เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ พลิกชีวิตจาก “เด็กยากไร้” สู่ “ว่าที่คุณครู” บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้อย่างน่าชื่นชม จนผู้คนยกเคสนี้ให้เป็น“ปริญญาก้นบาตร” บันดาลใจให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ผลของ “ความพยายาม” ไม่เคยแบ่งชนชั้น วรรณะ ถ้า “อดทน” มากพอ
พึ่งตัวเองให้ได้ ในวันที่โอกาสมาถึง
นี่เป็นเรื่องราวที่กลายเป็นไวรัล ให้คนในสังคมได้ใจฟู หลังเพจของ “วัดใหม่สี่หมื่น” อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ได้โพสต์ภาพและข้อความแสดงความยินดี กับความสำเร็จของศิษย์ก้นกุฏิ ที่สามารถผลักดันตัวเองจากเด็กวัด จนก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพครูได้สำเร็จ
จาก “เด็กวัด” ในวันนั้น กลายเป็น “ครู” ในวันนี้ “ตุ๊กตา-ศันสนีย์ ตาบู้” พลิกชีวิตจากเด็กยากไร้ สู่บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ1 และเตรียมบรรจุเป็นข้าราชการครู เพื่อกลับไปพัฒนาบ้านเกิด
หลายคนชื่นชม ยกเป็นตัวอย่างของความพยายามที่ดีของเยาวชน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ต้นทุนชีวิตอาจไม่เท่ากัน แต่ความเพียรพยายาม สามารถเปลี่ยนอนาคตได้
“ตอนแรกก็ตกใจค่ะ ก็ไม่คิดว่าจะแมสอย่างนี้ค่ะ การที่หนูเรียนจบใช่ไหมคะ แล้วก็ได้ผู้อุปถัมภ์เยอะแยะเต็มไปหมด คนซัพพอร์ตหนูก็มีพ่อแม่ มีหลวงพ่อ มีครูมีอาจารย์ คนที่ทำให้หนูได้มาอยู่ในจุดนี้ค่ะ
ก็จะเป็นในเรื่องของทุนการศึกษาด้วย ที่หนูได้รับทุน ก็ดีใจค่ะ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่น เพราะว่าเราก็มีต้นทุนชีวิตไม่เหมือนคนอื่นค่ะ พ่อแม่ก็มีฐานะที่ลำบากค่ะ ก็ได้มาอาศัยอยู่ที่วัด”
“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” นี่คือคำปลูกฝังจากหลวงพ่อ ที่คอยขัดเกลาตลอดระยะ 3 ปี ที่อยู่ในวัด
“หลวงพ่อคอยบอกหนูตลอด ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ก็คือไม่ว่าเราจะเป็นคนไม่เก่ง หรือว่าเราจะหัวช้ากว่าคนอื่น แต่ถ้าเรามีความพยายาม เรามีความตั้งใจ ยังไงเราก็ทำได้แน่นอนค่ะ
ซึ่งเขาก็จะปลูกฝังในเรื่องของความมีระเบียบวินัย ตอนอยู่วัด ต้องตื่นเช้าทุกวัน ทำความสะอาด ความมีระเบียบ แล้วก็คอยดูแลน้องๆ ด้วย ถ้าเราอยากไปเป็นคุณครู เราก็ลองสอนน้องๆ ในวัดก่อน ลองทดสอบกับน้องก่อน”
นอกจากคำสอนเรื่องความพยายามจากหลวงพ่อ สิ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ คือคำว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” คำที่เธอยึดเหนี่ยวจิตใจตัวเองมาตลอดตั้งแต่เด็ก
“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนะคะ ไม่ว่าเราจะได้รับคำสั่งสอนมาจากหลวงพ่อ พ่อแม่ อาจารย์ หรือว่าใครก็ตาม ถ้าเราไม่ตั้งใจ หรือว่าเราไม่พึ่งตัวเองเลย เราก็อาจจะไม่ได้มายืนถึงจุดนี้ได้ค่ะ
หรือว่าถ้าเราเถลไถล คนอื่นพูดมาถึงเราจะฟัง แต่ถ้าเราไม่ทำตัวให้ดียิ่งๆ ขึ้น ยังไงมันก็อยู่ที่เดิมค่ะ”
นอกจากนี้ หลายคนยังขอบคุณทางวัดใหม่สี่หมื่น ภายใต้การดูแลของ “พระครูโสภณจันทรังสี”หรือ “หลวงพ่อพงษ์” เจ้าอาวาสวัด ที่ทำหน้าที่เป็นมากกว่าที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ยังเป็นสถานที่สร้างคน และสร้างโอกาสให้เด็กที่ขาดแคลนได้มีอนาคตที่สดใส
และวัดแห่งนี้ ก็ให้โอกาสทางการศึกษาเด็ก เลี้ยงดูเด็กกำพร้า หรือยากจน มานานกว่า 16 ปีแล้ว ดูแลความเป็นอยู่ทุกอย่าง ตั้งแต่ตื่นยันนอน ส่งเสียปัจจัย สนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนสูงๆ มีงานทำ มีเส้นทางชีวิตที่มั่นคง ส่งเรียนจนจบปริญญา
บางคนเรียนดีก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ บางคนจบมาเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศ
“เพื่อนที่อยู่ที่นี่ ไม่ได้มากับหนูค่ะ หนูมาจากวัดคนเดียว ตอนที่อยู่วัดก็มีเพื่อน ก็เรียนจบผู้ช่วยพยาบาล แล้วก็มีรุ่นพี่ที่จบผู้ช่วยพยาบาลกันเยอะมากๆ เหมือนกันค่ะ”
ไม่เคยอาย “ปริญญาก้นบาตร”
ไม่เคยอาย ที่เป็นเด็กวัด ภูมิใจด้วยซ้ำ ที่คนเรียกว่าเด็กวัด เพราะวัดช่วยเปลี่ยนชีวิตทุกอย่าง จนตัวเธอเองก็ไม่คิดว่า สามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้ใครหลายคนได้
“ตั้งแต่เข้าไปอยู่วัด ก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ หรือว่าอายที่เป็นเด็กวัด รู้สึกว่าเราเข้ามาอยู่ หลวงพ่อก็ดูแลเราดี แล้วเราก็ไม่ได้ทำตัวไม่ดี คือเราก็เป็นคนดี ดูแลน้องๆ มาตลอด ไม่ใช่เด็กเกเรอะไรขนาดนั้น ก็มีดื้อบ้าง ที่เห็นหลวงพ่อตี
หลวงพ่อคอยสอนอยู่ตลอด ว่าเราไม่ต้องคิดว่าเราเป็นเด็กวัด แล้วเราจะต้องน้อยเนื้อต่ำใจ เราก็เหมือนคนทั่วไป แค่เราไม่ได้มีโอกาสเหมือนคนอื่น เราแค่พยายามพัฒนาตัวเอง ทำตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป คนอื่นต้องมองเห็น ศักยภาพในตัวเราสักวัน”
นอกจากนี้ ชาวโซเชียลฯ ยังยกฉายาให้เธอว่า “ปริญญาก้นบาตร” เป็นฉายาที่ได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจอย่างมาก และไม่ได้มองว่ามันเป็นปมอะไรในชีวิตด้วยซ้ำ เพราะการได้มาอยู่วัด ทำให้ชีวิตเปลี่ยน และมีแต่โอกาสเข้ามา
“ปริญญาก้นบาตรใช่ไหมคะ หนูรู้สึกภูมิใจกับคำนี้มากกว่าค่ะ เพราะว่าเรียนจบมาใช่ไหมคะ คือเราก็ได้ความช่วยเหลือมาจากหลวงพ่อทั้งนั้น หนูไม่อายเลยค่ะ ที่เขาจะบอกว่า เป็นปริญญาก้นบาตรอะไรแบบนี้
รู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำ ที่หนูประสบความสำเร็จจากหลวงพ่อ ที่แบบว่าหนูเป็นเด็กวัด หนูกินข้าวจากที่วัด หนูอาศัยอยู่ที่วัด ก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรสักอย่าง
ไม่ได้มองว่ามันเป็นปมอะไรเลยค่ะ เราก็มองว่า อ๋อ..เรามีฐานะทางบ้านที่ไม่ดี เรามาอาศัยอยู่กับหลวงพ่อ เราจะทำตัวเองให้ดีขึ้น เพราะว่าเรารู้ว่าเรามาจากจุดที่ ก็มาจากทางบ้านฐานะไม่ดี การที่เราเข้ามาเป็นเด็กวัด ซึ่งเหมือนเราได้เข้ามาเจอเหมือนครูคนที่ 2 ของเราค่ะ”
เส้นทางชีวิตของอนาคตแม่พิมพ์ของชาติ เริ่มต้นจากการเข้ามาอาศัยใบบุญของวัด ภายใต้การดูแลของ “หลวงพ่อพงษ์” ซึ่งให้ทั้งที่พักพิง โอกาสทางการศึกษา และการปลูกฝังคุณธรรม เธอถือว่าเป็นเด็กขยัน อดทน และช่วยงานวัดอย่างไม่เคยเกี่ยง
ด้วยความที่ฐานะทางบ้านยากจน พ่อทำอาชีพขับรถรับจ้าง ส่วนแม่ทำอาชีพรับจ้างทอผ้า บวกกับมีพี่น้องทั้งหมด4 คน ทำให้พ่อแม่ไม่สามารถส่งเรียนไหว แต่ด้วยความที่ใฝ่เรียน จึงไปขอโอกาสอาศัยอยู่ที่วัด
“มาอยู่ตอน ม.3 น่าจะอายุประมาณ 15 ค่ะ อยู่ตั้งแต่ ม.3 จนจบ ม.6 เลยค่ะ ซึ่งตอนที่มาอยู่วัด พ่อแม่ก็คอยซัพพอร์ต คอยแบบถามไถ่ค่ะ
เหมือนครอบครัวทางบ้านหนู ค่อนข้างไม่มีฐานะใช่ไหมคะ พ่อแม่ก็ไม่มีเงินส่ง ก็เลยพาหนูมาอยู่ที่วัดค่ะ
ตอนนั้นก็คุยกันว่า หนูอยากจะเรียนต่อที่โรงเรียนเนกขัมค่ะ ก็เป็นโรงเรียนที่ เหมือนทำ MOU กับวัด ซึ่งพ่อกับแม่ก็เลยให้มาอยู่ หลวงพ่อเขาอุปการะเด็กเอาไว้ ใจดีกับเด็ก ก็ลองให้หนูไปอยู่ดูค่ะ
ก็มีการทำงานในวัด ไม่ว่าจะเป็นการกวาดลานวัด การดูแลน้องๆ ที่อยู่ในวัด มีการทำกับข้าว คอยดูแลเรื่องแขกที่มาไหว้พระ การทำความสะอาด”
ยอมรับว่าตอนแรกรู้สึกเหงามาก ที่มาอาศัยอยู่ที่วัด อันดับแรกคือคิดถึงพ่อแม่ เพราะต้องจากบ้านครั้งแรกในวัย15 ปี แต่พอได้คลุกคลีอยู่กับวัดนานๆ เข้า ก็รู้สึกถึงความอบอุ่น เปรียบวัดเหมือนบ้านหลังที่ 2
“ตอนแรกก็รู้สึกกังวล แล้วก็กลัวค่ะ เพราะว่าเพิ่งห่างจากพ่อแม่ครั้งแรก ก็รู้สึกเหงา แต่พอเราได้มาอยู่ใช่ไหมคะ เราได้มาเจอน้องๆ ได้มาเจอเพื่อนๆ ที่อยู่วัด บางคนพ่อแม่ก็แยกทางกัน หรือว่าพ่อแม่ให้มาอยู่ เพราะว่าฐานะทางบ้านไม่ดี ได้มาเจอเพื่อนที่นี่ ก็ได้มาเรียนรู้ว่า เด็กๆ หลายคนที่เข้ามาอยู่ ก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกันค่ะ
เขามาอยู่ที่นี่ ก็แปลว่าเขาอาจจะไม่มี เราก็เป็นคนนึงที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ ก็คอยให้กำลังใจกันค่ะ แล้วก็มีหลวงพ่อ คอยดูแลเราทุกเรื่อง เปรียบเสมือนพ่อคนหนึ่งเลยค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความอดทน ความมีระเบียบ แล้วก็ใช้ชีวิต หลวงพ่อก็จะสั่งสอน แล้วก็ทำให้หนูได้มีการเรียน ได้เรียนต่อ”
เธอบอกว่า ทุกๆ เช้าก่อนไปโรงเรียน หลวงพ่อจะให้เข้าแถวรับเงินก่อนไปคนละ 40 บาท เพื่อเป็นค่าขนม และให้ไปซื้อกับข้าวที่โรงเรียนกิน
“พ่อแม่ก็ส่งเงินให้บ้างค่ะ แต่ว่าส่วนมากหนูก็จะไม่ขอค่ะ เพราะว่าอยู่ที่วัด หลวงพ่อก็คอยดูแลแล้วค่ะ พ่อแม่ก็ทำงานเหนื่อยแล้ว ก็ให้พ่อแม่เก็บเงินไว้ เผื่อสำรองในอนาคต ว่าหนูจะเรียนต่อ”
แรงบันดาลใจจาก “ครู” ที่เหมือนเพื่อน
“ครู” คือความฝัน ที่วางไว้ตั้งแต่เด็ก ว่าจะเป็นให้ได้ เพราะนอกจากที่พ่อแม่อยากจะให้มีอาชีพรับราชการแล้ว เธอเองก็บอกว่า มีประสบการณ์ และได้รับคำแนะนำที่ดี จากครูที่เคยสอน
“ก็มีความฝันไว้ตั้งแต่เล็กๆ แล้วค่ะ ว่าอยากเป็นครู เราอยากเป็นครูเพราะว่า ครูก็เป็นข้าราชการใช่ไหมคะ แล้วครูในประสบการณ์เดิมของเรา เป็นคนที่เก่ง เป็นคนที่ใจดี คอยให้ความรู้เราทุกเรื่องเลย
เขาไม่ได้เป็นแค่ครู เขาเป็นเหมือนเพื่อนเรา คอยให้คำปรึกษา คอยให้คำแนะนำ แล้วก็คอยสนับสนุนเรา ว่าเรามีความฝันว่ายังไง
เขาก็เหมือนสอนว่า ความฝันเรา เราต้องทำให้ได้นะ ไม่ต้องกังวลในเรื่องของฐานะ ขอแค่เรามีความที่อยากจะทำจริงๆ ยังไงเราก็ทำได้แน่นอน”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมี “โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น” ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดโอกาสให้เด็กยากไร้ ได้ศึกษาต่อในสายวิชาชีพครู ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าสอบชิงทุน และสามารถคว้าโอกาสสำคัญนี้ไว้ได้สำเร็จ
สามารถสอบเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และรักษาผลการเรียนในระดับดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง จนสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ1 เกรดเฉลี่ย 3.66
“จุดเปลี่ยนของหนูก็น่าจะเป็น ตอนที่หนูสอบชิงทุนของทุนครูรักษ์ถิ่นมาได้ค่ะ ซึ่งนั่นก็เป็นเหมือนโอกาสของหนู ที่ได้เรียนต่อในปริญญาตรี
มันเป็นทุนที่ดีมากๆ ค่ะ เป็นทุนที่ให้เด็กยากจน ด้อยโอกาส ให้เราได้กลับไปเป็นครู บ้านเกิดของตัวเอง กลับไปพัฒนาชุมชนบ้านเกิดของตัวเอง แล้วก็ในระหว่างที่เรียน ก็มีการบ่มเพาะพวกหนูมาตลอด 4 ปีเลยค่ะ”
เป็นทุนที่สอบยาก และมีคู่แข่งค่อยข้างเยอะ และถ้าได้รับทุนแล้ว ก็เรียนให้เกรดเฉลี่ย ห้ามต่ำกว่า 2.50 และโรงเรียนปลายทาง ที่เลือกไปบรรจุก็คือ โรงเรียนวัดนาขุนแสน (แกละประชานุกูล) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
“เป็นทุนเรียนฟรีจนจบเลยค่ะ แล้วก็ได้กลับไปเป็นครูบรรจุที่โรงเรียนปลายทางของเราค่ะ ก็คือโรงเรียนที่หนูจะได้กลับไปสอน จะได้กลับไปบรรจุที่บ้านค่ะ
ทุนนี้นะคะ ก็เหมือนมีชื่อโรงเรียนมา เป็นโรงเรียนที่ต้องการครู เหมือนเป็นโรงเรียนที่อยู่ไกล ก็จะต้องสมัครเข้าไป ต้องเป็นที่อยู่ภูมิลำเนานั้น ไม่ต่ำกว่า 3 ปี
แล้วพอเราได้สมัครแล้ว ในระหว่างนั้นเขาก็มีการคัดเลือกอยู่ตลอดค่ะ ว่าคุณสมบัติเราตรงกับที่เขาตั้งไว้หรือเปล่า เขาก็จะไปดูในเรื่องของรายได้ของผู้ปกครอง แล้วทุนนี้ เกรดเฉลี่ยในแต่ละเทอม ห้ามต่ำกว่า 2.50 นะคะ
ในขั้นกระบวนการของการคัดเลือก ใครที่มีศักยภาพมากกว่า หรือต้องการที่จะกลับไปพัฒนาโรงเรียน แล้วก็ชุมชนของเราจริงๆ เขาก็จะคัดเลือกเยอะเลยค่ะ”
ท้อได้-ทิ้งไม่ได้ มีคนคอย “ความสำเร็จ”
แม้จะเป็นเด็กที่เรียนรู้ช้ากว่าเพื่อนบ้าง แต่ไม่เคยย่อท้อ ก้าวข้ามข้อจำกัดชีวิต จากเด็กยากไร้ในพื้นที่ห่างไกล เพราะเชื่อว่า การศึกษาสำคัญ และสามารถเปลี่ยนชีวิตตัวเองได้
“ระหว่างตอนเรียนก็มีอุปสรรคเหมือนกันค่ะ ความกดดัน ความเหนื่อยของวิชาต่างๆ ที่เราต้องเรียน แต่ว่าก็ไม่ได้ยอมแพ้ค่ะ
เพราะว่ารู้ว่าการศึกษา เป็นสิ่งที่สำคัญ มันเปลี่ยนชีวิตของเราไปได้เลยค่ะ หนูพยายามตั้งใจเรียน มีความเหมือนมุมานะ พยายามใฝ่หาทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เราก็อยากพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งๆ ขึ้น คนที่คอยซัพพอร์ตดูแลเรา จะได้ภูมิใจในตัวเรา
4 ปีที่ผ่านมา ก็หนักเอาเรื่องเหมือนกันอยู่ค่ะ ในเรื่องของการเรียน มันมีหลายๆ วิชา เราเป็นคนหัวไม่ดีค่ะ แต่มีความตั้งใจ พยายาม พอเรารู้ว่าเราไม่เก่งวิชานี้ เราก็แบบอ่านหนังสือ พยายามให้มากกว่าคนอื่น เราหัวช้า ต้องพยายามใฝ่รู้อยู่ตลอด
เช่นแบบว่า พรุ่งนี้เราจะเรียนในเรื่องของอันนี้ เราก็จะไปหาข้อมูลเบื้องต้นมาก่อน แล้วก็พอเราได้ไปอยู่ในห้องเรียน ก็จะอ๋อ..เราได้ไปดูมาแล้ว เราก็พอจะไปได้
ก็พยายามตั้งใจ พออาจารย์สั่งงาน ก็ทำเลย หนูเป็นคนแบบว่า ไม่ชอบดองงาน ถ้ามีเวลาว่างก็ทำให้เสร็จเลยค่ะ แต่ก็ดูเรื่องความถูกต้อง ความเรียบร้อย ความสวยงาม ก็ดูหมด”
เคยท้อ ถอดใจ เกือบเรียนไม่จบ ในช่วงตอนทำวิจัย เพราะรู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ แต่ก็ฮึดสู้ เพราะมีเพื่อนๆ คอยช่วยพยุง และยอมแพ้ไม่ได้ เพราะคิดว่า ยังมีอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลัง รอคอยดูความสำเร็จอยู่
“ในระหว่างการเรียนก็เหนื่อย แต่ก็อดทน ตอนแรกก็รู้สึกถอดใจเหมือนกันค่ะ มันยากเกินไป แต่พอเรามีเพื่อนคอยให้คำปรึกษา คอยกอดคอไปด้วยกัน มีอาจารย์คอยให้คำแนะนำ แล้วก็มีพ่อแม่คอยซัพพอร์ต มีหลวงพ่อ ก็ทำให้เราไม่อยากยอมแพ้ค่ะ เราฮึดสู้
จะมีในช่วงของปี 3 ที่ต้องเรียนในเรื่องของวิจัย แล้วก็ต้องอดหลับอดนอน บางทีก็ได้นอนตอนตี 4 เหมือนเราต้องคอยหาข้อมูล เพราะเราจะทำวิจัยเรื่องหนึ่งใช่ไหมคะ เราก็ต้องดูวิจัยจากเรื่องอื่นๆ หลายๆ เรื่องมาทำเป็นวิจัยเรื่องของเรา แต่ว่าเราก็ได้คิดกับเพื่อนนะคะ
ช่วงนั้นก็ถอดใจ เพราะว่ามันยากมากๆ ค่ะ รู้สึกว่าเหมือนเราจะทำไม่ได้ แต่เพื่อนก็คุยกันว่า เราทำได้อยู่แล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงก็สู้
แล้วก็ยังมีพ่อแม่ เวลาที่หนูรู้สึกไม่สบายใจ หรือย่อท้อนะคะ หนูก็จะปรึกษาพ่อแม่ตลอดค่ะ พ่อแม่ก็จะซัพพอร์ตหนูอยู่ตลอด เขาไม่ได้ทิ้งหนูไปไหน
แล้วก็อาจารย์ พอเราไม่เข้าใจอะไรตรงไหน เราก็สามารถไปถามเขาได้ตลอด เขาก็ให้คำแนะนำเราได้ตลอด ก็เลยทำให้เรามีคนคอยอยู่ข้างเราเต็มไปหมดเลยค่ะ เราจะยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้ ยังมีคนรอดูความสำเร็จของเราอยู่
ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อ พ่อแม่ อาจารย์ แล้วก็ยังเป็นเรื่องของทุนการศึกษา อยากจะให้เราจบไป”
เธอขอส่งกำลังใจ ไปให้น้องๆ ทุกคน ที่มีเธอเป็นแรงบันดาลใจ ไม่ต้องท้อ อย่าไปคิดว่า ฐานะไม่มีเหมือนคนอื่น แล้วจะสำเร็จไม่ได้ ขอแค่พยายามให้เต็มที่
“หนูอยากเป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคน ที่มีหนูเป็นแรงบันดาลใจนะคะ ไม่ต้องย่อท้อ ไม่ต้องคิดว่าเราไม่มีเหมือนคนอื่น แล้วเราจะสำเร็จไม่ได้
ขอแค่เราพยายามทำทุกวันให้เต็มที่ แล้วก็พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ค่ะ ซึ่งความฝันเราอยู่ไม่ไกล ขอแค่เรามีความตั้งใจ”
คำหลวงพ่อสอน “แก้ปัญหา-อดทน-มีวินัย” แน่นอนว่าเด็กจากร้อยพ่อพันแม่ ก็ย่อมมีนิสัยที่แตกต่างกันออกไป ก็มีทั้งคนที่ดื้อบ้าง ฟังบ้าง แต่ว่าหลวงพ่อก็เอาอยู่ ด้วยการค่อยๆ หล่อหลอม จากเด็กดื้อ กลายเป็นเด็กดี “มันก็มีทั้งดื้อบ้าง แล้วก็มีทั้งเด็กดี แต่ว่าหลวงพ่อเอาอยู่ คือเราก็เป็นรุ่นพี่ใช่ไหมคะ รุ่นพี่ก็จะดูแลน้องอีกทีนึง เหมือนพี่ดูแลน้อง น้องก็จะฟังพี่ ถ้าไม่ฟังพี่หลวงพ่อก็จะเรียกรวม แล้วก็คอยสอนน้องๆ ว่า เราอยู่ด้วยกัน ก็ต้องรักกัน เราเป็นรุ่นน้อง ก็ต้องให้เกียรติรุ่นพี่ ฟังรุ่นพี่ด้วย หลวงพ่อจะเตือนก่อน ถ้าเตือนหลายๆ ครั้งแล้วไม่ฟัง อาจจะต้องใช้ไม้แข็งค่ะ บางทีน้องๆ เข้ามาอยู่ใหม่ ติดนิสัยที่บ้าน เล่นเยอะเกินไป รุ่นพี่พูดก็จะไม่ฟัง ก็จะดื้อ แต่พออยู่นานๆ ไป เขาก็ได้เหมือนหล่อหลอมคำสอนของหลวงพ่อดีขึ้น จากคนที่เกเร ก็กลายเป็นเหมือนเกเรน้อยลง พอน้อยลงก็เหมือนว่าไปดี” สำหรับกิจวัตรประจำวัน ตอนเป็นเด็กวัด เธอเล่าว่า ต้องตื่นประมาณตี5 เพื่อมากวาดลานวัด หลังจากนั้นก็ไปเตรียมดอกไม้ธูปเทียน ไว้ให้คนที่จะมาไหว้พระที่วัด หลังจากนั้นประมาณ6 โมงเช้า ก็กลับมาอาบน้ำ กินข้าว เพื่อต้อนรับแขกที่จะมาไหว้พระ บางวันก็มีผู้ใหญ่ใจดีมาเลี้ยงข้าวเที่ยง หลังจากนั้นก็ไปทำความสะอาดโรงครัว ล้างจานให้เรียบร้อย ประมาณบ่ายโมง เราก็กลับมานั่งที่พระวิหาร ดูแลแขกต่อ เพราะว่าแขกที่มาไหว้พระ ซึ่งระหว่างนั้น ก็ทำความสะอาดอยู่ตลอด ปัดกวาดเช็ดถู จากนั้นประมาณ 6 โมงเย็น ก็จะกลับไปอาบน้ำ 1 ทุ่มมีการทำวัตรเย็น ก็คือสวดมนต์ก่อนเข้านอน ประมาณ 2 ทุ่ม ก็แยกย้ายกัน ถ้าใครมีการบ้าน ก็แยกย้ายกันไปทำการบ้าน อ่านหนังสือ แล้วก็เข้านอน จำนวนเด็กยากไร้ ที่มาอาศัยอยู่ในวัด ก็มีประมาณ 80 กว่าคน ซึ่งแยกกันนอนชายหญิง อย่างชัดเจน “ประมาณ 80 กว่าคนค่ะ ผู้ชายก็นอนอีกฝั่งนึง ผู้หญิงก็จะนอนอีกฝั่งนึง ซึ่งหลวงพ่อเขาแบ่งชัดเจนค่ะ” การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และความอดทน คือสิ่งที่เธอสามารถนำจากคำสอนที่วัด ที่หลวงพ่อคอยพร่ำสอน มาปรับใช้ในวิชาชีพครูได้ “การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าค่ะ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร เราต้องแก้ไขในสถานการณ์ ณ ตอนนั้นให้ได้ค่ะ ความอดทนตอนที่เราอยู่วัด ที่หลวงพ่อเคยสั่งสอน มันได้มาใช้จริงๆ ตอนโตเลยค่ะ เพราะว่าการเป็นครู เราก็ต้องมีความอดทน ความใจเย็น ไม่บุ่มบ่าม เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยิ่งเด็กเยอะ เราก็ยิ่งทำความเข้าใจ ว่าเด็กแต่ละคนมีนิสัยเป็นยังไง เขาต้องการ เขาชอบอะไร คือเราต้องรักเด็กจริงๆ ค่ะ ซึ่งความอดทนเราก็ได้มาใช้จริงๆ แล้วก็ในเรื่องของความพยายาม ที่บอกว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ก็คือการที่เราได้มาเป็นครูตรงนี้ เราก็พยายามมาตลอด พอได้อยู่ตรงนี้ เราก็ได้มาเห็นว่า เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราพยายามที่จะเข้าถึงเด็กๆ ทุกคน ไม่ลำเอียง แล้วก็ใช้ใจคุยกับเด็กค่ะ ไม่ใช้อารมณ์” |
“ความจน” ไม่ใช่ขีดจำกัด“ความสำเร็จ” ไม่ได้อยากเป็นแค่ครู แต่อยากเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็ก ให้เด็กรู้สึกสบายใจ มีพื้นที่ปลอดภัย และถ้ามีโอกาส ก็อยากกลับไปหาน้องๆ ที่วัด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้ด้วยเช่นกัน “วัด หนูก็อาจจะกลับไปหาน้องๆ เหมือนกลับไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ ที่อยากเป็นครู ซึ่งน้องบางคนก็เจอปัญหาตั้งแต่เด็กๆ โรงเรียนปลายทางหนูกับวัด ก็อยู่คนละอำเภอกัน ถ้ามีโอกาสอะไรที่เราจะกลับไปช่วยเหลือวัดได้ เราก็จะทำค่ะ ในเรื่องของพาร์ทการเป็นครู เราก็จะกลับไปเป็นครู ให้ความรู้เด็กๆ อยากให้เด็กๆ ทุกคนมีความฝันของตัวเอง กล้าลองผิดลองถูก ไม่ต้องกลัวว่าเรามีฐานะที่ยากจน แล้วเราจะทำไม่ได้ แค่เรามีความตั้งใจ ยังไงเราก็ทำได้ แล้วก็ไม่ได้อยากเป็นแค่ครู แต่อยากเป็นเหมือนเพื่อนของเด็กๆ ที่เขากล้าที่จะมาปรึกษากับเรา ขอคำแนะนำจากเรา แล้วเขาก็รู้สึกสบายใจ ที่ได้มาคุยกับเราค่ะ” สุดท้ายเธออยากขอบคุณเบื้องหลังความสำเร็จผู้ใหญ่ใจดีทุกคน ที่ให้โอกาส รวมถึงขอบคุณตัวเอง ที่อดทน พยายาม มาจนถึงวันนี้ได้ “ก็อยากขอบคุณ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ทำให้หนูได้รับโอกาส ในการเป็นคุณครู ซึ่งเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับหนูค่ะ แล้วก็ขอบคุณหลวงพ่อ ที่คอยอบรมสั่งสอนหนูมาตลอด สอนให้หนูไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ แล้วก็ขอบคุณพ่อแม่ของหนูค่ะ ที่คอยซัพพอร์ตหนูอยู่เสมอ คอยให้กำลังใจตลอด แล้วก็ขอบคุณอาจารย์ ที่คอยให้คำปรึกษา คำแนะนำในเรื่องของการเรียน ใช้ชีวิต แล้วก็ขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยเตือนสติเรา แล้วก็ก้าวผ่านไปด้วยกัน แล้วก็ขอบคุณตัวเอง ที่พยายามจนมีวันนี้ได้ค่ะ แล้วก็ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกคนเลยค่ะ ที่อุปการะหนู จะนำความรู้ที่หนูได้ หรือว่าคำสั่งสอนที่ทุกคนสั่งสอนหนูมา ไปใช้ ไปปรับสอนเด็กให้ดียิ่งๆ ขึ้นค่ะ” |
เธอเล่าบรรยายกาศ ตอนที่ไปฝึกสอนให้ฟังว่า ด้วยความที่เป็นครูปฐมวัย สอนเด็กอนุบาล ตอนแรกรู้สึกกังวลมาก ว่าจะทำไม่ได้ “หนูก็ได้สอนที่โรงเรียนนาขุนแสน บรรยากาศการเข้าไปเจอเด็กๆ ตอนนั้นอยู่ปี1 ก็รู้สึกกังวล กลัวว่าเราจะทำไม่ได้ เพราะว่าเราเป็นครูอนุบาล เป็นเด็กเล็ก ตอนแรกน้องก็ร้องไห้มาเลย ยังไม่อยากห่างพ่อแม่ เราก็พยายามรับมือกับน้อง พยายามปลอบน้อง ก็ต้องเหมือนเข้าไปเป็นเซฟโซนของเขา เป็นเหมือนแม่คอยดูแลเขา ให้ความสบายใจกับเขา ตอนแรกก็รู้สึกกังวลมากๆ ค่ะ กลัวแบบว่าดูแลน้องไม่ได้ กลัวเด็กไม่อยู่ แต่ว่าเราก็ได้ใช้ทักษะ ที่เราได้เรียนมา ไปปรับใช้กับน้อง ซึ่งมันก็มีทั้งที่ทำได้ แล้วก็ทำไม่ได้” ทริกที่เธอใช้ แล้วเอาเด็กอยู่หมัดก็คือ ใช้เพลงเก็บเด็ก คือเทคนิกที่ครูอนุบาล ใช้ร้องเพลงพร้อมท่าทางประกอบง่ายๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ ช่วยให้เด็กหันมาจดจ่อที่ครูได้ดี “เรามีการใช้เพลงเก็บเด็ก ซึ่งเด็กก็จะชอบเพลงมากๆ ค่ะ เช่นแบบว่า มีการทำเพลงยิ้ม หรือว่าเพลงช้าง ถ้าเราร้องเพลง เขาก็จะร้องตาม แล้วเขาก็จะฟังเรา เขาจะกลับมาอยู่ในสมาธิมากขึ้น เป็นทริกค่ะ” ยิ่งเป็นครูปฐมวัย ยิ่งต้องใจเย็นมากๆ ที่สำคัญต้องมีความรักเด็กด้วย เพราะเด็กแต่ละบ้าน มีนิสัยไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น นี่คือหน้าที่ของครู ที่ต้องคอยบ่มเพาะเขาให้ไปในทางที่ดี “ต้องใจเย็นมากๆ ค่ะ เพราะว่าน้องยังเล็กอยู่เลยค่ะ ยัง 3-5 ขวบ เราจะไปใช้อารมณ์ไม่ได้ เพราะว่าน้องแต่ละคน ก็มาจากครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน เด็กบางคนก็มีนิสัยก้าวร้าว อยู่ที่บ้านบางคนก็ติดโทรศัพท์ แต่พอมาอยู่โรงเรียน เขาก็ต้องปรับนิสัย ครูก็ต้องสอนนะ ว่าการใช้อารมณ์แบบนี้มันไม่ดี เพราะว่ามันจะทำให้เราควบคุมตัวเองไม่ได้ เราก็จะต้องหาอะไรที่ทำให้เขาใจเย็นลง เช่นแบบว่า การเข้ามุม การที่เขาได้เล่นของเล่น ได้อยู่กับตัวเองค่ะ” |
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ขอบคุณภาพ : Facebook “Sunsanee Tabu”, “วัดใหม่สี่หมื่น ราชบุรี”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


