ขอโทษแบบไม่ขอโทษ อินฟลูฯ ดังโต้กลับ “โง่” ทั้งร้าน ทั้งนักข่าว หลังเกิดดรามา “เทน้ำแข็งคืนถังรวม”ในร้านชาบู ทั้งที่ตัวเองป่วยโรคติดต่อ
หมอคอนเฟิร์ม ปกติ “ร้านบุฟเฟ่ต์” ก็เสี่ยงแพร่เชื้อง่ายอยู่แล้ว ถ้าไม่แน่ใจว่าคุมตัวเองได้ ให้ไม่เดือดร้อนคนอื่น ทางที่ดี “เลี่ยงได้-เลี่ยง”จะดีที่สุด
** ไม่สลด แถมชกกลับ **
ใครเห็นก็ไม่โอ เมื่ออินฟลูฯ ดังรายนึง แสดงพฤติกรรมชวน “อี๋”อย่างการ “เทน้ำแข็ง”ที่ล้นออกมาจากแก้วน้ำ กลับคืนไปใน “ถังน้ำแข็งรวม” ของร้านสุกี้ชาบูแห่งนึง
จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง เพราะตัวอินฟลูฯ รายนี้ ป่วยเป็น “วัณโรคต่อมน้ำเหลือง”อยู่
โดยเรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา เพราะนักข่าวสำนักข่าวดัง อย่าง “แซ็ค” (นัธวินทร์ ทองย้อย)หยิบประเด็นนี้ขึ้นมาขยี้ ผ่านช่อง TikTok @zag_nattawin “แซ็คเล่าเมาท์ข่าว”จนยอดวิวทะลุ 2.4 ล้านวิว
ส่วนร้านสุกี้ชาบูเจ้านี้ ก็ออกมาชี้แจงว่า ได้ “ฆ่าเชื้อ”อุปกรณ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ขอให้ลูกค้ามั่นใจ พร้อมทั้งรับปากว่า จะยกระดับการดูแลจุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม ให้เข้มงวดมากขึ้น
{อินฟลูฯ คนดัง เทน้ำแข็งคืนถังรวม}
พอรู้อย่างนั้น อินฟลูฯรายนี้กลับยังออกมาโต้กลับทุกฝ่าย ด้วยการโพสต์ว่า “เชิ่ด!! โง่ก็คือโง่ โง่ทั้งทางร้าน โง่ทั้งอีนักข่าว” ก่อนจะชี้แจงแบบสู้มือไว้ว่า...
“ร้านชาบูฆ่าเชื้อทั้งร้าน ไปฆ่าทำไมล่ะ เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง เห็นต่อมน้ำเหลืองขึ้นไหมเนี่ย ไม่ได้เป็นวัณโรคปอด เป็นวัณโรคต่อมน้ำเหลือง ติดกันยากมาก”
“คือขอโทษแล้วกัน เอาเป็นว่าโทษร้าน...แล้วกัน ที่ต้องทำให้เดือดร้อน จากอีนักข่าวบางประเภทนะคะ ต้องขอโทษด้วย ไอ้ส่วนที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ขอโทษค่ะ”
เจ้าตัวย้ำว่า “วัณโรคต่อมน้ำเหลือง” ที่เป็นนั้น ไม่ได้ติดต่อผ่านการหายใจ แต่จะติดทาง “น้ำลาย” และการใช้ช้อนร่วมกันเท่านั้น แถมรักษาและกินยามาแล้วถึง 74 วัน ซึ่ง “เลย” ระยะ “แพร่เชื้อ” ไปแล้ว
แต่ก็มีชาวเน็ตไปขุดจนเจอว่า นอกจากอินฟลูฯ รายนี้จะป่วยเป็น “วัณโรค”แล้ว เธอยังเคยออกมาพูดเองว่า ป่วยเป็น “โรคตับ”,“ไวรัสตับอักเสบเอ”และ “ซิฟิลิส”อีกต่างหาก
แน่นอนว่า ไม่มีใครอยากเหมารวม ตัดสินไปว่าคนป่วยโรคเหล่านี้ สังคมจะรังเกียจ เพราะเป็นที่รู้กันว่า สามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ได้อย่างปกติ
แต่ประเด็นของเคสนี้คือ เรื่อง “พฤติกรรม” ที่ไม่สนใจใน“สุขอนามัย”ต่อการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมมากกว่า
{“แซ็ค” นักข่าวไทยรัฐ แฉจนเป็นไวรัล}
** เปิดโรคเสี่ยง เลี่ยงได้-เลี่ยง “บุฟเฟ่ต์” **
พอเกิดประเด็นนี้ก็ทำให้หลายคนสงสัยว่า มีโรคอะไรบ้าง ที่ควรเลี่ยงการกินบุฟเฟ่ต์ เพื่อลดเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ?
คำตอบที่ได้จาก “รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์” อาจารย์จากภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ช่วยไขข้อข้องใจเอาไว้ให้แล้วว่า ความจริงแล้ว ร้านอาหารประเภทนี้“เสี่ยง” ต่อการแพร่เชื้อ “ง่าย” อยู่แล้ว
ด้วยจำนวนคนที่เข้าไปใช้บริการ หลายๆ ที่อาจถือว่า “แออัด” คือนั่งกินเป็นกลุ่มใหญ่ใกล้ๆ กัน ใช้ “จุดตักอาหาร” และ “น้ำดื่ม” ที่เดียวกัน หรือแม้แต่อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกัน อย่าง “ที่คีบอาหาร”
“หากเราอยู่ในสถานที่ที่แออัด มีคนจำนวนมากอยู่พร้อมกัน จะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือสถานบริการใดๆ เนี่ย มันมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพได้นะครับ
มีการแชร์ของกิน แชร์ของใช้ต่างๆ ร่วมกัน หยิบจับต้อง แล้วเอาเข้าปาก ตรงนั้นเกิดปัญหา เรื่องระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย”
และไม่ใช่แค่อาการ “ท้องเสีย” เท่านั้น ที่สามารถระบาดได้ง่ายในร้านบุฟเฟ่ต์ แต่รวมถึงโรคที่ติดต่อผ่าน “ทางเดินหายใจ” “การสัมผัส” หรือ “สารคัดหลั่ง” อย่างน้ำลาย-น้ำมูก ก็เสี่ยงมากเหมือนกัน
“วิธีป้องกัน” สำหรับผู้บริโภคที่รู้กันก็คือ“กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ” แต่จากเคสล่าสุด กลับเกินการควบคุมด้วยพฤติกรรมคนใช้ จนเกิดคำถามเรื่อง “มาตรการป้องกัน” ขึ้นมา
สงสัยกันหนักมากว่า หรือควรมีการ “คัดกรองผู้ป่วย” ไม่ให้เข้าร้านประเภทนี้หรือไม่? ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรายเดิมมองว่า อาจเป็น “การกีดกัน” มากเกินไป
ที่สำคัญ โรคต่างๆ ใช่ว่าจะมองแล้วรู้เลยด้วยตาเปล่า ดังนั้น สิ่งที่ทางร้านพอจะป้องกันได้ก็คือ กำหนดให้มี “เจลแอลกอฮอล์” ในทุกโต๊ะ หรือแจก “ถุงมือพลาสติก” แบบใช้แล้วทิ้งให้ลูกค้า รวมถึงอาจติดตั้ง “จุดล้างมือ” ให้เพียงพอ
แต่ถ้าเป็นไปได้ คนที่ “รู้ตัว” ว่า “ป่วย”เป็นโรคที่สามารถแพร่ถึงคนอื่นได้ ก็ควรเลี่ยง “ไม่ไป”จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยรอรักษาให้ “หายดี” ก่อน
“ไม่ว่าจะไม่สบาย จากทางเดินหายใจ หรือท้องเสีย จากทางเดินอาหารเนี่ย ถ้าเกิดเขารักษาตัว เขาให้หายดีก่อน ก็ย่อมจะดีนะครับ
แต่สมมติว่าเขาเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องไปใช้บริการ เพราะไม่มีคนดูแลเรื่องอาหารให้เลย ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง ต้องหลีกเลี่ยงในการจาม-ไอใส่ผู้อื่น หรือใส่ตัวของภาชนะต่างๆ ที่ต้องใช้ร่วมกัน”
{“รศ.นพ.ธีระ” วิเคราะห์จากมุมมอง อาจารย์แพทย์จุฬาฯ}
ถ้าให้ลิสต์ “โรคที่ควรหลีกเลี่ยง” การกินบุฟเฟ่ต์ ถ้ายังไม่หายดี ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด อย่าง “ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์” หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล มีคำตอบให้
อย่างแรก โรคเสี่ยงสูงที่ “ไม่ควรไปเลย” คือ “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งระบาดผ่าน “ละอองน้ำลาย” ทั้งการไอ-จาม และการพูด กับ “โรคหัด” ที่แพร่ผ่านอากาศเหมือนกัน แถมเชื้อยังสามารถอยู่ในอากาศได้นานถึง “2 ชั่วโมง”!!
และคนที่ป่วย “อาหารเป็นพิษ” จากเชื้อ “โนโรไวรัส” ซึ่งปนเปื้อนมากับ “อุจจาระ” ถ้าไปเข้าห้องน้ำ แล้วล้างมือไม่สะอาด ไปสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆ ก็จะแพร่เชื้อได้
ส่วนโรคที่ “ไปได้” แต่ต้องระวังตัวอย่างมาก เช่น “ตับอักเสบเอ”ที่ติดต่อกันผ่าน “เลือด”และ “สารคัดหลั่ง”
ถ้าจำเป็นต้องไป แนะนำว่า “ห้ามจับอาหาร”ให้คนอื่น ต้อง “ล้างมือ”ด้วยสบู่ หลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง และให้เลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับคนอื่น
ต่อมาคือ “โรคไอกรน”ที่ติดต่อเชื้อผ่านการไอ-จาม หรือการพูดใกล้ๆ ถ้าจะไปนั่งกิน ให้ใส่หน้ากากตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก หรือถ้าเป็นไปได้ ถ้ายังไอหนักๆ อยู่ ก็ไม่ควรไป
นอกนั้นยังมีโรคอีกร้อยแปดพันเก้า ที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย ดังนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ถ้ารู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคที่แพร่เชื้อให้คนอื่นได้ ก็ควรอดใจรอ รักษาให้หายก่อน ค่อยไปนั่งกินบุฟเฟ่ต์
{“ศ.เกียรติคุณ ดร.วสันต์” จาก ศูนย์จีโนมทางการแพทย์}
** “ฟ้องได้”!! แต่ไม่มีใครอยากทำ **
จากเคสนี้ถือได้ว่า “สร้างความเสียหาย” ให้แก่ร้านสุกี้ชาบูเจ้านี้ในระดับนึงเลยทีเดียว เพราะทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อย ตระหนกเรื่องความสะอาดภายในร้านอย่างมาก
ความจริงคือ เมื่อทางร้านเสียความเชื่อมั่น กระทบภาพลักษณ์แบรนด์ ตามกฎหมายแล้ว สามารถ “ฟ้องร้องได้” ตาม “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” มาตรา 420
ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า “ผู้ใดจงใจ” หรือ “ประมาทเลินเล่อ” ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย “ให้เสียหาย” แก่ชีวิต, ร่างกาย, อนามัย, เสรีภาพ, ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้ทำละเมิดนั้น จำต้อง “ใช้ค่าสินไหมทดแทน”
คอนเฟิร์มด้วยมุมมองของ “พีท” (ดร.พีรภัทร ฝอยทอง)ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย แต่เท่าที่เห็นหลายๆ เคสในไทย ยังไม่ค่อยมีเจ้าของร้านไหนลุกขึ้นมาฟ้องกัน
เพราะต้องดูว่า พฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสียหายเหล่านั้น เกิดมาจากอะไร ถ้าเป็น “ความประมาท”หรือ “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” คงชนะคดียาก
แต่ถ้าเป็นการ “จงใจ”ทำให้ร้านเสียชื่อจริงๆ ถึงจะเลือกทางออก “ฟ้องร้อง”ซึ่งส่วนมากจะไปจบที่การเจรจาไกล่เกลี่ย เพราะไม่มีใครอยากทะเลาะกับลูกค้า
อีกอย่าง ต่อให้ชนะคดี “ค่าสินไหม”ที่ได้มา มันก็ “ไม่คุ้ม”กับ “เงิน”และ “เวลา”ที่เสียไป ตอนไปสู้กันในศาลอยู่ดี
“ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ พูดง่ายๆ ว่า เขาก็ไม่ได้คิดอะไร มันอาจจะฟ้องประมาทก็ได้ แต่ฟ้องไป มันก็ไม่เกิดผลดีหรอก”
{“ดร.พีท-พีรภัทร” ทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย}
สิ่งที่ควรรู้คือ คนที่เอาเรื่องนี้มา “แฉ” อาจเสี่ยงถูกสวนกลับด้วยข้อหา“หมิ่นประมาท”เหมือนกัน เพราะทางกฎหมายถือว่า การโพสต์เหล่านั้น ทำให้อีกฝ่ายถูกดูหมิ่น-เกลียดชัง
“จริงๆ คุณอาจจะผิด ฐานหมิ่นประมาทด้วยก็ได้นะ คุณไปทำให้เขาถูกเกลียดชัง เพราะฉะนั้น ต้องระมัดระวัง”
แต่ก็มีข้อแม้เอาไว้ต่อสู้ในเคสแบบนี้อยู่ว่า ถ้าการแฉดังกล่าว ไม่ได้เจตนาทำเพื่อประจาน แต่เป็นไป “เพื่อประโยชน์สาธารณะ” ซึ่งก็ต้องไปสู้กันในชั้นศาล แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องสนุกเลย
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ถ้าพบเจอพฤติกรรม “เสี่ยงต่อการแพร่โรค” แนะนำให้ “แจ้งทางร้าน” ให้มาจัดการ หรือไม่ก็ “แจ้งหน่วยงาน” ที่เกี่ยวข้อง อย่าง “กรมควบคุมโรค” เพื่อป้องกันการถูกฟ้องกลับ จากเจตนาดีต่อส่วนรวม
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : X @Kawaaii13, IG @zag_trnews
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


