล้อมทุกอย่างดี แม้ว่ามันจะงานหนักเนี่ย ผมไม่ได้รู้สึกเหนื่อยใจอะไร ก็เลยสามารถทำงานต่อได้ไปเรื่อยๆ ”

“แต่ถามว่าเหนื่อยไหม ก็มีครับ บางที่เราอยู่เวรติดต่อกัน วัน 2 วัน อย่างผมคือนานที่สุด 72 ชั่วโมง แล้วไม่ได้พักเลย ระหว่างนั้น เวลานอนของผม ต้องแอบเข้าไปในห้องน้ำ-ห้องส้วมนี่แหละ แล้วก็หลับ

เพราะถ้าผมเดินอยู่ข้างนอกเนี่ย เดี๋ยวก็มีคนตามกลับ มีพยาบาลตาม มีใครมาตามสักอย่าง แต่ในห้องส้วมเป็นที่เดียว ที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาตาม ผมก็เลยต้องนอนตรงนั้นอะครับ”



แต่ไม่ใช่หมอจบใหม่ทุกคนจะโชคดีแบบนี้ หลายคนต้องไปอยู่โรงพยาบาล ที่ห่างไกล “หมอน้อย” แต่งานและคนป่วย “เยอะ” สุดท้ายบุคลากรหลายคนก็เลยเลือก “ลาออก”

“ปัญหามันเป็นเพราะว่าเราไม่สามารถจัดการทรัพยากรได้ดีครับ คือที่ประเทศไทย แน่นอนเราผลิตหมอออกมาเรื่อยๆ แต่ว่าเราไม่สามารถทำให้หมออยู่ในระบบได้ดี

บางที่ที่มันทุรกันดาร ลำบากมากๆ ก็ไม่มีคนอยากจะไปอยู่ตรงนั้น หรือไปอยู่แป๊บเดียว ก็ต้องลาออก เพราะคุณภาพชีวิตมันแย่จริงๆ”

“ต่อให้เราผลิตหมอออกมาเยอะเท่าไหร่ ถ้าเขาไปทำงาน แล้วมันยังมีปัญหาเรื่องของสภาวะความเป็นอยู่ต่างๆ เนี่ย เขาก็จะลาออกอยู่ดี ถูกไหมครับ มันก็เลยทำให้ไม่สามารถที่จะเก็บหมอไว้ในระบบได้

ดังนั้นเนี่ย ทั้งหมดนี้ควรจะเอาไปปรับปรุง ให้คุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์สูงขึ้นมากกว่า เขาจะได้มีความอยากไปทำงานตรงนั้น แล้วอยู่ในระบบได้”

ตัดภาพมาที่ “อเมริกา” หมอที่นั่นมี “กำหนดชั่วโมงทำงาน” ที่ชัดเจนว่าห้ามเกินเท่าไหร่ และ “ค่าตอบแทน” ต่อให้ทำงานในโรงพยาบาลรัฐ เงินที่ได้ก็สมน้ำสมเนื้อ สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้สบายๆ

ไม่เหมือนที่ “ไทย” ที่ถ้าเลือกทำงานที่โรงพยาบาลรัฐ เราอาจต้องไปเปิดคลินิก หรือทำงานที่อื่น เพื่อหารายได้เสริม

อีกประเด็นที่สำคัญคือ ทั้ง 50 รัฐของอเมริกา โรงพยาบาลคุณภาพคล้ายกันหมด ทำให้คนไม่ต้องเดินทางไกล เพื่อไปใช้โรงพยาบาลที่ดีกว่า จนกลายมาเป็น “คอขวด” การรักษาแบบบ้านเรา

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การแพทย์อเมริกาจะดีไปทั้งหมด เพราะที่นั่น “ไม่มี” ระบบประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้าจากรัฐ ทุกคนต้องเสียเงินซื้อประกันเอง แถมค่ารักษายังแพงมากๆ ด้วย

“ปัญหามันก็ต้องมี มันไม่มีทางใดทางนึง ไม่มีระบบการแพทย์ที่เพอร์เฟกต์ในโลกนี้”

“ดังนั้น เราจะเจอว่า ในอเมริกาเนี่ย ค่าใช้จ่ายทางด้านการพยาบาลจะสูงมากและมันเป็นสาเหตุต้นๆ ของประเทศ ที่ทำให้คนล้มละลายได้เลย เรื่องค่าใช้จ่ายนี่แหละ”

“คนไข้ที่มาบางทีเนี่ย เขาไม่มีเงินจ่าย เขาก็หนีหายไปเฉยๆ ก็มี เพราะว่าการตรวจต่อเนื่อง มันต้องใช้เงิน ถูกไหมครับ

คนเหล่านี้ที่ผมเคยเห็น บางทีเราก็ช่วยกันไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเขาเสียชีวิตไป เพราะว่า มาทุกครั้งก็หนัก หนัก หนัก ทุกครั้ง จนกระทั่งสุดท้าย มันไม่ไหวแล้วก็..ไป เราก็จะเจอในรูปแบบนี้”



ส่วนของไทย มี “30 บาทรักษาทุกโรค” สวัสดิการด้านสุขภาพจากรัฐ ที่ทำให้คนไม่ต้องล้มละลาย จากค่ารักษาพยาบาล เพราะรัฐเอาเงินภาษีที่เก็บเรา มาช่วยออกให้

แต่ปัญหาคือ ระบบนี้โรงพยาบาลต้องออกเงินค่ารักษาเองไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกเงินกับ“สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)" สิ่งที่หลายๆ ที่เจอคือ"เงินเบิกได้ไม่เต็ม"ทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินหมุนใช้ในโรงพยาบาล

"เราก็เลยเห็นตัวเลขของโรงพยาบาลหลายๆ ที่เนี่ย มันขาดทุนกันค่อนข้างที่จะเยอะ ไม่มีเงินที่จะไปซื้อยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์"

"30 บาท ระบบมันดีนะครับ แต่ถ้าจะทำให้มันดี แล้วไปต่อได้ มันต้องจ่ายเงินให้มันตรงเวลา

หรือในการบริหารงบประมาณของชาติเนี่ย บางอย่างที่ผมว่า ประชาชนก็อาจมีการตั้งคำถาม เราเอาเงินไปลงตรงนี้ มันคุ้มหรือเปล่า มันอาจจะต้องเอามาให้การบริหาร การพยาบาลต่างๆ บ้างนะครับ"



"หัว-ก้อย" หนุนให้เป็นหมอ

พูดได้เต็มปากว่า “โชคชะตา” พาให้ได้ "เรียนหมอ" อินฟลูฯ หน้าตี๋รายนี้ ช่วยย้อน เล่าถึง "ทางแยกชีวิต" ช่วงสอบเอนทรานซ์

ในตอนนั้น หมอแทนยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะเลือกอะไรดี  “วิศวะ” “สถาปัตย์” หรือว่า “หมอ”
จากตอนแรกคิดไว้ว่า จะใช้คะแนนสอบตัดสิน เพื่อให้คำตอบว่า จะไปทางไหนต่อดี เพราะถ้าจะสอบแล้ว คะแนนคณะไหนสูง ก็แสดงว่าถนัดคณะนั้นที่สุด

“แต่ว่าคะแนนมันออกมา มันเท่ากันหมดเลยครับ 3 อย่าง ผมก็เลยต้องเลือกตัดอะไรสักอย่างก่อน ก็เลือกตัดสถาปัตย์ออกก่อน อันดับแรก ก็เลยเหลือแพทย์ กับวิศวะ”

สองจิตสองใจ จนต้องหาทางปรึกษาหลายๆ คน แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้คำตอบว่า จะเลือกทางเส้นไหนดี สุดท้ายเลยเลือกให้ "โชคชะตา"เป็นตัวตัดสิน ด้วยการ “โยนเหรียญ"สุ่มคำตอบ

“ว่ามันได้ก้อย เราก็จะเข้าหมอ ถ้าได้หัว เราก็เข้าวิศวะ แปลว่าเราชอบวิชานี้ คะแนนเราได้ แล้วดวงเราก็มา ก็เลยเลือกเลยครับ”

สุดท้าย หมอแทนก็ได้เข้าเรียนใน “คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ถึงตอนนั้นจะยังไม่ได้มีภาพฝันที่ชัดเจนเหมือนเด็กคนอื่นๆ ว่าโตไปอยากเป็นอะไร แต่ในเมื่อได้เข้ามาเรียนหมอได้แล้ว ก็คิดแค่ว่า “ขอลุยไปให้สุดทาง”

