เริ่ดเลยล่ะ!! "นักวิจัยไทย" เก่งไม่แพ้ชาติในในโลก!! สกัดก้าง-หัว-หาง "ปลาหมอคางดำ" เป็นแคลเซียม บำรุงร่างกาย จนคว้ารางวัล "นวัตกรรมระดับโลก"
*** แคลเซียมปังๆ จ่อหลัง “แซลมอน” ***
“เราปฏิเสธไม่ได้เลยครับ เมื่อมีการแพร่ระบาดของปลาเอเลียนสปีชีส์ เข้าไปในแหล่งน้ำไทย เป้าหมายนึงของเราคือ พยายามลดมันให้ได้มากที่สุด ถ้าบอกว่าอยากกำจัดให้มันสูญพันธุ์ไปจากประเทศนี้คงยาก ตราบใดที่แหล่งน้ำไทย ยังมีปลาหมอบัตเตอร์ มีปลาซักเกอร์ มีปลาชะโด สิ่งเหล่านี้ไม่เคยหายไปจากระบบนิเวศไทย
เพียงแค่เราจะอยู่อย่างไรกับเอเลียนสปีชีส์ โดยที่เราสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์ และไม่ทำให้แพร่ระบาดมากขึ้น จนไม่สามารถควบคุมได้
เพราะฉะนั้น ฟันเฟืองสำคัญนี้ จะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ในการนำปลาหมอคางดำ ที่เป็นปัญหาในการแพร่ระบาด ณ ปัจจุบันนี้ มาใช้ประโยชน์ได้อีก 1 ช่องทางครับ”
ทุกคนคงทราบกันดี ถึงปัญหาใหญ่ของไทยในช่วงที่ผ่านมา กับการแพร่พันธุ์ของ “ปลาหมอคางดำ” (Blackchin Tilapia) ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะมันคือ “เอเลี่ยนสปีชีส์” ที่รุกรานสัตว์น้ำท้องถิ่น
ด้วยความที่เป็นปลาปรับตัวเก่ง กินอาหารได้หลากหลาย ทนต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง แถมปลาหมอคางดำ 1 คู่ สามารถขยายพันธุ์ได้ถึง 10 ล้านตัวใน 1 ปี ยิ่งทำให้ยากต่อการควบคุม
ในส่วนของภาคเศรษฐกิจก็เสียหายหนักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะบรรดาเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เจ้าของบ่อกุ้งและบ่อปลาในหลายจังหวัด ตั้งแต่ภาคกลางไปจนถึงภาคใต้ เพราะปลาชนิดนี้ หลุดเข้าไปทำลายผลผลิตในบ่อจนเละ บางคนต้องเลิกกิจการเพราะขาดทุนยับเยิน หนักถึงขั้นสิ้นเนื้อประดาตัวก็มี
[ หัวเรือใหญ่ของงานวิจัยชิ้นนี้ ]
นั่นเลยทำให้ “ผศ.ดร.วัชระ ดำจุติ” หรือ “อ.ธน” นำทัพนักวิจัย ที่เป็นทั้งอาจารย์และนักศึกษา จากคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี)
ร่วมกันเปลี่ยน “ปลาหมอคางดำ” ให้กลายเป็น “SARO CALCIUM+” ผลิตภัณฑ์แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) บริสุทธิ์สูง ไร้โลหะหนักและเชื้อเจือปน
ที่ไม่เพียงเป็นอีก 1 หนทางช่วยระบบนิเวศและเกษตรกรไทย ในการกำจัดเจ้าปลาล่านักล่านี้ ซึ่งสิ่งที่ได้ออกมาคือ คือแคลเซียมประโยชน์เน้นๆ ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในหลายอุตสาหกรรม
และอีกเครื่องการันตีความสำเร็จของงานวิจัยนี้ คือการได้รับรางวัล บนเวทีประกวดนวัตกรรมระดับโลก อย่าง iENA 2025 ที่ประเทศเยอรมนี และ China Association of Inventions ที่ประเทศจีน
ในฐานะตัวแทนทีมวิจัย อาจารย์เล่าให้เราฟังว่า พวกเขาเล็งเห็นถึงปัญหาที่ว่านี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการหากรรมวิธี ในการกำจัดเหล่าเอเลี่ยนสปีชีส์ ไปพร้อมๆ กับการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
[ “ผศ.ดร.วัชระ ดำจุติ” ]
“เราเริ่มทำตั้งแต่ช่วงปลายปี 66 งานวิจัยนี้ ผมกับ อ.สุริยา ชัยวงค์ เราลองทำกันเฉยๆ พอมันเวิร์ก ก็เลยพูดคุยกับน้องนักศึกษา ปัจจุบันมีกว่า 10 ชีวิต ที่มาทำงานวิจัยฉบับนี้ด้วยกัน
เริ่มต้นจากการที่ทีมนักวิจัย เห็นปัญหาและความสำคัญ ที่เราจะช่วยกันหาทางออก ในการแก้ไขปัญหา การแพร่ระบาดของหมอคางดำ มันเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่เข้ามาแพร่ระบาดในแหล่งน้ำของไทย มีความสามารถในการปรับตัว ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย ในหลายภาคส่วนก็ได้รับผลกระทบ
สำหรับการกำจัด ต้องบอกว่าเป็นเรื่องยากมากครับ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเอเลี่ยนสปีชีส์เข้ามาในระบบนิเวศ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ปลาชะโด หรือ ปลาซักเกอร์ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ มันไม่เคยหมดไปจากระบบนิเวศไทย เพราะฉะนั้น ยากมากในการกำจัด นอกจากจะจับมันออกมาให้หมด ซึ่งก็คงเป็นเรื่องยากเหมือนกัน
นักวิจัยเห็นข้อมูลเหล่านี้ ก็เลยคิดว่าจะต้องหาวิธีที่จะช่วยเหลือเกษตรกร กำจัดปลาหมอคางดำธรรมชาติ ให้ได้มากที่สุด ไวที่สุด เราทราบดีอยู่แล้วว่า ในปลาเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียม ผมก็เลยนำทีมนักวิจัยในคณะและนักศึกษา พัฒนานวัตกรรม การเตรียมคาร์บอเนตจากก้างปลาหมอคางดำนี้ขึ้นครับ
สื่อให้ความสนใจเยอะมากครับ ทั้งที่เป็นออฟไลน์ ออนไลน์ ทั้งสื่อในไทยและสื่อต่างประเทศที่ติดต่อเข้ามา จริงๆ ตกใจ ตอนนั้นผมสอนหนังสืออยู่ ยังไม่ได้ดูข่าว แต่ก็มีน้องๆ แคปเจอร์จอส่งมาเรื่อยๆ มีการแชร์ข่าวผ่านเพจต่างๆ มีนักวิชาการหลายๆ ท่านที่แชร์ข้อมูลเหล่านี้ แล้วก็มีการพูดคุยถึงประเด็นการใช้ประโยชน์จากหมอคางดำด้วยครับ”
[ ผลิตภัณฑ์ “SARO CALCIUM+” ]
แถมมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปริมาณแคลเซียมที่ได้จาก “ปลาหมอคางดำ” ไม่ได้น้อยหน้า “ปลาแซลมอน” เลยทีเดียว
“ในประเทศไทย เราไม่ได้มีแซลมอนในแหล่งน้ำธรรมชาติ แซลมอนที่อยู่ในไทยส่วนใหญ่จะเป็นที่นำเข้ามา แซลมอนมีมูลค่าสูง แม้กระทั่งก้างก็มีมูลค่า ในการนำไปทำอาหารอื่นๆ เช่น ต้มน้ำซุป
ปลาแซลมอนที่เลี้ยง เวลาเราเลี้ยงในแง่ของการปศุสัตว์หรือการประมง เราเลี้ยงเพื่อเอาเนื้อ ในการให้อาหาร อาหารปลาเหล่านี้ก็จะมีสารเร่งเนื้อ ทำให้เนื้อเยอะขึ้น หรือว่าทำให้สีสดขึ้น
เพราะฉะนั้น ปริมาณแคลเซียมที่ปลาจะได้รับจริงๆ น้อยมากเลยครับ เพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วก็ไม่ได้รับแคลเซียมจากธรรมชาติ เมื่อเปรียบเทียบกับปลาธรรมชาติ ด้วยความที่แซลมอนตัวใหญ่มาก ปริมาณก้าง น้ำหนักตัวก็จะเยอะ ปริมาณแคลเซียมของแซลมอนอาจจะยังเยอะอยู่ เมื่อเปรียบเทียบกับปลาหมอคางดำ
แต่เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนัก 100 กรัม เรียกว่าสูสีกันมาก สัดส่วนของปลาหมอคางดำจะอยู่ที่ 13-15 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำหนักก้างแห้ง 100 กรัม ของแซลมอนจะอยู่ที่ประมาณ 18-22 เปอร์เซ็นต์ ต่อก้างแห้ง 100 กรัม โดยประมาณ
สำหรับปลาอื่นๆ ถ้าเป็นปลาที่เลี้ยง เช่น ปลาดุก ถึงหัวปลาจะมีแผ่นกระดูกที่ค่อนข้างใหญ่ แต่เมื่อสกัด ดึงแคลเซียมออกมา แคลเซียมของปลาดุก ก็จะยังน้อยกว่าของปลาหมอคางดำด้วยนะครับ”
*** สร้างมูลค่าได้ทั้งตัว "หัวจรดหาง" ***
จากขยะชีวภาพที่คนมองว่าไร้ประโยชน์นี้ ได้ถูกทางทีมวิจัย มทร.ธัญบุรี หยิบมาเป็นวัตถุดิบหลักในการสกัด ยิ่งเป็นปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ยิ่งมีปริมาณแคลเซียมเยอะขึ้นไปอีก
“ทางทีมเลือกปลาหมอคางดำ เพราะว่าอย่างที่ 1 นอกเหนือจากการเป็นเอเลียนสปีชีส์ เป็นสิ่งที่คนไม่ต้องการแล้ว เราเห็นว่าในระบบนิเวศมันเกิด Bio waste คือขยะชีวภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกษตรกร ไม่สามารถขายปลาหมอคางดำได้ สุดท้ายแล้วก็ต้องกำจัด เอาปลามาตากทิ้ง วางกองไว้ เกิดเป็นขยะมลพิษทางระบบนิเวศต่อ
อันที่ 2 สัดส่วนปลาธรรมชาติกับปลาเลี้ยง มีปริมาณแคลเซียมที่แตกต่างกัน เนื่องจากปลาเลี้ยง เป็นปลาที่เลี้ยงเพื่อต้องการเนื้อในการบริโภค เพราะฉะนั้น ปริมาณแคลเซียมในก้างก็จะน้อยลงไปด้วย
ในขณะที่ปลาหมอคางดำ เป็นปลาธรรมชาติ ปริมาณแคลเซียมที่อยู่ในปลาหมอคางดำก็เลยสูงขึ้น เพราะว่าเขากินลูกกุ้ง ลูกปู กินอาหารที่อยู่ในระบบนิเวศ เลยเป็นจุดท้าทาย แล้วก็เป็นข้อดีของการใช้ปลาหมอคางดำ ในการเตรียมผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งสามารถต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีกหลายชนิดเลยครับ”
ด้วยความที่ปลาหมอคางดำ มีส่วนหัวค่อนข้างใหญ่ มีเนื้อน้อย และก้างเยอะ นี่เลยกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญ ที่เลือกจัดการปลาชนิดนี้ ด้วยการทำเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตซะเลย
[ “ปลาหมอคางดำ” ที่ตากแห้งแล้ว ]
“จากที่ตกตะกอนว่าเราจะเริ่มทำงานวิจัยนี้ ก็เริ่มมีการเซอร์เวย์ว่า ณ ช่วงเวลานั้น ปลาหมอคางดำระบาดอยู่ที่ไหน เราได้ความร่วมมือจากสำนักงานประมง จ.สมุทรสาคร ส่งตัวอย่างปลาหมอคางดำ มาทดลองทำการสกัดในแล็บสเกลก่อน
พอเราได้ปริมาณแคลเซียมออกมา ก็มีการส่งวิเคราะห์ปริมาณแคลเซียม โลหะหนัก ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ ทุกอย่าง แล้วก็มีการยื่นขอรับความคุ้มครองในอนุสิทธิบัตร กรรมวิธีการสกัดแคลเซียมคาร์บอเนตจากก้างปลาหมอคางดำครับ
สำหรับปลาหมอคางดำ จริงๆ เราพยายามทดลองในการผลิตหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปลาก็ดี ดูลักษณะปริมาณคอลลาเจน หรือปริมาณทอรีนที่อยู่ในโปรตีนของเนื้อปลา
แต่เหตุผลที่เราเลือกนำมาผลิตแคลเซียมคาร์บอเนต เนื่องจากว่าสัดส่วนปริมาณก้าง ของปลาใน Genus หรือว่าในตระกูล Sarotherodon ค่อนข้างเยอะเลยครับ กลายเป็นว่าปลาที่มีก้างเยอะ สามารถให้ปริมาณแคลเซียมได้สูสี และแข่งกันได้กับปลาชนิดอื่นในธรรมชาติ รวมไปถึงปลาเลี้ยงที่เลี้ยงเชิงปศุสัตว์ด้วยครับ
ทางทีมไม่ได้ทำแค่ตัวปลาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว แต่ไปยังปลาอื่นที่เป็นขยะชีวภาพ แล้วนำมาเปรียบเทียบ ดูปริมาณแคลเซียมที่ได้ มีค่าเปอร์เซ็นต์แคลเซียมร้อยละจากปริมาณปลาแห้ง กระดูกปลาแห้งทั้งหมดเท่าไหร่
ก็ทำให้พบว่าปลาธรรมชาติ มีปริมาณแคลเซียมสูงกว่าปลาเลี้ยง ไม่ได้แค่ก้างปลาหมอคางดำ แต่รวมไปถึงก้างปลาชนิดอื่น ก็สามารถเข้ากระบวนการ กรรมวิธีการผลิตนี้ได้ด้วยเช่นกันครับ”
[ เข้าสู่กรรมวิธีการสกัด ]
หัวเรือใหญ่ของงานวิจัยนี้ บอกว่า พวกเขาผ่านการลองผิดน้อยถูกนับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะได้ผลลัพธ์อันน่าพอใจนี้ เพราะมีเป้าสำคัญที่ว่า “ขยะชีวภาพ” ต้องถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกขั้นตอนต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
“มันเป็นปลา สามารถรับประทานได้อยู่แล้ว เอาไปผลิตเป็นน้ำปลา เป็นปลาร้า เป็นอาหารก็ได้ครับ ส่วนก้างที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็นกรรมวิธีการหมักน้ำปลา หรือการเตรียมอาหารอื่นๆ สุดท้ายก็ยังคงเป็นขยะชีวภาพอยู่ดี
การใช้ประโยชน์จากขยะชีวภาพ นอกเหนือจากการเอาไปเป็นอาหารสัตว์ในราคาที่ต่ำลง หรือเอาไปเป็นปุ๋ย การนำก้างที่ได้จากการแล่ปลาแล้ว มาทำการสกัด ก็เป็นอีกเครื่องมือ ที่จะช่วยลดปริมาณปลาในระบบนิเวศไปให้ได้ครับ
ต้องบอกว่าปลาแต่ละชนิด ปริมาณแคลเซียม รวมไปถึงน้ำมันที่จะออกจากตัวปลา มีความแตกต่างกันไป กรรมวิธีการเตรียมแคลเซียมคาร์บอเนตเลย เกิดความท้าทายขึ้น ในการเลือกใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากที่เราจะช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำ ออกจากระบบนิเวศแล้ว กรรมวิธีการเตรียมแคลเซียมคาร์บอเนต มันเกิดการสร้างขยะขึ้นด้วย ก็คือเกิดของเสียจากกรรมวิธีเตรียมหรือการสกัด
ในทีมพยายามเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด และสามารถนำเอาตัวทำละลายอินทรีย์เหล่านั้น กลับมา recycle เพื่อใช้ซ้ำๆ ในกระบวนการสกัด จนมันไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ถึงจะลงในระบบการบำบัดต่อไปครับ”
สำหรับกระบวนการผลิตนั้น ทางคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีโรงงานที่เป็นสถานผลิต ภายใต้การดำเนินงานของคณะฯ ช่วยให้สามารถสกัดแคลเซียมจากปลาในปริมาณที่มากขึ้น
“หลายๆ คนอาจจะเข้าใจผิด ว่าผมเอาก้างปลามาอบ แล้วป่นออกมาเป็นปลาป่นหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ จริงๆ แล้ว เรามีการทำการสกัด ด้วยตัวละลายอินทรีย์ ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรียกว่า Green Inspection Process
มีการ reuse ตัวทำละลายมาทำการสกัดซ้ำๆ ให้เกิดตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต ทำความสะอาดตะกอน แล้วก็มีการบดด้วยไกรเดอร์ ให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง
นอกเหนือจากในส่วนของแคลเซียมคาร์บอเนตแล้ว ทางทีมวิจัยเอง ได้มีการพัฒนาแคลเซียมอื่นๆ เช่น แคลเซียมซิเตรต (Calcium Citrate) ซึ่งเป็นแคลเซียมอีกรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่นได้ด้วยเช่นกัน
แคลเซียม 2 ประเภทนี้ มีความแตกต่างกันในลักษณะโมเลกุล แล้วก็สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบของแคลเซียม ความสามารถในการแตกตัว หรือว่าในแง่ของการดูดซึม ก็จะมีความแตกต่างกันไปด้วยครับ”
*** แค่ “แคลเซียม” จากปลาเล็กปลาน้อย ยังไม่พอ ***
อีกคำถามที่ทีมวิจัยเจอบ่อยครั้งก็คือ เมื่อผลิตไปแล้วจนอาจทำให้ปลาน้อยลง แบบนี้จะกระทบต่อการผลิตรึเปล่า?
อ.ธน ก็ให้คำตอบว่า ปลาหมอคางดำยังเหลืออยู่มากในแหล่งน้ำไทย นอกจากนี้ ขยะชีวภาพอื่นๆ ก็ใช้ได้เหมือนกัน
“สิ่งที่ทางทีมมองคือ จุดคุ้มทุน ในแง่ของการเลี้ยงเพื่อกินเนื้อของปลาหมอคางดำสูงมาก เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่น ถึงแม้เกษตรกรจะเลี้ยงเพื่อเอาเนื้อ ก็ไม่ได้หมายความว่า ปริมาณแคลเซียมจะสูงขึ้น แล้วก็ไม่สามารถที่จะเลี้ยงได้ เพราะว่าในการขาย ราคาก็จะต้องสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ประเทศไทย มีปลาหลากหลายให้คนเลือกกิน
เรามีการพูดคุยกับ licensee (ผู้ได้รับใบอนุญาต) หรือว่าภาคเอกชน ที่เข้ามาพูดคุยกับมหาวิทยาลัย คำถามสำคัญข้อนึงคือ ถ้าปลาชนิดนี้มันหมดไปจากประเทศไทยหรือว่าน้อยลง เราจะสามารถผลิตแคลเซียมได้มากแค่ไหน
ตราบใดที่เรายังไม่สามารถกำจัดปลาหมอคางดำ ออกจากระบบนิเวศได้ อากาศที่ร้อนขึ้น ปริมาณน้ำ ปริมาณสิ่งมีชีวิตในน้ำ ถ้าเราอุดมสมบูรณ์อย่างนี้ ปลาหมอคางดำก็ยังคงเจริญเติบโตเรื่อยๆ
รวมไปถึงการย้ายถิ่นของปลาหมอคางดำ อาจจะเกิดแหล่งระบาดใหม่ๆ เกิดปลาหมอชนิดใหม่เพิ่มขึ้นในจังหวัดอื่นๆ ช่วงแรกๆ เราได้ข่าวประมาณ 10 จังหวัด หลังๆ แพร่ระบาดถึง 20 จังหวัดในประเทศไทยแล้ว กลุ่มจังหวัดที่อยู่ประมงชายฝั่ง ปลาหมอก็ความสามารถในการพัฒนาการตัวเอง เข้าไปอยู่ในระบบน้ำกร่อยได้ นั่นหมายความว่ามันยังอยู่อีกเยอะเลยครับ
ทางทีมเข้าใจดีว่าปริมาณปลาอาจจะน้อยลงได้ แต่ในขณะเดียวกัน เรายังคงมีขยะชีวภาพอื่นๆ จากปลาอื่นๆ ในตลาดหรือแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่ให้ปริมาณแคลเซียมสูสีกัน สามารถผลิตได้เช่นกัน เรายังมีทางเลือกอีกหลายชนิดครับ”
“แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมากสำหรับคนทุกช่วงวัย แม้เราจะมีชุดความเชื่อว่า การกินปลาเล็กปลาน้อย ช่วยเสริมแคลเซียมได้ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ สำหรับปริมาณแคลเซียมที่คนไทยควรได้รับต่อวัน
“การรับแคลเซียมของประชากรไทย เรียกว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับประชากรโลกซีกโลกตะวันตก คนอาเซียนจริงๆ เราได้รับแคลเซียมน้อยมาก 1 ใน 3 ของแคลเซียมที่จำเป็นต่อวันด้วยซ้ำ
ต้องบอกว่าประชากรทั่วโลก จำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียม ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยสูงอายุ เด็กจำเป็นต้องใช้แคลเซียม ในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมกระดูกส่วนต่างๆ รวมไปถึงผู้สูงอายุ ยิ่งพบภาวะกระดูกพรุน กระดูกเปราะง่าย สำคัญเลยคือ สตรีวัยเจริญพันธุ์ สตรีตั้งครรภ์ จำเป็นที่จะต้องใช้แคลเซียม ในแง่ของการเจริญเติบโตของบุตรด้วย
อาจจะมีคำถามว่า กินปลาเล็กปลาน้อย ได้รับแคลเซียมหรือเปล่า เมื่อเราต้องการปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน นั่นหมายความว่า ต้องกินปลาที่เป็นปลาจริงๆ เยอะมาก เราไม่สามารถรับปริมาณเยอะขนาดนั้นใน 1 วัน
แคลเซียมอีกแหล่งที่สำคัญ คือการรับจากนม ชีส แต่ต้องบอกว่าด้วยความเป็นคนไทย เราอาจจะได้รับนม รับชีสน้อยมาก เมื่อเทียบกับชาวต่างชาติ รวมไปถึงภาวะการแพ้น้ำตาลแล็กโตสในนม อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย
จริงๆ พวกเนย พวกชีส ก็อาจจะทำให้เกิดไขมันสูงในอนาคต ได้แคลเซียม แต่ก็อาจจะได้อย่างอื่นไปด้วย เพราะฉะนั้น มันก็มีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันไปครับ”
[ แคลเซียมคาร์บอเนตพรีเมียม จากเอเลียนสปีชีส์ ]
สำหรับคนทั่วไปที่กำลังสนใจอยากลองผลิตภัณฑ์นี้ ในรูปแบบของอาหารเสริม ก็ต้องอดใจรอกันอีกหน่อย เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการผลิต แต่ทางทีมวิจัยยืนยันว่า เมื่อวางจำหน่ายแล้ว จะเป็นราคาที่ดีต่อใจของทุกคนแน่นอน
“ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถซื้อได้คือ ผงแคลเซียม เราจะมีใบ Certificate รับรองปริมาณแคลเซียม เชื้อ โลหะหนักในตัวแคลเซียมผงให้ไปด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง หรือว่าจะต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมยาได้ในอนาคตครับ
ปัจจุบันเรากำลังเปิดให้มีการ License สามารถต่อยอดอนุสิทธิบัตรฉบับนี้ ในแง่ของการเตรียมแคลเซียมคาร์บอเนต (เอกชน) เข้ามาพูดคุยเพื่อ License ผลงานไปใช้ มีทั้งที่เป็น Exclusive และ Non-Exclusive มีทั้งลองเอาผงแคลเซียม ไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็มี หรือว่าต้องการจะ license กรรมวิธีการเตรียมแคลเซียมนี้ไปเลย
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเสริมอาหารอัดเม็ด ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนสร้างโปรโตไทป์ เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แล้วก็จะขยายสเกลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม จดแจ้งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่อไปในอนาคตครับ
ทางทีมเราพยายามที่จะให้แคลเซียมตัวนี้ เข้าถึงมือของประชาชนได้ง่ายที่สุด หากมันสามารถจำหน่ายเชิงพาณิชย์ เพราะเราทราบดีว่า ตัววัตถุดิบเราได้มาจาก Bio waste มูลค่าต่ำมากๆ เมื่อเป็นราคาหน้าฟาร์มต่อกิโล
เราพยายามลดต้นทุนทุกอย่างในกรรมวิธี ประหยัดให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ต้นทุนการผลิตน้อยที่สุด ทำให้ราคาต่ำที่สุด เราก็คาดว่าในอนาคต หากผลิตภัณฑ์แคลเซียมเสริมอาหารอันนี้ออกไป เราพยายามจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงแคลเซียมในราคาที่ย่อมเยา แล้วก็ประหยัดงบประมาณของทุกคน”
*** จาก "เด็กพัฒนาการช้า" สู่ "นักวิจัยมือรางวัล" ***
หลายคนคงอยากรู้จักชายคนนี้ให้มากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปตอนที่ยังเป็น ด.ช.วัชระ เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวเองเป็นเด็กที่มีพัฒนาการช้า แต่ก็ฉายแววนักทดลองมาตั้งแต่ตอนนั้น
“พ่อกับแม่จะเห็นว่าเราเอาสี เอาของเล่นมาผสมนู่นนี่นั่น เป็นเชิงการทดลองตั้งแต่เด็กแล้วครับ ชอบอ่านแมกกาซีน หนังสือเชิงวิทยาศาสตร์ของเด็กอะไรอย่างนี้ ได้รับการซึมซับเรื่องของวิทยาศาสตร์ ก็เลยเกิดมาเป็นเราในวันนี้ครับ
ตอนเด็กเป็นคนที่พัฒนาการค่อนข้างช้า มีปัญหาเรื่องการสื่อสารกับทั้งพ่อแม่ พี่น้องด้วย พบหมอเด็กตั้งแต่เด็กเลย คุณพ่อคุณแม่เป็นคุณครู ก็จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการเรา จนเข้าสู่ช่วงชั้นประถมวัย ก็ค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับครับ
ตอนเด็กต้องให้พี่เลี้ยงมาช่วยกระตุ้นพัฒนาการ เพราะพ่อกับแม่ทำงาน มีการอ่านหนังสือค่อนข้างหลากหลาย ทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ทำกิจกรรม เล่นเกมทางภาษา ก็มีส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้เรามีพัฒนาการดีขึ้นครับ
ต้องบอกว่า ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ที่เซอร์ไพรส์ ว่าเรามาเป็นนักวิชาการ เพื่อนพ่อแม่หลายๆ คน เขาก็จะรับรู้เรื่องตัวเรา ว่าเราค่อนข้างเป็นเด็กที่มีพัฒนาการช้าในช่วงต้น เขาค่อนข้างเซอร์ไพรส์ครับ ก็เป็นคำถามสำคัญว่า พ่อกับแม่กระตุ้นพัฒนาการเราด้วยอะไร เราถึงโตมาแล้วสามารถที่จะช่วยเหลือตัวเอง สามารถคิดได้ เป็นปกติได้
สำหรับพ่อแม่ที่มีบุตรหลาน ที่เขามีพัฒนาการช้าหรือพัฒนาการไม่เป็นปกติ อย่างแรกเลยคือพบแพทย์ก่อน เพื่อวางแผนในการสร้างพัฒนาการที่ดีให้กับน้อง ลองหาช่องทางหรือหาเครื่องมือหลายๆ อย่าง มาช่วยเสริม พัฒนาการเขาจะดีขึ้นได้ เมื่อได้รับการกระตุ้นและดูแลอย่างเหมาะสมครับ”
เมื่อเติบโตขึ้น อ.ธน ก็มุ่งหน้าเส้นทางสายวิทยาศาสตร์เต็มตัว ด้วยเพราะความรักในอาชีพนี้ แม้จะเหนื่อย แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่มีความสุข
“แรงบันดาลใจสมัยเรียน ผมเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรการแพทย์แผนไทยประยุกต์บัณฑิต เราสอนให้มีการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ส่วนนึงก็คือเรื่องของการกิน เรื่องของอาหาร ที่จะทำให้สุขภาพเราดีได้
แล้วก็ได้เรียนต่อในระดับบัณฑิตศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ได้เล็งเห็นถึงการแก้ปัญหาเชิงสาธารณสุข โดยการใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐาน เลยเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ในการเข้ามาเป็นนักวิชาการและทำงานวิจัยเหล่านี้ครับ
ถ้าถามว่าชีวิตมีช่วงท้อมั้ยกับการทำงาน เรารักกับอาชีพการเป็นนักวิชาการ เรารักกับการได้สอนหนังสือ เรารักกับการได้ทำงานวิจัย ที่ต้องบอกว่าเป็นความสุขในชีวิตครับ ถึงแม้ว่ามันจะเหนื่อยและท้อ แต่เราก็ได้ทำงานในสิ่งที่เรารัก
เพราะฉะนั้น มันเหมือนการชดเชยแรงเหนื่อยไป เมื่อเราเห็นเป้าหมายว่างานเราจะได้รับการเผยแพร่ สร้างมูลค่าให้กับประชาชนไทย สร้างนวัตกรรมให้กับทุกคน สร้างนวัตกรที่เป็นคนจริงๆ เข้าไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมครับ”
เขาได้สะท้อนถึงหน้าที่ “อาจารย์มหาวิทยาลัย” ที่ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ แต่ต้องเกาะติดสถานการณ์บ้านเมือง เพื่อนำไปสู่การ “ทำวิจัย” ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นโอกาส ในการนำพาประเทศเราให้ไปได้ไกลขึ้นนั่นเอง
“ในแง่ของนักวิจัย เราพยายามติดตามข่าวสาร กระแสสังคม รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับสังคม เราถึงสร้างงานวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แต่ในแง่ของกระบวนการการพัฒนางานวิจัย กำลังสำคัญคือกำลังคน ทีมนักวิจัยพยายามหานักวิจัยในมหาวิทยาลัยอื่นๆ มาทำงานร่วมกัน เพื่อขยายงานวิจัยไปได้เร็วขึ้นและทั่วถึงในทุกมิติครับ
นักวิจัยหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังหลายๆ ผลงานในประเทศนี้ ถ้าเราอยากให้ไทยพัฒนาอย่างก้าวกระโดด หรือวิ่งได้ไวเทียบเท่ากับนานาชาติ สิ่งที่จะช่วยก็คือ การทำวิจัย และสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในระดับอุตสาหกรรม ระดับภาคประชาชน ระดับระบบนิเวศ ในทุกภาคส่วน
อยากจะให้ทุกคนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ไม่ได้สอนเพียงแค่อย่างเดียว แต่ต้องทำวิจัยไปด้วย ยิ่งเป็นช่วงการวิจัย แทบจะไม่มีวันหยุดเลย เราต้องทำงานและต้องใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้ ที่จะต้องได้รับความกดดัน ความเครียด และรับภาระในการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพออกสู่สังคมด้วย
เป็นอีกเรื่องที่ต้องพูดคุยกับคนใกล้ตัว เช่น ที่บ้าน พี่น้อง ก็ต้องเข้าใจว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีช่วงปิดภาคการศึกษา แต่นักวิจัยหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ยังต้องดำเนินการวิจัยอยู่ตลอดเวลา ทั้งปีก็มีงานวิจัยอยู่ตลอด”
ก่อนจะจากกันไป อ.ธน ยังฝากถึงคนที่อยากจะเป็นนักวิจัยเหมือนกัน สิ่งสำคัญ นอกจากจะต้องเป็นคนช่างสังเกต และชอบตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวแล้ว อีกเรื่องที่ห้ามลืมเด็ดขาด คือ การประเมินความเสี่ยง เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้น อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย
“นักวิจัยที่ดี นอกเหนือจากการเป็นนักสังเกต ช่างสังเกตแล้ว ต้องเป็นคนที่ตั้งคำถาม เมื่อตั้งคำถามแล้ว ต้องหาทางออกของคำถามด้วย ว่าเราจะมี solution วิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น หรือช่วยตอบคำถามเหล่านั้นอย่างไร
คุณสมบัติสำคัญอีกข้อนึงคือ ต้องประเมินความเสี่ยงในแต่ละทางเลือกได้ คือสิ่งสำคัญของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ เพราะว่าการทดลองวิจัยอาจจะเกิดการผิดพลาดได้ ซึ่งการผิดพลาดในแต่ละครั้ง อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียหรือเสียชีวิตได้
เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะมีการช่างสังเกตแล้ว ต้องประเมินความเสี่ยง ในการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และต้องเป็นนักวางแผนที่ดี เพื่อวางแผนการทดลองเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอนด้วยเช่นกันครับ”
“อ.-นศ.” จับมือคว้า “รางวัลบนเวทีโลก” “งานวิจัยนี้ ได้มีการรับนักศึกษาในคณะมาทำวิจัยร่วมด้วย น้องๆ ได้มีการช่วย พัฒนาสูตรกรรมวิธีการตอกเม็ด การขึ้นเม็ด เข้ามาช่วยในกรรมวิธีการสกัด แล้วก็เรียนรู้ไปกับอาจารย์ ทำให้น้องนำผลงานนี้ ไปประกวดในระดับมหาวิทยาลัย หลังจากนั้น ทางมหาวิทยาลัยมีการสนับสนุนผลงานนี้ร่วมกับอาจารย์ นำไปประกวดในเวทีระดับชาติ แล้วก็ได้รับรางวัลมา จากนั้น สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัย คัดเลือกผลงานนี้ นำไปประกวดในงาน iENA ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมระดับนานาชาติ ที่สมาพันธรัฐเยอรมันครับ มีมากกว่า 500 ผลงานเข้าร่วมจัดแสดง เราก็เป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัล เป็นรางวัล Bronze Medal ได้รับเหรียญจากเวที iENA อีกรางวัลสำคัญที่เราได้รับ เป็นรางวัลที่สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา จาก Association of Inventions ได้รับรางวัลเป็น Special Prize on Stage ได้รับถ้วยรางวัลพิเศษ จากประเทศจีนครับ ในงานแจกรางวัลไม่เยอะครับ ต้องบอกว่าเป็นเวทีที่หินมากๆ สำหรับนักวิจัย มีหลากหลายประเทศมาก ที่เข้าไปสู้กันในเวทีนานาชาตินี้ แต่ราชมงคลธัญบุรีก็คว้ามา 6 รางวัล พร้อมกับรางวัล Special Prize on Stage ด้วยครับ ซึ่งงานทั้งหมด เราไปในธีม sustainable ทุกอย่างจะต้องเป็นการ upcycle หรือ recycle ครับ ความภาคภูมิใจในงานวิจัยนี้ นอกเหนือจากที่เราสร้างงานวิจัยหรือสร้างนวัตกรรม เพื่อช่วยลดขยะในระบบนิเวศ เป็น 1 ฟันเฟืองที่จะช่วยเหลือเกษตรกรไทย ให้หลุดพ้นจากกับดักการมีเอเลียนสปีชีส์นี้ในระบบนิเวศ อีกสิ่งที่เราภาคภูมิใจมากคือ ในโปรเจ็กต์นี้ เราได้มีการบ่มเพาะนวัตกร มีการผลิตกำลังคน ที่ได้รับการซึมซับแนวคิด ของอาจารย์และทีมนักวิจัยไปด้วย นั่นหมายความว่า เมื่อเขาเรียนจบการศึกษาไปแล้ว เขาจะสามารถนำแนวคิดนี้ ไปใช้ในการสร้างนวัตกรรม ในระดับการทำงานภาคอุตสาหกรรมในอนาคตด้วย ในโปรเจ็กต์นี้ ไม่ได้มีแค่นักศึกษาระดับปริญญาตรี แต่มีทั้งภาคศิษย์เก่า และนักศึกษา Credit Bank ในระบบธนาคารหน่วยกิต เมื่อเตรียมความพร้อมเขาแล้ว เขาสร้างนวัตกรรมได้แล้ว ได้รับการเรียนรู้ที่ครบถ้วน ก็สามารถเทียบโอนกลับมาเป็นนักศึกษาปริญญาตรี และสำเร็จการศึกษาได้ตามปกติด้วยเช่นกัน” |
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : พลภัทร วรรณดี
ขอบคุณภาพเพิ่มเติมและสถานที่ : คณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


