คิดดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ “รถยนต์ไฟฟ้า” หนีพิษน้ำมันแพง กูรูเตือน อาจเจอปัญหาหนักกว่าเดิม ทั้ง “อะไหล่แพง” “รอซ่อมนาน” “ขายต่อลำบาก” พร้อมเฉลยทางออกที่ไม่ได้มีแค่ “รถ EV”
** ดูความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจซื้อ **
รวยไม่ไหวแล้ว!! “น้ำมัน”ปรับคืนเดียวขึ้นลิตรละ “6 บาท”สงสัยต้องหันไปใช้ “รถ EV” นี่คือความคิดของใครหลาย ที่กำลังเผชิญกับ “วิกฤตการณ์น้ำมันแพง”ณ ตอนนี้
ขนาด “นายกฯ หนู”(อนุทิน ชาญวีรกูล)ยังถอย “รถยนต์ไฟฟ้า”ป้ายแดง ขับเข้าสภาฯ อวดนักข่าวโชว์วิธีหนีปัญหาน้ำมันแพง แบบคนมีกะตังค์กันไป
{“นายกฯ หนู”ขับ EV ป้ายแดงเข้าสภาฯ}
แน่นอนปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงขนาดนี้ ทำให้ใครหลายเริ่มหันไปซบ รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านงาน“มอเตอร์โชว์” ครั้งล่าสุดอย่าง “Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47”
ที่กำลังจัดกันอยู่ ณ ตอนนี้ ตั้งแต่ 25 มี.ค.- 5 เม.ย. 69 ที่ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน เหล่าค่ายรถยนต์ไฟฟ้า ต่างออกมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ยอดจองรถ EV”เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ท่ามกลางความตระหนก ทำให้คนแห่กับไปหารถ EV จนหลายอาจลืมภาพปัญหาของรถยนต์ไฟฟ้า ที่เจอกันตลอดๆ อย่าง ค่าซ่อมแพง ค่าอะไหล่หลักแสน แถมต้องรอเคลมกันเป็นเวลานานอีก
ภาพเหล่านี้ อาจเป็นคำถามที่หลายลืมคิดไป ว่าจริงๆ แล้ว ตอนนี้โครงสร้างพื้นฐาน ของเรา ไม่ว่าจะเรื่องอะไหล่ ศูนย์ให้บริการ พร้อมรองรับให้เราเปลี่ยนมาใช้รถ EV จริงๆ ไหม?
ทีมข่าวจึงขอให้ผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานาน อย่าง “บอม”(อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ) มาช่วยวิเคราะห์ โครงสร้างพื้นฐานของรถ EV ในไทยว่า พร้อมแค่ไหน?
ได้คำตอบว่า ถ้าอยากรู้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของไทย พร้อมจะรองรับรถ EV ไหม? ให้ลองย้อนไปดูตลอดช่วง 5 ปี ที่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มบูมในไทย เราเจอปัญหาอะไรบ้าง ที่ยังแก้ไม่ได้
อย่างแรกเลยคือ เรื่องของ “ศูนย์บริการ” ของรถยนต์ไฟฟ้า ที่ “มีน้อย” และไม่ได้กระจายตัวอย่างครอบคลุม อันนี้เป็นเพราะแผนการเข้ามาทำธุรกิจของ “ค่ายรถไฟฟ้า” ต่างจาก “ค่ายรถน้ำมัน”
โดยเหล่า “รถยนต์น้ำมัน” ไม่ว่าจะแบรนด์ญี่ปุ่นหรือยุโรป ก่อนจะขายรถพวกนี้ เขาจะสร้าง “เครือข่าย” อย่าง “ตัวแทนจำหน่าย (Dealer)” ให้กระจายศูนย์บริการทั่วประเทศให้ได้มากที่สุดก่อน ถึงเริ่มจำหน่าย
แต่ในเคส “รถยนต์ไฟฟ้า” กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือพวกเขาจะเข้า “ขายรถก่อน” ค่อยกระจายศูนย์บริการทีหลัง
จึงส่งผลให้เกิดความยุ่งยากลำบาก ในเรื่องการซ่อมบำรุงของรถ EV เพราะศูนย์บริการยังมีน้อย สวนทางกับยอดขายที่มันเติบโตขึ้นถึง 10%
“แต่ว่าในขณะ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เนี่ย ยังมีปัญหาร้องเรียนเรื่องอะไหล่ ศูนย์บริการ การบำรุงดูแลรักษาอยู่เลย”
อีกเรื่องคือ “ราคาอะไหล่” ที่แพงสุดๆ โดยเฉพาะตัว “แบตเตอรี่” และ “มอเตอร์” ที่เป็นหัวใจหลักของรถยนต์ไฟฟ้า ยิ่งถ้ามา “พัง” ตอน “หมดประกัน” ก็เตรียมจ่ายเปลี่ยนอะไหล่ “หลักแสน” เต็มๆ ได้เลย
ที่ใช้คำว่า “เปลี่ยน” ไม่ใช่ “ซ่อม” ก็เพราะของ 2 อย่างนี้ ไม่สามารถแยกชิ้นส่วน และดึงออกมาซ่อมเป็นจุดๆ ได้ ต่างจาก “เครื่องยนต์” ของ “รถน้ำมัน”
อธิบายให้เห็นภาพคือ ถ้าเครื่องยนต์รถ ลูกสูบพัง ตัวฉีดน้ำมันเสีย เราก็เปลี่ยนแค่จุดที่เสีย ไม่ต้องยกเครื่องมาลงใหม่ แต่ใน “รถไฟฟ้า”ถ้าเกิดแบตฯ เสื่อม มอเตอร์เสีย มันต้อง “เปลี่ยนยกชุด”
อีกเรื่องสำคัญ ที่ต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจก็คือ รถ EV ขายต่อมือสอง “ยาก” เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาทุกปี ทำให้มันตกรุ่นเร็วมาก ราคาขายต่อเลยถูกมากๆ
โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ ที่ทำให้หลายคนไม่อยากซื้อมือสอง ดังนั้น ถ้าจะซื้อรถอีวีก็ต้องทำใจไว้ส่วนนึงด้วยว่า มันจะกลายเป็นภาระ เวลาอยากปล่อยก็ปล่อยไม่ได้
“คุณจะขายรถไฟฟ้าคันนี้ได้หรือเปล่า จะมีคนเอาหรือเปล่า ไม่ใช่ขายได้ในราคาต่ำนะ อย่างแรกจะมีคนเอาหรือเปล่า”
“คือคนจะใช้รถ EV บอกเลยว่า ส่วนต่างค่าน้ำมัน ที่ประหยัดไป 1.เตรียมไว้เผื่อเทิร์นรถ เพราะเผื่อรถคันนั้น มันไม่มีมูลค่า และ 2.เตรียมไว้เพื่อฉุกเฉิน ถ้าเกิดมันเสียหายขึ้นมา แล้วมันมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น”
{“บอม” กูรูด้านยายยนต์}
** “EV” หรือ “ไฮบริด” แบบไหนดี? **
“ราคาอะไหล่” ที่แพงหูฉี่ “รอซ่อมนาน” ศูนย์บริการก็น้อย แถม “ขายต่อลำบาก”
นี่คือข้อจำกัดที่คนกำลังเล็งรถยนต์ไฟฟ้าไว้ ต้องเก็บมาชั่งน้ำหนักคิดให้ดีว่า มันคุ้มค่าไหม? ถ้าเราจะหนีวิกฤตน้ำมันแพง แล้วไปซบไหล่รถยนต์ไฟฟ้า
กูรูด้านรถยนต์อย่าง“บอม”มองว่า สำหรับคนที่ “ไม่พร้อม” จะรับค่าใช้จ่าย ที่จะตามมาตรงนี้ของรถ EV แต่ไม่อยากใช้รถยนต์น้ำมันแล้ว เพราะราคาน้ำมันที่ผันผวน
ทางเลือกที่ดีที่สุดอาจเป็นเหล่า “รถยนต์ไฮบริด” หรือไม่ก็ “รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอิน” ที่สามารถสลับการใช้งานได้ระหว่าง “น้ำมัน” และ “ไฟฟ้า”
“สำหรับคนที่ยังไม่มีรถ หรือคนที่ตอนนี้กำลังจะตัดสินใจซื้อรถจริงๆ ผมว่าเป็นคำตอบที่น่าสนใจ น่าพิจารณาเป็นอันดับแรก
เป็นรถยนต์ประเภทไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด ที่มันยังมีทั้งเครื่องยนต์ มีทั้งรถยนต์ไฟฟ้า”
สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจเพราะ รถยนต์ไฮบริดมีใช้งานในไทยมานานแล้ว ทำให้การซ่อมบำรุงไม่ใช่เรื่องยาก ช่างทั่วไปสามารถดูแลได้ อีกทั้งอะไหล่ก็มีให้เลือกค่อนข้างเยอะ ราคาจึงไม่สูงมากนัก
นอกจากดูแลไม่ยาก ค่าซ่อมไม่สูง ในการใช้งานบางประเภท มันจะคล่องตัวกว่ารถ EV ด้วยซ้ำ เช่น การเดินทางไกล แม้เราจะเห็นว่าตอนนี้ จุดชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้า มีกระจายอยู่หลายที่
ปัญหาในการใช้งานจริงของมันคือ คุณต้อง “ใช้เวลา” ในการชาร์จ การชาร์จแบตฯ 0-80% ต่ำๆ ก็ต้องใช้เวลาประมาณ “ครึ่งชั่วโมง” แน่นอนถ้าเป็นคนกรุง ใช้เดินทางจากบ้านไปออฟฟิศ ตรงนี้อาจไม่เป็นปัญหา
แต่คุณต้องเดินทางไกล แม้หลายแบรนด์จะโฆษณาว่า รถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ถึง 300-600 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง
ซึ่งในสภาพถนนและการจราจรจริงๆ อาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะมีคนเคยทดลอง ขับรถ EV จาก “กรุงเทพฯ” ไป “เชียงใหม่” แบบใช้งานจริงๆ บรรทุกสัมภาระจริง
คือใช้เวลาเดินทาง “13 ชั่วโมง” หมดค่าชาร์จไปราวๆ “2,000 บาท” ซึ่งถ้าเทียบกับรถยนต์น้ำมันแล้ว ค่าใช้จ่ายเรื่องเชื้อเพลิงของรถ EV “ถูกกว่า” ครึ่งนึง แต่ก็แลกมากับเวลาที่เสียไป เพราะในระยะทางที่เท่ากัน รถยนต์ดีเซลอาจใช้เวลาขับอยู่ที่ “6-7 ชั่วโมง” เท่านั้นเอง
“สมมติว่า เราชาร์จได้ครึ่งชั่วโมงเนี่ย ก็ชาร์จไม่เต็มร้อยหรอก แต่เราเพื่อไปต่อ เพราะงั้นถ้า assume ทุกครั้งที่จอดชาร์จ อย่างน้อยนะครับ ก็ต้องจอดครึ่งชั่วโมง”
ทีนี้ในมุมคนที่อยากได้รถยนต์ไฟฟ้าจริงๆ มองเวลาว่ามัน “คุ้มค่า” เรื่องค่าอะไหล่ ค่าซ่อม จุดชาร์จที่ต้องใช้เวลา ราคาขายต่อที่อาจลดฮวบ หรือขายต่อไม่ได้ ยอมรับได้หมดเลย
สิ่งที่คุณควรจะดู เพื่อให้คุณบาดเจ็บน้อยที่สุด เวลารถมีปัญหาคือ “ศูนย์บริการ” ยี่ห้อที่คุณซื้อนั้น มีเยอะ หรือกระจายตัวครอบคลุมแค่ไหน
และต้องเช็กข่าว ดูดรามาด้วยว่า เวลาเกิดปัญหาบริษัทค่ายรถจัดการยังไง การดูแลหลังการขายเป็นยังไง
“ยี่ห้อ ที่คุณจะเลือกใช้ นอกจากดูรถ ดูราคารถ ดูความเสี่ยงเรื่องประกันภัย สิ่งที่ช่วยคุณตัดความเสี่ยง เรื่องอะไหล่ เรื่องอนาคตได้เนี่ย คุณต้องกลับไปดูในเรื่องของศูนย์บริการ
คุณก็ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มว่า สมมติมันเกิดอุบัติเหตุ หรือว่ามันมีชิ้นส่วนอะไรเสียหายขึ้นมาเนี่ย ไอ้ยี่ห้อนี้ ไอ้รุ่นนี้ที่เราตัดสินใจ เราเล็งไว้ว่าเราจะใช้ กำลังจะตัดสินใจเนี่ย เฮ้ย Feedback มันดีหรือเปล่า”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว”, “EV Cars Thailand”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