หลังจากจบคณะแพทย์ จุฬาฯ เขาก็ได้เป็น "หมออายุรกรรมโรคปอด" และเข้าทำงานใช้ทุนที่ “โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา” จ.ชลบุรี

ถึงจะได้ชื่อว่าเป็น “นายแพทย์” เต็มตัวแล้ว แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หลังจากทำงานได้ราวๆ 3 ปี หมอแทนก็วางเป้าหมายใหม่ในชีวิตอีกครั้ง ด้วยการไปเรียนต่อในประเทศที่การแพทย์ ติดอันดับท็อปของโลก อย่าง “สหรัฐอเมริกา”

“ทางพ่อ-แม่ของผม แล้วก็คนในครอบครัวหลายคน ก็ไปจบที่อเมริกาครับ ไม่มีใครเรียนสายแพทย์นะครับ ที่อเมริกาไปเรียนธุรกิจ ไปเรียนอย่างอื่นหมด ผมรู้สึกว่า ในเมื่อรุ่นพ่อ-รุ่นแม่เรา เขาไปเรียนที่นั่น เราก็น่าจะไปเรียนบ้าง

แล้วก็เป็นที่ที่เขามีเทคโนโลยีการแพทย์สูงสุดนะครับ
ดังนั้น ไหนๆ เกิดมาแล้ว เราก็ควรจะไปให้สุดๆ ดีกว่า”

แต่เส้นทางของนายแพทย์จากเมืองไทย ที่จะเป็นเฉิดฉายในอเมริกา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น เพราะต้องสอบ “United States Medical Licensing Examination (USMLE)” ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมของ “สหรัฐอเมริกา”

ความโหดหินของการสอบใบอนุญาตนี้ สำหรับ "คุณหมอต่างชาติ" คือ จะต้องทำคะแนนให้ดีตั้งแต่รอบแรก เพราะเขาจะใช้คะแนนที่ "สอบครั้งแรก" เป็นหลัก

“ช่วงสัมภาษณ์” คืออีกหนึ่งด่านที่ยาก เพราะต้องพูดให้เขาอยากรับเข้าไปเรียนให้ได้ ซึ่งหลายๆ คนที่มาเรียนต่อจากเมืองไทย มักตกม้าตายตรงนี้

เขาต้องตระเวนไปตามเมือง ตามรัฐต่างๆ เพื่อไปสอบสัมภาษณ์ตามโรงพยาบาลให้ทัน หลายครั้งต้องนอนบนรถทัวร์ บางครั้งต้องเข้าพักในโรงแรมโทรมๆ

“พอไปถึงที่อเมริกา ไม่ใช่ว่าเราจะจู่ๆ ไปสมัคร แล้วได้สัมภาษณ์ที่นู่น-ที่นี่นะครับ แต่ที่ไหนเขายื่นมา ให้เรานัดวันสัมภาษณ์ก่อน เราก็ต้องรีบนัดก่อน บางที ทางตะวันตกของอเมริกา เขานัดมา

แล้วอีกสักพักนึง ตะวันออกเขานัดมา ถ้าเราไม่รีบลงวันเนี่ย มันก็อาจจะมีปัญหาว่า อ้าว..วันเต็มแล้ว เราก็ไปไม่ได้ เราก็ต้องเดินทาง ผมมีหลายครั้งที่ต้องนอนในรถทัวร์ แล้วก็ไปตื่นอีกเมืองนึง แล้วก็ไปสัมภาษณ์นะครับ

บางทีเราก็อาจจะต้องอยู่โรงแรม ที่ดูไม่ค่อยปลอดภัยขนาดนั้น แต่ว่ามันราคาถูกนะครับ เราก็ไปอยู่ ไปอาศัยตามบ้านรุ่นพี่ที่เขาทำงาน ก็จะเป็นชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก”

แต่จนแล้วจนรอด หมอแทนก็ได้เรียนต่อ ที่แรกคือ “Albert Einstein Medical Center” ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ด้าน “อายุรกรรม”

จากนั้น ก็ไปเรียนต่อเรื่อง “โรคปอด” และ "วิกฤตบำบัด" ที่ "Emory University" ที่แอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย แล้วจบด้วยการเรียนปลูกถ่ายปอด ที่ "Duke University Medical Center" ในนอร์ทแคโรไลนา


