xs
xsm
sm
md
lg

“สอนเด็ก” หรือ “ซ้ำเติม”? โปรเจกต์คลิป “รัฐxTikTok” เพิ่มสมาธิสั้น สวนทางเทรนด์โลก!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“กระทรวงศึกษาธิการ X TikTok” ผลิต“คลิปสั้น” เป็น“สื่อการสอน” ท่ามกลางปัญหาเด็กไทย“สมาธิสั้น-สะกดคำไม่เป็น-อ่านหนังสือไม่แตก” หลักๆ เพราะติดโซเชียลฯ นักจิตวิทยาชี้“ข้อดี” ก็มี แต่จิ๊ดเดียว ถามว่าคุ้มไหม? ก็ต้องชั่งน้ำหนักเอา!!

** “หวาน” นิดเดียว “ขม” ระยะยาว **

เสียงวิจารณ์สนั่น เมื่อ “กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)” เตรียมจับมือกับ “TikTok” ผลิต “สื่อการสอน” แนวคลิปสั้น 2 นาที เพื่อให้เด็กๆ เอาไว้ “เรียนหนังสือ”

หลายคนฟังแล้ว ถึงกับอ้าว!! ในเมื่อนานาอารยประเทศ เขากำลังพยายาม “ลดการดูจอ” ของเด็กๆ ลง เพราะงานวิจัยหลายชิ้น ออกมาคอนเฟิร์มเป็นเสียงเดียวว่า “เสพหน้าจอ” มีแต่จะทำให้เด็กๆ “สมาธิสั้นลง”



ผลักให้หลายประเทศเริ่ม “จำกัด” การเข้าถึง “โซเชียลฯ” ของเด็กๆ อย่างจริงจัง โดย “ห้าม” เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลฯ ทั้งประเทศ “ออสเตรเลีย”, “อินโดนีเซีย” และ “อินเดีย” ในบางพื้นที่

แม้แต่ “สวีเดน” ประเทศแรกๆ ในยุโรป ที่นำเทรนด์การใช้เทคโนโลยีนี้ มาเป็นอุปกรณ์หลักให้นักเรียน ยังถึงขั้นประกาศ “ยกเลิกใช้แท็บเล็ต” เด็ดขาด และเอาออกจาก “สื่อการสอน” ไปแล้ว

หันกลับมาเจอความเคลื่อนไหวของ “กระทรวงศึกษาธิการไทย” รอบนี้ เลยยิ่งทำให้เกิดคำถามข้อใหญ่ว่า ผลที่จะเกิดกับตัวเด็ก มันได้คุ้มเสียจริงๆ เหรอ?



ทีมข่าวลองหยิบเรื่องนี้ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อกับพัฒนาการเด็ก อย่าง “จี๊ด” (ผศ.ดร.สุภลัคน์ ลวดลาย) อาจารย์ประจำคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วยวิเคราะห์ถึง “ข้อดี-ข้อเสีย”

ดร.จี๊ดจึงเริ่มวิเคราะห์ถึง “ข้อดี” ให้ฟังก่อน แน่นอนว่ามันทำให้การเรียนการสอน “เข้าถึงง่าย” และอาจช่วย “ดึงดูดความสนใจ” ของนักเรียนได้จริง

ด้วยธรรมชาติของ TikTok ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เน้น “คลิปสั้น” เนื้อหาที่ “เหมาะ” กับสื่อประเภทนี้ คือการเรียนการสอนเรื่องที่ “ไม่ซับซ้อน” และเข้าใจง่าย

“ด้วยความที่มันสั้น มันง่าย มันเร็ว มันก็อาจจะทำให้เด็ก สามารถเข้าใจเนื้อหาที่ไม่ซับซ้อนได้ ในเวลาอันรวดเร็ว อันนี้คือข้อดีของมัน”

แต่ “รสหวาน” หรือที่เรียกว่า “ข้อดี” ก็มีเพียงเท่านั้น ที่เหลือคือ “รสขม” หรือ “ข้อเสีย” ที่มีอยู่เต็มไปหมด

เริ่มจากอย่างแรกเลย การสอนเด็กให้มี “องค์ความรู้” นั้น มันไม่ควรเน้นแค่ประเด็น “สั้น” และ “ง่าย” เพราะสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการเรียนคือ “สมาธิ” ที่จะฝึกให้เด็กสามารถจดจ่ออยู่กับเนื้อหาได้



ที่ตลกร้ายคือ จุดสำคัญที่ต้องการปลูกฝังให้แก่เด็กๆ ดันสวนทางกับผลที่จะได้จาก “สื่อโซเชียลฯ” ที่มีงานวิจัยหลายชิ้นพูดตรงกันว่า มีแต่ทำให้คน “สมาธิสั้นลง”

โดยเฉพาะ “เด็กเล็ก” ที่มีสมาธิที่สั้นอยู่แล้ว ยิ่งพยายามไปดึงให้มาอยู่หน้าจอ มาเรียนผ่าน TikTok อย่างที่วาดหวังไว้ จะยิ่ง “ขัดกับหลักพัฒนาการ” ของเด็กๆ ให้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้นไปอีก

ทั้งที่สิ่งที่ควรจะปลูกฝังจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ชั้น “อนุบาล” จนถึง “มัธยม” คือการฝึกฝนให้เด็กๆ “มีสมาธิ” จดจ่ออยู่กับบทเรียนได้

“เด็กเขาสมาธิสั้นอยู่แล้วนะ อย่างเด็กอนุบาล นั่งฟังเราเฉยๆ ได้ 10 นาทีก็บุญแล้ว เพราะฉะนั้นเนี่ย เราไม่ควรส่งเสริมสมาธิสั้นให้เด็กอีก”

“มันไม่ใช่แค่สั้นและง่าย แต่เด็กต้องฝึก ต้องอดทน ต้องรอ และต้องรู้จักคงความใส่ใจได้ เป็นระยะเวลานานระยะนึง”



ดังนั้น การเอา “คลิปสั้น” มา “สอน”เด็กๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับฝึกให้เด็ก “ชิน”กับอะไรที่มัน “รวดเร็ว” สั้นๆ ง่ายๆ จนอาจไม่สามารถทนจดจ่อ หรือคงสมาธิในเนื้อหาที่เยอะ หรือยากกว่านั้นได้

นักจิตวิทยารายนี้เลยมองว่า ถ้าจะมีการใช้ TikTok มาเป็นสื่อการสอนจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ควรใช้กับเด็กเล็ก แต่ต้องไปใช้กับเด็ก “ม.ปลาย” วัย 17-18 ปีขึ้นไป เพราะ“อาจจะ ”มีผลเสียน้อยกว่า

ในอีกมิติ บางเนื้อหาวิชาที่มีความซับซ้อน ต้อง “ใช้เวลา”ศึกษา หรือต้อง “ลงมือทำ”เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ทำให้คอนเซ็ปต์ “คลิปสั้น” ไม่สามารถตอบโจทย์ได้

“เราต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดีๆ ว่า อะไรที่ใช้ TikTok ได้บ้าง หรือใช้ไม่ได้ กระทรวงศึกษาต้องชัดเจน”

“อาจจะต้องมีนักจิตวิทยา จิตแพทย์ เป็นที่ปรึกษาด้วยมั้ย เพราะเรื่องกระบวนการทำงานของสมอง มันก็มีความซับซ้อนระดับนึง”


                                                       {“ผศ.ดร.สุภลัคน์” นักจิตวิทยา จาก จุฬาฯ}

** ตกลงจะ “สอน” หรือ “ซ้ำเติม” **

ในฐานะคนที่รับหน้าที่สื่อสารกับเด็กๆ โดยตรง อย่าง “ครูทิว” (ธนวรรธน์ สุวรรณปาล) จากกลุ่มครูขอสอน บอกตรงๆ ว่า มองเห็นแต่ปัญหาที่จะได้จากโปรเจกต์ “รัฐxTikTok” ในครั้งนี้

ย้ำชัดว่าโซเชียลฯ “ไม่ช่วย” ยกระดับการศึกษาให้แก่เด็กๆ แต่น่าจะเป็นการ “ซ้ำเติม” ปัญหาเรื้อรัง ที่เหล่าครูและนักเรียนกำลังเผชิญอยู่ด้วยซ้ำ

เพราะตอนนี้สิ่งที่เจอในรั้วโรงเรียนคือ เด็กๆ “สมาธิสั้นลง” “อ่านหนังสือไม่แตก” ไปจนถึงอ่านแล้ว “จับใจความไม่ได้” นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นมาสักระยะแล้ว และกำลังหนักขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่จำเป็นต้องเข้าใจคือ เด็กนักเรียนยุคนี้ ลืมตามาก็เจอ “โซเชียลฯ” แล้ว แถมพ่อ-แม่สมัยนี้ ก็นิยม “เลี้ยงลูก” ให้อยู่กับ “หน้าจอ” ตั้งแต่เด็ก

ทำให้เด็กๆ ที่โตมา ชินกับการอ่าน การพิมพ์อะไร “สั้นๆ” ตามรูปแบบของแพลตฟอร์มโซเชียลฯ จนเด็กๆ ขาดทักษะ “การอ่านเชิงลึก” ที่ต้องค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทำความเข้าใจ



อีกอย่างที่น่ากังวลคือ เด็กบางคน “เขียนหนังสือไม่ได้” เพราะชินกับการพิมพ์ แถมบางคน “สะกดคำไม่เป็น” เพราะใช้วิธีการพิมพ์ด้วยเสียงมาโดยตลอด

ปัญหาแบบนี้ มันสะสมมาจากนิสัยการใช้โซเชียลฯ ตั้งแต่เด็กมา สะสมมาเรื่อยๆ กระทั่งมาหนักข้อตอนเข้า “มัธยม”

“อาการอ่านหรือเขียนได้น้อยลง หมายถึงว่าเด็กเขาติดการพิมพ์ เผลอๆ บางคนเนี่ย พิมพ์ไม่ได้ด้วยซ้ำ มันก็มีปัญหาจากการใช้จอ จากการใช้พวกนี้ตั้งแต่ตอนเด็ก”

“ที่โรงเรียนที่สอนอยู่ ก็เจอเด็กที่เขียนไม่ได้เลย หรือแม้จะพิมพ์ ก็พิมพ์ไม่ได้ สะกดไม่ได้ ใช้วิธีการพิมพ์ด้วยเสียงเอา อะไรอย่างงี้ครับ”

ผลักให้ครูรายนี้มองว่า การเอา “TikTok” มาเป็นสื่อการสอน มันมีแต่ทำให้ปัญหาที่เด็กๆ มีอยู่เดิม จาก “อาการเสพติดจอ” ยิ่งจะหนักขึ้นอีก



คิดดูว่า หลังนักเรียนดูคลิปบทเรียนจบแล้ว เขาจะทำอะไรต่อ? คำตอบก็คือ “ไถ TikTok ต่อ” ผลักให้ปัญหาที่ผู้ใหญ่ควรช่วยกันแก้ไขให้เด็กๆ ได้มีสมาธิมากขึ้น หัดจดจ่อกับการเรียน มันยิ่งได้ผลน้อยลงไปอีก

“ต่อให้มันเป็นคลิปเนื้อหาสาระ หรือเนื้อหาการสอนจริงๆ แต่คำถามก็คือ เราไม่คิดจะช่วยให้เด็กมีสมาธิที่ยาวนานขึ้น หรือจดจ่อกับอะไรได้ดีขึ้นเหรอ ใช่มั้ย”

อีกเรื่องที่ทำให้การเอา TikTok มาเป็นสื่อการสอน “ไม่ช่วยพัฒนา”การศึกษาไทย เพราะมันยังคงถูกคิดอยู่บนพื้นฐานเดิม คือ “การท่องจำ”

ไอเดียนี้ มันก็แค่เปลี่ยนจากการจำ สิ่งที่อยู่ในหนังสือ หรือสิ่งที่ครูพูด มาเป็นจำเนื้อหาจากคลิปสั้นแทน ซึ่งมันไม่ได้ช่วยพัฒนาจุดด้อย ที่การศึกษาไทยขาด อย่าง “การคิดวิเคราะห์” เลย

“จากเดิม เคยอ่านหนังสือ เคยดูคลิปยาวๆ เคยฟังครูสอน มาอยู่ในรูปแบบคลิปสั้น สุดท้าย มันเปลี่ยนแค่แพลตฟอร์ม แต่ว่าวิธีคิดมันไม่ได้เปลี่ยน มันเป็นการยัดเยียดเนื้อหา ยัดเยียดให้เด็กรู้จำ เพียงเท่านั้น”


                                                             {“ธนวรรธน์” จาก กลุ่มครูขอสอน}

สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “กระทรวงศึกษาธิการ”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **