xs
xsm
sm
md
lg

“คร่อมราง” อันตราย “สภาพรถ” ซ้ำเติม “ประตูฉุกเฉิน” ไม่ช่วย เจาะช่องโหว่ #รถไฟชนรถเมล์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ยูโรทู” ทางหนีฉุกเฉิน “เข้าถึงยาก” ใช้งานไม่ได้เพราะ “เก่า” จน “พัง” สังคมถาม เหตุสลด “รถไฟชนรถเมล์” ถ้าอุปกรณ์ฉุกเฉินบนรถใช้ได้จริง คนเจ็บ-คนตาย จะน้อยกว่านี้ไหม?

** “โศกนาฏกรรม”ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด **

ยังคงเป็น “โศกนาฏกรรม” กลางกรุง ที่หลายฝ่ายร่วม “ถอดบทเรียน” กันอย่างต่อเนื่อง กับเหตุ “รถไฟ” ชน “รถเมล์” ที่บริเวณ “แยกมักกะสัน” จุดตัดทางรถไฟ ใต้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ส่งให้มีผู้บาดเจ็บ “30 ราย” และเสียชีวิตถึง “8 ราย”

ไล่เรียงไทม์ไลน์ เรื่องราวเลวร้ายเริ่มขึ้นเมื่อ “รถเมล์สาย 206” จอดติดการจราจร “คร่อม” อยู่บน “รางรถไฟ” ทำให้ “ไม้กั้น” ไม่สามารถลงมาปิดทางได้

หลังจากนั้นจึงถูก “ขบวนรถไฟสินค้าหมายเลข 2126” พุ่งชนเข้าอย่างจัง จนรถเมล์เกิด “ไฟลุกไหม้” พร้อมกับกวาดเอารถมอเตอร์ไซค์ และรถยนต์บริเวณนั้นไปด้วยอีกหลายคัน



ล่าสุด พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส”ต่อ “คนขับรถไฟ” และ “พนักงานโบก” ประจำจุดตัดรถไฟ

ส่วน “คนขับรถเมล์” ที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตำรวจเตรียมเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม และอาจแจ้งข้อหา “ประมาทร่วม” ในภายหลัง

และหลังตรวจร่างกาย “คนขับรถไฟ”พบว่ามี “สารเสพติด”อยู่ภายในร่าง กับข้อมูลสำคัญอีกอย่าง ที่กู้ได้จาก “กล่องดำ”ของรถไฟคือ รถขบวนนี้เพิ่งมีการดึง “เบรกฉุกเฉิน”เพียง “100 เมตร”ก่อนชน

ทั้งๆ ที่ความจริงตามระเบียบ ถ้ายังไม่สามารถเคลียร์รถที่ค้างอยู่บนรางได้ หรือ “ไม้กั้น” ยังไม่สามารถปิดทางได้ รถไฟต้องหยุด เพื่อให้จุดตัดแยกเคลียร์รถตกค้างให้หมดก่อน

ทั้งหมดนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนสืบสวนว่า “รถเมล์”ทำไมไปจอดคร่อมรางแบบนั้น ประมาทจริงหรือเป็นเพราะสภาพการจราจร และทำไม “รถไฟ”ที่ได้สัญญาณธงแดงว่า ยังมีรถตกค้าง ถึงไม่ชะลอหยุด


                                                           {เหตุสลดกลางกรุง #รถไฟชนรถเมล์}

** “รถเก่า” ความปลอดภัยก็ลดตาม **

ท่ามกลางคำถามมากมาย ที่ต้องรอคำตอบจากนิติวิทยาศาสตร์ ว่าอะไรคือต้นตอของเหตุสลดนี้ อีกสิ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันคือ “อุปกรณ์ฉุกเฉิน”ของตัวรถเมล์รุ่นที่เกิดเหตุอย่าง “ยูโรทู”มันใช้การได้จริงไหม?

วิเคราะห์กันหนักว่า ถ้าผู้โดยสารสามารถเปิดประตูฉุกเฉิน หรือทุบกระจกหนีออกมาเองได้ เหตุสลดแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นหรือเปล่า?

แต่อีกหลายเสียงก็พูดเป็นเสียงเดียวว่า “รถเมล์รุ่นยูโรทู” ออกแบบทางหนีฉุกเฉินที่เข้าถึงยาก พอเกิดเหตุขึ้นจริงๆ อาจไปไม่ถึง “ประตูฉุกเฉิน” ด้วยซ้ำ

เผลอๆ ต่อให้ไปถึงทางออกฉุกเฉินได้ แต่ประตูอาจเปิดไม่ได้ เพราะสภาพรถมัน “พัง” ไปหมดแล้ว แถมอุปกรณ์สำคัญอย่าง “ค้อนทุบกระจก”บางคันมี บางคันก็ไม่มี ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็น


                                                            {รถเมล์รุ่นยูโรทู ออกแบบประตูฉุกเฉินแย่}

สรุปแล้ว อุปกรณ์ฉุกเฉินใช้ได้จริงๆ หรือเปล่า? คือคำถามที่ “ดร.สุเมธ องกิตติกุล”ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สงสัยอยู่เหมือนกัน

“ข้อสังเกตเบื้องต้นว่า ตัวรถสภาพค่อนข้างเก่า อายุการใช้งานค่อนข้างนาน เพราะงั้น ไอ้พวกอุปกรณ์ช่าง อะไรที่มันอยู่ในรถเนี่ย ถามว่าใช้งานได้ 100% ก็ยังเป็นข้อสงสัยอยู่แล้วกัน”

ถ้าพิจารณาจากภาพรวมของ “รถเมล์ไทย”แล้ว ถ้าเป็น “รถใหม่” นักวิชาการรายนี้ยืนยันว่า “มาตรฐานความปลอดภัย”ถือว่าอยู่ในระดับ “ดี”เลยทีเดียว

แต่กับเจ้ารถรุ่น “ยูโรทู”นี้ เรียกได้ว่ามันคือ “รถเก่า” ซึ่งใช้งานมาไม่ต่ำกว่า “24-28 ปี”

พอรถมันมีความเก่า ระดับความเสี่ยงต่างๆ ก็เพิ่มขึ้น อุปกรณ์และมาตรฐานความปลอดภัย มันก็เสื่อมถอยไปตามเวลา

“ปัญหาของรถโดยสารประจำทางบ้านเรา ก็คืออายุค่อนข้างเก่า เมื่อตอนที่ซื้อวันนั้นเนี่ย มาตรฐานความปลอดภัย มันก็ได้ของวันนั้น”


                                            {“ดร.สุเมธ” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย}

แต่ถึงอย่างนั้น รถบัส รถเมล์สาธารณะบ้านเรา ก็ถูกออกแบบมาให้ “รองรับอุบัติเหตุ”ได้ระดับนึง แต่ไม่ใช่อุบัติเหตุที่รุนแรงขนาดนี้

ดังนั้น แนวการแก้ปัญหา เอาเฉพาะเรื่องของตัวรถ “ดร.สุเมธ” บอกว่า อาจต้องรอผลพิสูจน์ที่ชัดเจนก่อนว่า สาเหตุการเสียชีวิตในเคสนี้มาจากอะไร เกิดขึ้นเพราะการชน หรือเพราะหนีออกมาไม่ทัน ถึงจะนำไปสู่การวางนโยบาย หรือแนวทางต่อไปได้


                                                                  {“ยูโรทู” ใช้งานมาแล้วว่า 20 ปี}

** จุดตัด “อันตราย” อพยพก่อนก็อาจ “ไม่ทัน” **

ในอีกมุมนึงที่น่าเศร้าคือ “ดร.สุเมธ” ชี้ว่า การชนจังๆ จากรถไฟ แล้วเกิดไฟลุกไหม้ทันทีแบบนี้ ต่อให้อุปกรณ์เซฟชีวิต อย่าง “ค้อนทุบกระจก” หรือ “ประตูฉุกเฉิน” ใช้งานได้ปกติ ก็อาจจะหนีไม่ทันอยู่ดี

สอดคล้องกับมุมมองของทีมกู้ภัยมืออาชีพอย่าง “ยอด นคร 45” (อัญวัฒิ โพธิ์อำไพ) หัวหน้ารถกู้ภัย และรองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิร่วมกตัญญู ช่วยวิเคราะห์กับเราเอาไว้

ข้อแรก “ประตูฉุกเฉิน” สำหรับคนที่ “ไม่มีความรู้” หรือ “ไม่มีประสบการณ์” มันไม่ได้เปิดออกได้ง่ายๆ หรืออย่าง “ค้อนทุบกระจก” ก็เหมือนกัน ถ้าทุบไม่เป็น ก็ใช่ว่าจะทุบแตกในทีเดียว

รวมกับเคสการ “ชน” ที่ “รุนแรง” นี้ ธรรมชาติของคน หลังโดน “แรงกระแทก” มันยากมากที่จะลุกขึ้นมา เปิดประตู หรือทุบกระจกออกได้

“ผู้โดยสารจำนวนมากอยู่บนรถ ถูกชนด้วยน้ำหนักแบบนั้น มันกระเด็น”

“อาการแรก วินาทีแรก คือเจ็บปวด จะไม่สามารถลุกขึ้นได้ เหมือนเราล้ม บางคนหัวฟาด บางคนสลบ มันเปิด ก็ไม่ใช่ว่าช่วยออกมาได้ทันทีทันใด”



อีกเรื่องที่คนสงสัย ถ้ากรณีมีการอพยพคนลง ก่อนที่รถไฟจะมาชน ผู้โดยอาจรอดตาย และไม่บาดเจ็บกันขนาดนี้หรือเปล่า?

ถ้าวัดจากมุมมองของกูรูทั้งสอง อย่าง “ดร.สุเมธ” และ “ยอด” หัวหน้าทีมกู้ภัย มองคล้ายๆ กันว่า ผลออกมาก็อาจ “ไม่ทัน” เหมือนเดิม ถึงจะมีการส่งเสียงเตือนจากรถไฟแล้วก็ตาม

แต่ในตอนนั้น คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า รถไฟน่าจะหยุดให้ เพราะปกติแล้ว จะหยุดรอให้ถนนเคลียร์เสร็จก่อน แต่เคสนี้ไม่ใช่ พอเห็นท่าว่ารถไฟจะพุ่งชนแน่ๆ ถึงตอนนั้นก็ทำอะไรกันไม่ทันแล้ว อย่างที่นักวิชาการจาก TDRI ตั้งคำถามไว้ว่า 

“รถไฟมาเนี่ย เห็นแล้ววิ่งหนีลง ก็เป็นคำถามอยู่เหมือนกันว่า จะทันไหมนะ”

“ถ้าจะให้วิ่งหนีลง ตรงนั้นเนี่ย มันก็คือกลางถนน เพราะฉะนั้น มันก็จะมีความอันตรายอีกแบบนึงเหมือนกัน”



เรื่องที่น่าเศร้าคือ ผู้โดยสารที่อยู่บนรถเมล์ เวลานั้นทำอะไรไม่ได้เลย เมื่อขึ้นไปติดอยู่บนราง ที่รถไฟกำลังวิ่งมา ก็แทบตัดโอกาสที่จะหนีออกมาไปได้เลย

เพราะขนาดคนที่มีทักษะการเอาตัวรอด ในฐานะนักกู้ภัยอย่าง “ยอด” ยังบอกว่า ถ้าเป็นตัวเขาเอง ยังอาจมีโอกาสแค่ 40% ที่จะหนีออกมาทัน

“ถึงแม้เราจะเป็นคนแข็งแรง เป็นนักกู้ภัยก็ตาม ถึงเราไปอยู่ในนั้น โอกาสเหลือ 40% ครับ ถ้าพี่อยู่ในรถบัสนะ ถ้าเป็น 1 ในคนที่อยู่ในรถบัส โอกาสออกมาได้แค่ 40%”

“ถ้าเปิดติ๊ง(สัญญาณเตือน) แล้วไม่ควรเข้าไปใกล้รางเลย เอาง่ายๆ นั่นคือความปลอดภัยสูงสุด”


                                                               {“ยอด นคร 45” มูลนิธิร่วมกตัญญู}

** “รู้ไว้-พกไว้” ไม่เสียหาย **

เคสการเกิดอุบัติเหตุในรถบัสและรถเมล์ โอกาสรอดหรือโอกาสที่จะหนีออกมาได้ ขึ้นอยู่กับ “ลักษณะ” และ “ความรุนแรง” ของอุบัติเหตุ

“ยอด นคร45” ยกเคสอย่างกรณี“ไฟไหม้” รถโดยสาร ส่วนมากที่อพยพผู้โดยสารได้ทัน คือ “ไฟไหม้ห้องเครื่อง”

ถ้าไม่มีการลุกลามจาก “แก๊ส” ปกติไฟจะค่อยๆ ลามจากท้ายรถ ซึ่งมันมีเวลา ทำให้หลายเคสที่ “คนขับ” รู้ทัน เอารถจอดชิดช้าย แล้วเปิดประตูให้คนลงได้ทันเวลา

แต่ถ้ากรณีเลวร้าย ในเคสการชน หรืออุบติเหตุอะไรก็ตาม ที่ทำให้ประตูรถปกติ “เปิดไม่ได้” ตรงนี้เองที่ “อุปกรณ์ฉุกเฉิน” จะเข้ามามีผลมากๆ

อย่างแรก “ประตูฉุกเฉิน” ซึ่งจริงๆ มันควรต้องมี “วิธีใช้” แปะไว้ให้เห็นเลย แต่ด้วยสภาพการโดยสาร บางครั้งเวลาเกิดเหตุ คนอาจเดินไปไม่ถึงประตูฉุกเฉิน



ดังนั้น อุปกรณ์สำคัญมากๆ อีกชิ้นที่จะช่วยให้รอดคือ “ค้อนทุบกระจก”

แต่ปัญหาของรถประจำทางบ้านเราคือ มันมีอยู่แค่ในบางคันเท่านั้น ทั้งๆ ที่หัวหน้าทีมกู้ภัยรายนี้บอกว่า รถคันนึงควรมีอย่างน้อยที่สุด “2 อัน”

ติดไว้บริเวณ “ด้านหน้า”กับ “ด้านหลัง”แต่ถ้าจะให้ดีคือ ต้องมีสัก “4-6 อัน”คือติดไว้เลย ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และตรงกลางรถ คนจะได้เข้าถึงง่ายๆ

หรือถ้าใครกังวลว่า เกิดเหตุจริงๆ ขึ้นมาแล้ว จะหาค้อนทุบกระจกไม่เจอ หรือเข้าไม่ถึง การมี “ตัวยิงกระจก”พกติดตัว ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

เพราะสมัยนี้อุปกรณ์ชิ้นนี้มันถูกมาก แถมมีขนาดเล็ก เอามาห้อยเป็นพวงกุญแจยังได้เลย

“ถ้าคนที่รักความปลอดภัย มันมีตัวยิงกระจก ซึ่งเมื่อก่อนมันแพง เดี๋ยวนี้มันถูกมาก เป็นเข็มจิ้มอะครับ พอกดลงไปที่กระจกปั๊บ มันแตกทันที เพราะมันเป็นเข็มชนวนแทงกระจก”


                                                           {“ค้อนทุบกระจก” ควรมีทุกมุมของรถ}

นอกจากนี้ “ยอด นคร 45” ยังแชร์วิธีเอาตัวรอดไว้ว่า อย่างแรก พอขึ้นรถเมล์ ให้มองหา “ประตูฉุกเฉิน” “ค้อนทุบกระจก” หรือ “ถังดับเพลิง”เอาไว้ก่อนเลยว่า อยู่ตรงไหนบ้าง เวลาเหตุเกิดจะได้หยิบคว้าทัน

และถ้าเกิดเหตุ ถ้าประตูปกติเปิดไม่ได้ หรือเดินไปประตูฉุกเฉินไม่ได้ จำเป็นต้อง“ทุบกระจก”อย่าทุบตรงกลาง เพราะมันจะแตกยาก ให้ทุบไปที่ “มุม”ทั้ง 4 มุม ของหน้าต่างรถ และเน้นแรงให้ลงที่ “ปลายค้อน”

จากนั้น เมื่อกระจกแตกแล้ว ให้หาอะไรมาเคลียร์เศษกระจกตามขอบหน้าต่าง จะใช้เสื้อมาม้วนให้หนาๆ แล้วรูดเศษกระจกออก เพื่อป้องกันเวลาเราปีนออกมาก่อนก็ได้

จริงๆ แล้ววิธีเอาตัวรอดเหล่านี้ ควรถูกหยิบออกมาทำ เป็น “สื่อการสอน” ไปเลย ทำเป็นป้ายแปะไว้ในรถ หรือเป็นคลิปวิดีโอ ที่เปิดในรถเลยก็ได้ ถือเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจังมาตั้งนานแล้ว


                                                               {“ตัวยิงกระจก” ติดตัวไว้ไม่เสียหลาย}

สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “POLICETV สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”, “Bangkokbusclub.com ชุมชนคนรักรถเมล์”, “@Kornwithoon2000”, “อานนท์ เอก สุวรรณโน” | X @Skyboyz15, @YaKiSoB01279616, @bby_kjh |www.akiralipetravel.com




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **