xs
xsm
sm
md
lg

สวนลุมฯ ฟีเวอร์!! โลเกชั่นปั้นคอนเทนต์ “แอโรบิกโดน-ตัวเหี้ยเด่น” จุดขายใหม่ไทยแลนด์ [มีคลิป]

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สวนลุมฯ ฮอต!! กระแส “แอโรบิกฟีเวอร์” ข้ามประเทศ ทึ่งทักษะการออกสเต็ปคนไทย อึ้งท่ามัน-จังหวะโดน จนไวรัล คนรุ่นใหม่แห่กันมาปั้นคอนเทนต์ ชาวต่างชาติบินมากระทบไหล่ “ตัวเหี้ย” กลายเป็น “มาสคอตดาวเด่น” ประจำสวน เป็นจุดขายใหม่ของไทยแลนด์





** ทึ่ง!! ข้ามประเทศ “แอโรบิก” สไตล์ไทย **

ฮิตระเบิด!! อย่างกับเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ กับ “การเต้นแอโรบิก”ยามเย็น ณ “สวนลุมพินี” ที่ตอนนี้กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลเต็มโซเชียลฯ

และที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง จนถึงขั้นสร้างแรงกระเพื่อมข้ามประเทศขนาดนี้ เป็นเพราะหลักๆเขามาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมฯ ในวันนั้น แล้วไปเจอเข้ากับกลุ่มคนที่กำลัง “เต้นแอโรบิก”

ศิลปินเกาหลีชื่อดังอย่าง “แทยง”จากวง NCT ที่เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเตรียมเข้าร่วมงาน “Amazing Thailand Countdown 2026” อยู่ เลยขอเข้าไปร่วมแจมด้วย จนกลายเป็นโมเมนต์ไวรัล ที่ผลักให้ใครๆ อยากไปลองบ้าง


                                          {“แทยง” ศิลปินดัง ผู้จุดไวรัล “แอโรบิกสวนลุมฯ”}

เพราะนอกจากจะได้ศิลปินดัง เป็นคนจุดไฟ สร้างกระแสให้แล้ว ตัว “ท่าเต้น” ของที่นี่เอง ก็ไม่ใช่ว่าจะเต้นตามได้ง่ายๆ เลยกลายเป็นเหมือน Challenge ให้คนชอบออกสเต็ปด้วย

ที่น่าสนใจคือ มีท่านึงที่ทำเอาชาวต่างชาติว้าวมากๆ คือ ท่าให้จับคู่ “คล้องแขน”แล้วเต้นเป็นวงกลม ถึงท่านี้จะไม่ได้ยากอะไร แต่กลับสร้างความแปลกใจให้ฝรั่งงุนงงว่า ทำไมคนไทยเฟรนด์ลี่ ยอมคล้องแขนคนแปลกหน้า แล้วเต้นด้วยกันได้สนุกสนานขนาดนี้

เพื่อพิสูจน์กระแสฮิตนี้ให้เห็นกับตา ทางทีมข่าวจึงลงพื้นที่ สำรวจสวนลุมพินีในยามเย็น บริเวณทางเข้าด้านหลัง พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๖ ที่ถูกใช้เป็น “โลเกชั่นแอโรบิก” ที่ถูกกล่าวขวัญถึง

เมื่อถึงเวลา 18.00 น. ก็พบว่า มีผู้คนนับร้อยเดินเข้ามาจับจองพื้นที่ ยืดเส้นยืดสายรอ แล้วพอยืนตรงเคารพธงชาติเสร็จ การขยับแข้งขาตามจังหวะ บนพื้นที่แห่งไวรัลก็ได้เริ่มต้นขึ้น

โดยการเต้นจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ “18.00 - 19.00 น.” และ “19.00 - 20.00 น.” ยิ่งฟ้ามืด คนยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่บอกว่า นี่คือลานแอโรบิก อาจนึกว่าที่นี่มีงานคอนเสิร์ตแน่ๆ


                                                                           {แอโรบิกสวนลุมฯ ฟีเวอร์}

คนที่มาร่วมแจมก็มีหลากหลายวัย ตั้งแต่สาววัยรุ่น หนุ่มวัยทำงาน ไปจนถึงคุณป้าวัยเก๋า

เพื่อตอบข้อสงสัยว่า ไวรัลที่เกิดขึ้น ทำให้บรรยากาศเดิมๆ เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ทีมข่าวจึงขอสัมภาษณ์ หนึ่งในคุณครูนำเต้นประจำสวนลุมฯ อย่าง “อนงค์” (อนงค์ เบญจคุณประสิทธิ์) และได้คำตอบว่า...

“สิ่งที่ดีของการเป็นไวรัลตรงนี้เนี่ย มันดึงให้น้องที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย พี่ว่ามันมากกว่า 20-30% ที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย

แต่มาในวันนี้ พี่หวังแค่ว่า ไวรัลในวันนี้ จะเป็นตัวจุดให้เขาเนี่ย เจอในสิ่งที่เขาชอบ แล้วหันมาออกกำลังกายต่อเนื่อง”



ไม่ต่างไปจากมุมมองของเพื่อนอีกคน ในฐานะคนนำเต้นวัยเก๋าเหมือนกัน “แมว” เองก็รู้สึกดีใจ ที่กิจกรรมตรงนี้ได้รับความนิยม ทำให้ผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพตัวเอง

ส่วนเรื่องท่าเต้นนั้น มีหลากหลายแนว ตามความถนัดของครูผู้นำเต้น โดยในส่วนของคุณครูแมวแล้ว จะเน้นโหมดผ่อนคลายมากกว่า

“ด้วยแอโรบิกที่สวนลุมฯ เราจะมีครูหลายท่าน ก็จะสอนแต่ละแนวต่างกัน แต่ส่วนตัวแมวเอง แมวจะเป็นตัวเบสิก ซึ่งใครๆ สามารถจะตามได้ ค่อนข้างง่าย บางท่านอาจจะทำงานมาเหนื่อยแล้ว ก็ออกสบายๆ”


                                                             {“แมว” คุณครูเต้นนำ วัยเก๋า}

** “เพลงโดน-ท่าเก๋” ขาแดนซ์ขอฝ่าด่าน **

“อนงค์” ครูนำเต้นที่ทำกิจกรรมตรงนี้มากว่า 10 ปีแล้ว มองว่าสิ่งที่ทำให้กิจกรรมนี้ ฟีเวอร์ในหมู่วัยรุ่น อันดับแรกมาจาก “เพลง” เพราะที่นี่ไม่ได้เน้นใช้เพลงเก่าๆ แบบที่เป็นภาพจำของการเต้นแอโรบิกทั่วไป

แต่จะสลับกันไป แทบจะทุกแนวเพลงที่กำลังเป็นกระแส ตั้งแต่ K-Pop, Hip-Hop, เพลงแดนซ์,เพลงดังจากหนังไปจนถึงเพลงลูกทุ่ง จังหวะโจ๊ะๆ

“ไวรัลในวันนี้ เกิดจากเพลง เพลงที่มาของไวรัลคือ Squid Game มันเป็นความน่ารักของเด็ก ที่เขาวิ่ง แล้วเขาผ่านมา แล้วเราเปิดเพลงนี้

แล้วมันไปจุดประกายเขาว่า เฮ้ย..เพลงมันน่ารัก เขาก็เลยแวะมาเต้นกับเรา พอมาเต้นกับเรา เขารู้สึกชอบ เขาก็ไปบอกเพื่อนๆ ว่า เฮ้ย..มันมีเพลงที่น่ารักแบบนี้ด้วยนะ เขาก็เลยไปดึงกลุ่มเพื่อน มาทีละกลุ่มๆ”



นอกจากเพลงแล้ว ยังมีเรื่องของ “ท่าเต้น” โดยเฉพาะการเต้น “ซุมบ้า (Zumba)” การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ที่ผสมผสานการเต้นเข้าจังหวะกับเพลงละติน

ถือเป็นสไตล์การเต้นที่ได้รับความนิยมมากๆ เพราะไม่ใช่ท่าเต้น ที่จะเต้นตามกันได้ง่ายๆ แต่คนกลับรู้สึกชอบ เพราะมันช่วยทำลายภาพลักษณ์เดิมๆ ของการเต้นแอโรบิก

“ท่ามันจะไม่เหมือนแอโรบิก หรือว่าซุมบ้าทั่วไปที่เขาเต้นกัน ท่าพี่จะค่อนข้างยาก แล้วก็เพลง พี่ เปลี่ยนทุกวัน 5 วันเนี่ย เพลงแทบจะไม่ซ้ำกันเลย

เพราะฉะนั้น คนที่มาเนี่ย เขาก็จะรู้สึก มันไม่เหมือนที่เขาเคยเจอ เด็กรุ่นใหม่เขาตีค่า คำว่า ‘แอโรบิก’ คือการนับ 1-8 ของคนสมัยก่อน”



อีกประเด็นสำคัญคือเรื่อง “สถานที่” เพราะสวนลุมฯอยู่ใจกลางเมือง เดินทางมาง่าย รถไฟฟ้าก็มีวิ่งผ่าน ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นใจ ที่จะส่งให้ “เทรนด์การออกกำลังกาย” นี้ อยู่ได้อีกยาว

แต่ “อนงค์” กลับไม่คิดแบบนั้น เพราะต้องยอมรับว่า นี่คือ “ไวรัล” ซึ่งมาแล้วก็ไป เป็นเรื่องปกติ ส่วนใหญ่เด็กๆ ที่มาเต้น คือ “มาทำคอนเทนต์” ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ผู้คนหันมา “ออกกำลังกาย” กันมากขึ้น

“ไม่มีทาง ที่มันจะอยู่ถาวรแบบนี้ อันนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่า มันจะอยู่อีกอาทิตย์ 2 อาทิตย์ เดือนนึง หรือหลังสงกรานต์ อาจจะหายไปเลยก็ได้”

“คนที่มาในไวรัลนี้ ส่วนใหญ่มาทำคอนเทนต์ อันนี้ต้องยอมรับเนอะ ส่วนใหญ่เลยแหละ คนมาออกกำลังกายก็ส่วนนึง
พี่แค่หวังว่า ไวรัลมันจะจุดประกาย ให้เด็กที่ไม่เคยออกกำลังกายเนี่ย หันมาออกกำลังกาย หลังจากไวรัลนี้หมดไป”



** ขวัญใจตาน้ำข้าว “Lumpini Park Dragon” **


นอกจากกระแสแอโรบิกฟีเวอร์ อีกอย่างที่ฮิตแบบงงๆ จนกลายเป็น “มาสคอตประจำสวนลุมฯ” กลายเป็น “ขวัญใจตาน้ำข้าว” โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวโซนยุโรป ก็คือ “ตัวเหี้ย (ตัวเงินตัวทอง)”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ชาวต่างชาติสนใจสิ่งมีชีวิตชนิดนี้มาก ในขณะที่คนไทยส่วนใหญ่อาจจะวิ่งหนี กลัวการเข้าใกล้

แต่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปมองเห็นเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่จะต้องหยุดดู และหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปพวกมันทันที ทั้งตอนที่กำลังเดิน หรือแม้แต่ว่ายน้ำผ่านมา

บางคนมาเป็นครอบครัว พอเห็น “เหี้ย” ก็จะสะกิดลูก สะกิดภรรยาให้มาดู บางคนถึงขนาดเดินตามติด ถ่ายรูปตัวเหี้ยในทุกอิริยาบถ อย่างกับพวกมันเป็นดาราดัง


                                                                  {ฝรั่งชอบ มาสคอตใหม่ประจำสวน}

ส่วนเหตุผลที่นักท่องเที่ยวฝรั่ง ดูตื่นเต้นตอนได้เห็น “เหี้ย” ขนาดนั้น เป็นเพราะ “ความรู้สึกคุ้นเคย” ในการเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานอยู่แล้ว จึงรู้สึกอยากเข้าใกล้

ยิ่งพอมาเห็น “ตัวใหญ่” กว่าขนาดปกติที่เคยพบเจอ อยู่กับธรรมชาติในสวนสาธารณะประเทศไทย ยิ่งถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น จนชวนให้ติดตาม

อย่างที่ “ต้น” (รศ.ดร.น.สพ.จิตรกมล ธนศักดิ์) ผู้เชี่ยวชาญและทำวิจัย เกี่ยวกับเรื่องเหี้ยโดยตรง อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.มหิดล ช่วยวิเคราะห์ให้ทีมข่าวฟัง

“ชาวต่างชาติ(คนยุโรป) จะคุ้นเคยกับการเลี้ยงสัตว์ ที่เป็น Exotic เยอะแยะไปหมด ที่เป็นสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ว่าจะงู กิ้งก่า หรือว่าสัตว์ตระกูลเหี้ย ซึ่งของเขาก็จะตัวเล็กๆ

ผมคิดว่า เขาคุ้นเคยสิ่งนี้ ในฐานะสัตว์เลี้ยงมากกว่าเรา แล้วพอเขามาเห็นตัวใหญ่ มันก็คืออัปสกิลเขา เขาสามารถเข้าใกล้ ‘มังกรที่ตัวใหญ่ขึ้น’ ได้”



ต่อมาคือ “ภาพลักษณ์”ที่มองต่างกัน เพราะสัตว์ตระกูลนี้ ฝรั่งมักจะตั้งชื่อเล่นห้อยท้ายเท่ๆ ว่า “มังกร(Dragon)” อย่าง “มังกรโคโมโด (Commando Dragon)”หรือ “เหี้ยดำ” เอง ก็มีชื่อเล่นว่า “Black Dragon”

อีกอย่างที่หลายคนไม่รู้คือ “ชื่อเล่น” ของ “ตัวเหี้ยในสวนลุมฯ” ที่ฝรั่งเขาใช้เรียกกันคือ “Lumpini Park Dragon” ซึ่งสะท้อนความน่าเกรงขาม เท่ดุดัน ในสายตาของชาวยุโรป

ถือเป็นความเท่สไตล์ที่ทำให้ฝรั่งรู้สึกว้าว!! ซึ่งสัตว์ในกลุ่ม “Monitor Lizard” ที่ตัวที่ใหญ่ที่สุดคือ “มังกรโคโมโด”แต่มัน “หาดูยาก”แถมดุร้ายและอันตรายด้วย

ดังนั้น เมื่อได้มาเห็น “เหี้ยไทย”ที่หน้าตาคล้ายๆ กัน เป็นรองก็แค่ขนาดตัว แถมยังไม่ดุร้ายมาก เดินชิลชิล ว่ายน้ำสบายๆ

ที่สำคัญ เข้าถึงง่ายมาก คือไม่ว่าจะถูกใครถ่ายรูป หรือจะตามไปมุงดูยังไง ก็ไม่ได้แสดงท่าทีข่มขู่อะไร เลยยิ่งกระตุ้นให้คนรักสัตว์สไตล์นี้ อยากเดินตามไปศึกษาพฤติกรรม และคอยหยิบกล้องมาถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก


                                                        {“Lumpini Park Dragon” ชื่อเท่ๆ “ตัวเหี้ยสวนลุมฯ”}

“มันเป็นมังกรอะ พูดง่ายๆ ในภาพลักษณ์ของเขา เขามองว่ามันเป็นมังกร”

“มันก็เปรียบเสมือนสัตว์ป่ากลายๆ ซึ่งมันก็ดู adventure ที่ได้มาค้นหา ได้มาเห็นตัวมันจริงๆ ใกล้ๆ โดยที่ไม่ต้องไปดูในสวนสัตว์ ผมคิดว่าอย่างนั้นครับ”

แต่ก่อนที่ “ตัวเหี้ยสวนลุมฯ” จะกลายมาเป็น “ดาราดัง” ได้อย่างทุกวันนี้ มันเคยถูกทาง กทม. “กวาดล้าง”มาแล้วรอบนึงตอนปี 59 เหตุเพราะมีจำนวนมากเกินไป จนไปทำลายระบบนิเวศภายในสวนลุมฯ

และบางครั้งก็สร้างความหวาดกลัว ให้กับคนที่มาออกกำลังกาย แต่พอเวลาผ่านไป 10 ปี กลับกลายมาเป็น “ดาวเด่น” ที่นักเที่ยวตั้งใจแห่มาดู จนมีชื่อเท่ๆ ว่า “Lumpini Park Dragon”


                                                           {“ดร.ต้น” นักวิจัยเรื่องตัวเหี้ย}












สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพบางส่วน : IG @taeoxo_nct




** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **