xs
xsm
sm
md
lg

การ์ตูนไทยดังไกลถึงญี่ปุ่น!! “อโยธยาเอยาวดี” ซื้อลิขสิทธิ์ไปแปล ต่อยอดแอนิเมชัน [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เธอคือโปรกอล์ฟที่ตัดสินใจวางไม้ พลิกสู่ “นักเขียนการ์ตูน” ที่โด่งดังจนญี่ปุ่นต้องขอซื้อลิขสิทธิ์ไปแปล ด้วยเอกลักษณ์ทางลายเส้น บวกเนื้อหาขมแต่ไม่คาย พร้อมต่อยอดให้การ์ตูนไทย ก้าวไปสู่แอนิเมชัน





การ์ตูนไทยดังไกลถึงญี่ปุ่น ต่อยอดแอนิเมชัน

“เราโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่น ไม่ได้คิดว่ามันจะไปไกลขนาดนี้ค่ะ การได้วางเล่มนี้ใน Animate แล้วอยู่ๆ ก็มีได้คอลแลปส์กับ Animate คาเฟ่ ที่มันเป็นบริษัทของญี่ปุ่น แล้วอยู่ๆ สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นติดต่อมา เราก็เลยดีใจค่ะ”

“โบ-ชาลิสา ลิมปิผลไพบูลย์”นักเขียน-นักวาดการ์ตูน “อโยธาเอยาวดี” หรือที่หลายคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี ในนามปากกา “Amulin”

จากอดีตโปรกอล์ฟ สู่นักเขียนการ์ตูนวัย 31 ปี ที่ผลงานของเธอตอนนี้ กำลังได้รับความนิยมจากแฟนการ์ตูน ทั้งในไทยและต่างประเทศ ในแพลตฟอร์ม readAwrite จนมีผู้เข้าชมในออนไลน์ตอนนี้ 11.57 ล้านวิว

และสิ่งที่ทำให้ยืนยันได้ว่า การ์ตูนไทยดังไกลถึงต่างประเทศ คือล่าสุดเรื่อง “อโยธาเอยาวดี” ถูกทางสำนักพิมพ์ญี่ปุ่น ซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เจ้าของผลงานเล่าว่า เมื่อประมาณเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ช่วงที่ผลงานกำลังแมส ก็ได้มีการคอลแลปส์กับ Animate Gratte ร้านคาเฟ่ญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ไทย จึงทำให้ทางสำนักญี่ปุ่นเห็น และสนใจติดต่อมา

“งานมันแมส แล้วก็มีคอลแลปส์ต่างๆ ตอนนั้นคอลแลปส์กับ Animate Gratte ด้วย คือร้านที่ขายของ หรือพวกหนังสือทางญี่ปุ่น แล้วก็มีคาเฟ่แยกเป็นร้านค้าปลีก พอเราคอลแลปส์กับคาเฟ่ เขาก็อาจจะเห็นจากตรงนั้นค่ะ

ก่อนหน้า Gratte เรามีคอลแลปส์กับแบรนด์น้ำหอม Aramo Aroma แล้วก็มีของ Applesin”

ตอนที่สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นติดต่อมา เธอบอกว่าดีใจมาก เพราะว่าเป็นเด็กที่โตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นอยู่แล้ว และไม่ได้คิดว่าอาชีพนี้ จะพามาได้ไกลขนาดนี้ และตอนนี้ยังเปิดเผยไม่ได้ ว่าเป็นสำนักพิมพ์ไหนในญี่ปุ่น แต่กำลังเร่งดำเนินการ ให้กับแฟนๆ ที่ญี่ปุ่นได้อ่านเร็วๆ นี้

“ตอนนั้นก็ดำเนินการเรื่องสัญญาอะไรต่างๆ ก็กินเวลานิดนึง กว่าจะได้เซ็นกันก็ปลายปีค่ะ คือสำนักพิมพ์ญี่ปุ่น เขาไม่มีวัฒนธรรมการประกาศลิขสิทธิ์ เขาก็เลยให้เราเป็นคนประกาศเอง

คือเขาจะประกาศก็ต่อเมื่อ อะไรทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ประกาศลงขาย แต่ว่าเขายังไม่ได้บอกว่า เป็นสำนักพิมพ์อะไร ก็เลยบอกได้แค่ว่า มีญี่ปุ่นซื้อไปแล้วนะ”



นอกจากถูกญี่ปุ่นซื้อไปแปลแล้ว การ์ตูนเรื่อง อโยธยาเอยาวดี ยังได้ถูกจัดทำเป็นแอนิเมชันโดย “Clover Book”

ภาคแรกจะมีทั้งหมด 8 ตอน กำหนดการออกอากาศตอนที่ 1-2 คือภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะทยอยออกอากาศส่วนที่เหลือโดยเว้นระยะเวลาประมาณ 2 เดือนต่อ 1 ตอน จนจบภาคแรก

“ตอนนี้เรื่องอโยธยาเอยาวดี มังงะก็ใกล้จะจบแล้ว แต่ว่าเราก็ยังมีที่จะทำแอนิเมชันด้วย เดี๋ยวทางสำนักพิมพ์ Clover Book ก็อาจจะบอกอีกที ว่าจะปล่อยเมื่อไหร่ อันนี้ก็ฝากแอนิเมชันด้วย”

นอกจากนี้ “บุษบาเสี่ยงตรีน” การ์ตูนแนวแฟนตาซีอิงวรรณคดีไทยผลงานอีกเรื่องที่ลงให้อ่านในเว็บตูนยังมียอดเข้าชมมากกว่า 13.6 ล้านวิว และมีแววกำลังจะถูกพัฒนา เพื่อไปทำเป็นซีรีส์

และที่อาจจะทำให้แฟนๆ ใจหายคือ “อโยธยาเอยาวดี” กำลังจะโบกลาคุณผู้ชมไปภายในเดือนนี้แล้ว แต่เจ้าของผลงานก็แอบกระซิบว่า เดี๋ยวกำลังเตรียมทำบุษบาเสี่ยงตรีนซีซั่น 3 มาให้ชมต่อ


[ผลงานแอนิเมชันที่กำลังรอออกอากาศ]


ติดกับ “ไม่ดีพอ” พิสูจน์ด้วยความแมส

ส่วนจุดเริ่มต้นของความแมสในครั้งนี้ เป็นเพียงการตั้งคำถามในหัว หลังจากได้ไปอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ว่า…

“ถ้าหากยุทธหัตถีครั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง อย่างที่ใครเขาว่ากัน จะเป็นยังนะ เป็น what if ขึ้นมาเฉยๆ แล้วก็วาด 3 ช่องนั้นขึ้น

ตอนนั้นคือวาดเฉยๆ แบบยังไม่ได้คิดว่า จะต้องทำเป็นเรื่องยาว ก็คือลงโซเชียลฯ ไปเฉยๆ โดยที่ก็ไม่ได้พูดว่า อันนี้เป็นใคร ไม่ได้ใส่ชื่อตัวละคร

ก่อนหน้านี้โบเป็นนักกีฬา ไม่ได้เรียนด้านนี้มาก่อนเหมือนกัน แค่ไปอ่านประวัติศาสตร์ แล้วอยู่ๆ แค่แบบคิดขึ้นมาว่า What if ก็เลยลองวาดดู”

เดิมทีเธอวาดเรื่อง “อโยธาเอยาวดี” เป็นเพียงการ์ตูนภาพเดียว 3 ช่อง ไว้ตั้งแต่ปี 2565 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ระหว่างเขียนเรื่อง “บุษบาเสี่ยงตรีน” แต่ก็ยังไม่ได้ไปทำอะไรต่อ เพราะคิดว่า งานยังไม่ดีพอ ถ้าจะนำมาเขียนเป็นเรื่องยาว น่าจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอสมควร

แต่การ์ตูนภาพเดียว 3 ช่องนั้น กลับถูกคนรีใน X แชร์วนไปทุกปี จึงทำให้ตัดสินใจ เขียนออกมาอย่างจริงจัง

[จุดเริ่มต้นความแมส จากการวาดการ์ตูน 3 ช่องเล่นๆ ภาพนี้]
“ตอนนั้นก็เริ่มไวรัลมารอบนึงแล้ว แต่ว่าเรายังไม่ได้ทำอะไรต่อกับสิ่งนั้น เหมือนกับก็รู้แหละ ว่ามันละเอียดอ่อน แล้วด้วยความที่มีกระแสบวกก็มี กระแสลบด้วยเหมือนกัน เหมือนมันไปขัดกับภาพจำของคนที่เคยรับรู้มา แม้ว่าจะแมสมากๆ แต่เราก็ทิ้งมันไว้อย่างนั้น ให้เป็น 3 ช่อง จริงๆ คนก็รีวนมาเรื่อยๆ อยู่แล้ว

รู้สึกว่าเนื้อหาถ้าเขียนเรื่องยาว เรากลัวจะเขียนไม่ไหว เพราะว่าเนื้อหามันจะหนัก แล้วก็คือมันทั้งประวัติศาสตร์ สงคราม การเมือง อะไรต่างๆ ค่ะ

เราก็เลยรู้สึกว่า เราจะไม่เก่งพอที่จะเขียนมัน คือรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ก็เลยพักมันไว้ตรงนั้น แล้วก็เขียนบุษบาเสี่ยงตรีนลงเว็บตูน เขียนไปได้ 2 ซีซั่น แล้วก็เหมือนกับผ่านมาได้ 3 ปีมั้ง

มันก็คือจังหวะอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่คนแชร์รูปนี้วนอีกรอบนึง แล้วเราก็เห็น มาสำรวจตัวเองอีกทีนึง แล้วเราก็รู้สึกว่า มันผ่านมา 3 ปีแล้วนะ ไอ้ความรู้สึกที่ว่ายังไม่ดีพอที่จะเขียน มันก็ยังอยู่ตรงนี้ คือมันไม่ได้หายไป แล้วเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเราดีพอขึ้นมา

แต่ว่าถ้าเราไม่เริ่มทำ มันก็คงไม่ได้ทำอะไรสักที งั้นก็ช่างมัน ก็เริ่มเขียนทั้งที่ยังรู้สึกแบบว่ากลัว แล้วก็กังวลอะไรอยู่เหมือนกันแต่ก็คือเตรียมใจมาแล้วด้วยว่า ถ้าเขียนมันอาจจะเจอกระแสลบ”

ทัวร์ลงตั้งแต่แค่วาดภาพนั้น เพราะบางส่วนมองว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่อีกมุมก็มองว่า นี่เป็นความกล้า ในการเปิดมุมมองใหม่ๆ

“ตอนที่เป็นแค่ 3 ช่อง มันก็มี 2 มุม มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ มันก็เจอคนหลายกลุ่ม เป็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คนก็ชมเรื่องภาพด้วย งานภาพ งานสายตา ไม่ได้เขียนชื่อ ไม่ได้เขียนอะไร แต่ว่าคนไทยรู้อย่างนี้ค่ะ

เรียกว่าอ้างอิง แต่ว่าสร้างขึ้นใหม่ น่าจะถูกต้องมากกว่า เพราะว่าเราไม่ได้เขียนการ์ตูนประวัติศาสตร์ เราแค่หยิบบางส่วนของตรงนั้นมา แล้วก็สร้างตัวละครขึ้นใหม่ แต่ว่ามีส่วนที่อ้างอิงมาเฉยๆ ค่ะ

ตอนนั้นก็คือคิดว่าน่าจะเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่มีการเล่าในสื่อบันเทิง แบบไม่ใช่ประวัติศาสตร์กระแสหลัก ที่ไม่ใช่มุมที่เราเคยเห็น
มันเป็นก้าวแรก มันก็เลยโดนแรงกระแทกแบบเต็มๆ ด้วย คือเจอกระแสลบค่อนข้างเยอะ ที่บอกว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์ หรือว่าพยายามที่จะให้เราเลิกเขียน แต่ก็เขียนมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้”



ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ไม่กล้าหยิบเรื่องอโยธยาเอยาวดีขึ้นมาทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังดีไม่มากพอ ที่จะทำเรื่องนี้ จนวันนึงคิดได้ ว่าถ้ารอแต่ว่าจะดีพอ แล้วเมื่อไหร่จะได้ลองเขียนดู

“ก็แค่นึกได้ว่า หรือว่าลองเขียนดูนะ คือถ้าสมมติเราไม่เขียน แล้วเมื่อไหร่จะได้เขียน คือคนก็บอกว่า มาต่อหน่อยค่ะ ก็คือแบบว่ามาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ส่วนใหญ่คนก็มายุยง ว่ากลับมาเขียนเถอะ ส่วนใหญ่ก็ฟีลแบบว่า มีทั้งเรียกร้อง แล้วก็คิดถึงสิ่งนี้”

ต้องขอเกริ่นให้คนอ่านเข้าใจนิดนึงก่อนว่า “อโยธาเอยาวดี” เป็นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นการ์ตูนแนวประวัติศาสตร์ ที่ตีความใหม่ ได้อย่างน่าสนใจ

พูดถึงมิตรภาพและความรักต้องห้ามระหว่าง บุตรชายเจ้าฟ้าเมืองสองแคว ที่ถูกส่งเป็นเชลยศึกไปยังหงสาวดี และได้พบกับบุตรชายวังหน้าแห่งหงสาวดี พัฒนาเป็นความสัมพันธ์ ท่ามกลางความขัดแย้งของ 2 แผ่นดิน โดยการเล่าเรื่องสั้นๆ ในแต่ละตอน และในแต่ละตอน ก็ทำเอาแฟนๆ ฮือฮาอยู่ไม่น้อย


จุดเด่นลายเส้นสวย กล้าเล่าเรื่องใหม่

บอกเลยว่านี่เป็นการ์ตูนไทย ที่หลายคนชื่นชม ว่ามีลายเส้นที่สวยมากคนนึง เรียกได้ว่าลายเส้นของไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก แถมเนื้อหาที่บาดจิตบาดใจ ขมแต่ไม่คาย ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้ ถูกหลงรักได้ไม่ยาก

“ก็ขอบคุณมากเลย แล้วก็เขินด้วย เพราะจริงๆ ที่ผ่านมา เราจะเขียนเป็นการ์ตูนแก๊ก แนวตลกเบาสมอง ไม่เน้นรูปวาดขนาดนั้น คือเน้นไปพวกเล่าเรื่อง หรือว่ามุกอะไรมากกว่าค่ะ ก็เลยไม่เคยคิด ว่าตัวเองเป็นคนที่วาดรูปสวยอะไรขนาดนั้น

แต่พอได้พักสั้นๆ จากบุษบาเสี่ยงตรีน คิดว่าเรื่องนี้คืองานวาดเล่นนะ งานพัก มาฝึกลองผิดลองถูกจากสิ่งนี้ และจริงๆ โบชอบงานขาวดำอยู่แล้ว แต่ว่าไม่ค่อยได้วาด

เพราะว่าก่อนหน้านี้ พอเป็นบุษบาต้องลงสี แล้วเป็นเว็บตูน แต่เราชอบงานขาวดำ ชอบมังงะอะไรมากกว่า เพิ่งจะได้มาลองตั้งใจวาดอะไรดีๆ ก็เรื่องนี้ ก็เลยรู้สึกว่า เออดีจัง มันสวยเหรอ”

แม้จะมีเสียงชื่นชมเรื่องลายเส้นที่สวยงาม แต่เธอก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าผลงานที่เธอวาด สวยอย่างที่คนว่ากัน ไม่ใช่แค่เรื่องลายเส้น ยังมีเรื่องวิธีการเล่าเรื่อง ที่หลายคนชื่นชม ว่ากล้าที่จะแตกต่างจากคนอื่น


 

 “ก็มีแหละเรื่องลายเส้น มีวิธีเล่าเรื่อง แต่ว่าเราก็ไม่ค่อยกล้าคิดเข้าข้างตัวเอง แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่าจริงๆ แล้ว เขาชอบงานเราที่อะไรบ้าง

เพราะว่าเราไม่รู้ศัพท์เทคนิค หรือว่าวิธีการของมัน ด้วยความที่ไม่ได้เรียนมา เราก็เลยไม่รู้ว่า เราทำอะไรอยู่ เราแค่ทำมันออกไปโดยที่เราก็ไม่รู้ ว่ามันเกิดขึ้นจากตรงไหน

ก็น่าจะเป็นอะไรใหม่ๆ ด้วย คือบางทีไม่ค่อยกล้าคิดเข้าข้างตัวเองว่าภาพสวย แต่ก็มีคนพูดอยู่เหมือนกัน แล้วก็คิดว่า เพราะว่ามันเป็นมุมที่ยังไม่เคยมีใครเล่า”



ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เธอทั้งวาดและเขียนเองทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องอโยธยาเอยาวดี ที่ลุยทำคนเดียวเองทั้งหมด จนหลายคนคิดว่า มันคืองานสเกลใหญ่ที่มีทีมงาน แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย

“เรื่องอโยธยาเอยาวาดีไม่มีทีม แต่ว่าบุษบาเสี่ยงตรีน มี จะว่าทีมก็ไม่เชิง เพราะว่าคิดเองเขียนเอง แต่ว่ามีคนช่วยลงสี ก่อนที่จะส่งไปให้ บก. คือมันเป็นทีมแบบของแพลตฟอร์มของเขา แต่ว่าด้วยความที่อโยธยาฯ มันคืองานที่วาดเล่น แบบ อยากลองผิดลองถูกกับสิ่งนี้เอง ก็เลยเขียนเอง วาดเองทุกอย่างเลย

บางทีคนถ้าไม่รู้ ก็เผลอเอาไปเทียบกับงานสเกลใหญ่ๆ เหมือนกับมังงะของญี่ปุ่นเหมือนกัน แล้วก็ฟีลแบบว่า ทำไมไม่ทำอย่างโน่นอย่างนี้ล่ะ ซึ่งโบทำคนเดียว”

สำหรับงานวาดแต่ละตอน ใช้เวลาวาดประมาณ 4-5 วัน หรือถ้าไม่มีฉากแอ็กชั่นเยอะ ส่วนใหญ่ก็จะใช้ประมาณ 4 วันต่อตอน



[หนึ่งในฉากเรื่องบุษบาเสี่ยงตรีน]
ได้ใจนักอ่าน นักเขียนใจฟู

พอผลงานแมส แน่นอนว่ามันก็มักจะมีทั้งมุมบวกและมุมลบเสมอ ในการวิพากษ์วิจารณ์ผลงาน เธอยอมรับว่า ไม่ได้เตรียมใจรับมือ กับการพูดถึงในวงกว้างขนาดนี้

“โบไม่ได้เตรียมใจ มารับมือกับสิ่งนี้ เพราะงั้นการเจออะไรพวกนี้มา มันก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างหนักพอสมควร แต่ว่าเอาจริงๆ คือเราก็รู้สึกว่า เรารอดมาได้ เราก็คิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่า เราอยากจะยกเครดิตให้กอล์ฟเหมือนกันว่า

การทำงานท่ามกลางความกดดัน หรือสิ่งที่ไม่คาดฝันจากภายนอกอะไรก็เข้ามา ถึงแม้ว่าข้างนอกจะอะไรแค่ไหน แต่เราก็ยังต้องทำงาน แล้วก็โฟกัสกับสิ่งนี้ให้ได้ คือมันเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิตของเรา

จริงๆ เราก็ไม่ใช่คนที่จิตใจแข็งขนาดนั้น ที่รับคำวิจารณ์ได้ทั้งหมด คือในแง่ผลงาน เรารับได้ แล้วเราก็รับฟัง เรียกว่าเราโอเคกับการวิจารณ์ในแง่นั้น”

 
 นอกจากคอมเมนต์ด้านลบ ก็มีมุมที่ทำให้ใจฟูอยู่ด้วย เพราะหลายคนก็บอกว่า การ์ตูนที่เธอทำ สามารถช่วยเยียวยาจิตใจ วันที่แฟนๆ เศร้าได้

“จริงๆ แล้วตั้งแต่เรื่องบุษบาแล้ว เราเขียนเป็นแนวอ่านง่ายๆ เบาสมอง ก็ฟีลแบบว่า เรื่องนี้ก็เยียวยาใจในวันที่วันที่เศร้าได้
หรือว่าบางคนก็ส่งจดหมายมาให้ บอกว่า เขาโตมากับเรื่องเลยนะ ตั้งแต่อยู่มัธยม จนตอนนี้จะจบแล้ว แล้วก็คอมเมนต์ประเภทว่า ในวันที่เศร้า แล้วมาอ่านเรื่องนี้ ก็คือได้ยิ้ม

ก็เหมือนกับว่าตอนที่เราอยู่มัธยม เราก็โตมากับการ์ตูนของใครสักคนเหมือนกัน มันก็เลยแบบว่า มันเหมือนกับว่ามีการ์ตูนเรื่องนี้เป็นเพื่อน เหมือนกับเติบโตมาด้วยกัน

ตอนที่เรื่องมันยังไม่ดังขนาดนั้น แค่มีคนไปตามอ่านประวัติศาสตร์เพิ่ม เราก็รู้สึกดีใจแล้ว มันสำเร็จไปส่วนนึงแล้ว หรือแบบได้เห็นเขาไปตามรอยสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะวัด หรือว่าสถานที่ท่องเที่ยวที่มันร้างๆ

เราไม่ได้พูดชื่อสถานที่เลย แต่ว่าคือคนเขาก็รู้ ไปตามรอยที่อยุธยา หรือว่าไปตามรูปปั้น วัดร้างๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ค่อยมีคนไป ก็มีคนขึ้นมา พ่อค้าแม่ค้าได้ขายของ เราก็ดีใจ”

เมื่อไม่นานมานี้ ยังมีโอกาสได้นำผลงานเรื่องอโยธยาเอยาวดี ไปแนะนำที่งานหนังสือนานาชาติของไต้หวัน ซึ่งก็มีแฟนๆ หนังสือ ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

“นักอ่านชาวไต้หวันน่ารักมากๆ ที่น่าประหลาดใจคือ เขาอ่านงานเราเข้าใจ ด้วยความที่อโยธยาฯ มันเขียนโดยที่ต้องเป็นคนที่พอจะรู้ประวัติศาสตร์ไทยอยู่บ้าง เขาอ่านตรงนี้ แล้วเขาก็ไปอ่านประวัติศาสตร์ไทยด้วย

ไม่ได้คาดหวังไว้ว่าชาวต่างชาติจะอ่านเข้าใจ แต่เขาอ่านเข้าใจ ก็รู้สึกประทับใจ ก็มีสำนักพิมพ์ไต้หวันแอบๆ ถามมาด้วยเหมือนกัน”


[แฟนๆ ที่ไต้หวัน แห่ขอลายเซ็น]


[คอลแลปส์กับร้านคาเฟ่ Animate Gratte]

อดีตโปรกอล์ฟ ที่ชอบวาดตั้งแต่เด็ก

เธอมีเส้นทางชีวิตที่น่าสนใจ จากอดีตโปรกอล์ฟ เล่นกอล์ฟมาตั้งแต่อายุ 11-12 ปี นับรวมก็เล่นมา 17 ปี เคยไปแข่งในทัวร์นาเมนต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ก่อนที่ตัดสินใจจะเลิกทำอาชีพนี้ เพราะรู้สึกว่าไม่เคยมีความสุข ซึ่งตอนที่เลิกเล่น ถูกจัดในอันดับ 9 ของประเทศ ตามการจัดอันดับปีนั้น

“ถึงเราจะไม่ชอบ แต่เราก็พยายามทำมันอย่างดีที่สุด กดดันตัวเองมาก เราทะเลาะกับที่บ้านบ่อยมากเลย ช่วงที่ตีกอล์ฟ แทบจะทุกเดือนนะคะ

ข้างนอกอาจจะดูไม่ออก แต่ว่าข้างในมันเป็นก้อนขมุกขมัว ที่กดดันตัวเองสุดๆ กับความสำเร็จในด้านกีฬากอล์ฟ เหมือนกับเราค่อนข้างโตมากับการแข่งขัน แล้วก็มี ด้าน mindset ด้านอาชีพการงานความสำเร็จ ที่ค่อนข้างจะสุดโต่ง

พอมันถึงจุดนึง ยืดเยื้อมาก มันกินเวลากี่ปีก็ไม่รู้ ที่เรารู้สึกว่าอยากเลิกตีแล้ว มันเหมือนกับว่า การพยายามในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการจริงๆ สุดท้ายแล้วเราต้องแลกกับอะไรไป สูญเสียอะไรไปบ้าง”




เริ่มวาดมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ชอบวาดการ์ตูนแก๊ก แนวตลกโป๊กฮา เบาสมอง วาดเล่นๆ ทั่วไป ตามการ์ตูนที่ดูในแต่ละช่วงวัย วาดมาตลอด ไม่เคยจะหยุดวาด รู้ว่าชอบวาด แต่ก็ไม่เคยคิดว่า จะมาเป็นนักเขียนการ์ตูน เพราะที่บ้านอยากให้เล่นกอล์ฟเป็นอาชีพ

“เราวาดมาตั้งแต่เด็ก แต่เราไม่เคยเรียนศิลปะอะไรพวกนี้เลย เราแค่ชอบวาด เหมือนกับเราแค่ชอบอ่านการ์ตูน แล้วเราก็วาดตามมาตั้งแต่เด็กๆ

เด็กมาก ตั้งแต่ตอนนั้นคือดูโดเรม่อน พาวเวอร์พัฟเกิร์ล ดราก้อนบอล เราโตมากับดราก้อนบอล ส่วนใหญ่จะโตมากับมังงะญี่ปุ่น คือตั้งแต่จำความได้ ก็วาดรูปแล้ว

ตอนเด็กๆ ชอบนะ แต่ไม่เคยคิดว่า จะได้มาเป็นนักเขียนการ์ตูนจริงๆ จังๆ เพราะตอนนั้น เราก็เล่นกีฬาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แล้วก็ที่บ้านก็อยากให้เป็นนักกีฬา

ก่อนหน้าตีกอล์ฟ เราก็ตีเทนนิส คือเราไม่ได้คิดเรื่อง ว่าอยากเป็นอะไรเลย ตั้งแต่เด็กๆ เราก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ”

ค่อยๆ ฝึกตัวเอง จากวาดกระดาษ ต่อยอดมาฝึกวาดผ่านแอปฯ Sketchbook โดยใช้โทรศัพท์มือ 2 จากคุณพ่อ แม้จะไม่ได้เรียนมาด้านนี้โดยตรง ที่เธอก็ใช้ความชอบเป็นแรงผลัก ค่อยๆ ฝึกฝนตัวเอง ด้วยการพยายามวาดบ่อยๆ จนชำนาญ

“ค่อยๆ ฝึก ฝึกมาตลอด แล้วก็รู้สึกว่า จนกระทั่งเขียนบุษบา เรายังลงสีไม่ค่อยเป็น เพิ่งจะมาทำได้จากตรงนั้นเหมือนกัน ก่อนหน้าบุษบา รู้สึกว่าตัวเองลงสีไม่สวยเลย แต่ก็จับพลัดจับถูมาทำเว็บตูนแล้ว ก็ต้องลงสีสิ”

นอกจากเป็นนักวาด เธอยังเป็นนักอ่านด้วย ชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะการ์ตูน นิยายญี่ปุ่น รวมไปถึงหนังสือประวัติศาสตร์ไทยด้วย

“ก็ชอบอ่านการ์ตูน ชอบอ่านนิยาย อ่านอะไรไปเรื่อยค่ะ การ์ตูนเราก็อ่านหลายแนวเหมือนกัน ตั้งแต่โชเน็น โชโจเซย์เน็นแต่ว่านิยายเราอ่านตั้งแต่นิยายวาย หรือว่าไปจนถึงพวก'เพชรพระอุมา'แล้วก็วรรณคดีอ่านฆ่าเวลา คือเราอ่านหนังสือเก่าๆ ได้ไม่ได้รู้สึกเบื่อ

แฟนชอบแซวว่าอ่านแต่หนังสือภูมิแพ้ คือหนังสือที่หน้าเหลืองๆ แล้วเปิดมาแล้วฝุ่นจับ”




แม้ที่บ้านจะสนับสนุนในด้านกีฬา แต่พอทำให้ที่บ้านภูมิในในระดับนึง จากนั้นเธอก็หันมาเอาดีในสิ่งที่ชอบ คือนักวาด-นักเขียนการตูน

“เพราะว่ายุคก่อน เขามองไม่เห็นจริงๆ ว่าการวาดรูปมันจะทำรายได้ เป็นอาชีพจริงๆ จังๆ ได้ คือเราไม่ได้คิดอะไรด้วยซ้ำ เราแค่ชอบวาดรูปเฉยๆ

ถ้าที่บ้านเขารู้สึกว่า เป็นนักวาดไม่ได้ เราก็ไม่เป็นก็ได้ เราค่อนข้างจะเป็นเด็กที่เชื่อฟังที่บ้าน ถ้าเขาอยากให้เราเป็นนักกีฬา เราก็ไปตามที่เขาว่า ตอนนั้นมันยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองขนาดนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไร ก็เลยตามที่เขาบอก

ตอนเป็นนักกีฬา ก็วาดรูปมาเรื่อยๆ เหมือนกันค่ะ วาดเล่นลงเพจไปเรื่อยๆ เราก็ไม่ได้โฟกัสตรง engagement ของงาน คือไม่ได้คิดว่า วาดสิ่งนี้แล้วจะต้องแมส เพราะว่าเราค่อนข้างโฟกัสไปที่กีฬามากกว่า

คือกอล์ฟมันเครียดมาก แล้วก็แข่งตลอด เราก็เลยอาศัยการวาดรูป หรือเขียนอะไรสักอย่าง มันเหมือนกับการเอาพวกขยะอะไรสักอย่างออกมาจากหัว สิ่งที่ค้างคาในหัว เพื่อระบายอะไรบางอย่างออกมา”

จนได้มาเขียนผลงานการ์ตูนเรื่องแรก “บุษบาเสี่ยงตรีน” และผลงานสร้างชื่อ “อโยธยาเอยาวดี” ที่สาวกการ์ตูนชื่นชอบ







ดูโพสต์นี้บน Instagram

โพสต์ที่แชร์โดย LIVE Style (@livestyle.official)






@livestyle.official ...เธอคือ "โปรกอล์ฟ" ที่ตัดสินใจวางไม้ พลิกสู่ "นักเขียนการ์ตูน" ที่โด่งดัง จนญี่ปุ่นต้องขอซื้อลิขสิทธิ์ไปแปล @amulin64... . ด้วยเอกลักษณ์ทางลายเส้น บวกเนื้อหาขมแต่ไม่คาย พร้อมต่อยอดให้การ์ตูนไทย ก้าวไปสู่แอนิเมชั่น . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #Amulin #อโยธยาเอยาวดี #บุษบาเสี่ยงตรีน #การ์ตูน #นักเขียน #นักเขียนนิยาย #นักวาดการ์ตูน #เว็บตูน #Webtoon #readAwrite #นิยาย #นิยายวาย #ซีรีส์วาย #ซีรีส์วายไทย #bl #thaibl #thaiblseries #thaiblcouple #ชายรักชาย #ชายรักชาย👨‍❤️‍👨 #ContentCreator #ญี่ปุ่น #มังงะ #แอนิเมชั่น ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style


สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : พัชรินทร์ ชัยสิงห์
คลิป : ชยพัทธ์ พวงพันธ์บุตร
ขอบคุณภาพ : Facebook “Amulin”, Instagram @amulin67




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **