ไหนๆ คนยุคนี้ก็ดูจะเชื่อ “อินฟลูฯ” มากกว่า “คุณหมอ” งั้นก็ใช้จังหวะชีวิตตรงนี้ ผันตัวจาก “อาจารย์แพทย์รั้วฮาร์วาร์ด” และ “คุณหมอในอเมริกา” มาเป็น “ยูทูบเบอร์” แบบเต็มตัวซะเลย
และนี่คือมุมมองของคนที่สัมผัสมาแล้ว ทั้ง “ระบบโรงพยาบาลไทย” และ “โครงสร้างการแพทย์อเมริกา”
** ปล่อยไว้ไม่ได้!! กำเนิด “อินฟลูฯ จำเป็น” **
ในโลกที่ทุกวันนี้ คนเชื่อ “หมอ”น้อยกว่า “อินฟลูเอนเซอร์” และ “AI” บนโลกอินเทอร์เน็ต ที่คอยปล่อยข้อมูลมั่วๆ ทำผู้คนเข้าใจผิด
ผลักให้มีหมอส่วนนึง ตัดสินใจผันตัวมาเป็น “อินฟลูฯ” สายให้ความรู้ คอยออกมาทำคอนเทนต์ แก้ไขความเชื่อผิดๆ เต็มไทม์ไลน์
หนึ่งในนั้นคือ “หมอแทน” (นพ.ธนีย์ ธนียวัน) อดีตอาจารย์แพทย์ประจำฮาร์วาร์ด “Harvard Medical School” และหมอผู้เชี่ยวชาญโรคปอด ปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัด
ผู้เปลี่ยนทางเดินชีวิตจาก “แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”มาเป็น “อินฟลูฯ”แบบ Full Time เจ้าของช่อง YouTube “1 ล้านซับ” อย่างช่อง “Doctor Tany”
ช่อง YouTube ที่มีจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างการแค่อยากทำ “คลิปให้ความรู้ญาติพี่น้อง” ที่เมืองไทยเรื่อง “โควิด-19”
{ “หมอแทน” อินฟลูฯ ล้านซับ อดีตอาจารย์ฮาร์วาร์ด}
“หมอแทน” พาย้อนเหตุการณ์กลับไปในคืนสุดวุ่นวาย วันที่โรค “โควิด-19” กำลังระบาดใหม่ๆ ตอนนั้นนอกจากเขาจะเป็นอาจารย์แพทย์ของฮาร์วาร์ดแล้ว
เขายังเป็นคุณหมอประจำโรงพยาบาล “Brigham and Women's Hospital” ในเมืองบอสตันรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ด้วย
และแน่นอนว่า ณ เวลานั้น ทุกคนในโรงพยาบาลต้องระดมสมอง เปิดตำรา อ่านงานวิจัย เพื่อช่วยกันเฟ้นหาวิธีรับมือ “โรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุด” ครั้งนึงบนโลกนี้
“เนื่องจากเราเรียนทางด้านการดูแลคนไข้ ICU เราก็โดนเรียกไปอยู่ที่ ICU เลย ตั้งแต่คืนแรกนะครับ พอเข้าไปอยู่ เราก็ต้องอ่านงานวิจัยเกี่ยวกับโควิดทุกวัน
ทั้งโรงพยาบาล เอาทุกสรรพกำลัง ทุกคนมาอ่าน ทุกงานวิจัยที่มีในโลกตอนนั้น พัฒนาวิธีรักษาทุกๆ อย่างมาคุยกัน แล้วสรุปเป็นเหมือนแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนมาก”
แม้จะได้วิธีการรับมือ และการรักษามาแล้ว แต่ปัญหาคือ“การกระจายข้อมูล”เพราะตอนนั้นต้องยอมรับจริงๆ ว่า ข่าวเรื่องของโควิดมันมั่วไปหมด
คือมีทั้ง “ข่าวจริง-ข่าวปลอม” เต็มโลกออนไลน์ ซึ่งมันกระทบ “หมอแทน” โดยตรง พอ “โควิด-19” แพร่ระบาดเข้าสู่“ประเทศไทย”
“ความรู้ทุกอย่างสับสนหมดเลยครับ บางอันก็ผิด บางอันมีปัญหา จริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง ปะปนกันไป แล้วมันก็ลามมาถึงครอบครัวผม ก็คือพ่อแม่ก็ถาม
‘เฮ้ย...ไอ้โรคนี้มันยังไง ต้องฉีดวัคซีนไหม? มีปัญหาอะไรไหม มันยังไงกันแน่’ แล้วครอบครัวผมเป็นคนจีน คือคนเยอะ ผมจะมานั่งไล่ตอบทีละคน มันก็เสียเวลา ผมเลยคิดว่า ถ้าอย่างงั้น ผมเอาความรู้ที่ผมมีทั้งหมด มาทำเป็นวิดีโอคลิป
แล้วให้ครอบครัวไปฟัง ผมก็เลยทำเป็นช่อง YouTube ขึ้นมา แล้วก็บอกให้ญาติๆ ไปฟังซะนะ ไอ้เนี่ยคือความรู้ที่ถูกต้อง”
แต่กลายเป็นว่า ไม่ได้มีแค่ครอบครัวของคุณหมอรายนี้เท่านั้น ที่คลิกเข้าไปดูคลายข้อสงสัย เพราะตอนนั้นคำถามอย่าง มันคือโรคอะไร ป้องกันยังไง รักษาหายไหม ต้องฉีดวัดซีนตัวไหน คือสิ่งที่ทุกคนอยากรู้
ผลักให้คลิปของหมอแทน ถูกแชร์ไปในวงกว้าง และทำให้ช่อง YouTube ของเขา กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น
และนอกจากเรื่องโควิดแล้ว หมอแทนก็เพิ่มเนื้อหาอื่นเข้าไปด้วย หลัวงสังเกตใน “กลุ่มไลน์ญาติๆ” มาสักพัก จนพบว่าเหล่าอากง-อาม่า-ญาติผู้ใหญ่ ชอบส่งสติ๊กเกอร์ สวัสดีวันจันทร์มาแลกกัน
แถมชอบมีการแชร์ข่าว หรือข้อมูลทางการแพทย์ผิดๆ ห้อยท้ายมาด้วย เช่น กำไรทองแดงรักษาโลก หรืออะไรแนวๆ นี้ที่มองแล้วว่า ปล่อยเอาไว้ไม่ดีแน่ๆ
“เราน่าจะต้องออกมาพูดเรื่องพวกนี้ ให้เขาเข้าใจถูก อย่างน้อยเราเป็นคนในครอบครัวเขา เป็นหมอที่ต่างประเทศ เขาไว้ใจเรา เขารู้จักเราตั้งแต่เด็ก
เขาน่าจะเชื่อเรา มากกว่าไปเชื่อใครก็ไม่รู้ ผมก็เลยทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ”
{เริ่มจากจุดเล็กๆ แค่ทำคลิปให้ “ครอบครัว” ดู}
** ชีวิตหักเห “ลาออก” เพื่อพบ “ทางออก” ของชีวิต **
“6 ปี” นี่คือเวลาที่หมอแทน ได้ทำงานเป็นอาจารย์ใน “Harvard Medical School” และรับบทบาทคุณหมอในโรงพยาบาล “Brigham and Women's Hospital” ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือฮาร์วาร์ด ไว้ใช้สำหรับฝึกแพทย์
ตลอดช่วงเวลานั้น เขาใช้มันไปกับการเทรนนักศึกษาแพทย์ ตาม “หลักสูตรการปลูกถ่ายปอด” จบไปแล้ว 2 รุ่น กำลังเทรนรุ่นที่ 3 ซึ่งวางแผนไว้ว่า จะสร้างหลักสูตรการปลูกถ่ายของตัวเองด้วย
แต่แล้วเส้นทางการเป็นคุณหมอและคุณครูกลับต้อง “สะดุด” ลง เมื่อมีการควบรวม 2 โรงพยาบาลใหญ่ คือ ‘Brigham and Women's Hospital’ และ ‘Massachusetts General Hospital’
ผลักให้เกิดปัญหาเรื่องการบริหาร กระทบระบบการทำงานภายใน จนอยู่ในสภาวะสับสนวุ่นวายไปหมด สุดท้ายภาระงานเลยหนักขึ้น เพราะบุคลากรหลายคนถูกไล่ออก
บวกกับเป็นช่วงที่ “ทรัมป์” ได้เข้ามาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยแรก แล้วมีการตัดงบวิจัยต่างๆ นานา มันเลยทำให้ความคิด “ลาออก” ผุดขึ้นมาในหัวของหมอแทนชัดขึ้นเรื่อยๆ
“เงินวิจัยมันหายไป ไม่มีเลยนะครับ ก็เลยทำให้ทางข้างบน (ผู้บริหาร) ต้องมาบอกว่า พวกเราต้องทำงานในตำแหน่งต่างๆ เพิ่มขึ้น
แล้วบางตำแหน่ง เขาโดนเลย์ออฟไป ก็ต้องไปทำแทนตำแหน่งเหล่านั้น ซึ่งงานเราก็หนักอยู่แล้ว แล้วเพิ่มเข้าไปอีก แถมเงินเดือนเพิ่มไม่ได้ด้วย มีแนวโน้มจะลดอีก
ผมก็เลยรู้สึกว่า ถ้ามันประกอบกันทั้งหมดเนี่ย ยังงั้นไม่น่าอยู่แล้วแหละ นั่นก็คือเหตุผลที่ต้องออกแหละครับ”
แต่การลาออกครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ลาออกจากการเป็น “อาจารย์”หรือหน้าที่ “แพทย์” เท่านั้น แต่เป็นการลาออกจาก “ตำแหน่งทั้งหมด” เลยต้องพยายามเดินสายหางาน ในแนวที่เคยทำอยู่
ก่อนพบว่างานที่ใหม่ๆ เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย คือถ้าไม่เดินทางลำบาก ก็ทำงานหนักจนไม่มีเวลาได้กลับไทย
สุดท้าย เขาเลยตัดสินใจ “หยุดพัก”เป็นเวลา 1 ปี เพื่อทบทวนตัวเอง และค้นหาตัวตนใหม่อีกรอบ
“ตอนแรก ผมก็คิดว่า เออ..เดี๋ยวเราไปสมัครที่อื่น เพื่อที่จะไปทำงานปลูกถ่ายปอดนี่แหละ ผมก็ไปไล่ตามที่ต่างๆ
ผมก็เจอว่า เอ๊ะ..มันกลับไทยได้น้อย บางที่มันก็เดินทางลำบากกว่าเดิมอีก บางที่เครื่องบิน 3 ต่อ
คิดไปคิดมา ถ้างั้นเราทำเหมือนวัยรุ่น เรา Take a Gap Year ครับ เป็นเวลาว่างปีนึง ค้นหาตัวเอง ดูซิว่าตกลงแล้วเนี่ย ถ้าเราไม่ทำงานตรงนี้ เราสามารถอยู่รอดได้ไหม
เรายังเข้าใจความรู้สึกตัวเองที่เป็นได้หรือเปล่า ยังจะมีคุณค่าอยู่ไหม หรือเราจะอิจฉาเพื่อนที่เขาทำงาน แล้วก็เติบโตไปเรื่อยๆ”
{ ใช้เวลา “ค้นหาตัวตน” อยู่ 1 ปี}
และเวลา 1 ปีที่หยุดพักช่วงนี้เอง ที่หมอแทนเริ่มหันมา “สร้างคอนเทนต์”บนโลกออนไลน์อย่างจริงๆ จังๆ มากขึ้น
ถึงแม้ความถี่ในการลงคลิปของเขา จะไม่ต่างจากตอนเป็นหมอ หรืออาจารย์ในฮาร์วาร์ดเท่าไหร่นักก็ตาม
แต่มันกลับกลายเป็นว่า ชีวิตสายนี้ดันลงตัวสุดๆ คือเขายังคงสามารถออกมาให้ความรู้ได้เหมือนเดิม แถมได้เวลาในชีวิตกลับมามากขึ้นด้วย
“ผ่านไปปีนึง มันดันมีความสุขมากกว่าเดิม งานทางด้านอินฟลูเอนเซอร์ การให้ความรู้ทางการแพทย์ มันก็ให้ได้เหมือนเดิม และเรามีเวลาอ่านงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น ทุกๆ อย่างลงตัวไปหมด ก็เลยมาทำสายนี้ครับ”
ตลอดเวลาที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูฯ บอกเลยว่าคือประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต ทำให้เขาได้พบปะผู้คนหลากหลาย ผ่านการสัมภาษณ์รายการต่างๆ ที่คงหาไม่ได้ในอาชีพหมอ
“มันได้ทำอะไรใหม่ๆ แล้วก็เจอคนหลากหลายวงการ คนที่เราไม่คิดว่าจะสามารถรู้จักได้ เพราะว่าเราก็เห็นเขาในช่องทางโซเชียลมีเดีย เราไม่คิดว่าเรามีชื่อเสียง พอจะคุยกับเขา
เราได้เข้าใจความคิดในหลายๆ แง่มุม มันก็เป็นช่องทางเพิ่มขึ้นอีกอย่างนึงของเรา ถ้าเราทำงานเป็นหมอแบบ 100% เต็มเนี่ย โอกาสในการทำแบบนั้น มันไม่มีจริงๆ นะครับ”
** ไม่ง่าย เมื่อ “หมอ” อยากเป็น “อินฟลูฯ” **
คอนเทนต์สาย “ให้ความรู้” หรือ “ข้อมูล”เป็นที่รู้ๆ กันว่า ส่วนมากจะมี “ยอดวิวต่ำ-คนดูน้อย”แต่สิ่งที่ทำให้ช่อง YouTube ของหมอแทน มียอดกดติดตามถึง “1 ล้าน Subscribe” มาจาก “ความสม่ำเสมอ”ล้วนๆ
ถ้าให้วิเคราะห์ ข้อแรกน่าจะเป็นเพราะ “ความขยัน” ลงคอนเทนต์ทุกวัน ตอบทุกคอมเมนต์ตัวดัวยเอง บวกกับการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ทำให้โดนใจใครหลายๆ คน
โดยเฉพาะจุดขายเรื่องการเอา “งานวิจัย”ด้านการแพทย์ ที่อ่านยากๆ มาเรียบเรียง แล้วเล่าใหม่ให้คนทั่วไปฟังรู้เรื่อง
เรียกได้ว่าเท่าทัน “คอนเทนต์บิดเบือน” ในยุคนี้ ที่ชอบหยิบงานวิจัยมาอ้าง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วหลอกให้คนเชื่อ ทั้งๆ ที่งานวิจัยเหล่านั้น ไม่ได้สรุปแบบนั้นเลย
เรื่องน่าเศร้าคือ มุกบิดเบือนแบบนี้ มักจะได้ผล 100% เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ไปตามอ่านงานวิจัยที่ถูกอ้าง หรือถึงพยายามเข้าไปอ่าน สุดท้ายก็จะงง ไม่เข้าใจอยู่ดี
“ผมก็เลยได้ไอเดีย ถ้าอย่างงั้นเนี่ย งานวิจัยที่หมอท่านนั้น อินฟลูฯ ท่านนี้ เอามาเขียนหรือยกตัวอย่าง แล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ผมจะเอามันมาอ่านให้ทุกคนฟัง
‘โดยย่อยให้มันเป็นภาษาของคนทั่วไป ที่ฟังเข้าใจ’ในช่องผมก็เลยจะมีเป็นเพลย์ลิส ที่ เอางานวิจัยพวกนี้ มาอ่านให้ฟัง แล้วก็แปลเลยว่า ภาษาคนธรรมดามันเป็นยังไง
แล้วจุดบอด ข้อด้อย ข้อเด่น ของงานวิจัยนี้คืออะไร สรุปได้ว่าอย่างงั้นจริงหรือไม่ ตรงนี้ก็อาจจะเป็นส่วนนึงที่ผมทำนะครับ”
{ เคล็ดลับล้านซับ สรุปเรื่องยาก ให้คนเข้าใจ}
แต่เส้นทางสาย “อินฟลูฯ ผู้ต่อสู้กับข้อมูลลวง”ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคลิปที่ทำออกไป ถึงจะเป็นคลิปความรู้จากข้อเท็จจริง หรือข้อมูลที่มั่นใจแล้วว่าถูกต้อง แต่สุดท้ายจะมี “รถทัวร์” จากฝั่งตรงข้าม มาลงเสมอ
บอกตามตรง “วินาทีแรก”ที่นิ้วกดอัปโหลดคลิปลง YouTube ไป เขาไม่เคยคิดเรื่อง “ทัวร์ลง” มาก่อน เพราะอย่างที่บอก ตอนแรกมันคือการทำคลิป เพื่อให้ความรู้คนในครอบครัวเท่านั้น
“รู้แต่ว่าผมจะพูดยังไงก็ได้ ให้มันถูกต้อง ครอบครัวเป็นคนฟัง เพราะงั้น ผมเลยไม่ได้สนใจว่า ทัวร์คืออะไร เพราะถ้าเป็นคนในครอบครัว เราจะอธิบายเขาได้ง่ายมาก
แต่พอทำไปสักพักนึงเนี่ย เราก็ต้องคิด สักพักมันก็ต้องมีทัวร์มาลงแต่ว่าถ้าสิ่งที่เราพูดไป มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์กับประชาชน ผมไม่สนใจทัวร์นะครับ”
วิธีการรับมือของหมอแทนก็คือ ถ้ามีคนเข้ามาแนวด่าทอ ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ แบบนี้ก็ตัดจบไป ไม่คุย ไม่สนใจ เพราะคนแบบนี้ “ไม่รับฟังใคร”ตั้งแต่แรกแล้ว
แต่ถ้าเป็นคนที่เห็นต่าง แล้วมาแลกเปลี่ยนกันอย่างสุภาพ ถกกันด้วยหลักฐาน เขาก็พร้อมเปิดใจรับฟัง ซึ่งมีหลายครั้งเหมือนกัน ที่เขาอยากจะแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ของคนที่เข้ามาคอมเมนต์ แต่เรื่องตลกร้าย ที่กลายเป็นสัจธรรมคือ...
“พอเราอธิบายไป เราจะเริ่มรู้ว่า บางคนจะเปลี่ยนจากสุภาพ กลายเป็นกระแนะกระแหนทีหลัง”
{ไม่ง่าย อินฟลูฯ สายความรู้ ทำยังไงทัวร์ก็ลง}
นอกจากรถทัวร์ของฝั่งตรงข้ามแล้ว ความยากอีกอย่าง เมื่อ “คุณหมอ” มาเป็น “อินฟลูฯ” ก็คือความถูกต้องของข้อมูล ที่จะ “มั่ว” หรือ “เอนเอียง” เพื่อผลประโยชน์แอบแฝงไม่ได้
นี่คือความยากที่ท้าทายของ “อินฟลูฯ (อดีต)คุณหมอ” เพราะพอเริ่มมีชื่อเสียง เริ่มกลายเป็นอินฟลูฯ บนโลกโซเชียลฯ ก็จะมีเหล่าสินค้าต่างๆ วิ่งเข้าหา เพื่อซื้อตัวให้ไป “รีวิว”
“พอแพทย์เริ่มมีชื่อเสียงปุ๊บ มันจะเริ่มมีแล้วครับ สินค้าต่างๆ จะมาให้เรารีวิว เราจะขายอาหารเสริม ขายคอร์ส ขายสมุนไพร ขายอะไรก็ได้เลย
หรือเราจะพูดอะไรผิดๆ ก็ได้นะครับ คนก็ฟังเราอยู่ดี แล้วเราก็จะได้ผลประโยชน์ตรงนั้น ตรงนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุด และเราต้องระมัดระวังมากขึ้นมากๆ”
