จากชีวิตที่เคยพัง เข้าออกเรือนจำหลายครั้ง กลายมาเป็น “นักกระโดดสถิติโลก” การันตี 3 สถิติ “Guinness World Records” ท้าทายจุดเสี่ยง ที่ไม่เคยมีใครกล้า สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศ จนคนระดับเวิลด์ไวด์ชื่นชม และเรียกเขาว่า “มิสเตอร์ไทยแลนด์”
3 สถิติคนแรกของโลก
“ในต่างประเทศ เขาค่อนข้างrespect ผมพอสมควร เขาก็จะเรียกผมว่า มิสเตอร์ไทยแลนด์ ไม่ได้เรียกผมว่า ซูเปอร์ตุ้ม แม้แต่นักกระโดดร่มต่างประเทศ ก็ไม่มีใครกระโดดแบบผม”
“ซูเปอร์ตุ้ม” หรือ “รศ.ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล” นักกระโดดร่มชาวไทย วัย 49 ปี ผู้สร้างประวัติศาสตร์ 3 สถิติระดับโลก Guinness World Records
โดยการนำธงชาติไทย ไปโบกสะบัดเหนือยอดเขาเอเวอเรสต์ และเหนือน่านฟ้าแอนตาร์กติกา และล่าสุดทำลายสถิติโลก กระโดดร่มลงจอดบนภูเขาไฟที่สูงที่สุดในโลก ประเทศชิลี
แลนด์มาร์กสุดหินที่ขึ้นชื่อว่าทั้งสูง ทั้งโหด ทั้งอันตรายระดับสุด และที่สำคัญ ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนเลย แต่คนไทยคนนี้ทำได้
“สถิติแรก กระโดดร่มโรยธงขนาด 150 ตารางเมตร โดดที่บริเวณยอดเขาเอเวอเรสต์ จากความสูง 24,000 ฟุต แล้วก็ลงจอดที่ความสูงประมาณ 4,000 ฟุต
ก็เป็นคนแรกของโลกนะครับ ที่กระโดดโดยใช้ธงขนาดใหญ่ ได้รับรองว่าเป็นคนแรกของโลก โดยสถาบันสื่อสารมวลชนของประเทศเนปาล
ครั้งที่ 2 ก็กระโดดที่แอนตาร์กติกา ก็เป็นคนแรกของโลก ที่ใช้ธงขนาด 150 ตารางเมตร
สำหรับการกระโดดครั้งล่าสุด เป็นการกระโดดที่ประเทศชิลี บริเวณยอดเขาโอโฆส เดล ซาลาโด (Ojos del Salado) เป็นยอดภูเขาไฟที่สูงที่สุดในโลก โดดลงที่ความสูง 5,443 เมตร หรือความสูงประมาณ 17,535 ฟุต
เป็นการกระโดดจากเฮลิคอปเตอร์ ครั้งนี้จะยากกว่าทุกครั้ง จะมีกระแสลมค่อนข้างแรง แล้วก็พื้นที่ในการลง จะเป็นพื้นที่เล็ก และมีขนาดจำกัด”
เจ้าของสถิติโลก ยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ไม่ง่าย กับครั้งล่าสุดที่ไปกระโดดที่ประเทศชิลีให้ฟังว่า ต้องเดินทางด้วยรถประมาณ1 วัน จากนั้นเดินเท้าขึ้นไปอีกประมาณ 4 วัน วันละประมาณ 3-4 กิโลเมตร เพราะต้องต่อสู้กับความกดอากาศที่สูง เมื่อความกดอากาศสูง ร่างกายก็จะขาดออกซิเจน ทำให้เหนื่อยไว
“ทุกอย่างมันดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ มันไม่ง่าย มันมีละเอียดค่อนข้างเยอะ เริ่มจากการที่เราต้องดูในแผนที่โลก ว่า ความสูงขนาดไหน ที่เราสามารถโดดได้ และบริเวณไหนที่เราสามารถเข้าสำรวจได้ และขออนุญาตทางการได้
เมื่อความกดอากาศสูง ร่างกายขาดออกซิเจน ดังนั้นมันจะมีผลกับร่างกายเรา ทำให้เราเหนื่อยง่าย เหนื่อยไว และหายเหนื่อยยาก พอสำรวจเสร็จปุ๊บ เราก็กลับมาเขียนแผน แล้วก็ทำเรื่องเพื่อขออนุญาตโดด”
ความยากอีกอย่างนึงคือ กว่าจะเข้าถึงพื้นที่ได้ ต้องมีการขออนุญาตจากทางการ และต้องมีการเดินสำรวจถึง 4 วัน และการเดินขึ้นไป ต้องผ่านความยากลำบาก ในเรื่องของความกดอากาศ
“ต้องเดินสำรวจ ใช้เวลาถึง 4 วัน เป็นการเดินที่ต้องผ่านความยากลำบาก ในเรื่องของความกดอากาศในเรื่องของเส้นทาง เพราะว่าไม่เคยมีมนุษย์คนใด ไปสำรวจเส้นทางนี้มาก่อน
การที่เราขึ้นไปสู่ที่สูง อากาศมันก็จะเบาบางลง โดดเอเวอเรสต์ผมยังรู้สึกว่า ไม่ลำบากเท่านี้ เพราะเอเวอเรสต์มันเป็นสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวไปเยอะ มันก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่บ้าง ถึงแม้จะน้อยก็เถอะ แต่ที่นี่มันไม่มีอะไรเลย นอนก็ต้องนอนเต็นท์ ทุกอย่างก็ธรรมชาติหมด
แล้วก็ต้องใช้ออกซิเจน เวลาที่เดินขึ้นไป เพื่อทำให้ร่างกายเราปรับตัวอยู่ตลอด มันก็จะมีความยากลำบากในเรื่องของสภาพอากาศ ในเรื่องของเส้นทาง ในเรื่องของการใช้ชีวิตในระหว่างที่เราขึ้นไปสำรวจ นี่คือความยากลำบาก
และประเด็นสำคัญคือ ไม่เคยมีเครื่องบินที่ใช้ในการกระโดดร่ม หรือแม้แต่คนที่จะไปกระโดดร่มบริเวณนี้มาก่อน ผมก็เป็นคนแรก”
ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงเลือก 3 สถานที่แห่งนี้ ในการกระโดดร่ม เจ้าของสถิติโลก ก็ให้คำตอบว่า เป็นพื้นที่ที่เหมาะสม สามารถทำลายสถิติได้ และมีความปลอดภัย
ความสำเร็จทั้ง 3 ครั้งนี้ รวมทั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องขอขอบคุณ “Mr. Paul Henry de Baere” และ “Mrs. Nadia de Baere” 2 สามีภรรยา นักกระโดดร่มระดับโลกชาวฝรั่งเศสและรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้
ภูมิใจน้ำตาไหล ได้รับเกียรติสูงสุด
สำหรับการทำสถิติโลกครั้งนี้ นอกจากความภูมิใจแล้ว ยังคือการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า คนไทยมีความกล้าหาญ มีวินัย และมีการบริหารจัดการต่อสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวได้อย่างดี และเป็นมืออาชีพ
“ผมดีใจนะ แต่ไม่ได้ดีใจว่าผมทำเพื่อตัวเอง ผมดีใจว่าผมเป็นคนไทยนะ สิ่งที่ผมทำ มันไม่ได้หมายถึงผมอย่างเดียว มันหมายถึงคนไทย หมายถึงประเทศไทย หมายถึงสถาบันอันเป็นที่รัก แล้วก็หมายถึงหลายๆ อย่าง ที่เกี่ยวข้องกับประเทศของเรา
จริงๆ ผมไปคนเดียวก็ได้ ผมไม่ต้องเอาธงเลย โดดแบบมันๆ หล่อๆ ทำคอนเทนต์เท่ๆ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ผมอยากทำเพื่อประเทศชาติ”
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงความประทับใจ ที่ทำเอาน้ำตาไหล เมื่อได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในนักกระโดดร่ม50 คนที่เก่งที่สุดในโลก เข้าร่วมงานประชุมงานสำคัญ แต่พอถึงเวลาตัวแทนจากประเทศไทยจะยืนขึ้นแนะนำตัว ทุกคนในงานก็ยืนขึ้น แล้วก็ปรบมือดังกึกก้องไปทั่วงาน
“หลังจากที่ผมโดดเอเวอเรสต์เสร็จ ผมก็ไปโดดที่อียิปต์ คือที่อียิปต์เราจะโดดเหนือพีระมิดเลยด้านบน เขาจะเชิญนักกระโดดร่ม 50 คนที่เก่งที่สุดในโลก มีผลงานโดดเด่นในแต่ละปีมารวมกัน เขาก็จะแนะนำตัวแต่ละ คนนี้มาจากประเทศนี้
แต่พอบอกว่าคนนี้มาจากประเทศไทย แล้วก็บอกว่าคนนี้เอาธงชาติขนาดนี้นะ แล้วเขาเปิดวิดีโอของเรา ทุกคนก็เงียบ เงียบเสร็จปุ๊บ ทุกคนก็ยืนขึ้น แล้วก็ปรบมือ
ด้วยหลักการแล้วการยืนขึ้นและปรบมือ ถือว่าเป็นการให้เกียรติขั้นสูงสุด นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกคนก็จะเรียกผมว่ามิสเตอร์ไทยแลนด์ เขาไม่ได้รู้หรอกว่าผมเป็นซูเปอร์ตุ้ม เขารู้แค่ว่าผมมาจากประเทศไทยนะ อันนี้คือธงชาติไทยนะ
เขาเรียกผมว่า มิสเตอร์ไทยแลนด์ นี่คือสิ่งที่ตื้นตันที่สุด แล้วก็ภาพของธงชาติไทย อยู่ในสนามบินประเทศชิลี คือเราก็เซอร์ไพรส์ตอนเรากำลังขึ้นเครื่อง แล้วเลขาเราก็ชี้ให้ดู นี่ภาพบอสนะ เราก็มีความสุข คือมันเป็นข่าวของCNN ครับ เป็นข่าวเขาก็เอาขึ้น
แน่นอนคนไทยทำได้ ผมน้ำตาไหล สร้างชื่อเสียงให้กับต่างประเทศได้รู้จักเมืองไทยมากพอสมควร พูดได้เต็มปากว่าเราอยู่ในระดับเวิลด์คลาส