                                                    {เมื่อโชคชะตา มาให้เรียนหมอ }



ช่วยชีวิตเคสยาก สร้างชื่อในฐานะ "อาจารย์ฮาร์วาร์ด"


เส้นทางชีวิตคนหนึ่งคน มันจะไปได้สุดแค่ไหน? หลังจากเรียนจบการปลูกถ่ายปอดจาก "Duke University Medical Center" สิ่งที่หมอแทนทำก็คือ การเล็งไว้ว่าจะไปเป็น “อาจารย์แพทย์” ที่ “ฮาร์วาร์ด”


“ไหนๆ สมัยที่เราเรียนเนี่ย ยังไงๆ เราก็เข้าฮาร์วาร์ดไม่ได้ เพราะการจะเข้าฮาร์วาร์ดได้ ข้อแรกนะครับ นอกเหนือจากคุณต้องเก่งมากๆ แล้วเนี่ย มันจะต้องมีอย่างอื่นอีกเยอะแยะ

ทั้งเรื่องของงานวิจัย ทั้งด้านของชื่อเสียง ซึ่งเราสมัยนั้น ไม่มีการปูทางเรื่องนี้ และประเทศไทยก็ไม่รู้ด้วยว่า งานวิจัยเนี่ยมันสำคัญ หรือเราต้องทำอะไร เพื่อให้เราไปถึงตรงนั้น

สมัยผมเนี่ย ไม่มีความรู้ตรงนี้ เพราะงั้นผมก็คิดว่า ไหนๆ ตอนนี้เราจบมาหมดทุกอย่าง เราเข้าใจเส้นทางนี้แล้ว เราลองสมัครดูดีไหม ถ้าเกิดเราได้ขึ้นม ามันก็เป็นอะไรที่น่าดีใจมากๆ อย่างนึง ก็เลย เออ...สมัครไปครับผม”


แต่ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเดินไปสมัคร แล้วเข้าไปทำงานได้เลย มันต้องผ่านด่านที่เรียกว่า“Grand Rounds” คือหลังจากยื่นใบสมัคร หมอแทนต้องหยิบเรื่องทางการแพทย์ที่น่าสนใจ ไปนำเสนอต่อหน้า "เหล่าอาจารย์แพทย์" ของฮาร์วาร์ด


“คนที่มาฟังเรา อาจารย์ฮาร์วาร์ดทั้งนั้นนะครับ ทุกคนเก่งหมดเลย ถ้าเราไม่สามารถทำให้เขาประทับใจได้ มันก็อาจจะไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ เพราะงั้น ผมก็ต้องเลือกเรื่องที่ค่อนข้างจะยาก แล้วมันมีแง่มุมหลายๆ อย่าง”


“มันเป็นเรื่องของการที่เราปลูกถ่ายปอด แล้วเกิดการต่อต้านปอด ด้วยกรรมวิธีอย่างนึง เรียกว่า Antibody-Mediated Rejection


ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นอะไรที่มีการถกเถียง แล้วก็มีหลายๆ อย่างที่ยุ่งยาก ผมก็เอาเรื่องนี้ไปพูดนะครับ พอพูดเสร็จปุ๊บ เขาก็มีคำถาม แล้วเราก็ต้องสัมภาษณ์กับคนหลายๆ คน พอเขาถูกใจ เขาก็เชิญเราเข้าไป”


สุดท้าย หมอแทนก็ได้เข้าไปทำงานที่ “Harvard Medical School” และได้เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล “Brigham and Women's Hospital”

 

แต่การทำงานเป็น "อาจารย์แพทย์" ที่ฮาร์วาร์ด ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด และด้วยความเป็น “หมอหนุ่ม” มันก็ยังคงมีข้อกังขาจากเหล่า “อาจารย์อาวุโส” อยู่


“ชีวิตหลังจากเป็นอาจารย์ ตอนแรกมันก็ไม่ง่ายครับ เพราะว่าเขาก็คิดว่า เราเนี่ยเด็กๆ มาจากไหนก็ไม่รู้ เขาไม่รู้จักเรามาก่อน เขารู้แค่ตอนที่สัมภาษณ์ ดังนั้นเนี่ยอาจารย์อาวุโสหลายๆ คน เขาก็จะสงสัยว่า เฮ้ย..เราเนี่ยเก่งแค่ไหน”