นี่แหละคือเหตุผลหลักๆ ที่ในหลายๆ ประเทศ “ห้าม” เหล่าหมอรับรีวิว หรือโฆษณาสินค้า เพราะเมื่อ “ผลประโยชน์บังตา” บุคลากรทางการแพทย์เองนี่แหละ ที่จะกลายเป็น “คนสร้างชุดข้อมูลผิดๆ อย่างน่าเชื่อถือ” เพื่ออวยสินค้าต่างๆ ที่รับเงินมา
“ถ้าจะเห็นในอินเทอร์เน็ต มีอินฟลูฯ หลายๆ คนที่เป็นหมอ และเขาขายอาหารเสริม อันนี้ส่วนตัวผมก็ไม่เห็นด้วย และจริงๆ มันผิดกฎแพทยสภาด้วย ตรงๆ เลยนะครับ
นอกเหนือจากนี้ อาจจะมีอินฟลูฯ บางคน ที่เป็นหมอมีชื่อเสียง เขาก็ให้ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ด้วยการอ้างงานวิจัยบางอย่าง”
เรื่องน่าเศร้าคือ เหล่าคอนเทนต์ที่ทำให้คนเข้าใจผิดส่วนใหญ่ ถึงจะมีการกดรายงานทางแพลตฟอร์มไปมากมาย แต่คลิปก็ยังไม่ได้หายไปไหน
แย่กว่านั้นคือ อินฟลูฯ หน้าเดิมๆ เหล่านั้น ก็ยังคงผลิตคอนเทนต์แนวนี้ออกมาเรื่อยๆ ผลักให้ข้อมูลผิดๆ ถูกอัปลงโลกออนไลน์อยู่เรื่อยๆ
ทางที่ดีที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรลุกขึ้นมา “จริงจัง” กับการจัดการ “ข้อมูลลวง” เหล่านี้ ด้วยการพูดคุยกับทางแพลตฟอร์ม
หรือให้อำนาจสมาคมต่างๆ ที่มีความรู้ด้านวิชาการ เข้าไปตรวจสอบความถูกต้อง ของเนื้อหาคอนเทนต์ หรืออาจใช้ AI มาเป็นตัวช่วยในการตรวจจับ ถ้าพบว่าเคสไหนทำผิดซ้ำๆ ก็สั่งแบนได้เลย
“ปัญหาตอนนี้ที่เราเจอก็คือ ถ้าเราไปเจอคอนเทนต์ที่ผิดๆ เราส่งรีพอร์ตไป มันไม่เกิดอะไรขึ้นครับ ต่อให้คน 10,000 คนรีพอร์ตเข้าไป มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นกับคอนเทนต์นั้นอยู่ดี
ดังนั้น ตรงนี้เราคงต้องมีการคุยกับแพลตฟอร์ม ที่เป็นแพลตฟอร์มที่เราใช้กันบ่อยๆ แล้วให้อำนาจกับทางสมาคมที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเรื่องพวกนี้
เพราะถ้าเกิดคุณจะส่งเรื่องไปให้สำนักงานใหญ่ ให้เขาพิจารณาว่าควรจะทำยังไงกับมัน เขามีเรื่องพิจารณาวันวันนึงมหาศาล
แล้วเราก็ใช้ AI เข้ามาจับสิ จะได้ไม่ต้องใช้คนทำเยอะ ส่วนตรงไหน AI มีปัญหา เราก็ให้คนมาคุมมันอีกทีนึง ซึ่งผมมองว่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่ควรทำ แล้วดีมากๆ ในการกำจัดคอนเทนต์ที่มันมีปัญหา
คนไหนที่เป็นแอคเคาท์เดิม แล้วทำเรื่องเดิมผิดๆ ซ้ำๆ คนนี้ควรจะต้องแบนทั้งหมดจริงๆ ไม่งั้นก็จะยิ่งเกิดเรื่องเป็นปัญหากับประชาชนอยู่ดีครับ”
** เห็นมาหมด ไม่มี “ระบบที่ดีที่สุด” **
หมอไทย “งานหนัก” ส่วนหมออเมริกา “Work-Life Balance” ดีกว่า นี่คือประสบการณ์ตรงของคนที่ได้สัมผัสมาแล้ว ทั้ง 2 ระบบการทำงาน จากทั้ง 2 ประเทศ
ให้เล่าย้อนถึงวันที่เป็น “หมอจบใหม่” ที่ต้องทำทุกอย่าง “วนทุกแผนก” ในโรงพยาบาล ตั้งแต่แผนกอายุรกรรม, ฉุกเฉิน, เด็ก, สูตินรีเวช ฯลฯ ไปตกแผนกไหน ก็ต้องทำหน้าที่เหมือนหมอเฉพาะแผนกนั้น
นอกจากนี้ กิจวัตรในแต่ละวันคือ เช้า “ดูแลผู้ป่วยใน” พอเสร็จก็ออก “ตรวจผู้ป่วยนอก(OPD)” บางทีไม่ได้กินข้าวเที่ยง เดี๋ยวตรวจผู้ป่วยไม่ทัน ตกเย็นไม่ “เข้าเวร” ก็ออกตรวจ “คลินิกพิเศษนอกเวลา”
ถึงงานจะหนัก แต่หมออินฟลูฯ คนนี้ก็บอกว่า ตอนนั้นเขาโชคดี ที่ได้ไปอยู่โรงพยาบาลที่ดี ทำให้แม้งานจะเยอะ แต่ก็ไม่ได้ท้อ กลับสนุกเสียด้วยซ้ำ ที่ได้เอาวิชาที่เรียนมาใช้จริง
“ณ ตอนนั้นเนี่ย เนื่องจากผมอาจจะโชคดี ได้ไปอยู่ในโรงพยาบาลที่ดี สิ่งแวดล้อมทุกอย่างดี แม้ว่ามันจะงานหนักเนี่ย ผมไม่ได้รู้สึกเหนื่อยใจอะไร ก็เลยสามารถทำงานต่อได้ไปเรื่อยๆ ”
“แต่ถามว่าเหนื่อยไหม ก็มีครับ บางที่เราอยู่เวรติดต่อกัน วัน 2 วัน อย่างผมคือนานที่สุด 72 ชั่วโมง แล้วไม่ได้พักเลย ระหว่างนั้น เวลานอนของผม ต้องแอบเข้าไปในห้องน้ำ-ห้องส้วมนี่แหละ แล้วก็หลับ
เพราะถ้าผมเดินอยู่ข้างนอกเนี่ย เดี๋ยวก็มีคนตามกลับ มีพยาบาลตาม มีใครมาตามสักอย่าง แต่ในห้องส้วมเป็นที่เดียว ที่ไม่มีใครกล้าเข้ามาตาม ผมก็เลยต้องนอนตรงนั้นอะครับ”
แต่ไม่ใช่หมอจบใหม่ทุกคนจะโชคดีแบบนี้ หลายคนต้องไปอยู่โรงพยาบาล ที่ห่างไกล “หมอน้อย” แต่งานและคนป่วย “เยอะ” สุดท้ายบุคลากรหลายคนก็เลยเลือก “ลาออก”
“ปัญหามันเป็นเพราะว่าเราไม่สามารถจัดการทรัพยากรได้ดีครับ คือที่ประเทศไทย แน่นอนเราผลิตหมอออกมาเรื่อยๆ แต่ว่าเราไม่สามารถทำให้หมออยู่ในระบบได้ดี
บางที่ที่มันทุรกันดาร ลำบากมากๆ ก็ไม่มีคนอยากจะไปอยู่ตรงนั้น หรือไปอยู่แป๊บเดียว ก็ต้องลาออก เพราะคุณภาพชีวิตมันแย่จริงๆ”
“ต่อให้เราผลิตหมอออกมาเยอะเท่าไหร่ ถ้าเขาไปทำงาน แล้วมันยังมีปัญหาเรื่องของสภาวะความเป็นอยู่ต่างๆ เนี่ย เขาก็จะลาออกอยู่ดี ถูกไหมครับ มันก็เลยทำให้ไม่สามารถที่จะเก็บหมอไว้ในระบบได้
ดังนั้นเนี่ย ทั้งหมดนี้ควรจะเอาไปปรับปรุง ให้คุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์สูงขึ้นมากกว่า เขาจะได้มีความอยากไปทำงานตรงนั้น แล้วอยู่ในระบบได้”
ตัดภาพมาที่ “อเมริกา” หมอที่นั่นมี “กำหนดชั่วโมงทำงาน” ที่ชัดเจนว่าห้ามเกินเท่าไหร่ และ “ค่าตอบแทน” ต่อให้ทำงานในโรงพยาบาลรัฐ เงินที่ได้ก็สมน้ำสมเนื้อ สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดได้สบายๆ
ไม่เหมือนที่ “ไทย” ที่ถ้าเลือกทำงานที่โรงพยาบาลรัฐ เราอาจต้องไปเปิดคลินิก หรือทำงานที่อื่น เพื่อหารายได้เสริม
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ทั้ง 50 รัฐของอเมริกา โรงพยาบาลคุณภาพคล้ายกันหมด ทำให้คนไม่ต้องเดินทางไกล เพื่อไปใช้โรงพยาบาลที่ดีกว่า จนกลายมาเป็น “คอขวด” การรักษาแบบบ้านเรา
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การแพทย์อเมริกาจะดีไปทั้งหมด เพราะที่นั่น “ไม่มี” ระบบประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้าจากรัฐ ทุกคนต้องเสียเงินซื้อประกันเอง แถมค่ารักษายังแพงมากๆ ด้วย
“ปัญหามันก็ต้องมี มันไม่มีทางใดทางนึง ไม่มีระบบการแพทย์ที่เพอร์เฟกต์ในโลกนี้”
“ดังนั้น เราจะเจอว่า ในอเมริกาเนี่ย ค่าใช้จ่ายทางด้านการพยาบาลจะสูงมากและมันเป็นสาเหตุต้นๆ ของประเทศ ที่ทำให้คนล้มละลายได้เลย เรื่องค่าใช้จ่ายนี่แหละ”
“คนไข้ที่มาบางทีเนี่ย เขาไม่มีเงินจ่าย เขาก็หนีหายไปเฉยๆ ก็มี เพราะว่าการตรวจต่อเนื่อง มันต้องใช้เงิน ถูกไหมครับ
คนเหล่านี้ที่ผมเคยเห็น บางทีเราก็ช่วยกันไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเขาเสียชีวิตไป เพราะว่า มาทุกครั้งก็หนัก หนัก หนัก ทุกครั้ง จนกระทั่งสุดท้าย มันไม่ไหวแล้วก็..ไป เราก็จะเจอในรูปแบบนี้”
ส่วนของไทย มี “30 บาทรักษาทุกโรค” สวัสดิการด้านสุขภาพจากรัฐ ที่ทำให้คนไม่ต้องล้มละลาย จากค่ารักษาพยาบาล เพราะรัฐเอาเงินภาษีที่เก็บเรา มาช่วยออกให้
แต่ปัญหาคือ ระบบนี้โรงพยาบาลต้องออกเงินค่ารักษาเองไปก่อน แล้วค่อยไปเบิกเงินกับ“สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)" สิ่งที่หลายๆ ที่เจอคือ"เงินเบิกได้ไม่เต็ม"ทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินหมุนใช้ในโรงพยาบาล
"เราก็เลยเห็นตัวเลขของโรงพยาบาลหลายๆ ที่เนี่ย มันขาดทุนกันค่อนข้างที่จะเยอะ ไม่มีเงินที่จะไปซื้อยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์"
"30 บาท ระบบมันดีนะครับ แต่ถ้าจะทำให้มันดี แล้วไปต่อได้ มันต้องจ่ายเงินให้มันตรงเวลา
หรือในการบริหารงบประมาณของชาติเนี่ย บางอย่างที่ผมว่า ประชาชนก็อาจมีการตั้งคำถาม เราเอาเงินไปลงตรงนี้ มันคุ้มหรือเปล่า มันอาจจะต้องเอามาให้การบริหาร การพยาบาลต่างๆ บ้างนะครับ"
|
|
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : นนทัช สุขชื่น
ขอบคุณภาพ : IG @_doctortany_ | Facebook “Doctor Tany”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


