"ชีวิตคุ้มค่า เพราะไม่ได้แค่แต่จะหาเงินอย่างเดียว" คือความอิ่มเอมใจที่สุดแล้ว ในฐานะเจ้าของ "เอกเขนก โฮสเทล" ที่พักย่านศิริราช ที่มีไว้เพื่อแบ่งเบาความทุกข์ แชร์ความสุข ให้แก่เพื่อนร่วมโลกที่กำลังเดือดร้อนหนัก ด้วยการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ "ผู้ป่วยและญาติ" เพื่อให้พวกเขารู้ว่า ยังมี "ที่พัก-อาหารฟรี" คอยโอบประคองอยู่ตรงนี้ ในวันที่ชีวิตเหนื่อยล้าถึงขีดสุด
*** เหตุเกิดเพราะเฝ้าไข้ลูกขาหัก ***
“ที่นี่คนที่เข้ามาค่อนข้างจะมีเรื่องเดือดร้อน ไม่มีใครอยากมาโรงพยาบาล คนที่ป่วย เขาก็ไม่ได้มาเช้า-เย็นกลับ หรือว่ามาพรุ่งนี้แล้วหาย หลายๆ คนอยู่เป็นอาทิตย์
นึกสภาพของคนที่มาเฝ้าญาติ ตอนเช้าก็ไปหา อยู่ในห้องทั้งวัน ตอนเย็นก็กลับมาอยู่ในห้องนี้อีก ถ้ามีใครสักคนหรือว่าเป็นมุมสักมุม ให้เขาได้เอกเขนกเหมือนที่เราตั้งชื่อ อยู่แล้วก็มีเพื่อน มานั่งคุย หยิบน้ำมาให้กิน ตบไหล่ตบหลังกันหน่อย
บางทีเขาไม่สบาย เราก็คอยดูแล การหิ้วปีกลูกค้าขึ้นมาบนห้อง เป็นเรื่องปกติของที่นี่ บางคนเป็นความดันตอนนั้น บางคนท้อแท้ บางคนเดินเข้ามาร้องไห้ มันมีหลายรูปแบบ เราก็ดูแลกันไป
เราเป็นโฮสเทลเล็กๆ ที่คุยกันอยู่เสมอว่า มาเป็นลูกค้าเราครั้งเดียวนะ พรุ่งนี้เห็นหน้ากันก็ทักทายกัน ที่นี่เราดีใจเวลาคน Check-out ออกไป พอออกไปเราก็ดีใจด้วย ที่พักอื่นเขาคงให้อยู่นานๆ”
ชายเจ้าของรอยยิ้มฉายแววใจดีคนนี้คือ “น้อย - วิวัฒน์ รักแต่งาม” เจ้าของ “เอกเขนก โฮสเทล”
ที่นี่คือโฮสเทลเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น ราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ของผู้ป่วยและญาติ ที่มารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ไปจนถึงผู้คนที่มาทำธุระในย่านนี้ ในราคาเริ่มต้นคืนละไม่ถึง 4 แบงค์แดง
แต่สิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นมากกว่าที่พัก ก็คือโครงการ “ปันน้ำใจ” และ “ปันกันอิ่ม” เพื่อผู้ป่วยและญาติ ที่ขัดสนเรื่องค่าใช้จ่าย โดยจะมีที่พักและอาหาร 3 มื้อให้คนที่เข้าโครงการ “ฟรี”
โครงการที่ว่า ได้รับการซัพพอร์ตมาจาก เหล่าผู้ติดตามเอกเขนก โฮสเทล บนโลกออนไลน์ และ “มูลนิธิพุทธิกา” โดยมีโฮสเทลแห่งนี้เป็นสะพานบุญ ส่งต่อความปรารถนาดีไปยังผู้ที่เดือดร้อนต่อไป
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของที่พักแห่งนี้ เกิดจากการที่ น้อย จำเป็นต้องหาที่พัก ระหว่างมาเฝ้าลูกชาย แต่ก็พบว่าแต่ละที่ ไม่ได้ช่วยให้นอนหลับได้อย่างสนิทใจ แถมราคาก็ยังสวนทางกับคุณภาพที่ได้
“จุดเริ่มต้นของการมาเป็นเอกเขนกนะครับ ก็เริ่มต้นจากการที่ลูกชายมีอุบัติเหตุจักรยานล้ม ขาหัก มานอนที่ศิริราชสัก 20 วันได้ ผมก็มาดูแลอยู่ที่นี่ ตอนเช้าก็ไปเยี่ยมดูลูก ตอนกลางคืนก็ตระเวนหาที่พัก
ตอนนั้นผมอยู่ที่ลาดพร้าว เดินทางมา 2 ชั่วโมง เดินทางกลับอีกก็ประมาณนั้น ค่าใช้จ่าย การเดินทาง เวลาที่เราสูญเสียไป เหนื่อยครับ ตอนนั้นตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ ความเป็นห่วงลูกด้วย
หลังจากที่มาอยู่ได้อาทิตย์แรกๆ ไปนอนตรงโน้นตรงนี้น่าจะครบทุกที่พัก โรงแรม อะพาร์ตเมนต์ ที่พออยู่ได้ก็ราคาค่อนข้างสูง ในยุคนั้นนะครับประมาณ 800-1,000 ขึ้นไป ที่ราคาต่ำกว่านั้นก็มี 400-500 บาท
ผมเคยนอนแถวนี้ นอนไม่ได้เลย มีเสียงดังโครมคราม ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะไม่ปลอดภัย ไม่สะอาด ไม่เป็นผลดีต่อการพักผ่อน ก็เลยมองว่าคุณภาพชีวิตของคนที่มาโรงพยาบาล น่าจะดีกว่านี้
ความรู้สึกส่วนตัว คนที่มาโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นคนไข้หรือญาติผู้ป่วย ก็คือสภาพจิตใจไม่ดี มีความเป็นห่วง มีความกังวลหลายๆ เรื่อง นอนก็ไม่ค่อยหลับแล้ว เรามาใช้ที่พักเฉพาะนอนอย่างเดียว ถ้าสภาพมันไม่เอื้ออำนวยกับการพักผ่อนที่แท้จริง ก็จะมีปัญหาสุขภาพกับคนที่มาอยู่”
เจอปัญหากับตัวในครั้งนั้น ทำให้เมื่อราว 7 ปีที่แล้ว เขาตัดสินใจเช่าและรีโนเวทอาคารพาณิชย์หลังเก่า ใกล้โรงพยาบาลศิริราช เป็นโฮสเทลในรูปแบบที่ตั้งใจ โดยเน้นไปที่ 3 โจทย์หลักคือ สะอาด-สบาย-ปลอดภัย
“สิ่งสำคัญของคนที่ต้องการในการที่มาโรงพยาบาล คือที่นอนที่สะอาด มีความปลอดภัย ในราคาที่ไม่แพง โดยเน้นไปที่คุณภาพการนอน ไม่เน้น facility ทางด้านการใช้ชีวิต
ผมเลยมามองถึงลักษณะของโฮสเทล ก็คือที่พักที่จะมาแชร์ใน 1 ห้อง เราอาจจะทำหลายๆ เตียง แล้วก็จัดสภาพแวดล้อมให้เป็นส่วนตัวสักหน่อย ให้สะอาดสะอ้าน ใช้วัสดุที่มีคุณภาพ คนที่มาอยู่จะได้สบาย สามารถนอนได้อย่างไว้วางใจได้ ปลอดภัย
เราก็เลยมาดัดแปลงห้องแถวที่เช่า แบ่งเป็นห้องสำหรับผู้ชาย-ผู้หญิง 1 ห้อง ห้องผู้หญิงล้วน 1 ห้อง แล้วก็จะมีห้องส่วนตัวอีก 2 ห้อง (ขนาดเล็ก 1 ห้อง ขนาดใหญ่ 1 ห้อง) ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเอกเขนกโฮสเทล”
ในช่วงแรกของเอกเขนก โฮสเทล เรียกได้ว่าทำเอาผู้เป็นเจ้าของ ต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก เพราะหมดเงินลงทุนไปกว่า 5 ล้านบาท พร้อมกับรีโนเวทใหม่หมดทุกอย่าง แต่แทบไม่มีลูกค้ามาใช้บริการเลย เขาต้องเดินแจกโบรชัวร์ในโรงพยาบาลและตามร้านค้าแถวนั้น เพื่อให้โฮสเทลเป็นที่รู้จัก
หลังจากนั้น กิจการก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ลูกค้าส่วนใหญ่นอกจากคนที่มาติดต่อธุระที่โรงพยาบาล ก็จะมีแพทย์ พยาบาล คนที่มาติดต่อธุระกับกองทัพเรือ ผู้เข้าสอบของราชการ และนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ในธุรกิจด้านนี้มาก่อน แน่นอนว่าย่อมเจอปัญหาที่รอให้แก้ไขนับไม่ถ้วน แต่โชคดีที่มีลูกค้าที่น่ารัก คอยให้คำแนะนำผ่านมุมมองของผู้ใช้บริการ
“ปัญหาที่เกิดขึ้นเยอะครับ ก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป เราไม่เคยทำงานแบบนี้ เราก็จะเรียนรู้จากลูกค้า เรื่องของอุปกรณ์เครื่องใช้ ห้องน้ำก็จะมีผู้อาวุโสบอกว่า ไม่คิดถึงคนแก่เลย ลุกยาก เราต้องเอาราวจับเอาไว้ให้ลุก บันไดลื่น เราต้องเอากันลื่นมาติดไว้ มาอยู่หลายวันเสื้อผ้าไม่ได้รีด เราต้องเอาเตารีดมาไว้ให้
มีกรณีนึงที่น่าสนใจก็คือ ผ้าอนามัยที่ถูกทิ้งลงในชักโครก เรามีถังขยะให้ ทำไมคุณไม่ทิ้งถังขยะ ก็มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งบอกว่า คุณไม่เข้าใจผู้หญิง ไปหาถุงใส่ผ้าอนามัยมาแขวนไว้ แก้ได้ครับ แค่มีถุง บางทีเราก็ตัดสินปัญหาด้วยมุมมองที่อาจจะหยาบไปนิดนึงสำหรับผู้ชาย ก็ได้คำแนะนำเหล่านี้มาจากลูกค้า
ลูกค้าเอาแก้วมาลองสบู่รั่ว เสียดาย น้ำรั่ว ก๊อกเป็นอย่างนี้ ไอ้นี่เป็นอย่างนั้น ลูกค้าผมโดยส่วนใหญ่ ถ้าลงไปเป็นคนสุดท้าย เขาจะปิดแอร์หมด ไล่ปิดไฟ เหมือนกับเขาช่วยดูแล บางคนกลัวเราอยู่ไม่ได้
(ลูกค้า) เป็นกลุ่มที่ติดต่อโรงพยาบาลศิริราช เป็นผู้ป่วยหรือไม่ก็ญาติผู้ป่วย ไม่มีช่วงอายุเลยครับ เพราะทุกคนป่วยได้ ฐานะ อันนี้พอจะมองเห็น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลางๆ ถึงค่อนข้างจะจนหน่อย
อย่างห้องนี้ (ห้องใหญ่สุด) ราคา 1,330 บาทต่อคืน คุณหมอที่มาจากต่างประเทศ ที่มารับเคสเป็นจ๊อบๆ ก็จะใช้ห้องนี้เป็นหลัก แต่ถ้าลูกค้าพื้นฐาน ส่วนใหญ่ก็จะนอนเป็นโฮสเทล ราคาอยู่ที่ 370 บาทครับ”
*** “ถ้าจะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนตอนที่มันดี” ***
ย้อนกลับไปถึงช่วงที่ “โควิด-19” เกิดการแพร่ระบาดอย่างหนัก ด้วยความที่ เอกเขนก โฮสเทล เป็นธุรกิจที่พัก แน่นอนว่าเจอผลกระทบจนต้องปิดให้บริการชั่วคราว แต่ในความโชคร้ายก็ยังโชคดี ที่เจ้าของมองเห็นช่องทางทำเงินอื่นๆ ล่วงหน้า จึงทำให้ผ่านวิกฤตครั้งนั้นไปได้
“ก่อนที่ผมจะมาทำเอกเขนก ผมทำบริษัท Production House เล็กๆ เกี่ยวกับงานโทรทัศน์ โฆษณา หนังสือ สิ่งพิมพ์ ก็เลยคุยกันว่าเราเพิ่มงานพิมพ์ดีกว่า ตัดสินใจทำเป็น เอกเขนก Print on Demand ขึ้นมา
ผมก็ไปเอาเครื่องพิมพ์มาลง รับงานตั้งแต่ 1 ชิ้นขึ้นไป หนังสือ 1 เล่ม รายงาน 1 ฉบับ โปสเตอร์ 1 แผ่น เพื่อตอบสนองงานพิมพ์จำนวนน้อยๆ แล้วก็มีสติ๊กเกอร์ เราจะหาขายืนให้ อันนึงผิดพลาดไป ก็ยังมีอะไรค้ำกันอยู่
ในขณะที่เอกเขนก Print on Demand เริ่มเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา โควิดก็มาพอดี พอโควิดมาปั้ง! รายได้จากที่พักก็คือศูนย์เลย รัฐบาลเขาไม่ให้เปิด ก็ปิดเป็นปีเหมือนกัน กาแฟก็ขายได้นิดๆ หน่อยๆ
จังหวะนั้นการซื้อของทางออนไลน์มาแรงมาก ยอดขายสติ๊กเกอร์ทำได้ดีมาก ตอนนั้นชีวิตเราก็เปลี่ยน น้องทุกคนยังทำงานเหมือนเดิม แต่ว่ารายได้หลักอยู่ที่สติ๊กเกอร์ ที่ทำให้เราประคอง พอหมดโควิดก็ไม่ได้กลับมา 100% ที่พักก็ต้องมารื้อฟื้นกันใหม่ กว่าที่เราจะเติบโตขึ้นมาทุกวันนี้ครับ
ตอนนี้รายได้หลักของเราเป็นงานพิมพ์ ไม่ใช่ที่พัก เอกเขนกแทบจะเป็นสาธารณกุศลอยู่แล้ว (หัวเราะ) ไม่ถึงขนาดนั้นนะครับ ก็มีรายได้เลี้ยงตัวได้ ผมว่าเดือนนึงน่าจะได้สักแสนกว่าบาท รายได้รวมไม่ใช่กำไรนะครับ เงินเดือนก็หลายหมื่นบาทแล้ว ทุกอย่าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ้าปูที่นอน ทำความสะอาด น้ำยาสารพัด”
[ เอกเขนก โฮสเทล ในยุคแรกๆ ]
แม้จะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำที่พักมาก่อน แต่ในฐานะคนเคยคลุกคลีในแวดวงธุรกิจ น้อย แนะนำว่า ถ้าอยากอยู่รอดในยุคนี้ ต้องมีหลายขาเพื่อยืนอย่างมั่นคง
“เรื่องโควิด คงไม่มีใครคาดคิดหรอกครับ แต่สิ่งที่ผมสัมผัสกับวงการของการทำธุรกิจมาตลอด ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ผมมีความคิดว่า ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนตอนที่มันดี อย่าไปเปลี่ยนตอนที่มันแย่ เพราะถ้ามันแย่ เราไม่มีแรงเปลี่ยนหรอก
ผมทำธุรกิจมา พอมีกำลัง ผมก็จะเริ่มมองแล้วว่าเราทำอะไรมาเสริม หรือว่ามาปรับ มาเปลี่ยน เพื่อที่จะให้มันดีขึ้น คนอื่นอาจจะชอบเปลี่ยนตอนที่มันแย่ แต่ผมว่าตอนที่มันแย่ มันเปลี่ยนยาก
เราควรจะมีหลายอย่างมั้ย ผมคิดว่าหลายๆ ขา ดี แต่บางทีอาจจะไม่ต้องมากจนกระทั่งมันเกะกะ มีหลายขามาก บางทีก็เดินไม่สะดวก ผมว่าหลายๆ ขา มันก็ไล่เตะขากันเองล้มง่ายๆ เหมือนกัน
เอาเท่าที่รู้สึกว่าเหมาะสมแล้วเราถนัด น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่ที่สำคัญ ต้องจมูกไวต่อการเปลี่ยนแปลงครับ”
เจ้าของที่พักแห่งนี้ ยังได้เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวอินไซด์ ใต้เตียงเอกเขนก ที่ถ้าไม่ได้มาทำโฮลเทล ก็จะไม่มีทางรู้เลย
“คนไทยไม่ค่อยโอเคกับการมาแชร์พื้นที่ในห้องเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ชาย อันนี้ผมมานินทาเพศเดียวกัน เราเข้าใจว่าผู้ชายน่าจะง่าย กลายเป็นว่าผู้หญิงเวลามานอน แยกห้องเป็นผู้หญิง-ผู้ชาย ขึ้นมาดูเตียง ของเป็นสัดเป็นส่วน เขาก็โอเค นอนเลย ผู้หญิงที่อายุมากก็ไม่มีปัญหา
ในขณะที่ผู้ชายเดินเข้ามา ‘นอนอยู่ ใครมาเปิดม่านทำไง จะรับประกันความปลอดภัยของผมได้ยังไง’ ช่างรักนวลสงวนตัวเสียนี่กระไร (หัวเราะ) แต่ผู้หญิงไม่ค่อยเป็น ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกัน
ผมว่าเกินครึ่งแฮปปี้กับการที่มาอยู่แล้วมีเพื่อน คนที่สูงอายุก็โอเคมากเลย กับการมาหาหมอคนเดียว แล้วมีเพื่อนอยู่ในห้อง ได้ช่วยเหลือกัน เราจะเห็นกรณีที่เกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ก็คือต่างคนต่างมา แต่พอลงไปทานข้าว ลงไปด้วยกัน แล้วเป็นเพื่อนกัน
ผู้ชายรุ่นผมประมาณ 40-50 ขึ้นไป เรื่องเยอะครับ แต่เดี๋ยวนี้เริ่มดีขึ้น หลายคนมาถึง ‘จะนอนได้มั้ย อะไรยังไง ลองดูสักคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยย้าย’ แต่รุ่งเช้าแกเดินยิ้มลงไป นอนได้ แฮปปี้”
[ โฮสเทลตรงโจทย์ “สะอาด-สบาย-ปลอดภัย” คืนละ 370 บาท ]
นอกจากความสะดวกสบายของสถานที่แล้ว เรื่องการบริการก็ให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ด้วยแนวคิดที่ว่า จะอนุญาตให้เป็นลูกค้าได้แค่ครั้งเดียว เพราะต่อไปเราจะกลายเป็นญาติมิตรกัน
“ผมรู้สึกว่า 90% ของคนที่นอนที่นี่แฮปปี้ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าเยอะครับ โชคดีตรงที่ว่า ลูกค้าเก่าจะแนะนำ บอกคนรู้จัก เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง มาที่นี่ ต้องมาที่เอกเขนก
เป็นความตั้งใจของผม เราจะอนุญาตให้เป็นลูกค้าได้แค่ครั้งแรก หลังจากนั้นก็มาเป็นเพื่อนกัน เป็นญาติกัน แต่แน่นอน ผมมีพื้นที่ให้กับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เราก็เคารพในสิทธิ์ตรงนั้น แต่ถ้าเป็นคนที่เราสามารถดูแลกันได้ในรูปแบบของญาติมิตร คนเหล่านี้ก็จะมาเป็นเพื่อนเรา ช่วยเหลือกันไป”
*** “ปันน้ำใจ-ปันกันอิ่ม” พักฟรี มีข้าว 3 มื้อ ***
และสิ่งที่ทำให้ที่นี่ เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ป่วยและญาติ ก็คือโครงการ “ปันน้ำใจ” ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน เรื่องค่าใช้จ่ายและที่พักระหว่างรักษาตัว ด้วยการให้พักที่เอกเขนกฟรีๆ
โดยได้รับการซัพพอร์ตจาก “ญาติมิตร” หรือก็คือผู้ติดตามของเฟซบุ๊ก “Ekanake Hostel” ที่คอยตามติดเรื่องราวของโฮสเทลแห่งนี้ ผ่านตัวหนังสือของชายผู้เป็นเจ้าของ
“บางคนไม่มีเงิน เขาบอกผมว่า ช่วงนี้ไม่ได้มานะ ไม่มีตังค์ ตั้งแต่วันที่ผมเปิด ผ่านมา 5-6 ปีก็ 350 บาท (ปัจจุบัน 370 บาท) จุดประสงค์เราคืออยากให้คนที่ไม่มีตังค์มานอน แล้วทำไมสังคมถึงทำให้ 350 บาท ก็ยังไม่มีเงินมานอน ผมไม่ได้โกรธใครนะครับ มันเป็นความอึดอัดตัวเอง
โรงพยาบาลไม่อนุญาตให้ใครนอนใต้ตึก ก็ไม่ควรให้นอนอยู่แล้ว เพราะใต้ตึกโรงพยาบาลไม่ใช่ที่นอน แต่ที่ผ่านมา มีคนนอนเต็มไปหมด คนพวกนี้จะไปอยู่ไหน
[ ญาติผู้ป่วยบางคนอาศัยพื้นที่โรงพยาบาลในการพักผ่อน ]
พอดีผมเป็นคนที่ชอบเขียนนู่นเขียนนี่ลงในเพจ บังเอิญมีคนกลุ่มนึงที่ชอบอ่าน ก็ตามมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเรามีแฟนเพจเกือบ 40,000 คน ผมก็มาเขียน ไม่ได้ฟ้องใครนะ เขียนด้วยความอึดอัดของเรา
ก็มีคนส่งเงินมาให้เฉยๆ บอกว่าถ้าเราไปเจอคนแบบนี้ เอาเงินนี้เป็นค่าห้อง ผมก็… โอเค อย่างน้อยที่สุด ความอึดอัดของเรา ก็ได้รับการกล่อมลงมาว่ามีคนเห็นด้วย
ตอนนั้นได้เงินมา ผมไม่แน่ใจน่าจะ 4,000-5,000 ก็เลยไปขอเงินเมียมาอีกเท่าตัว รวมเป็น 8,000 มาจัดทำเป็นโครงการที่พักฟรี ได้กี่คืนก็หารไป เขียนป้ายติดไว้เลย ใครอยากจะมานอนฟรี มีแค่ 20 คืน ไหนๆ ก็ทำแล้ว ตั้งชื่อให้หน่อย ชื่อโครงการ ‘ปันน้ำใจ’ มีแค่ 20 คืน แต่ก็ยังรู้สึกว่าเราได้ทำอะไรบ้าง”
[ คูปองปันกันอิ่ม ]
เมื่อเห็นว่าการช่วยเหลือจากโครงการนี้ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากจริงๆ นับตั้งแต่นั้น ปันน้ำใจ ก็ได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง จนถึงวันนี้ก็เข้าปีที่ 2 แล้ว
“หลังจากที่มีคนส่งเงินมาให้ ผมก็เขียนลงไปในเพจ ก็ทำจดหมายไปที่โรงพยาบาล บอกว่าผมมีที่พักฟรี ก็มีคนที่มาเห็น ขอเข้ามาใช้ เขาเป็นผู้ชาย แฟนมีปัญหาเรื่องสมอง เขาตกงาน ไปดูที่พักข้างๆ ราคา 250 แต่ก็ยังแพงไป ผมก็เขียนเรื่องเขาลงไป ก็มีคนส่งเงินมาให้ คืนนั้นคืนเดียว ผมได้เงินมาแสนกว่าบาท
เขาเป็นคนที่มีความรู้ทางภาษาอังกฤษ เขาพยายามขอว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เขามาอยู่หลายวันครับ แต่ไม่มีเงินเลย แล้ววันที่อยู่ เขาออกไปหางานทำรายวัน ไปกวาดร้านตรงนี้มั่งอะไรมั่ง
มีคนติดต่อเข้ามาว่าให้เขาสอนภาษาอังกฤษลูกก็มี แต่เรื่องแบบนี้ผมพยายามจะไม่เชื่อม เพราะผมไม่รู้ว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร รู้อย่างเดียวว่าเรามีที่ให้เขาอยู่ เขาก็ผ่านชีวิตตรงนั้นไปได้
แฟนเพจผม ไม่ได้สนใจว่าผมจะเอาไปทำอะไรด้วยซ้ำไป ด้วยความที่เขารู้จักเราผ่านตัวหนังสือ แล้วเขาก็มองว่าเราน่าจะเชื่อถือได้ แต่พอได้เงินก้อนนึง ผมก็จะหยุดรับเลย พอมันเยอะแล้ว ผมจะเดือดร้อน
คุณสมบัติ 1. คุณเป็นคนยากจน 2. ต้องมาที่ศิริราช จะเป็นคนป่วยหรือจะเป็นญาติผู้ป่วยก็ได้ แล้วผมจะให้ที่พักคุณ นอนฟรีเลย ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ”
[ ส่วนหนึ่งของร้านอาหารย่านศิริราชที่ร่วมโครงการ ]
เมื่อญาติมิตรช่วยสมทบทุนในส่วนของที่พักไปแล้ว ในส่วน “ปันกันอิ่ม” ช่วยดูแลในส่วนของค่าอาหาร ที่ได้รับความร่วมมือจาก “มูลนิธิพุทธิกา” เพื่อคนที่เข้าเงื่อนไขการช่วยเหลือ จะมีที่พักและอาหารฟรี
“ปัจจัยที่หนักที่สุดที่ผมเคยได้คุยกับคนไข้ ประกอบไปด้วย ค่าเดินทาง ค่าที่พัก แล้วก็ค่าอาหาร ยังไม่นับคนที่มาจากต่างจังหวัด เรากำลังพูดถึงกรณีที่รัฐบาลช่วยดูแลในเรื่องค่ารักษาพยาบาลพอสมควรแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ‘มูลนิธิพุทธิกา’ ของ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล โครงการ ‘ปันกันอิ่ม’ เป็นโครงการที่มีอาหารให้กับผู้ที่เดือดร้อนยากจน เขาเคยทำที่โรงพยาบาลหลายที่ เขาเห็นเรามีปันน้ำใจ ก็เลยมาติดต่อว่า ถ้าเราสนใจ เขาก็จะเอาปันกันอิ่ม มาร่วมกับของเรา ผมก็บอกว่าสนใจสิ
ผมก็ทำเป็นคูปอง ติดต่อตามร้านอาหาร มีร้านที่อยู่ในโรงพยาบาลด้วย 4 แล้วก็มีด้านนอกอีก 3 ก็ให้เขาเลือกจะกินอะไร พออาทิตย์นึงผมก็เอาเงินไปจ่าย แล้วก็รวบรวม
เดือนนึงก็จะบอกทางพุทธิกา เขาก็จะโอนเงินมาให้ผม กลายเป็นว่ามันก็เข้าท่า คนที่มาเข้าโครงการนี้ ก็จะมีที่นอน มีอาหารให้ 3 มื้อ ก็เท่ากับว่าเขาตัดค่าใช้จ่ายได้เยอะเลย
ทางร้านมาดีลกับเรา เขาเสนอตัวจะให้ฟรีด้วยซ้ำไป เราบอกว่าไม่เอา เพราะผมไม่แน่ใจว่า ทางร้านทำบุญมา จะทำได้แค่ไหน เยอะนะครับ อาทิตย์นึงผมไปจ่ายให้เขา 1,000 กว่าบาท นานๆ เข้ามันก็จะไม่ไหวหรอก แต่พุทธิกาเขามีเงิน ก็จัดสรรไปตามแต่ว่ามีคนที่มาขอความช่วยเหลือ”
[ ส่งต่อกายอุปกรณ์ ]
ไม่หมดแค่นั้น ยังมีในส่วนของ “เจลลี่โภชนา” และ “กายอุปกรณ์” สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้อีกด้วย
“ที่นี่คนเป็นมะเร็งเยอะ ต้องมาอยู่นาน มาฉายแสง สิ่งที่เห็นอย่างนึงก็คือ เขากินอะไรไม่ค่อยได้ แล้วบังเอิญผมเคยรู้จักลูกค้าที่เป็นมะเร็ง เขาเคยให้อาหารเหลวผมไว้ 2-3 ถุง เป็นเจลลี่โภชนา มันก็กินง่ายๆ เย็นๆ มีสารอาหารครบถ้วน ก็เลยเอาไปให้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง เขาชอบใจกัน
ผมอยากได้เอาไว้สำหรับคนที่เป็นมะเร็ง พอเราเขียนไป มีคนส่งมาให้เยอะแยะ ทางพุทธิกาก็เสนอตัว บอกว่าถ้าหมด ไปซื้อมาเลย เดี๋ยวเขาจ่ายเงินให้ ผมโชคดี ผมอยากจะทำ คนค่อนข้างจะสนับสนุนครับ
แล้วมันเริ่มไปถึงเรื่องของกายอุปกรณ์ มีคนซื้อเครื่อง CPAP ที่เป็นเครื่องช่วยหายใจ ถังออกซิเจน วีลแชร์ เขาเคยซื้อไปให้พ่อแม่ใช้ แล้วปรากฏว่าเสียก่อน ไม่ได้ใช้ ก็เลยวางอยู่เฉยๆ
คุณเซี้ยมเขาอยู่ต่างประเทศ มาช่วยเพื่อนซื้อ ได้ของมาก็ไม่รู้จะเอาไปไหน เอามาให้เอกเขนกดีกว่า ผมก็ประกาศ ใครอยากได้ก็มาเอาไป ก็มีคนแนะนำมาว่า อย่าไปแจกเลย เอาไปให้ป้าแดงดีกว่า
คือมูลนิธิของ ป้าแดงอาสา เป็นพยาบาลเก่า เขามาทำอุปกรณ์ให้คนยืม มีช่างซ่อม ผมก็ติดต่อป้าแดง เขาก็มาเอาไป ให้คนโน้นยืม ให้คนนี้ยืม มันก็เกิดประโยชน์มากกว่าให้ใครสักคนหนึ่ง”
*** จากที่พัก สู่แหล่งพักพิงความรู้สึก ***
จากความตั้งใจแรกที่ต้องการทำที่พักใกล้โรงพยาบาลในราคาย่อมเยา ทุกวันนี้ เอกเขนก โฮสเทล ได้ผลิดอกออกใบ เป็นร่มเงาให้กับหลายๆ คนได้มาพักพิง
น้อย ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าธุรกิจของตัวเองจะเดินมาในรูปแบบนี้
“ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำอะไรอย่างนี้ ส่วนนึงเราต้องการที่จะให้มันเป็นธุรกิจที่ดูแลครอบครัวเราได้ แต่อีกส่วนก็รู้สึกว่าเกิดประโยชน์ เราต้องการให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ยกระดับขึ้นมา จากที่นอนใต้ถุนโรงพยาบาล
พอมาอยู่ไปเรื่อยๆ เราก็รู้สึกว่าคนที่เดินเข้ามาที่นี่มีชีวิต มีความเป็นอยู่ ที่เราไม่สามารถจะไปตัดสินเขา ด้วยค่าห้อง ตัดสินเขาว่าจะอยู่หรือไป เราเริ่มรู้สึกว่าจริงๆ แล้ว ที่นี่มันเริ่มเปลี่ยนแปลงจากที่พัก เป็นแหล่งพักพิงความรู้สึก เราช่วยอะไรไม่มาก แต่คนที่เขาไม่มีใครเลย คนที่ไม่มีทางออก มันมากมายสำหรับเขา
เคยมีคนที่มานอน 1-2 คืน เพื่อมาคุย ระบายทุกอย่าง แล้วก็กลับไปอย่างคนที่รู้สึกว่ามีคนรับฟังปัญหา หลายๆ คนเรียกที่นี่ว่าเป็นบ้านหลังที่ 2 มาจากต่างจังหวัดก็ต้องมาที่นี่ บางคนมาเพื่อจะไปธุระในเมือง บางคนอยู่โรงพยาบาลจุฬาฯ บางคนอยู่ดอนเมือง แต่มานอนที่นี่”
อีกส่วนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือผู้คนในกลุ่ม “ปันน้ำใจ" ที่ไม่ใช่แค่คอยสนับสนุนโครงการปันน้ำใจ แต่ยังอยู่เบื้องหลังทุกการช่วยเหลือในเคสอื่นๆ อีกด้วย
“ผมมีกลุ่มชื่อว่ากลุ่มปันน้ำใจ กลุ่มนี้เราไม่ได้เอาค่าที่พัก แต่เราจะช่วยเหลือเป็นกรณี ใช้ชื่อว่า ร่วมบุญ ผมทำมาได้ระยะนึงแล้ว มีคนจ้องจะทำบุญกับผมเยอะมาก มันเป็นโครงการที่แตกไปเรื่อยๆ
เคยถึงขนาดที่จะทำทุนการศึกษาด้วยซ้ำไป มีน้องคนนึงมาพักที่นี่กับแม่ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปโดนรถชน กระดูกหักเยอะมาก ทางคนขับรถยนต์บอกว่าจะรับผิดชอบ แต่พอถึงที่สุดแล้วเขาให้มา 10,000 บาท
เด็กที่บาดเจ็บเอาเงินไปซ่อมรถเพราะเป็นมอเตอร์ไซต์ของเพื่อน ที่เหลือก็เอามาทำขนมจีนเลี้ยงคนที่มาช่วยเหลือ
แล้วเด็กคนนี้เป็นเด็กที่เรียนเก่ง ก็ไม่ได้เรียนมา 2 ปี ตอนนี้เขาเริ่มจะเดินได้แล้วแต่ว่าสุขภาพแย่มาก เขาอยากกลับไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ อยากมาช่วยแม่ บ้านเขาก็ยากจน
ผมก็เลยคิดขึ้นมาว่า เราส่งเด็กคนนี้เรียนดีกว่า ก็ติดต่อไปทางสมาชิกในกลุ่ม เอามั้ย เป็นทุนการศึกษาให้น้อง มีคนเห็นด้วยมากมาย แล้วก็มีคนเสนอตัวดูแลคนเดียว แต่น้องกับแม่ปฏิเสธ เขาบอกว่ายังพอช่วยเหลือตัวเองได้ โครงการลูกสาวของปันน้ำใจก็เลยพับไป”
หลายๆ เคสที่ผ่านมา ก็ทำให้เขาตระหนักได้ว่า สิ่งสำคัญของการช่วยเหลือคือ “อย่าทำอะไรเกินตัว”
“มีคนสะกิดเตือนมา บอกว่าคิดดีๆ ทำอะไรแบบนี้ เพราะมันชักจะใหญ่เกินตัว ทำกันแต่พอดี แบบที่เรารู้สึกไม่ต้องรับผิดชอบใหญ่โต ไม่ต้องระยะยาว แล้วมันจะจริงเท็จแค่ไหน ใครจะดูแลต่อไป
ผมเคยคิดว่าจะไปทำงานร่วมกับกระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ก่อนหน้านี้ผมก็ทำงานกับกระทรวงฯ อยู่แล้ว แล้วก็สนิทกับผู้ใหญ่ในนั้น ผู้ใหญ่เขารู้จักโครงการของผมดี เขาก็บอกว่ามันเป็นโอกาสที่ดี แล้วก็สอดคล้องกับกรมพัฒนาสังคมฯ ก็เลยคิดว่าเราไปร่วมกับกระทรวงดีมั้ย
ญาติมิตรก็เบรกเอี๊ยด เอาของเราเถอะ อย่าไปยุ่งกับราชการเลย มันจะเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ ระเบียบ เงื่อนไขอะไรมากมาย ผมก็ต้องฟัง คือผมได้รับการสนับสนุนที่ดี อีกด้านนึงผมก็ต้องรับฟังทุกอย่าง
เวลาคนบอกว่าไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้ เวลาคนเตือนกันมาแต่ละจุด แต่ละขั้น แต่ละตอน เราต้องรับฟัง ซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลยนะครับ ทำให้ผมก็ดึงตัวเองกลับมาทัน ก่อนที่จะเกิดอะไรที่มันดูแลไม่ไหว”
และเขายังได้แชร์เรื่องราวอีกแง่มุม ของคนที่เข้าโครงการปันน้ำใจ ที่แม้จะตรงเงื่อนไขการช่วยเหลือ แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้คนเหล่านั้น ร้องขอมากจนเกินวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโครงการ
“มีกรณีคนที่ป่วย ก่อนสงกรานต์ทุกคนควรจะกลับบ้านใช่มั้ย แต่เขาบอกว่ากลับไม่ได้ เพราะไม่มีตั๋วรถ แล้วเขาก็พูดเป็นนัยว่าตั๋วเครื่องบินมี เรายังซื้อตั๋วให้กับคนอื่นกลับบ้านได้ เราก็ควรจะซื้อตั๋วเครื่องบิน ให้เขากลับบ้านบ้าง (หัวเราะ) อะไรที่มันไม่รู้จักพอดี ผมก็ไม่โอเค
ผมก็เลยบอกเขาว่า ไม่ได้ เงินที่ผมใช้เป็นที่พักให้กับทุกคน ไม่ใช่เงินผม เป็นเงินที่ญาติมิตรให้มา เพราะฉะนั้น ผมต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด
ตอนนี้โรงพยาบาลก็ไม่รักษา คุณจะมานอนเล่นเหรอ ผมไม่อนุญาต จะอยู่ก็ได้ ผมคิดเงินค่าห้องปกติ แล้วเมื่อไหร่คุณไปรักษา ผมก็เอาคุณเข้าโครงการใหม่ เขาก็ออกไปเช่าที่พักอื่น อะไรอย่างนี้ก็มี
แล้วหลายๆ คน พออยู่นานเริ่มรู้สึกว่าที่นี่เป็นที่ของตัวเอง การวางข้าวของการทำอะไร ก็จะเริ่มเลอะเทอะเหมือนอยู่บ้าน ซึ่งในแง่ของการทำธุรกิจ ผมก็ต้องดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย
กฎกติกาเราเป็นยังไง ผมก็ต้องคุย ก็เป็นที่มาที่ทำให้เขาไม่พอใจ ว่าทำไมต้องมีระเบียบมากมายนัก คนที่เขาเคยได้รับการช่วยเหลือ วันดีคืนดีเราขอหยุดไว้ก่อน เราก็จะกลายเป็นผู้ร้ายขึ้นมาทันที
รู้มั้ยว่าคนที่ส่งเงินมาร่วมโครงการปันน้ำใจ น้อยที่สุดกี่บาท 9 บาท ผมได้รับเงินสูงสุดประมาณ 20,000 บาท รายเดียวนะ ผมเอาไปใช้แบบไม่คิดไม่ได้ คนที่เข้ามาต้องเป็นคนที่ควรค่าแก่การช่วยเหลือจริงๆ
เคยมีนะครับที่ผิดพลาด เขาติดต่อมาทางโทรศัพท์ น้องก็รับปากรับคำ พอมาถึง แต่งเนื้อแต่งตัวมีตังค์ ผมก็ต้องคุยกับเขาว่าไม่ได้นะ สุดท้ายผมก็ต้องเอาเงินของผมจ่ายค่าห้องให้เขา”
จากที่ได้เจอคนหลากหลายผ่านเข้า-ออกประตูโฮสเทลแห่งนี้ ก็ช่วยทำให้เขามองคนออก ไม่มากก็น้อย
“ถามว่า จน ดูยังไง มาดูที่นี่ครับ เคสที่ผมพูดไม่ออกเลยก็คือ ผมมารู้จากพี่ยุ้ย (แม่บ้าน) เขามากัน 2 คน เป็นผู้หญิงอายุประมาณ 50-60 ปี เขาไปซื้อข้าวเหนียวมา 1 ห่อ ไก่ 1 ชิ้น แบ่งกันกิน เป็นอาหารสำหรับ 1 วัน แล้วไม่เอามากินให้เราเห็น ผมก็บอกว่าไม่ได้แล้ว เอาคูปองให้เขา ถ้าไม่ใช้โกรธ เขาก็ต้องรับไป
วันที่จะกลับ เขาเอาคูปองที่เหลือฝากร้านค้าไว้ ไม่กล้าเอามาคืนผม บอกว่าญาติโอนเงินมาให้ 200 มีข้าวกิน คูปองเอาไว้ให้คนอื่นที่เดือดร้อนกว่า ร้านค้าก็เลยคืนคูปองมา ผมนี่น้ำตาร่วงเลย ในขณะที่หลายคนดูมีเงินเลย มาอยู่กับเรา แล้วทวงถามคูปองว่าทำไมเขาไม่ได้ โลกนี้ทำไมมันขัดแย้งกันแบบนี้
สิ่งที่เราเจอก็คือคนที่เขาเดือดร้อน ยากจนจริงๆ เขากลับพร้อมที่จะให้ พร้อมที่จะปฏิเสธการช่วยเหลือ มากกว่าคนที่พอมี ถ้าเราอยู่ตรงนี้นานๆ เราก็จะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเอกเขนก มันจะทำให้เรามองออก”
*** “ผู้รับ-ผู้ให้” เรียนรู้ไปด้วยกัน ***
ตลอดระยะเวลาเกือบ 8 ปีของโฮสเทลแห่งนี้ มีเรื่องราวและผู้คนผ่านเข้ามามากมาย นี่เป็นบทเรียนอันล้ำค่า ที่ทำให้เรียนรู้ผ่านมุมของทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ”
“สิ่งที่ผมรู้สึก ผมเคารพคนต่อคนมากขึ้น เราต้องปฏิบัติต่อคนที่มาอยู่กับเราฟรีในโครงการ กับคนที่เสียเงินอย่างเท่าเทียมกัน หลายคนเสนอตัว จะล้างห้องน้ำให้ ไม่ คุณต้องอยู่เป็นลูกค้า เราจะไม่ทำลักษณะของการให้ แล้วรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า เคารพผู้ให้ เคารพผู้รับ
(ช่วยไปกี่คนแล้ว) ก็น่าจะเป็นร้อยแล้วมั้งครับ ผมก็ไม่ได้นับอย่างชัดเจนจริงจัง ก็น่าจะหลายคนอยู่ สิ่งที่ผมต้องบอกน้องทุกคนเอาไว้ ถ้าเราจะให้อะไรใคร อย่าไปหวังนะ ถ้าให้แล้วหวัง อะไรจะตามมารู้มั้ย ความผิดหวัง ความลังเลในการให้ครั้งต่อไป ให้ก็ให้ จบตรงการให้ก็พอ
มีคำพูดที่บอกว่า บางทีเราให้อะไรบางอย่าง ความรู้สึกเรามันใหญ่กว่าสิ่งที่เขาได้รับ แต่ในหลายๆ กรณี คนที่ได้รับ เขาได้รับมากกว่าสิ่งที่เราให้ ที่นี่ ผมได้รับความรู้สึกนี้มาเยอะ
ผมเจอคนที่เดินเข้ามาแล้วก็กอดผม ‘ในกรุงเทพฯ นอกจากพี่แล้วไม่มีใครเลย’ ผมแค่เป็นคนเปิดโฮสเทลเล็กๆ ด้วยการช่วยเหลือนิดๆ หน่อยๆ แต่สำหรับเขา ผมเป็นคนเดียวในกรุงเทพฯ ที่อยู่กับเขา ในวันที่เขามีปัญหา นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่า เขาได้รับมากกว่าสิ่งที่เราให้เยอะ”
[ ลูกค้าต่างชาติที่แวะเวียนมา ]
นอกจากนี้ ยังเป็นการได้ส่งต่อสิ่งดีๆ เป็นตัวอย่างให้กับคนรุ่นต่อไปได้เจริญรอยตาม
“สิ่งที่เราได้เรียนรู้มากๆ เลยก็คือคนที่มาจากแหล่งที่แตกต่างกัน อย่างเช่น คนที่ต้องการจะมาพัก ในโครงการปันน้ำใจ เคยพักมาแล้ว เขาทัก LINE มา ‘พรุ่งนี้ที่จองไว้เข้าพัก 2 คนนะ’ ไม่มี คะ ด้วย
ผมก็… ใช่เหรอ? แต่พอเราไปเจอ คนนี้น่าจะ 20 กว่าแล้วนะ เขาเป็นคนบ้านๆ ที่พูดกันอย่างนี้ ตรงกับโครงการเราหมดเลย แค่พูดไม่เพราะ แล้วโกรธเขาได้มั้ย มันทำให้เราเข้าใจภูมิที่แตกต่างกัน
ถ้าเป็นเด็ก ผมจะสอนว่า ‘ไอ้หนูเอ๊ย โทร.มาสักคำก็ได้ ว่างมั้ยคะ หรืออะไรอย่างงี้ ไม่ใช่แค่ LINE มาแล้วจบ’ พออีกวันนึง ‘พี่ วันนี้หนูต้องอยู่ต่อนะคะ’ ผมก็บอก ‘เออ.. อย่างนี้เก่ง’
สิ่งที่ผมรู้สึกว่าผมคุ้มค่าที่สุด ก็คือการส่งต่อความรู้สึกที่ดี หรือการกระทำที่มันน่าจะเป็นประโยชน์ ให้กับลูกๆ ลูกผมเขาได้ซึมซับสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่ดีงาม ที่เขาควรจะได้เรียนรู้ ได้รับทราบ แล้วก็ได้สืบต่อไป
แต่เหนืออื่นใด ผมมักจะบอกว่า ผมมาที่นี่ผมมีความสุขนะ ผมมาทำงาน ได้มาคุยกับคน ได้มาช่วยเหลือคน เรากลับบ้านไปก็ได้ไปเจอครอบครัว ก็โอเคครับ แฮปปี้
บางทีคนเรา ถ้าสมมติว่าเรามาทำอะไร โดยที่เราคิดแต่เรื่องจะหาเงินอย่างเดียว ผมว่ามันก็แห้งแล้งไปหน่อย บางทีเราช่วยคนได้ไม่หมดหรอก ชีวิตคนนึง เราไปช่วยเขาไม่ได้ทั้งหมด แต่เราเอามาเขย่าสักนิดนึง เขาอาจจะมีการปรับเปลี่ยน”
ที่สำคัญที่สุด “ปันน้ำใจ” คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีมวลน้ำใจก้อนใหญ่ จากญาติมิตรออนไลน์ ที่หลั่งไหลมาเติมเต็มให้โฮสเทลแห่งนี้ เป็น “ที่พักผ่อน” และ “จุดพักใจ” ของผู้คนที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ
“ที่ทำให้เรายังทำสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วก็ได้รับความร่วมมือ การสนับสนุน ก็คือความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ผมทำอยู่ ความโปร่งใสการใช้เงินในแต่ละบาท ถ้าไม่มีตรงนี้ ทุกอย่างจบแน่นอน
มีคนบอกว่า อยากจะช่วยเหลือโครงการปันน้ำใจ ขอสมทบทุนมาอีก ปกติถ้าเงินยังมี เงินยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ผมจะไม่รับเลย แต่ก็จะมีคนที่มีเบอร์บัญชีอยู่ ให้มาเป็นรายเดือนก็มี ให้ในวันเกิดตัวเอง วันที่คุณพ่อ-คุณแม่เสีย หรือวันทำบุญใหญ่ บางทีเดินมาถึงนี่ ก็เอาเงินมาให้ ยื่นเงินมาให้ ซึ่งผมก็ต้องรับ
เขาส่งเงินมาโดยที่ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ ว่าผมจะเอาเงินไปใช้ที่ไหน หลายๆ เรื่อง ผมใช้เงินไปก่อน แล้วค่อยมาบอก ตัดสินใจโดยพละการ 1-2-3-4 แต่ทุกครั้งผมจะรายงาน ทุกครั้งผมจะมียอดเงินบอกไป ผมจะรักษาความเชื่อถือ รักษาความซื่อตรงชัดเจนตลอดไปให้ดีที่สุด
การที่เขาได้มีที่นอนสบาย มีข้าวกินอิ่มท้อง 3 มื้อ อย่างน้อยก็เป็นพลังนะ อย่างน้อยก็มีแรง ไปซัดกับปัญหาต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต มันน่าจะพอที่จะมีประโยชน์กับชีวิตคน ไม่น้อยมากหรอก เราไม่ได้ช่วยทั้งหมด แต่ต้องช่วยได้บ้างแหละ ผมเชื่ออย่างนั้น
ผมว่าโลกจะน่าอยู่มาก แค่ทำหน้าที่ของตัวเอง รับผิดชอบของตัวเอง เป็นครูที่ดี เป็นนักเรียนที่ดี เป็นแม่ค้าขายข้าวแกงที่ดี ผมว่าสังคมน่าอยู่ ในสังคมของปันน้ำใจครับ”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพเพิ่มเติมและสถานที่ : เอกเขนก โฮสเทล (ใกล้โรงพยาบาลศิริราช)
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