หมอแทนต้องพยายามพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา ซึ่งเคสที่สร้างชื่อ จนทำให้เหล่าอาจารย์แพทย์ในฮาร์วาร์ด "ยอมรับ" ก็มาถึงในวันนึง นั่นก็คืเคสคนป่วย ที่ปลูกถ่ายปอดไปแล้ว เกิด “อาการต่อต้านปอด” จนต้องนอน ICU และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ


ตอนนั้น หลังจากดูประวัติคนไข้แล้ว หมอแทนคิดว่า มันต้องเกิดจาก “Antibody-Mediated Rejection” ซึ่งเป็นโรคเดียวกัน กับตอนเขาพรีเซนต์แน่นอน แต่อาจารย์หมอท่านอื่นๆ ไม่คิดแบบนั้น


สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า หมอแทนคิดถูกหรือไม่ คือต้อง“ตัดชิ้นเนื้อปอด”ไปตรวจ แต่ปัญหาคือ คนไข้รายนี้อาการหนักมาก การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ อาจทำให้อาการคนไข้แย่ลง


แต่เพื่อแลกกับการรักษาชีวิตคนไข้ หมอแทนยอมรับความเสี่ยง และขอเป็นคนรับผิดชอบเคสนี้เอง เพราะโรคนี้ถ้ารักษาผิดทาง คนไข้ก็ไม่รอด


“สุดท้ายแล้ว เราก็บอกกับเขาว่า เคสนี้คงจะต้องตัดชิ้นเนื้อปอดไปตรวจ แต่เขาบอกคนไข้เนี่ย แย่ขนาดต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าเราไปตัดปอดตรวจเนี่ย คนไข้อาจจะแย่ไปกว่าเดิมก็ได้นะ


ผมบอก โอเค ถ้าอย่างงั้น เดี๋ยวผมเป็นคนทำเอง ผมจะยอมรับความเสี่ยงนี้เอง แล้วไปคุยกับญาติคนไข้ว่า มันจำเป็นจะต้องทำ ถ้าเป็นโรคนี้แล้ว คุณรักษาผิดทางเนี่ย คนไข้ไม่รอดนะ”


“แล้วสุดท้าย มันเป็นโรคนี้จริงๆ ซึ่งเป็นโรคที่ ป็นการต่อต้านปอดที่หายาก แล้วไอ้ชนิดที่เป็น มันเป็นชนิดย่อยที่ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่


พอหลังจากเคสนี้ มันก็ยิ่งทำให้ทุกคนที่อยู่ในฝ่าย เชื่อถือเราว่าเฮ้ย..เราเข้าใจจริงๆ เรารู้จริงๆ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นหมอที่เด็กๆ เนี่ย”


หลังจากได้รับเครดิตความน่าเชื่อถือ จากเหล่าอาจารย์รุ่นเก๋า ชีวิตภายใต้รั้วฮาร์วาร์ด ของหมอแทนก็ราบรื่นขึ้น


ส่วนถ้าพูดถึงช่วงสอน นักศึกษาที่นั่นก็จะคุยกับอาจารย์ ไม่เหมือนนักเรียนคุยกับคุณครูในไทย มันเป็นการปรึกษากันแบบผู้ใหญ่มากกว่า ซึ่งบรรยากาศแบบนี้ มันช่วยส่งเสริมความรู้ ให้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน


“การสอนในฮาร์วาร์ดเนี่ย เด็กเขาจะมีความอยากรู้นะครับ หลายๆ คนจะไม่รอว่า เราจะสอนอะไร เขาจะมาถามเราเลยว่า เออเนี่ย เราว่างไหม ช่วยคุยกับเขาหน่อย


เขาไปดูแลคนไข้มาแล้ว วางแผนในหัวว่า เขาจะทำอะไรกับคนไข้แต่ละคนบ้าง ให้เราฟังความคิดเห็นของเขาได้ไหม เราก็โอเค มานั่งฟังกัน


มันเหมือนผู้ใหญ่คุยกันอะครับ มันจะไม่เหมือนนักเรียน มาคุยกับอาจารย์ คนละอย่างกันเลย แล้วพอมันเป็นแบบนี้ มันเลยสนุกมากเลยครับ”



                                                         {ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพิสูจน์ตัวเอง}




สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : นนทัช สุขชื่น
ขอบคุณภาพ : IG @_doctortany_ | Facebook “Doctor Tany”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **