xs
xsm
sm
md
lg

ยื้อไปก็ไร้ค่า ชวน “ออกแบบวาระสุดท้าย” ผู้ป่วยโรคร้าย โดยแพทย์ผู้บุกเบิก “การรักษาไร้ทรมาน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไม่ใช่ว่าทุก“โรคร้าย” จะเหมาะกับทางออกอย่างการ“รักษาให้หาย”เพราะหลายครั้งและหลายเคสสะท้อนให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าจะ“พยายาม” ขนาดไหน ก็สู้กับ“ความตาย” ไม่ไหว


หลายลมหายใจที่หมดลงต่อหน้าต่อตา จึงบันดาลใจให้ “คุณหมอ” ที่เคยพยายาม “สู้กับมะเร็ง”มาตลอด ผุดการรักษาทางเลือกขึ้นมา คือ “ไม่ยื้อ” ชีวิตให้ทรมาน แล้ว“ออกแบบวาระสุดท้าย”ให้มีความสุขที่สุด

** เน้นชีวิตดี “วาระสุดท้าย” อยู่ได้กี่วัน ไม่ใช่ประเด็น **

ถ้าวันนึงคุณเป็น “โรคร้าย” ที่รักษาไม่หาย จะเลือกทางไหน ระหว่าง “สู้ตาย-ยื้อชีวิต” เอาไว้ให้นานที่สุด ไม่ว่าค่ารักษาจะพุ่งสูงแค่ไหน

หรือตัดใจเลือก “การุณยฆาต”ยุติการรักษา และจบชีวิตที่แสนทรมานจากโรคร้าย ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยังไม่รองรับในไทย และอีกหลายประเทศ

แล้วถ้ามี “ทางเลือกที่ 3 ” ล่ะ? คือเส้นทางที่ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข จวบจนวาระสุดท้าย โดยไม่ต้องทรมานกับการรักษาโรคที่ไม่มีทางหาย

นี่คือแนวทางของ “หมออิศ” (ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร)แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็น “ผู้บุกเบิก”การดูแลแบบประคับประคอง ที่เรียกว่า “ชีวบาล (Palliative Care)”

เขาคือคุณหมอเฉพาะด้าน “Palliative Care” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอพาลิ”ซึ่งมีแนวทางการดูแลคนป่วยต่างจากแพทย์ทั่วไป
เพราะนี่ “ไม่ใช่การยื้อชีวิต”แบบการรักษาปกติ แล้วก็ “ไม่ใช่การการุณยฆาต”ที่เร่งให้ตายก่อนเวลา


                                                    {“หมออิศ” ผู้บุกเบิกการดูแลแบบ Palliative Care}

แต่มันคือการบำบัด และช่วยปรับ “ความทุกข์-ความเจ็บปวด” ของคนไข้ เพื่อให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยไม่ได้สนใจว่า โรคนั้นจะรักษาหายไหม แต่ขอให้เวลาที่เหลืออยู่ ไม่ต้องเจอความเจ็บปวดเลยสักวัน

“สิ่งสำคัญ 2 ประเด็นใหญ่เนอะ ประเด็นที่ 1 ก็คือ บำบัดความทุกข์ทั้งปวง ซึ่งคือรักษาอะไรก็แล้วแต่ ที่คนไข้บอกว่า คือความทุกข์ของฉัน

เช่น ความเจ็บปวด ฉันไม่อยากเจอ บอกโอเค เราจะทำให้หายปวดได้เลย

แต่ผมชวนมองว่า ความเจ็บปวดเนี่ย มันมี 2 ประเด็น ข้อ 1 คือความเจ็บ อันเนื่องจากการรักษา เจาะเลือด ฉีดยา ให้น้ำเกลือ
อย่างนี้มันเจ็บ และเป็นการยื้อชีวิต ก็เลยบอกว่า ยังไงก็ได้ ขอไม่เจ็บ ไม่ยื้อชีวิต ก็คือเลิกทำของพวกนี้”

“แล้วอันที่ 2 ความเจ็บปวด อันเกิดจากโรคของเขา เช่น โรคมะเร็ง ทำให้เจ็บปวด เราก็จะบอกว่า ทำให้หายไปเลย ไม่ต้องอดทนกับความเจ็บปวดใดๆ แม้แต่น้อย ไม่เจ็บเลย นั่นแหละ พวกเราทำให้เกิดสิ่งนี้ได้”

ประเด็นสำคัญของ Palliative Care ไม่ใช่การรักษาโรค เพื่อให้หายขาด แต่คือ “การรักษาความเจ็บปวด” ทุกอย่าง ที่เกิดตรงหน้าคนป่วย เช่น ถ้ามะเร็ง ทำให้เกิดอาการปวด จนใช้ชีวิตแบบปกติสุขไม่ได้ ก็เข้าไปแก้ไขตรงนั้น



หรือ “การรักษา”พวกฉายแสง ให้คีโมฯ ถ้ามันสร้างความทรมานให้แก่คนไข้ ก็ไม่ต้องทำ เพราะหลักการของ Palliative Care คือ “เวลาไม่สำคัญ”ไม่ต้องสนว่า คุณจะอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่ แต่สนแค่ว่า ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ ต้องมีความสุข และได้ใช้ชีวิตตามที่ต้องการ เท่านั้นพอ

“เขาเรียกว่า ไม่ให้ความสนใจดีกว่า ว่าจะทำให้ชีวิตยาวขึ้นหรือไม่ก็ตาม แต่ไม่ได้แปลว่า เราจะหยุดทุกอย่างนะ เช่น ถ้ากินยาแล้ว มะเร็งโตช้าลง อย่างนี้เราก็บอก เฮ้ย...กินสิ Why not กินแล้วไม่มีผลข้างเคียง และมะเร็งโตช้า ก็ทำด้วยได้ ไม่ขัดข้อง

อะไรก็ตาม ถ้าทำให้ชีวิตยาวขึ้น แต่เจ็บตัว คนไข้ไม่อยากได้ ก็ว่าตามเขา ก็คือไม่เอา จะยืดไม่ยืด ไม่ใช่ประเด็นนะ โฟกัสคือคุณภาพชีวิตเขาดี”

“Palliative Care” หรือ “การดูแลแบบประคับประคอง”คือ การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ไม่มีทางรักษาให้หาย หรือเป็นโรคร้ายที่รุนแรง ที่ “ไม่ได้เน้นรักษาให้หาย”

ไม่ได้สู้เพื่อให้ “หายจากโรค” แต่สู้เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสบาย ลดความทรมาน ที่เกิดจากโรค พร้อมทั้งดูแลด้านจิตใจ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด ความกลัว ความกังวล ของคนป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ “ใกล้เคียงปกติ”มากที่สุด


                                                    {บำบัด“ความเจ็บปวด” ให้ใช้ชีวิตได้ปกติมากที่สุด}

** “ความผิดหวัง” สร้างจุดเปลี่ยน “รักษาทางเลือก” **

จุดเริ่มต้นของการรักษาแบบทางเลือกแนวนี้ เริ่มจากความรู้สึก “ผิดหวัง”จากการรักษาโรคมะเร็ง ถึงจะพยายาม “ยื้อชีวิต” ผู้ป่วยอย่างสุดความสามารถในทุกเคส แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า “ไม่มีทางหายขาด”

หรือถึงจะรักษาอย่างสุดฝีมือขนาดไหน และต่อให้คนป่วยอดทน ฝ่าฟันกับทุกขั้นตอนรักษา ที่สุดแสนจะทรมานได้มากแค่ไหน หลายเคสก็ยังคงจบลงที่ “ความตาย”อยู่ดี

เมื่อสั่งสม “ความผิดหวัง” เก็บไว้ในใจมากๆ เข้า เฝ้านึกถึงภาพเด็กๆ ที่ป่วยมะเร็ง แต่ใจสู้กับโรคร้ายอย่างสุดความสามารถ แม้จะมองเห็นว่า แสงที่ปลายอุโมงค์มันริบหรี่เหลือเกิน จึงบันดาลใจให้ผุด “การรักษาทางเลือกใหม่”ขึ้นมา

“เอ..ทำไมเราต้องรักษามะเร็งไปเรื่อยๆ จนตาย คือมะเร็งมีชนิดที่รักษาง่าย กับรักษายาก ถ้ารักษายาก ก็แปลว่ารักษาไป ก็ไม่หายอยู่ดี

เพราะฉะนั้น คำถามก็คือว่า ถ้ารักษาแล้วไม่หายล่ะ? ผู้ป่วยอยากรักษาหรือเปล่า”

“แล้วเราก็ค้นพบว่า อ๋อ..คนไข้บางคน หรือส่วนใหญ่นั่นแหละ ถ้ารู้ว่ารักษาไม่หาย เขาก็บอกว่า ไม่ต้องพยายามหรอก เพราะการรักษามันเจ็บตัว”


                                                       {ทางเลือกที่ไม่ต้อง “ผิดหวัง” เมื่อความตายมาถึง}

สัจธรรมข้อนึงที่คุณหมอรายนี้ค้นพบคือ “รู้อะไร...ไม่เท่ารู้งี้” เพราะหลายเคส แม้รักษาไปจนสุดทาง แต่สุดท้ายตอนจบก็เหมือนเดิม คือเชิงตะกอน

แล้วก็เหลือเพียง “คำขอบคุณ” ที่ครอบครัวมอบให้ แม้เคลือบไปด้วยคราบน้ำตา เพราะเข้าใจดีว่า คุณหมอได้ทำเต็มที่แล้ว
หลังจาก “ความตาย” พรากคนที่รักไป สิ่งที่ทุกครอบครัวคิดเหมือนกันคือ “รู้อย่างงี้..พวกเขาน่าจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ให้มากกว่านี้ดีกว่า”

เพราะแทนที่คุณพ่อจะได้อยู่กับหลาน ใช้เวลาที่เหลือกับครอบครัวที่บ้าน หรือแทนที่ลูกชายจะได้ออกไปเที่ยวทะเล ได้อยู่กับพ่อ-แม่ มีรอยยิ้มบนใบหน้าของคนที่รัก สลักในความทรงจำสุดท้ายก่อนจากไป

แต่กลายเป็นว่าความทรงจำในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วย กลับเหลือแค่ภาพของ “เพดานห้องสี่เหลียม” กับคนแปลกหน้าในชุดกาวน์ อย่างที่ “หมออิศ” ย้อนถึงเคสที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตให้ฟัง

“ผมเป็นหมอรักษามะเร็งในเด็ก คือเด็กๆ เป็นมะเร็งเหมือนกัน แต่ไม่เยอะ เด็กๆ หลายคนก็คือรักษาไป โอกาสหายก็เยอะ คือมากกว่า 50% เนอะ

แต่ถามว่าคนที่รักษาไม่หาย ซึ่งเด็กๆ จะเอายังไงดี เราก็เข้าใจเนอะว่า คนตัดสินใจการรักษา-ไม่รักษา คือแม่เขา”

“มีแม่คนนึงบอกว่า โอเค คุณหมอรักษาเสร็จแล้ว รักษาไป 3 รอบ น้องตาย แล้วเขาก็บอกผมว่า ขอบคุณทุกอย่างเลยนะคุณหมอ ที่ดูแลลูกฉัน

แต่ว่า...รู้งี้ ฉันพาลูกไปทะเลดีกว่า ฉะนั้น ก็เป็นประเด็นที่ว่า ‘อ้าว..ทำไมแม่ไม่รู้ว่า ลูกจะตาย ทำไมผมไม่รู้ว่า เด็กคนนี้อยากไปไหน’



เพียงแต่ประโยคเดียวที่ว่า “รู้งี้” กลับทำให้เกิดคำถามมากมายในใจ สรุปแล้ว สิ่งที่ครอบครัวต้องการคืออะไร? แล้วคนป่วยอยากยื้อชีวิตจริงๆ ไหม? ความปรารถนาของคนไข้คืออะไร?

นี่เป็นปมที่ค้างคาในใจ หมอรักษามะเร็งรายนี้เลยลองเปลี่ยนวิธีใหม่ เมื่อหนูน้อยรายนึง ที่ถูกวินิจฉัยแล้วว่า ป่วยเป็นมะเร็ง แทนที่หมออิศจะเริ่มพูดคุยถึง “แนวทางการรักษา”

เขากลับเริ่มพูดคุยกับผู้ป่วยตัวน้อย ด้วยคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าหายป่วย หนูอยากทำอะไร และคำตอบที่ใสซื่อ จากปากหนูน้อยที่ป่วยเป็นโรคร้ายคือ “อยากไปทะเล”

หมออิศหันไปบอกคุณแม่ ที่นั่งกุมมือลูกแน่น ด้วยความกังวลว่า...

“งั้นแม่พาลูกไปทะเลก่อนสิ แม่ก็ลังเล อยากให้รักษาก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยพาไปทะเล‘ซึ่งมันไม่เคยเกินขึ้นไง’ เพราะรักษาแล้วก็ไม่หาย ก็ไม่ได้พาไปทะเล

งั้นเราก็บอก ‘ไปก่อน แล้วค่อยมาคุยกันว่าจะรักษายังไง’

“แล้วแม่ไปทะเลเสร็จ เอารูปสวยๆ มาโชว์เรา เขาแฮปปี้มาก แล้วก็เกิดคำถามต่อไปว่า หนูอยากไปไหนอีก ไปภูเขา ก็บอกแม่ พาไปภูเขาก่อน กลับมาค่อยคุยกันอีกทีว่า จะรักษายังไง”

“ให้ไปมี ‘ประสบการณ์ดีๆ’ ก่อน ไปภูเขา ไปทะเล กลับมาแล้วใช่ไหม ผมก็ถามว่า อยากไปไหนอีก งั้นทำไป
แล้วเขาก็ค้นพบว่า คิดไม่ออกแล้ว ‘ได้ทำทุกอย่างแล้ว พอมาถึงจุดนี้ แม่บอก โอเค..คุณหมอ อะไรจะเกิดก็เกิด’


                                                         {ไร้ปมคาใจ“ความตาย” มาเมื่อไหร่ ไม่สำคัญ}

หมอมะเร็งรายนี้รู้ดีว่า การรักษาโรคนี้มัน “โหดร้าย” ซึ่งแน่นอนว่าความเจ็บปวดนี้ มันแลกกับ “โอกาส” ที่อาจทำให้พวกเขาหายจากโรคมะเร็ง แต่ก็ไม่ใช่ทุกเคส เพราะหลายเคสก็มักจบด้วยน้ำตาเสมอ

สิ่งที่หมออิศพยายามทำ คือการให้คุณพ่อ-คุณแม่ รวมถึงหนูน้อย ได้สะสางสิ่งที่ค้างคาใจ เพราะเมื่อการรักษาเริ่มขึ้น ไปจนถึงสุดทาง ถ้าสุดท้ายน้องไม่หาย พ่อแม่ก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจ หรือเสียดายที่ไม่ได้ทำ ในสิ่งที่ลูกต้องการ เมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่

“ก็คือเราได้ปลดล็อก เพราะว่าการรักษาจริงๆ เขาก็รู้อยู่ว่า มันโหดร้ายขนาดไหน ลูกเขาจะทรมานแค่ไหน เขาก็อยากทำให้ลูกแหละ ถ้าลูกหาย แต่ความจริงคือ มันไม่หายไง

เราก็เลยไม่ต้องคุยกันเรื่องนี้ว่า จะหาย-ไม่หาย น้องอยากทำอะไร พอเขาได้ไปทำทุกอย่างปุ๊บ การรักษาไม่ใช่ประเด็นแล้ว ถูกไหม

เลยไม่สนใจแล้ว การรักษา เด็กก็ไม่ต้องเจ็บตัวอีกเลย แล้วก็เลือกใช้ชีวิตกับมะเร็งอย่างสันติ นั่นก็เป็นการค้นพบ เพราะยุคนั้นยังไม่มีหรอก ไอ้ Palliative Care เนี่ย

แต่ผมค้นพบเรื่องนี้ก่อน แล้วก็ไปประชุมทั่วโลก ถึงได้ชื่อนี้มา อ๋อ...ไอ้สิ่งนี้เนี่ย เขาเรียก Palliative Care”



สิ่งที่หมออิศค้นพบคือ เมื่อคนป่วยได้ทำสิ่งที่ปรารถนาสำเร็จ ครอบครัวไร้เรื่องค้างคาในใจ สุดท้าย ถึง “ความตาย” จะมาถึงแน่ แต่จะมาเมื่อไหร่ ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอีกแล้ว

ดังนั้น นี่คือภาพความตาย ที่ไม่โศกเศร้า ไม่ผิดหวัง

จากหมอมะเร็ง ที่มุ่ง “รักษาให้หาย”เพียงอย่างเดียว เขาจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการ หันมานั่งจับเข่าคุยกับ “ผู้ป่วย” ที่วินิจฉัยแล้วว่า ยังไงก็ “รักษาไม่หาย”มากขึ้น

เพื่อขุดคุ้ยหาสิ่งที่คนไข้ปรารถนามากที่สุดในชีวิต เปิดอกไปเลยว่า ถ้าผลสุดท้าย โรคนี้ “ไม่มีทางหาย” คุณยังอยากสู้ต่อ ทนเจ็บปวดจากการรักษาอยู่อีกไหม

หรือจะเลือกอยู่กับมันอย่างสันติ โดยมี “แพทย์พาลิ”คอยดูแล ให้คุณออกไปกิน-ไปเที่ยว ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่รัก แทนที่จะนอนซมอยู่ในโรงพยาบาล

ถึงคุณจะต้อง “ตาย”แน่ๆ แต่คุณจะได้ใช้ชีวิตแบบปกติ และมีความสุขที่สุด นี่คือสิ่งหมออิศรับประกัน


                                                     {“ความตาย” มาถึงแน่ แต่รับรอง ชีวิตมีความสุข}

** ปรัชญาสำคัญ ชีวิตนี้อยู่เพื่ออะไร **



“สู้ต่อ” รักษากันจนสุดทาง หรือ “พอแค่นี้” แล้วออกไปใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีความสุข จนกว่าความตายจะมาเยือน แต่การตัดสินใจว่าจะเลือกทางไหน อาจต้องตอบปรัชญาชีวิตข้อนึงให้ได้ก่อนว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

ตลอดเวลา 15 ปี ที่เป็นหมอพาลิ ดูแลผู้ป่วยโรคร้ายมา สิ่งเขาเห็นคือ ส่วนใหญ่ทุกคนเข้าใจ “สัจธรรมของชีวิต” โดยเฉพาะคนที่ผ่านโลกมาจนถึงวัยชราพอรู้ตัวว่าป่วย เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหาย

ทุกคนก็พร้อมอ้าแขนรับความตาย เพราะ “ชีวิต” ที่ผ่านมา มันถูกใช้อย่าง“คุ้มค่า” แล้ว ได้เห็นลูกๆ เติบโต มีครอบครัว มันก็ “หมดห่วง”แล้ว

ตอนนี้ เป้าหมายการใช้ชีวิต เหลือเพียงอย่างเดียวคือ ได้กินตามที่ใจอยาก ได้ออกไปทำอะไรๆ ตามที่ใจต้องการ โดยที่เขาไม่อยากต้องทนเจ็บ หรือถูกห้ามกินนู่น ห้ามทำนี่

แต่ญาติๆ และลูกๆ กลับไม่เข้าใจจุดนี้ ทุกคนคิดว่าการรักษา การยื้อชีวิต คือทางออกที่ดีที่สุด และนี่คืออีกเคสจากคุณพ่อรายนึง ที่ป่วยเป็นโรคร้าย แต่ดื้อไม่ยอมรักษา จนทะเลาะกับลูกๆ

“จะเอาไปหาหมอ ก็ไม่ร่วมมือกับหมอ หมอก็เสียเวลา แล้วพ่อก็เสียเวลา ลูกก็เสียเวลา เสียเวลาทุกคนเลย เอาไงดี หาไม่เจอ ไม่รู้จะออกยังไง”

“คือเขาเป็นคนไข้ที่ดื้อ สำหรับลูกนะ ไปหาหมอ ไม่ยอมไป แต่ลูกเขาเข้าใจว่า ถ้าไม่ไปหาหมอ เดี๋ยวก็ตายนะสิ ก็ไม่คุยกันไง เขาใช้ชีวิตเขาคุ้มแล้ว ไม่กลัวตาย คือเรื่องนี้ มันไม่กล้าพูดกันเอง”

“ก็มาปรึกษาพวกเรานี่แหละ หมอพาลิ แล้วก็สัมภาษณ์ชีวิตพ่อ อ๋อ..พ่อเขาเป็นคนอย่างนี้ นิสัยแบบนี้ ทำไมถึงไม่ชอบโรงพยาบาล”


                                                        {เจ้าของชีวิต เลือกเอง “สู้ต่อ” หรือ “พอแคนี้”}

หลังเปิดอกคุยกับคุณพ่อรายนี้ หมออิศก็สรุปได้ว่า ที่เขาไม่อยากรักษา เพราะมัน “เจ็บ”มัน “ทรมาน”และคุณพ่อรายนี้ก็เห็นมาเยอะแล้ว แม้จะทนเจ็บแค่ไหน สุดท้ายก็ตายอยู่ดี ซึ่งลูกๆ ไม่เข้าใจตรงจุดนี้

“จริงๆ ลูกก็รู้อยู่ ไม่อยากให้พ่อทรมาน แต่ไม่รู้จะทำยังไง เราก็จะไปบอกทางออก เอาอย่างนี้สิ ก็อยู่อย่างสันติ มีความสุข กินอร่อย แฮปปี้

กลัวอะไร ความเจ็บตัว ทรมาน เราก็บอกอยู่บ้าน ไม่ทรมาน ความทรมานคือ ความที่ไม่เข้าใจนั่นเอง งั้นก็บอก ดีสุดคือใช้ชีวิตเต็มที่ มีความสุข จนทั้งหมดเวลา กับที่บ้านตัวเอง”

“เริ่มปวด เราก็ให้ยาวิเศษกิน ที่บ้านนี่แหละ แล้วก็หายปวด แล้วก็กินอะไรต่ออะไรได้ ได้เที่ยวต่อ จนกระทั่งมะเร็งไปอวัยวะสำคัญ แล้วก็จบ”

ความคิดของคนป่วยคือ จริงๆ แล้ว พวกเขา “ไม่ได้กลัวตาย”แต่ “กลัว” ชีวิตที่เหลืออยู่ “ไม่มีความสุข” มากกว่า แต่ไม่มีใครถาม ไม่มีใครเข้าใจ และไม่มีใครฟังเสียง “เจ้าของชีวิต”จริงๆ ว่า เขาต้องการอะไร


                                                             {ไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวใช้ชีวิตไม่มีความสุข}

บางครั้ง เขาไม่ได้อยากมีชีวิตที่ยืนยาว โดยมีสายน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจ ห้อยพะรุงพะรัง แต่เขาอยากจากไปอย่างสงบๆ ที่บ้าน ได้เห็นคนครอบครัวทุกวัน ได้กินอาหารอร่อยๆ ทุกมื้อ ก็แค่นั้น

“แต่ประเด็นคือ ไม่เคยถามเลยว่า ตกลงมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เขาก็กินได้ เขาก็มีความสุขกับการกิน พอใส่ท่อ(รักษา)อันนี้ แล้วห้ามกิน ‘แล้วชีวิตจะยาวไปเพื่ออะไร’ ไม่มีใครกล้าถามเรื่องนี้”

แต่แน่นอนว่า “Palliative Care”ไม่เหมาะกับทุกคน และไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องเลือกเส้นทางนี้ เพราะบางคน เขาก็ยังมีปมที่คาใจ อยากขอต่อเวลาชีวิตอีกหน่อย เพื่อได้ทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง

หมออิศบอกว่า คนเหล่านี้เรียกว่า “นักสู้” พวกเขาจะ “ยอมทน-ยอมเจ็บ”ในการรักษาทุกอย่าง เพื่อยืดชีวิตให้ได้นานที่สุด สำหรับการได้ทำตามเป้าหมายอะไรบางอย่างในชีวิต ที่ยังทำไม่เสร็จ หรือยังไม่ได้เห็น

“เช่น ผมอยากจะรอรับปริญญาลูก อีก 5 เดือน อย่างนี้ก็ยืดชีวิตไปอีก 5 เดือน พอถึงตอนนั้น ก็เลิกทำอะไรเจ็บที่ยืดชีวิตได้แล้ว เพราะสมบูรณ์แล้ว ทำภารกิจเสร็จแล้ว ก็เลิกรับการรักษา

เพราะงั้น มันอยู่ที่ปรัชญาชีวิต Palliative Care มันเป็นปรัชญาของการดูแล มันไม่ใช่วิธีการ มันเป็นปรัชญาว่า คุณจะเอายังไงกับชีวิต”

“คุณจะเพิ่มคุณภาพชีวิต หรือจะยอมลดคุณภาพชีวิต เพื่อยืดเวลา เพราะงั้นมันตัดสินใจกันอยู่แค่นี้เองเนอะ มันไม่ใช่ว่าต้องยอมรับ หรือไม่ยอมรับอะไร อยู่ที่เจ้าตัวเขาเลือกอะไร”

ส่วนลูกหลาน ญาติพี่น้อง ก็ต้องยอมรับให้ได้ ไม่ว่าตัวคนป่วยจะเลือกทางไหน คือจะ “สู้ต่อ”รักษาให้ถึงที่สุด แม้ต้องแลกด้วยความเจ็บปวด

หรือจะ “พอแค่นี้”ยุติการรักษา น้อมรับความตายที่จะมาถึง เพราะนี่คือ “ชีวิตของเขา” ซึ่งเจ้าของชีวิตมีสิทธิ์ที่จะเลือก


                                                                 {บ้างคนอยู่ แค่เพียงได้เห็นใบปริญญา}

** “ความตายที่อบอุ่น” เมื่อทุกคนอยู่พร้อมหน้า **

บนเส้นทางของ “หมอพาลิ (Palliative Care)” แน่นอนว่า ทุกเคสต้องจบด้วย “ความตาย”และนี่คือส่วนนึงจากเรื่องจริงกว่า “2,000 เคส” ที่หมออิศดูแล ผ่าน “เยือนเย็น”

โครงการวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่คุณหมอก่อตั้งไว้คอยบริการดูแล “ผู้ป่วยระยะสุดท้าย”แบบถึงบ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยโมเมนต์แห่งความสุข และความอบอุ่นหัวใจ แม้สุดท้ายคนที่รักจะจากไปก็ตาม

“หลายครอบครัวก็บอกว่า ตอนพ่อตายนะ เข้า ICU โหดร้ายขนาดนั้นขนาดนี้ คือมันเป็นการเทียบกัน ระหว่างพ่อเขาตาย อยู่ ICU ยื้อชีวิต ถกเถียงกัน ทะเลาะกัน แล้วก็ตายอย่างเศร้าเสียใจ ผิดหวัง

ตอนแม่ ไม่เอาแล้ว แม่ขออยู่ที่บ้านตลอด มีความสุข ได้อยู่กันพร้อมหน้า กินข้าวด้วยกันทุกวัน ลูกหลานมาหา อยู่กับหมา-แมว โอ้..ตรงข้ามกันมาก เขาก็จะเล่าให้ฟังแบบนี้

เป็นการจบที่สวยงาม สมบูรณ์ตามที่แม่ต้องการ แล้วพวกเขาก็แฮปปี้ เขาก็ค้นพบนะว่า มันดีกว่ากันมากๆ ก็อยากสนับสนุนให้เราทำงานนี้ต่อไป เพราะทำให้เขาได้ในสิ่งที่เจ้าของชีวิตต้องการ”

หมอรายนี้เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า แม้ปลายทางทั้งตัวเขา ครอบครัว และตัวผู้ป่วยเอง จะรู้ว่ามันจะจบยังไง แต่มันไม่สำคัญแล้ว ถ้าระหว่างทางมีแต่ความสุข ชีวิตจะเหลือเท่าไหร่ก็เท่านั้น

บางเคสอาจอยู่ได้“หลักเดือน”แต่ก็มีหลายเคสที่ผู้ป่วยอยู่ได้ยาวถึง “3-5 ปี” ก็มี

                                                           {จุดจบที่งดงาม คือได้อยู่กับคนรัก วาระสุดท้าย}

“อยู่อย่างนี้ ไม่มีความตาย ไม่มีความเศร้า ไม่ต้องพยายามทำใจ มันไม่มีอะไรต้องทำใจ เพราะมันมีความสุข เขาใช้ชีวิตแฮปปี้ทุกวัน เจ้าของชีวิตแฮปปี้ ลูกหลานแฮปปี้ เราก็เลยแฮปปี้ตามไปด้วยถ้าสมมติวันนึง เขาเกิดจะดับขึ้นมา ก็ไม่มีอะไรเสียใจ เพราะได้ทำหมดแล้ว ทุกคนไม่มีอะไรค้างคาในใจ ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ”

แล้วพอวันสุดท้ายใกล้จะมาถึง ทุกคนก็ในครอบครัว รวมถึงผู้ป่วย ก็จะ ช่วยกันออกแบบ “วินาทีสุดท้าย” ของผู้ป่วยให้สวยงามที่สุด ตามที่ “เจ้าของชีวิตอยากได้”

เพราะงานของหมอพาลิ ไม่ได้มีแค่ดูแลอาการผู้ป่วย แต่ยังช่วยวางแผนถึงวันสุดท้ายในชีวิตด้วย ว่าพวกเขาอยากได้อะไร ต้องการจากไปแบบไหน

“เราจะชวนทุกคนวางแผนการดูแลล่วงหน้า เพราะในที่สุด วันนึงเราก็จบ ถูกไหม แต่ตอนจบ อยากให้จบยังไงสวยๆ ในความคิดของเรา ให้ใครมาเยี่ยมบ้าง ห้ามทำอะไรบ้าง หรือให้ทำอะไรบ้าง ชวนคุย ชวนวางแผนได้”

“แล้วพอใกล้หมดเวลา เราบอกเขาตามจริงว่า มันถึงเวลาแล้วนะ เขาก็แค่เตรียมตัว เตรียมใจ หลายครอบครัวก็ได้ส่งคนที่เขารัก ให้จากไปที่บ้าน ทำกิจกรรมเปิดเพลง สร้างอะไรซึ้งๆ ปฏิบัติศาสนกิจที่เขานับถือ ในบ้านตัวเอง”


                                                               {ไร้ความเศร้า ไม่ต้องทำใจ ชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว}

** เส้นทางที่คนป่วยไม่ได้เลือก = ภาระ **

การที่ได้เห็นผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติมากที่สุด และไม่ต้องทนเจ็บตัวจากการรักษาที่ทรมานเลย จนวาระสุดท้าย นี่คือภาพ “ความสำเร็จ” ของ “หมอพาลิ”

ต่างจากแพทย์ทั่วไป ที่ความสำเร็จคือ “การรักษาโรค” ให้ “หายขาด” แต่ก็อย่างที่บอกว่า หลายๆ โรคมันไม่มีทางรักษาให้หายได้ ไม่ใช่แค่ “มะเร็ง” ยังมีพวก “โรคไต” “โรคสมองเสื่อม”

ผู้ป่วยเรื้อรังเหล่านี้ เวลาไปโรงพยาบาล หมอก็จะรักษาด้วยการ “ยื้อชีวิต” ให้ได้นานที่สุด ซึ่งมันคือ “หน้าที่” ของพวกเขา แต่สุดท้ายคนป่วยจะอยู่ในสภาพไหน ไม่เกี่ยว เพราะถือว่าหมอได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว

อย่างที่บอกหลายคนไม่ได้ “กลัวตาย” จากโรค แต่เป็น “ความเจ็บปวด” ที่มากับการรักษาต่างหาก พวกเขาไม่อยากตื่นมาแล้วพบว่า ต้องนอนติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาล ให้หมอรักษาอาการที่ไม่มีวันหาย แล้วกลายเป็น “ภาระ” ของครอบครัว หรือ “ระบบสาธารณสุขไทย”

“พอเจอหมอที่โรงพยาบาล หมอเขาก็จะให้ยื้อชีวิตหมดใช่มั้ย เพราะเขาถูกสอนมาเพื่อรักษาชีวิต เป็นความภูมิใจของหมอทุกคน แต่คูณจะอยู่สภาพไหน เฮ้ย..ฉันไม่เกี่ยว

เป็นภาระของลูกหลานอีกที หรือไม่ก็ของระบบสาธารณสุข ซึ่งมันไม่จำเป็นต้องเกิดแบบนั้น

เพราะผมรู้ว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจสัจธรรม ถ้าเขาบอกว่า เฮ้ย..ถ้าฉันดับไป แล้วปล่อยฉันไปเลย ไม่ต้องมาลุ้น ฉันไม่อยากตื่นขึ้นมาในสภาพคนพิการ จริงไหม”

“ประเด็นสำคัญจริงๆ ของคนป่วยเป็นอะไร ไม่ใช่ว่าหวังดี แล้วส่งไปอยู่ ICU จนวันสุดท้ายของชีวิต โดดเดี่ยว หนาวเย็น ดูแลโดยคนซึ่งเราไม่รู้จัก คือหมอ-พยาบาลทั้งหลาย ก็อาจจะปลอดภัย ดูดี แต่ว่าตอนสุดท้าย ไม่ได้อะไรเลย”



สถานการณ์ของ “ผู้ป่วยเรื้อรัง” ณ ตอนนี้มันสร้างภาระด้านงบประมาณ และทรัพยากรบุคคลให้โรงพยาบาลอย่างมาก ซึ่งถามว่าตัวผู้ป่วยบางคน เขาเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้

หลายคนไม่อยากเข้ารับเข้าโรงพยาบาลเสียด้วยซ้ำ พวกเขาไม่อยากต้องมาทรมานไม่จบไม่สิ้น จนกระทั่งตัวตาย แล้วถามว่าหมอที่รักษาไม่รู้จริงๆ หรือว่า คนป่วยที่อยู่ตรงหน้า เขาต้องการแบบไหน

อย่างแรกก็ต้องเข้าใจก่อนว่า “จรรยาบรรณแพทย์”ยังไงหมอก็ต้องรักษาคนไข้ก่อน เป็นอันดับแรก และเอาเข้าจริง การจะนั่งคุยเรื่อง “ความตาย” กับคนป่วย มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ไม่ใช่เจอกันครั้งแรก แล้วจะพูดเรื่องนี้ได้เลย มันต้องเปิดอกคุย ขุดลงให้ลึกถึงจิตใจคนไข้ ว่า อะไรคือเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่
อยากอยู่ต่อ หรือพอแค่นี้ แล้วค่อยให้เขาตัดสินใจ ซึ่งมันต้องใช้เวลา แต่หมอบ้านเรา ด้วยจำนวนคนมีน้อย บวกคนไข้ที่เยอะ เขาไม่เวลามาซักไซ้เรื่องพวกนี้หรอก

“เขายุ่ง คนไข้มันเยอะ และเราก็มีหมอน้อย ก็เลยไม่มีโอกาสคุยกับคนไข้เท่าไหร่ 5 นาทีอย่างมาก มันคุยกันไม่ได้ละเอียด”
สุดท้าย ก็กลายเป็นว่า การรักษานี้ “คนไข้” ไม่ได้ตัดสินใจเองที่จะยื้อชีวิต ทั้งที่ความจริง มันมีอีกทางที่ ถูกกว่า ไม่ต้องกลายเป็นภาระของระบบสาธารณสุข ถ้าเจ้าตัวเข้าใจในสัจธรรมแ ละยอมรับความตายที่กำลังเกิดขึ้นได้

“เขาคิดยังไงกับไอ้เรื่องนี้ ถ้าเขาบอกว่า เพราะเขาไม่กลัวตาย เขาใช้ชีวิตสมบูรณ์แล้ว เราก็เลือกที่จะดูแลเขาแบบนั้น”

“ให้เขาตัดสินใจกันเอง คนไหนสู้ตาย คนไหนเลือก Palliative Care ค่าใช้จ่ายมันต่ำมาก แฮปปี้ แต่ว่าเขาจะเข้าถึงหรือเปล่า อันนี้ผมไม่รู้”


                                                      {ยื้อชีวิตหรือยุติการรักษา เลือกแบบไหน ดูแลแบบนั้น}

สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : นนทัช สุขชื่น
ขอบคุณภาพ: acnews.net, hhcthailand.com, yuenyen-se.com, ped.md.chula.ac.th



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **