รัฐบาลลั่น คนไทยได้ดู “บอลโลก” ฟรีแน่นอน แค่ยังไม่รู้ว่าใครต้องจ่าย จากใจ “แฟนบอล” ขาหนึ่งก็อยากดู แต่ถ้าต้อง “เสียภาษี” หลักพันล้าน บอกตรงๆ “ไม่ควร” และถ้าซื้อมาแล้ว ต้องไม่ “จอดำ” ซ้ำรอย “บอลโลก 2022”
** ซื้อลิขสิทธิ์ได้ แต่อย่าเดือดร้อนส่วนรวม **
รัฐบาลยืนยัน คนไทยต้องได้ดู “บอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026)”ที่กำลังจะเตะนัดแรกใน 11 มิ.ย.นี้ แต่แค่ยังไม่รู้ว่า ต้องใช้เงินใคร
ล่าสุดให้ “กรมประชาสัมพันธ์” เป็นแม่งานประสานซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด คาดว่าน่าจะใช้เงินราวๆ “1.3 พันล้านบาท”
ยืนยันว่าเงินที่จะมาจ่ายตรงนี้ “ไม่ใช่งบกลาง” แต่กำลังพิจารณาหาแนวทาง โดยกำหนดทางออกไว้คร่าวๆ คือ การขอทุนสนับสนุน
โดยอันดับแรกๆ ที่มองไว้คือ น่าจะไปขอเงินสนับสนุน จาก “กองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ(กองทุน กทปส.)”
ซึ่งเป็นองค์กรภายในการดูแลของ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)”
โดยยังไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลจะซื้อคนเดียว หรือดึงเอกชนมาช่วยด้วย แต่ยืนยันว่า ประเทศไทยซื้อลิขสิทธิ์บอลโลกมาฉายแน่นอน
กลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่า ต้องใช้เงินสูงถึง “1.3 พันล้านบาท”แถมปัจจุบัน “บอลโลก”ไม่ได้อยู่ในกฎ “Must Have”ของ “กสทช.”
ซึ่ง “บังคับ” ให้มีการถ่ายทอดสดกีฬาระดับนานาชาติที่สำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้ “ดูฟรี” แล้วด้วย ทำให้จริงๆ แล้ว ภาครัฐ “ไม่จำเป็น”ต้องไปเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์มาก็ได้
แถมเจ้าภาพของปีนี้ จัดโดย 3 ชาติร่วมกันคือ “อเมริกา” “แคนาดา”และ “เม็กซิโก” ทำให้ “ตารางแข่งขัน”ส่วนใหญ่ เตะกันระหว่าง 23.00-11.00 น. ของไทย
กลายเป็นคำถามว่า “มันคุ้มไหม?” ที่จะเสียเงินหลักพันบาท ในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ และนี่คือคำตอบจากมุมมองคอบอลอย่าง “แจ็คกี้” (อดิสรณ์ พึ่งยา)คอลัมนิสต์และผู้ประกาศข่าวกีฬาชื่อดัง
โดยวิเคราะห์ไว้ว่า “ฟุตบอลโลก” เป็นกีฬาที่คอบอลของไทย ตั้งตารอกันอยู่แล้ว แถมเราก็ “ดูฟรี” กันมาตลอด ตั้งแต่เริ่มมีการถ่ายทอดสด
ในฐานะแฟนบอลตัวยงคนนึง แน่นอนว่าอยากให้มีการซื้อลิขสิทธิ์มาฉายอยู่แล้ว แต่คงต้องดูก่อนว่า “เงิน” ที่ใช้มันมาจากไหน?
“ใช้ภาษีประชาชนล้วนๆ เลยเนี่ย แน่นอนมันมีผลกระทบแน่ เพราะว่าคนที่เขาไม่ได้ดูฟุตบอล หรือไม่ชอบ มันก็มีไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
ฉะนั้น เราก็ต้องมองให้รอบด้านว่า เอามาแล้วได้ประโยชน์ทุกคน หรือส่วนใหญ่หรือเปล่า”
{“แจ็คกี้” คอลัมนิสต์กีฬาฟุตบอลชื่อดัง}
ถ้าเงินที่ใช้ตรงนี้ เป็นการร่วมลงขันกันระหว่าง “รัฐ” กับ “เอกชน” ก็จะช่วยลดกระแสต่อต้านไปได้บ้าง หรือถ้าจะให้ดี แนะนำให้ใช้งบประมาณ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษีประชาชนไปเลย
อย่างเช่นตัว “กสทช.” เอง เขาก็มีงบประมาณ ที่เป็นรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียม “ใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์” จากภาคเอกชนทุกๆ ปีอยู่แล้ว เงินตรงนี้ก็น่าจะเอามาใช้ได้หรือเปล่า?
“ถ้าเป็นการลงทุนที่ไม่ได้กระทบต่อคนหมู่มาก หรือรัฐบาลอาจจะมาร่วมลงทุน ไม่ใช่ว่ารัฐบาลลงทุนเจ้าเดียว มาแชร์ๆ กัน พี่ว่ามันก็โอเค ก็น่าที่จะซื้อฟุตบอลโลกดูอยู่แล้ว”
“แต่ถ้าเป็นเงินภาษีเนี่ย ถ้าเอาทุกๆ คนมาเป็นมาตรวัด ไม่ได้เอาเฉพาะแฟนกีฬา มันก็ไม่ควรแหละ”
** บอกตรงๆ 1.3 พันล้าน “ไม่คุ้ม” **
เมื่อมาวิเคราะห์ถึง “ความคุ้มค่า” ทั้งเรื่อง “ราคา” ที่นับว่า “สูง” เมื่อเทียบกับ“ตารางแข่งขัน”ที่ไม่เหมาะกับประเทศไทยแล้ว คำตอบจากคอบอลรายนี้มองว่า อาจยัง “ไม่คุ้มค่า” เท่าไหร่
เอาเรื่องเม็ดเงินก่อน ถ้ามอง “1.3 พันล้านบาท” คือ “การลงทุน” การที่รัฐไปซื้อลิขสิทธิ์มาฉาย มันได้กำไร หรืออะไรกลับมาหรือเปล่า ตรงนี้ก็ยังตอบไม่ได้
แถมถ้ามาบวกด้วย “ตารางการแข่งกัน” ที่ส่วนใหญ่เตะกันดึก ตี 2 ตี 3 อันนี้ก็ต้องคิดให้หนักเหมือนกัน
เพราะถ้าแนวทางนึง ที่รัฐจะออกตังค์ให้ก่อน แล้วดึงเอกชนมาช่วย “ซื้อโฆษณา” อาจจะไม่มีเอกชนรายใดอยากเข้าไปซื้อ เพราะมันเตะกัน “ดึกเกินไป”
“ถามว่าถ้ามีแบรนด์สินค้า จะมาลงเงินสนับสนุนเนี่ย เขาคิดหนักเลยนะ เพราะมันไม่น่าจะได้ประโยชน์ จากคนที่จะเห็นสินค้าเขาสักเท่าไหร่
กรอบเวลามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ ดูตี 2 ตี 4 ตี 5 แล้วก็ช่วงเวลาไปทำงานอย่างงี้ 6 โมง 8 โมง เพราะงั้น ถ้าเอาเวลามาเป็นตัวตั้งเนี่ย ถือว่ามันไม่คุ้มแน่นอนครับ”
มองอีกมุมผ่านเลนส์ตา อดีตกรรมการ กสทช. และประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสภาผู้บริโภค อย่าง “สุภิญญา กลางณรงค์”บอกตรงๆ ว่า “ไม่คุ้มค่า”
ยิ่งการตั้งธงไว้ว่า จะของบจาก “กองทุน กทปส.”ของ “กสทช.”ยิ่งดู “ผิดวัตถุประสงค์” ของกองทุนเข้าไปใหญ่
เพราะจริงๆ แล้ว กองทุนนี้ตั้งขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศ และสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงสื่อได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม
“มันอาจจะไม่คุ้มค่ากับสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ แต่ถ้ารัฐต้องการให้ประชาชนได้ดู ก็ต้องไปตอบโจทย์สังคมเอาเอง ตอบฝ่ายค้านเองว่า เอาเงินตรงไหน
เพราะเงินมากขนาดนี้ มันต้องตั้งงบประมาณต่อสภาฯ ไว้ใช่ไหมคะ ถ้ามันไม่ได้ตั้งก่อน จะไปใช้งบส่วนไหน งบฉุกเฉินหรือเปล่า
สุดท้ายพี่กังวลว่า มันจะโยนกลับมาที่ของบ กสทช.อีก ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้นแล้ว”
{“สุภิญญา” ตัวแทน “สภาผู้บริโภค” ช่วยวิเคราะห์}
และอย่างที่บอก ตอนนี้บอลโลกไม่ได้อยู่ในกฎ “Must Have” ของ กสทช.แล้ว จึงน่าจะปล่อยให้เป็นเรื่องของ “เอกชน” เป็นคนรับผิดชอบซื้อลิขสิทธิ์
ภาครัฐจึงไม่มีความจำเป็นต้อง “ควักเงิน” อุดหนุน เพื่อถ่ายทอดสดให้คนดูฟรี และควรปล่อยไปตาม “กลไกตลาด” ที่ให้เอกชนจัดการกันเอง
“เมื่อรัฐไม่ได้บังคับว่าต้องถ่ายทอด ก็เป็นเรื่องกลไกตลาด ใครอยากจะไปซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอด คนนั้นก็ทำโมเดลธุรกิจของตัวเอง ก็จบไป”
ความกังวลของอดีตกรรมการ กสทช.รายนี้คือ ถ้ารัฐจะลงมาซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งนี้ ไม่ว่าจะเอาเงินจากตรงไหน หรือแม้แต่ร่วมลงขันกับเอกชนกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม
ถ้าเป็นเงินของรัฐ แปลว่า “ทุกบ้าน” ต้องดูบอลโลกได้ ไม่ “จอดำ” แบบบอลโลกปี 2022 ที่ตอนนั้นบางช่อง บางกล่องสัญญาณทีวี ไม่สามารถดูได้
กลายเป็นว่าต้องดูแค่ในแพลตฟอร์ม หรือกล่องสัญญาณของบางบริษัทเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่ตรงกับ จุดประสงค์ที่รัฐบาลลงทุนควักเงินไปอุ้ม เพื่อให้ทุกคน-ทุกบ้านได้ดูฟรีอย่างทั่วถึง
“พี่ย้ำตรงนี้นะ ถ้าใช้เงินของรัฐมา แม้ว่าจะไม่ 100% เนี่ย เงื่อนไขคือทุกบ้านต้องดูได้”
“หรือถ้า กสทช.ให้งบมา นี่แล้วใหญ่ นั่นหมายความว่า ทุกช่องที่เป็น Free To Air TV(ฟรีทีวี) ควรจะต้องฉายได้หมดเลย”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Jackie”, “FIFA World Cup”, www.tcc.or.th
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