คนไทยก็ไม่ได้แค่ยิ้มง่าย ไม่ได้แค่เป็นมิตร แต่คนไทยมีวินัย คนไทยเป็นมืออาชีพ และคนไทยก็มีความสามารถ อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารเขา”
เอาชนะความกลัว คนไทยทำได้
กลัวทุกครั้งที่มีการกระโดดร่ม แม้แต่การฝึกซ้อมเองก็กลัว เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสนอ แต่ต้องพยายามมีสติ และทำการบ้าน จนเกิดความมั่นใจ จนสู้กับความกลัวได้ทุกเรื่อง
“ทุกครั้งที่ผมโดดจากเครื่อง ผมกลัวหมดนะ แม้แต่ซ้อมผมก็กลัว เพราะว่าความผิดพลาดมันมีอยู่เสมอ แต่สาระสำคัญคือเรามีสติ และเราต้องประเมินตัวเองให้ได้ว่า สถานการณ์เลวร้ายที่สุด ที่จะเกิดขึ้นกับเราคืออะไร และเรามีวิธีรับมือกับมันยังไง
สรุปสั้นๆ คือทำการบ้าน มีสติ คุณจะมีความมั่นใจ 3 อย่างนี้ มันจะทำให้คุณต่อสู้กับความกลัวได้ในทุกเรื่องครับ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องโดดร่ม”
เคยผิดพลาดกระโดดชนกำแพงจนพัง ตอนฝึกซ้อม เจ็บหนัก แต่นั้นก็เป็นบทเรียนหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้เรียนรู้ และก้าวเป็นสถิติโลกในวันนี้
“ผมเคยโดดร่ม แล้วก็ชนกำแพง ตอนนั้นก็เสี้ยววินาทีเลย ถ้าไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน ผมไม่ได้มานั่งตรงนี้แน่นอน ผมฝึกตอนนั้นเราเพิ่งโดดได้ 100-200 จั๊ม
เคยได้ยินว่าทำอะไรโง่ๆ ไหม ซึ่งผมก็ทำอะไรโง่ๆ ตอนนั้น เราก็อยากจะลอง เขามีพื้นที่ให้เราลง แต่ผมไม่ลง ผมไปลงที่อื่น แต่การไปลงที่อื่น มันมีกระแสลมมีอะไรเข้ามา ทำให้เราควบคุมลมไม่ได้ ควบคุมธงไม่ได้ ก็เลยชนกับกำแพง
แล้วกำแพงก็สูง มีลวดหนามอยู่ข้างบน ผมบินมาพยายามจะข้ามกำแพง แต่ข้ามไม่ทัน ก็เลยเอาด้านข้างเข้าชนกำแพง การโดดร่มมันจะต้องมี หลายๆ ครั้งที่เราจะต้องฝึกรับมือกับความผิดพลาด
ตอนฝึกโดดร่ม คนไม่รู้หรอกว่าผมฝึกเพื่ออะไร ทุกคนคิดว่าผมมาฝึกทำคอนเทนต์ มาฝึกเล่น ฝึกสนุก แต่เขาก็สงสัยว่า ทำไมวันนึงผมโดด 10 รอบบ้าง 20 รอบบ้าง แต่จริงๆ ผมมีในใจอยู่แล้วว่าผมจะไปทำสถิติโลก แต่ผมไม่กล้าบอกใคร เพราะถ้าเราบอก เขาก็จะหาว่าเราโม้
ดังนั้นถ้าเราฝึกลงในพื้นที่ ที่มันไม่ได้กำหนดไว้ หรือพื้นที่เป็นสำรองไว้ มันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องฝึก เพราะเวลาเราไปโดดในเอเวอเรสต์ เราต้องดูว่าถ้าโดดลงตรงนี้ไม่ได้ เราจะโดดลงยังไง หรือโดดที่ Ojos ลงตรงนี้ไม่ได้จะลงตรงไหน มันต้องมีวิธีในการฝึก”
สิ่งสำคัญคือ จะต้องควบคุมร่างกาย แล้วก็ควบคุมสภาพจิตใจอยู่ตลอดเวลา เพราะอยู่บนนั้นจะมีหลากหลายความรู้สึก ทั้งกลัว ทั้งอึดอัดผสมกันไป
“จะต้องควบคุมร่างกาย แล้วก็ควบคุมสภาพจิตใจ ตลอดเวลาที่เราอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ พอเราขึ้นไป มันจะมีความกดอากาศ และร่างกายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แล้วก็มีความรู้สึกที่สำคัญก็คือกลัว แล้วก็อึดอัด เพราะเราใส่หน้ากากอยู่ตลอด
จุดที่เราโดด ไม่เคยมีใครโดด ดังนั้นเมื่อเราโดดคนแรก เราจะไม่มีทางรู้เลยว่า โดดลงไปจะเป็นยังไงถูกไหมครับ เราก็ต้องใช้การวางแผนในสมอง แล้วก็จากภาพถ่ายทางอากาศเท่านั้น
ก็เป็นไปตามแผน แต่ว่าจริงๆ แล้วผมเอาธงชาติไปด้วย แต่พอไปทดสอบการกระโดด มันไม่สามารถใช้ธงได้ เพราะว่าลมมันแรงมากด้านบน ลมแรงว่าที่เอเวอเรสต์ ลมแรงว่าแอนตาร์กติกา ก็เลยตัดสินใจกระโดดตัวเปล่า แล้วก็เอาธงชาติลงมารอข้างล่าง
ปกติในการโดด เขาจะใช้ Altimeter (เครื่องวัดความสูง) เพื่อดูว่าความสูงเท่านี้เปิดธง ความสูงเท่านี้เลี้ยวองศานี้ แต่Altimeter มันใช้ไม่ได้ เพราะความกดอากาศมันสูงมาก
เราต้องโดดด้วยความรู้สึกล้วนๆ จังหวะนี้ต้องเลี้ยว จังหวะนี้ต้องลง จังหวะนี้ต้องดึงเบรก ถือว่าเป็นความท้าทายอย่างมากครับ
ก่อนไปเราก็มีการฝึกกระโดดร่ม โดยที่ไม่ต้องดู Altimeter ไม่ต้องดูตัววัด โดดแล้วก็ใช้ความรู้สึก ใช้สายตามอง ก็เป็นการฝึกซ้อมที่คุ้มค่าพอสมควร”
แม้จะบอกว่ากลัวทุกครั้ง แต่ก็อยากพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ความกลัวสามารถบริหารได้ แต่เราต้องอยู่กับความกลัวอย่างมีความสุข
“สิ่งที่ผมทำผมต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ว่า ความกลัวคือสิ่งที่บริหารได้ ไม่มีอะไรไม่สามารถบริหารได้ ทุกอย่างบริหารได้หมด ถ้าเรารู้ว่าควรจะบริหารยังไง แล้วความกลัวเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ความกลัวคือสิ่งหนึ่งของชีวิตเรา แต่เราจะอยู่กับความกลัวยังไงแค่นั้นเอง
ความกลัวเราปฏิเสธไม่ได้ ปัญหาคือเราจะอยู่กับความกลัว กับความทุกข์ อย่างมีความสุขยังไง ก็คือเราต้องดูวิธีการบริหาร นี่คือสาระสำคัญ”
ฝึกโหด โดดมาแล้วพันกว่าครั้ง
มีไม่กี่คนบนโลก ที่ฝึกโหด กระโดดซ้อมจริงวันละ 10-20 รอบต่อวัน และตลอดระยะเวลา14 เดือนที่ผ่านมา กระโดดมาแล้วนับพันกว่าครั้ง
“ผมจะไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นอาจจะโดดแล้วพัก ผมจะโดดตลอด เพราะผมจะพยายาม Reskill ตัวเอง รักษาทักษะ และUpskill ด้วย
จริงๆ แล้วภารกิจของผม ครั้งแรกผมทำ พ.ย. ครั้งที่2 ทำเดือน ม.ค. ครั้งที่3 ทำเดือน ก.พ. จริงๆ มันก็ติดๆ กันเลย แต่คำว่าติดๆ กัน มันเกิดจากการที่เราสะสมร่างกาย และการฝึกต่อเนื่อง และการฝึกอย่างมีวินัยมาโดยตลอด
แต่ละครั้งฝึกเยอะมาก เดือนนี้เป็นเดือนที่ 14 แต่เดือนที่ 14 ของผม ผมโดดไปพันกว่าครั้ง สถิติโลก3 ครั้ง ซึ่งคนโดดได้พันกว่าครั้ง ผมเชื่อว่าในโลกนี้ ไม่มีใครโดดเหมือนผมหรอก คือแค่ 14 เดือนโดดได้พันกว่าครั้ง
เพราะบางคนโดดพันกว่าครั้ง ต้องใช้เวลา 4-5 ปี ต้องมีแน่นอน คือการโดดร่มมันมีต้นทุนครับ มันมีต้นทุนเรื่องของค่าใช้จ่าย แล้วก็เวลา
ส่วนการฟื้นตัว ถ้าเราดูแลรักษาร่างกายดีๆ ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง มันก็สามารถโดดได้ทุกคน แต่หลักคือคุณต้องมีเวลา คุณต้องมีต้นทุน
ทุกอย่างมันเป็นเงินหมดครับ ถ้าไม่มีร่มด้วย แล้วต้องเช่า โดดครั้งนึงต้องมี 4,000-5,000 บาท แล้วบางวันผมโดด20 ครั้ง บางวันผมโดด 10 ครั้ง ผมน่าจะเป็นไม่กี่คนในประเทศไทย หรือในโลกด้วยซ้ำ ที่โดดวันนึงเกินจาก 15-20 ครั้งขึ้นไป”
จะเป็นเจ้าของสถิติโลกได้ ต้องมีความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องของร่างกายที่แข็งแรง ซุ่มซ้อมอย่างหนักประมาณ1 ปี เพื่อฝึกซ้อมร่างกายให้พร้อม
“ต้องเตรียมพร้อมร่างกาย เตรียมพร้อมวิธีคิด เตรียมพร้อมความรู้สึก ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ผมไม่ได้หมายถึงกระโดดร่มอย่างเดียว ผมหมายถึงทุกเรื่อง
คือบางคนรู้ว่าต้องไปเจออะไรใหม่ๆ แต่คุณไม่เตรียมตัวเลย เพราะปัจจุบันมันมีการเตรียมตัวได้หลายแบบใช่ไหมครับ อย่างผมจะไปโดดร่ม ผมเตรียมตัวอยู่ปีนึง กว่าผมจะไปโดดร่ม”
สำหรับโปรแกรมในการฝึกซ้อมคือ จะตื่นประมาณตี4 ทำธุระส่วนตัวประมาณ30 นาที จากนั้นจะนั่งสมาธิ
พอตี 5 จะเล่นโยคะ 15 นาที หลังจากนั้นก็ออกวิ่งประมาณ15-35 กิโลเมตร วิ่งเสร็จประมาณ 7-8 โมงเช้า จากนั้นก็ทำภารกิจส่วนตัว
ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง จะทำทุกวันจันทร์ พุธ พฤหัสบดี แล้วก็เสาร์ วันอื่นก็จะเป็นว่ายน้ำ แล้วก็จะพักร่างกายในวันอาทิตย์”
ไม่เสียดาย 60 ล้าน ที่เสียไป
ยอมรับว่าการทำตามความฝัน ในการเป็นนักกระโดดร่ม ต้องใช้เงินอย่างหนัก รวมทั้งหมดที่ใช้ไปในตอนนี้ ก็ประมาณ60 กว่าล้านบาทแล้ว
“ใช้เงินเยอะมาก อย่างที่เอเวอเรสต์ 12 ล้าน ผมว่าไม่มีใครจ่าย แอนตาร์กติกา 15 ล้าน ผมว่าไม่มีใครจ่ายOjos ผมว่าไม่มีใครจ่าย ผมโดดร่มมา ผมใช้เงินทั้งหมดประมาณ 60 กว่าล้านบาท”
เชื่อว่า สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ มีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ ต้องมีความกล้า และต้องทำการบ้านมาอย่างหนัก ก่อนที่จะมีความมั่นใจในการกระโดด
“เงินก็ซื้อไม่ได้แล้ว เพราะต้องเสี่ยงกับความเสี่ยงหลายอย่าง ความกลัวอย่างที่ผมบอก แต่สุดท้ายเราก็มีสติ ทำการบ้าน แล้วก็มีความมั่นใจ”
แม้จะมีความเสี่ยงในชีวิต และยังต้องเสียเงินไปมากถึง 60 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้รู้สึกเสียดาย เพราะมองว่า ถ้ามีเงิน แล้วไม่ได้ทำตามความฝัน เงินก็ไม่มีประโยชน์
“ถ้าเรามีเงิน แล้วเราไม่ได้ทำตามความฝัน เงินไม่มีประโยชน์เลย นี่คือคำตอบของผม ความฝันของผมก็คือ ผมได้ทำอะไรให้ประเทศชาติ
คือทุกคนมีความฝัน ผมก็มองว่า การโดดร่มก็เป็นหนึ่งความฝันของผม เราก็ทำงานหนักมาพอสมควร เมื่อถึงจุดนึง เรามีโอกาสทำตามความฝันได้เราก็ทำ
ผมไปวิ่งกระทิงที่สเปน ผมดำน้ำ ผมขับเครื่องบิน ผมโดดร่ม ทุกอย่างก็เป็นความฝันหมด
แล้วก็ที่สำคัญคือ เราก็เป็นครูบาอาจารย์ด้วย เราก็อยากพิสูจน์ในเรื่องทุกเรื่อง ที่สามารถเอามาถ่ายทอดให้กับนักเรียนนักศึกษาได้ สามารถเอามาถ่ายทอดให้ผู้อื่นฟังได้ ว่าเราไปเจอเรื่องแบบนี้มานะ ทำแล้วเป็นอย่างนี้นะ
คือทุกอย่างที่ผมใช้ในการสอน หรือใช้ในการสื่อสาร ผมต้องทำเองทั้งหมด รวมทั้งเรื่องสภาพจิตใจ กีฬา หรือแม้กระทั่งเรื่องธุรกิจ ทุกอย่างคือเราจะต้องทำเอง เราจะต้องผ่านจุดนั้นมาก่อน ถึงจะมาเล่า หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นได้นี่คือวิธีคิด
ผมเชื่อว่าทุกความทุ่มเท มันมีผลตอบแทนหมด คือเราต้องไม่ยอมให้ใครมาดูถูกความฝันของเรา ต้องไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าเรา ทำให้ความฝันของเรา ต้องหยุดลงเพราะคำดูถูกของเขา ต้องไม่ใช่แบบนั้น นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะถ่ายทอด”
Netflix ดึงมาสร้างหนัง เป้าหมายเดินทางรอบโลก
ความโด่งดังไปทั่วโลกของนักกระโดดร่มคนไทยคนนี้ ที่มีเรื่องราวชีวิตน่าสนใจ จน Netflix ขอดึงมาเซ็นสัญญาสร้างสารคดีแรงบันดาลใจ ส่งต่อให้ชมทั่วโลกได้รับรู้
“ตอนนี้ผมได้เซ็นสัญญากับ Netflix ก็เตรียมที่จะทำโครงการครั้งใหญ่ ในช่วงเดือน พ.ย. กับเดือน ม.ค. ก็จะเป็นหนังแนว documentary โครงการนี้ก็จะเป็นการทำ World Records ครั้งสำคัญ ซึ่งการทำครั้งนี้ ทำครั้งเดียวจะได้ถึง 9 World Records ก็คงพูดได้แค่นี้
แต่ก็มีเรื่องนึงที่ผมจะพูดในรายการนี้ รายการแรกเลย คือเราทำ World Records ในประเทศไทย ในเดือน ก.ค. วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระเจ้าอยู่หัว เป็น World Records ครั้งแรกในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกในเอเชีย World Records งานนี้งานใหญ่แน่นอน”
เป้าหมายต่อไปคือ ซูเปอร์ตุ้มบอกว่า จะไปพิชิตสนามวิ่งมาราธอนระดับโลก “World Marathon Majors” ให้ครบทั้ง6แห่ง ภายในปีเดียว ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ก็จะเป็นคนไทยคนแรกที่ทำได้เช่นกัน
“ปีหน้าผมจะเป็นคนไทยคนแรก ที่จะวิ่งรายการมาราธอน Six Star ภายในปีเดียว มันจึงเป็นเหตุผลที่ผมวิ่งทุกวัน แล้วก็ซ้อมอย่างหนักมาตลอด ผมจะเป็นคนแรกที่วิ่ง Six Star 6 รายการMajors ของโลกในปีเดียว คือคนที่วิ่งรายการนี้ ครบ 6 รายการมีเยอะ แต่ว่าจบในปีเดียวในไทยไม่มี แล้วผมก็น่าจะเป็นคนที่ 80 ของโลก”
อีกหนึ่งเป้าหมายต่อมาคือ จะเดินทางรอบโลก เพื่อทำ World Records คนแรกของโลก ที่จะปั่นจักรยาน วิ่ง ขับเรือ ขับเครื่องบิน ด้วยตัวคนเดียวรอบโลก
“หลังจากนั้นอีก 1 ปี ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ทำเกี่ยวกับเรื่อง World Records แล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุด
ผมจะเดินทางรอบโลก เป็นคนแรกของโลก ที่จะปั่นจักรยาน วิ่ง ขับเรือ ขับเครื่องบิน ด้วยตัวคนเดียวรอบโลก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 18 เดือนครับ แล้วหลังจากนั้น เราก็จะมาเขียนหนังสือครับ
ปี 2570 เป็นต้นไป ก็อาจจะห่างหายไป เพราะผมตั้งใจจะไปฝึกสมาธิที่ต่างประเทศอย่างจริงจัง ประมาณสัก 4-5 ปี แล้วก็จะกลับมา อาจจะเปิดสถาบันสักสถาบัน ที่ไม่ได้สอนนะ คนที่อยากจะมาพูดคุย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของการใช้สมาธิ แล้วก็ในเรื่องของการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง”
จุดพลิกชีวิต ติดคุก คิดสั้น
จากชีวิตเคยพัง หลงผิด ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่อายุ18 ปี และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เข้าออกถึง 3 ครั้ง ถึงขั้นเคยคิดสั้นจบชีวิตตัวเอง แต่ไม่สำเร็จ เลยตั้งสติบอกกับตัวเองว่า จะลองกลับตัวกลับใจดูสักครั้ง ถ้าใช้ชีวิตในสังคมมันยาก ก็จะหนีไปบวช และจะไม่ขอกลับเข้ามาในเรือนจำอีก
“เข้าเรือนจำอยู่ 2-3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายก็มีจุดเปลี่ยน พ่อเสีย แล้วก็มีอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราต้องคิด ก็ฆ่าตัวตายอยู่ 2 ครั้ง ก็เลยบอกกับตัวเองว่า โอเคจะลองดูอีกสักครั้งนึง ว่าเกมชีวิตนี้ว่าเราจะไปยังไง ถ้าออกไปครั้งนี้ ทำอะไรไม่ได้ก็บวช แต่จะไม่กลับเข้ามาอีกแล้ว พอแล้ว
จุดเปลี่ยนคือเราก็คุยกับตัวเอง เราทบทวนกับตัวเองว่า สมัยเราเป็นนักเรียน เราก็เรียนอันดับท็อป ไม่ว่าจะสอบเข้าเตรียมทหาร หรือโรงเรียนมัธยมที่เราเรียนอยู่ คือเราก็ถือว่าเราไม่ได้ด้อยไปกว่าเพื่อน เราก็คิดว่าเอ๊ะ ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้
ก็เลยตัดสินใจว่าลองดูอีกสักครั้งนึง ถ้าออกไปครั้งนี้ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ก็บวชซะ แต่ว่าจะเลิกแล้ว จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะเริ่มเบื่อแล้ว เพราะติดคุกตั้งแต่เด็ก แล้วก็เข้าออกหลายรอบ 4 ปีนั้น ก็วางแผนชีวิตตัวเอง เตรียมตัว แล้วก็จังหวะของชีวิตด้วย ครั้งล่าสุดออกมาตอนอายุประมาณ 20 กว่าๆ ครับ”
ผลักตัวเองจากคนหลังกำแพง พิสูจน์ความสามารถทำหลากหลายอาชีพ ทั้งเป็นอาจารย์สอนหนังสือ นักบิน นักดำน้ำ นักกิจกรรมทางสังคม นักธุรกิจ ที่มีอยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเหมืองทองคำ บริษัทซ่อมเครื่องบิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
“วิธีคิดผมใช้มาตั้งแต่เด็ก ใช้ตั้งแต่ในเรือนจำด้วยซ้ำว่า เราอยากได้อะไร ให้เราคิดเอาไว้ ตอนที่อยู่ในเรือนจำ ไม่มีใครคิดว่าผมจะมาอยู่จุดนี้ได้
แต่ผมเห็นภาพตัวเองแล้วว่า อีก 10 ปี ผมจะเป็นยังไง เราต้องทำตัวให้พร้อม ไม่ใช่หมายความว่าคุณอยากได้นั่นได้นี่ แล้วคุณไม่เตรียมตัวอะไรเลย คุณนอนแล้วคิดไม่ใช่
สมมติว่าคุณอยากเก่งทางการเงิน คุณก็ต้องอ่านหนังสือ คุณต้องเขียนบัญชีได้ คุณต้องอ่านบัญชีได้ คุณต้องรู้วิธีในการบริหารทรัพย์สิน
หลักการนี้มันใช้ได้กับทุกอย่าง ผมตั้งเป้าเลยว่า เฮ้ยผมอยากทำอะไร ผมอยากได้อะไร ผมก็จะเตรียมตัวให้พร้อม แล้วก็ทำการบ้านว่า สิ่งเหล่านั้นเราต้องเริ่มต้นด้วยอะไร
ซึ่งจริงๆ แล้วในเรื่องนี้ มันเกิดจากจุดพลิกผัน เพราะว่าผมอยู่ในเรือนจำเกือบ 10 ปี มันมีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างในชีวิตผม เพราะว่าผมก็เข้าเรือนจำตั้งแต่เด็ก
โชคดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่า ผมได้รับการฝึก ในเรื่องของการเป็นนักสู้ แล้วก็มีความพยายาม แล้วก็ที่สำคัญคือ ผมเป็นคนมีวินัย แล้วก็ผมชอบอ่านหนังสือ
คือไม่ว่าผมจะอยู่ในสถานะอะไรก็แล้วแต่ 4 อย่างนี้ คือสิ่งที่พ่อแม่ผมให้มา แต่ 4 อย่างนี้ เรากลับไปใช้ในเรื่องที่ผิดไง เราก็ลองเอา 4 อย่างนี้ มาใช้ในเรื่องที่ดี ลองอดทน ไม่มักง่ายกับชีวิต แล้วก็ลองดูว่า เราใช้ 4 อย่างนี้ จะสร้างชีวิตตัวเองได้ไหม
หลักการคือคุณต้องรวย การตังค์มันมีได้หลายแบบ การตังค์ในเรื่องที่มันผิดกฎหมายก็ได้ แต่ถามว่าคุณมีตังค์ในเรื่องผิดกฎหมาย มันยั่งยืนไหม มันก็ไม่ยั่งยืน
ผมอยู่ในเรือนจำ ผมจบ 5 ปริญญา ผมเรียนกฎหมาย ผมเรียนบัญชี ผมเรียนบริหาร ผมเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วผมก็เรียนเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยาด้วย
พอคนเราตั้งเป้า แล้วมีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วเราก็เตรียมตัวรอสำหรับเป้าหมายนั้น มันทำได้ทุกเรื่อง ผมถึงเลือกที่จะทำอะไรก็แล้วแต่ ที่มันเกี่ยวข้องกับการให้ เพราะเราได้รับโอกาส
ผมมาจากติดลบ ผมนอนหัวลำโพง ผมนอนสนามบินดอนเมือง สมัยออกมาจากคุกครั้งแรก หลายคนก็เซอร์ไพรส์ ผมมาหยุดจุดนี้ได้ยังไง แต่คนที่อยู่ใกล้ผมจะรู้ว่า ผมทำงานหนัก แล้วผมก็ทุ่มเทพอสมควร”
สำหรับพื้นฐานครอบครัวคือ พ่อเป็นนายทหารชั้นประทวน แต่มาตรอมใจจากไป เพราะลูกชายเข้าออกเรือนจำอยู่บ่อยครั้ง ส่วนคุณแม่นั้นก็เป็นข้าราชการครู
แม้จะเป็นเด็กที่ชีวิตเคยเดินทางผิดมาก่อน แต่โชคดีที่ครอบครัวให้การศึกษาที่ดี เคยเป็นนักเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย สอบเข้าเตรียมทหาร สอบเข้าโรงเรียนเตรียมนายร้อยได้ แต่สุดท้ายมันก็มาหักมุม จากการปฏิบัติตัวของตัวเอง
“พ่อผมก็ช้ำใจตาย ตรอมใจตาย ครอบครัวก็ผิดหวังกับผม ดังนั้นผมมีต้นทุนด้านความเจ็บปวดค่อนข้างเยอะ มันเลยมีพลังขับพอสมควร
คุณแม่ก็เสีย หลังจากที่ผมออกมาจากเรือนจำ เริ่มพอจะลืมตาอ้าปากได้ ท่านก็มาเสีย เสียดายไหม ผมไม่เสียดายนะ เพราะผมว่าสิ่งที่ผมทำ ท่านรับรู้ได้
มันก็เลยไม่แปลกหรอก ที่คนรู้ประวัติผม รู้ว่าทำไมผมถึงกล้าที่จะซัพพอร์ตคนอื่น ถึงกล้าที่จะให้โอกาสคนอื่น เพราะว่าผมมาจากติดลบ ผมไม่กลัวเรื่องความไม่มี เพราะว่าทุกอย่างมันอยู่บนอากาศ ถ้าคุณมีความพร้อม มีmindset ที่ดี มันทำได้ทุกอย่าง”
จากเด็กติดลบ สร้างโอกาสให้ตัวเอง
สิ่งสำคัญที่ยึดถือว่าโดยตลอดคือ จะไม่รอโอกาส แต่จะสร้างโอกาสให้ตัวเอง และบังคับให้ตัวเองทำให้ได้ เพราะมีแค่ตัวเองที่รู้ว่า กว่าจะมีวันนี้ ต้องพยายามและทุ่มเทมากแค่ไหน
“คือทุกคนจะพูดคำนี้ตลอดว่า คุณมาถึงจุดนี้ได้ยังไง คุณใช้ความพยายามแค่ไหน ผมก็ตอบว่าผมใช้ความพยายาม เท่ากับมนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ ซึ่งทุกคนก็มีได้ เพียงแต่ว่าผมไปถึงจุดนั้นก่อนแค่นั้นเอง จุดที่ผมต้องบังคับตัวเองว่าต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
ถ้าคุณวิ่งเข้าหาโอกาส คุณก็เป็นคนขยัน ถ้าคุณรอโอกาส คุณก็เป็นคนธรรมดา แต่ถ้าคุณสร้างโอกาส คุณคือคนเจ้าปัญญา ต้องสร้างโอกาสครับ
ต้องรวย ต้องเก่ง ต้องดัง ต้องมีอิสรภาพทางด้านเวลา ต้องมีอิสรภาพทางด้านการเงิน และต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ส่งต่อให้กับเยาวชน ส่งต่อให้กับคนส่วนใหญ่
ผมก็ใช้หลักการคิดง่ายๆ คือ การรับมือกับความกลัวยังไง การรับมือกับความผิด การรับมือกับสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคต การที่จะสร้างตัวเองจากความพยายาม ควรทำยังไง
ผมก็แค่เป็นตัวอย่างให้รู้ว่า คนเราทำได้ ผมทำได้คุณก็ทำได้ ก็มันเป็นหลักการง่ายๆ ผมไม่ใช่เทวดา แล้วผมก็ไม่ได้มีต้นทุนมากไปกว่าใคร อาจจะติดลบด้วยซ้ำ”
มรสุมลูกใหญ่ในชีวิตที่ผ่านมา ก็พยายามมองในแง่บวก หลักการง่ายๆ ในการเดินหน้าต่อ คือรู้จักยอมรับความผิดของตัวเอง และพยายามแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด ด้วยการที่จะไม่ไปทำผิดซ้ำอีก
“คือผมพยายามมองในแง่บวก ว่าผมแข็งแกร่ง ผมเชื่อว่าทุกคนในที่นี้ ไม่มีใครไม่เคยทำผิด เพียงแต่ว่าคุณทำผิดในเรื่องของกฎหมายบ้านเมือง หรือคุณทำผิดในเรื่องมโนธรรม ที่เรารู้ด้วยตัวเราเอง
แต่สุดท้ายแล้วการทำผิด มันอยู่ที่ว่าเรายอมรับไหม ถ้าคุณไม่ยอมรับเลย ว่าคุณทำผิด ต่อให้ไม่มีใครรู้ก็เถอะ คุณไม่เคยติดคุกก็เถอะ คุณก็จะรู้สึกในใจอยู่แล้ว ดังนั้นอย่างแรกเลย ยอมรับว่าคุณทำผิด แล้วก็หาวิธีแก้ไขซะ หลักการง่ายๆ ยอมรับแล้วก็แก้ไขครับ”
สุดท้ายฝากถึงคนที่กำลังวิ่งตามความฝัน อย่าให้ใครมาทำลายความฝันเราลงได้ ตราบใดที่ความฝันนั้น ไม่ไปทำร้ายคนอื่น
“อย่าให้ใครมาทำลายความฝันของคุณ ด้วยคำพูดของเขา ตราบใดที่คุณคิดว่าความฝันของคุณไม่ทำร้ายคนอื่น ตราบใดที่คุณคิดว่าความฝันของคุณ สร้างประโยชน์ให้กับตัวคุณเอง และสุดท้ายสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม ก็ทำให้เต็มที่
แต่อย่าลืมว่าความฝันภาพที่อยู่ในอากาศ เป็นภาพที่อยู่ในสมอง สะพานที่จะเชื่อมระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับความฝันได้ คือคุณต้องมีวินัย คุณต้องมุ่งมั่น แล้วคุณต้องอดทน สะพานนี้ทุกคนรู้ แต่มีไม่กี่คนหรอกที่สร้างได้ และเดินไปได้ มีไม่กี่คน
ดังนั้นเทคนิกมันมีอยู่ วิธีการมีอยู่ ทุกคนทำได้ คุณก็เลือกเอา ถ้าคุณอยากให้ความฝันอยู่ในอากาศ แล้วก็เป็นความฝันในช่วง 7-8 ชั่วโมงตอนคุณนอนก็ได้
หรือคุณอยากให้ความฝันนั้น มันเกิดขึ้นในอนาคตของคุณ คุณก็ทำให้ความฝันเป็นจริง ทุกอย่างต้องใช้เวลา มันไม่มีทางด่วน แต่มันเพิ่มความเร็วได้ ถ้าคุณทุ่มเทมากขึ้น”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพ : Facebook “SuperToom Tanaboworn”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


